30. ตอนที่ 29
ตอนที่ 29
“พาซูท่า คนคนนี้เป็นใครกัน ทำไมอยู่ ๆ ถึงซื้อหุ้นของบริษัทเราไปได้ตั้งสิบเปอร์เซ็นต์ นี่มันเป็นหุ้นใหญ่อันดับสองแล้วนะ” ชายชราที่ยังดูแข็งแรงดี กระแทกไม้เท้าถามบุตรชาย ผู้ซึ่งตอนนี้รับตำแหน่งเป็นผู้บริษัทกลุ่มบริษัทเลสต์เน่ อันเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำอันดับหนึ่งของโลก ด้านเครื่องดื่มและอาหาร บริษัทของพวกเขามีมูลค่ามากกว่าสองแสนเจ็ดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
“ตรวจสอบแล้วครับ เป็นชาวสยาม เอ่อ อายุสิบแปดปี” เลียมพูดตอบผู้เป็นพ่อ เขาเองก็อึ้งเหมือนกัน เมื่อได้รับรู้ว่าหุ้นกลุ่มบริษัทของพวกเขา ถูกกว้านซื้อไปถึงสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อตรวจสอบแล้ว ก็ยิ่งอึ้งมากขึ้น เมื่อคนที่ซื้อไปคือเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีเท่านั้น ตอนแรกเขาคิดว่ามีความผิดพลาดอะไรหรือเปล่า แต่ตรวจสอบแล้ว ก็พบว่าการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ เป็นไปอย่างถูกต้องทุกประการ
“อายุสิบแปด? มีใครหนุนหลังอยู่หรือเปล่า”
“ตรวจสอบไม่พบครับ คนคนนี้ลึกลับมาก นอกจากหุ้นบริษัทของเรา เขายังมีทรัพย์สินอื่นรวมกันอีกราว ๆ สามพันล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับมูลค่าหุ้นของบริษัทเราที่เขามีอยู่ในมือ ก็เท่ากับว่าเขามีทรัพย์สินราว ๆ สามหมื่นล้านดอลลาร์” สามหมื่นล้านดอลลาร์ ต่อหน้าพวกเขาที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มเลสต์เน่ ก็ไม่นับว่ามากอะไรนัก แต่เพราะว่าคนที่ครอบครองมัน คือเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีคนหนึ่ง และพวกเขาตรวจสอบหาเบื้องหลังไม่พบ ดังนั้นจึงสร้างความกังวลให้พวกเขา
สำหรับพวกเขาแล้ว คนที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือคนที่ตรวจสอบไม่ได้
“แกถือโอกาสที่เขาเป็นผู้ถือหุ้นคนใหม่ ติดต่อเขาไป ถามว่าเขาต้องการมาเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นหรือเปล่า หรือว่ามีความคิดเห็นอะไรต่อกลุ่มบริษัทของเรา” ความหมายของหลุยส์ก็คือ ให้ลูกชายหยั่งเชิงดูเจตนาที่แท้จริงของพสุธา
พสุธาไม่รู้เลยว่าในอีกซีกโลกหนึ่ง กำลังพูดคุยถึงเขาราวกับว่าเขาเป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง หลังจากที่รู้ว่าของรางวัลจากระบบเป็นอะไร เขาก็ห่อเหี่ยวไปพอสมควร
“เป็นอะไร ทำงานเหนื่อยเหรอ” ปฐพีถามพสุธา เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเจ้าตัวไม่สดใสเลยสักนิดเดียว
“คุณป๋ายังไม่กลับเหรอครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ เพราะว่านี่ก็เลยเวลาเที่ยงคืนไปแล้ว วันนี้เพราะลูกค้าที่เยอะมาก เขาเลยต้องทำงานล่วงเวลา แต่พันไมล์ก็บอกว่าวันพรุ่งนี้จะรับสมัครพนักงานล้างจานมาเพิ่มอีกสองคน
“ยังไม่กลับ นายเหนื่อยใช่ไหม จะปั่นจักรยานกลับไหวหรือเปล่า ให้พี่ไปส่งไหม” ปฐพีถามอีกครั้งอย่างใจดี
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก ผมแค่เจอเรื่องผิดหวังบางอย่าง” พสุธาตอบออกไป
ปฐพีเลิกคิ้ว สงสัยว่าพสุธาเจอเรื่องผิดหวังอะไรมา
“งั้นต้องการการปลอบใจไหม” ปฐพีไม่ถามถึงสาเหตุ แต่ถามถึงเรื่องการปลอบใจ
พสุธาส่ายหน้า ตอนนี้เขาไม่ต้องการการปลอบใจจากใครทั้งนั้น เขาแค่อยากจะทุบระบบ
ทำไมถึงให้ของไร้ค่ามา ให้หุ้นเขามาทำไม ต่อให้มูลค่าสูงขนาดไหน เขาก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้!
หากคนอื่นรู้ว่าความผิดหวังของพสุธา เกิดจากการได้รับหุ้นมูลค่าสองหมื่นเจ็ดพันล้านดอลลาร์สหรัฐ พวกเขาต้องเกิดความคิดอยากทุบตีคนเป็นแน่
“งั้นเดี๋ยวพี่เลี้ยงไอศกรีมก็แล้วกัน ว่ากันว่ากินไอศกรีมแล้วจะอารมณ์ดีขึ้น” ปฐพีพูด แล้วก็ไม่รอให้พสุธาปฏิเสธ เขาเดินนำหน้าไปที่รถทันที
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ เขาลังเลใจว่าจะเดินตามไปดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามไป เพราะถึงอย่างไร ตอนนี้ปฐพีก็ถือเป็นแหล่งรายได้ของเขา เงินที่ได้จากปฐพี เขาสามารถใช้อย่างไรก็ได้!
“คุณป๋าครับ แล้วรถของผม” พสุธาหมายถึงจักรยานของเขานั่นเอง
“เดี๋ยวพี่ให้คนยกไปส่งที่บ้านนายเหมือนเดิม” ปฐพีพูดอย่างไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
อืม ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่จริง ๆ นั่นแหละ แต่ถ้าเขาเป็นคนขับรถของปฐพี เขาคงจะอดด่าในใจไม่ได้ ถูกปลุกให้ตื่นมากลางดึกกลางดื่น เพราะมาขนจักรยานไปส่งเนี่ยนะ!
ปฐพีไม่ได้พาพสุธาไปกินไอศกรีมที่ไหนไกล เพราะว่าตอนนี้ ร้านไอศกรีมปิดหมดแล้ว มีแค่ซูเปอร์มาเก็ตที่พวกเขาไปเดินด้วยกันเมื่อวันก่อนเท่านั้น ที่ยังเปิดอยู่
“นายชอบกินแบรนด์ไหน” ปฐพีถามพสุธา
พสุธาก็กวาดสายตามองตู้ไอศกรีมที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ จนกระทั่งเขาไปเห็นตู้ไอกรีมของบริษัทเลสต์เน่ เขาก็สีหน้ามืดครึ้มขึ้นมาอีกรอบ
ของไร้ประโยชน์ แต่ว่าไหน ๆ เขาก็ถือหุ้นอยู่แล้ว ต่อไปนี้ถ้าจะกินไอศรีม ก็ต้องของเลสต์เน่นี่แหละ! เงินที่จ่ายออกไป ต้องได้กลับคืนมา!
“เอาอันนี้ครับ” พสุธาชี้ไปที่ตู้ไอศกรีมเลสต์เน่
“ได้ เอาแบบไหน รสอะไรดี” ปฐพีพูดถาม
พสุธาไม่ได้ตอบในทันที เขามองอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะหยิบไอศกรีมถ้วยรสช็อกโกแลตออกมา
“คุณป๋าทานไหมครับ” พสุธาถามปฐพี
“เอาแบบเดียวกับนายก็ได้” คนที่ไม่ค่อยกินไอศกรีม ก็ยอมกินเป็นเพื่อนพสุธา ก่อนจะพูดต่อ
“หยิบไปฝากศิลากับนะโมด้วยสิ” ปฐพีพูดอย่างใจกว้าง
พสุธาที่ตอนแรกก็คิดจะซื้อไปฝากพี่ชายและเพื่อนอยู่แล้ว ทว่าเมื่อนึกว่าปฐพีเป็นคนเลี้ยง เขาจึงเกรงใจ แต่ตอนนี้เจ้าตัวเอ่ยปากออกมาเองแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำอิดออด
“ขอบคุณนะครับ” พสุธาฉีกยิ้ม แล้วหยิบไอศกรีมที่พี่ชายและเพื่อนของเขาชอบออกมาจากตู้
ปฐพีมอง ก่อนจะหยิบไอศกรีมรถช็อกโกแลตอีกหลายถ้วยใส่ลงไปในตะกร้าที่พสุธาถืออยู่
“เยอะเกินไปแล้วครับ” พสุธารีบบอก
“แช่ตู้เย็นเอาไว้ วันไหนนายอารมณ์ไม่ดี ก็หยิบมากิน”
พสุธาพึมพำขอบคุณปฐพีอีกรอบ ก่อนที่พวกเขาจะเดินไปจ่ายเงินกัน ก่อนจะเดินออกมาที่ข้างรถ พสุธาคิดจะนั่งยอง ๆ กินไอศกรีมมันตรงนี้
“ไปนั่งกินบนรถเถอะ” ปฐพีพูดกับพสุธา
“กินบนรถได้เหรอครับ” พสุธามองปฐพีอย่างแปลกใจ เขาเคยได้ยินเฮียโก้บอกว่าปฐพีนั้นไม่ชอบให้คนเอาอะไรขึ้นไปกินบนรถ
“ได้สิ นั่งตรงนี้ยุงได้หามไปพอดี พี่ยังอยากกินอาหารฝีมือนายอยู่นะ”
เมื่อพสุธาได้ยินคำตอบของปฐพี เขาก็หัวเราะออกมา นี่คือเวทมนต์ของอาหารรสเลิศสินะ
“อารมณ์ดีขึ้นไหม” ปฐพีถามพสุธา หลังจากที่พวกเขากินไอศกรีมกันจนหมดถ้วยแล้ว
“ก็ดีขึ้นครับ” ตอนที่กินไอศกรีม พสุธาก็ลอบคำนวณดูว่ามูลค่าหุ้นที่เขาได้รับวันนี้ ถ้าแปลงเป็นค่าเงินบาท จะเท่ากับเท่าไร แล้วเขาก็พบข่าวดี เพราะมันมากกว่าเก้าแสนล้านบาท รวมกับที่เขามีอยู่เดิม นี่ไม่เท่ากับว่าเกินหนึ่งล้านล้านแล้วเหรอ
แบบนี้ภารกิจหลักของเขาก็เสร็จแล้วน่ะสิ
‘ระบบ ภารกิจหนึ่งล้านล้านของฉันสำเร็จแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่มีแจ้งเตือนเลยล่ะ’ พสุธาเรียกหาระบบ
‘ขอเน้นย้ำให้โฮสต์ทราบ ภารกิจของระบบก็คือ ให้โฮสต์สร้างทรัพย์สินหนึ่งล้านล้านด้วยตัวเอง ไม่ได้หมายถึงสินทรัพย์ที่ได้จากระบบ’
พสุธาได้ยินคำพูดนี้ของระบบ เขาก็ตัวแข็งทื่อ สมองหมุนคว้างไปในทันที
เขาต้องสร้างทรัพย์สินหนึ่งล้านล้านด้วยตัวเองเหรอ ไม่สามารถรวมกับรางวัลที่ระบบให้อย่างนั้นเหรอ
‘ระบบ นี่มันเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้!’ พสุธาทักท้วงในทันที เขารู้สึกว่าระบบวางยาเขา ผ่านมาสามปีแล้ว ทำไมเพิ่งจะบอกเขาเรื่องนี้
‘ไม่ ภารกิจนี้สามารถเป็นไปได้ ขอเพียงโฮสต์ต่อยอดรางวัลที่ได้รับจากระบบไปให้ดี’ ระบบให้คำแนะนำอย่างใจดีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พสุธาแววตาครุ่นคิด
‘ต่อยอดอย่างนั้นเหรอ หรือว่าฉันเอาของรางวัลที่ได้จากระบบไปหาเงินได้ใช่ไหม เทคโนโลยีชิปที่ได้มาจากระบบ ถ้าฉันผลิตขาย เงินที่ได้มาจากการขาย จะนับเป็นเงินที่ฉันหาเอง หรือเป็นเงินที่ระบบให้มา’ พสุธาถาม เขาต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้
‘นับเป็นเงินที่โฮสต์สร้างขึ้นมา’ ระบบพูดตอบ
พสุธาฮึกเหิมขึ้นมาทันที ตอนแรกเขาไม่ได้เร่งรีบเรื่องโรงงานผลิตชิป แต่ตอนนี้เขาต้องการรีบแล้ว
รีบก่อตั้งโรงงาน รีบสร้าง รีบผลิต รีบขาย รีบจบภารกิจ!
ขณะที่พสุธากำลังฮึกเหิมอยู่นั้น เขาก็ไม่ได้สังเกตรอบตัวเลยสักนิดเดียว ไม่รู้ว่าปฐพีพาเขามาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว
“ดินถึงบ้านแล้ว” ปฐพีเรียก เมื่อเขาเห็นพสุธานั่งเหม่อ เหมือนคนไม่รู้ตัวว่าได้กลับมาถึงบ้านแล้ว
เสียงของปฐพี ทำให้พสุธาหลุดออกจากภวังค์ เขากะพริบตาปริบ ๆ ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์
“อ้อ ถึงบ้านแล้ว ผมเผลอคิดอะไรเพลินไปหน่อย ไม่รู้ตัวเลย ขอบคุณคุณป๋านะครับที่พาไปเลี้ยงไอศกรีมปลอบใจ แล้วยังพาผมมาส่งถึงบ้านอีก” พสุธาพูดกับปฐพีเสียงใส
ปฐพีมองพสุธาที่กลับมามีพลัง ไม่ห่อเหี่ยวเหมือนก่อนหน้า ริมฝีปากของเขาก็คลี่ยิ้มบาง ๆ
“ไม่เป็นไร พี่ทำไปเพราะกลัวอารมณ์ของพ่อครัวจะส่งผลต่ออาหาร” ปฐพีพูดยิ้ม ๆ
“วางใจได้เลยครับ ผมมืออาชีพมาก เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ไม่เอามาปนกันเด็ดขาด” พสุธาพูดพลางตบอกตัวเอง
ปฐพีหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะออกปากให้พสุธาเดินเข้าบ้าน
“นายเข้าบ้านไปเถอะ พี่ก็จะไปแล้ว”
“ครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ คุณป๋าขับรถระวัง ๆ นะครับ”
“รู้แล้ว พี่ไม่ประมาทหรอก ยังรอกินของอร่อยจากนายอยู่ แล้วก็ราตรีสวัสดิ์นะ” ปฐพีพูดก่อนจะขับรถออกไป
พสุธามองตามท้ายรถของปฐพีอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เมื่อเขาหันกลับไปมอง ก็เห็นพี่ชายและเพื่อนสนิทยืนอยู่ด้านหลัง
“ที่ไม่ให้ไปรับ เพราะมีคุณป๋าขับรถมาส่งนี่เอง” นะโมพูดด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม เขาเน้นเสียงที่คำว่า ‘คุณป๋า’ อย่างมีเลศนัย
พสุธาถลึงตาใส่เพื่อน
“มึงอย่าเพ้อเจ้อน่า แล้วนี่กี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมยังไม่ไปหลับไปนอนกันอีก วันพรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงานกันหรือไง” พสุธาดุคนที่ไม่ยอมนอน เอาแต่รอเขากลับมาอยู่ได้
“นอนไปแล้วเถอะ แต่ได้ยินเสียงรถเลยตื่นขึ้นมา” นะโมตอบ ศิลาก็พยักหน้าหงึกหงัก แต่ไม่สบตา
“หลอกผีเถอะ รถคุณป๋าเงียบจะตาย มึงจะได้ยินได้ยังไง” พสุธาเปิดโปงเพื่อนอย่างใจร้าย
“โอ๊ย ง่วงนอนจังเลย ไปนอนดีกว่า ไปพี่หิน พวกเราไปนอนกันเถอะ” นะโมที่ถูกเพื่อนดุ ก็รีบหนีอย่างรวดเร็ว คว้าแขนศิลา พาวิ่งเข้าบ้าน
พสุธาแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะเดินตามเข้าไป ก็เห็นว่าคนที่บอกว่าจะไปนอน ไปยืนอุ่นนมอยู่ในครัว
“ไอศกรีมนี่ คุณป๋าซื้อมาฝาก หยิบกินกันตามสบายนะ” พสุธาเบื่อจะดุเรื่องรอเขา ดังนั้นจึงพูดเรื่องไอศกรีมแทน ขณะที่พูด เขาก็เรียงไอศกรีมเข้าช่องแช่แข็งของตู้เย็น
“ใช้ได้ ให้เพิ่มสองคะแนน” นะโมพยักหน้าหงึกหงัก
“สองคะแนนอะไรของมึง” พสุธาเลิกคิ้วถามนะโม
“คะแนนคุณป๋าของมึงไง ครบร้อยคะแนนเมื่อไร จะยอมรับเป็นเพื่อนเขย”
“โทษนะ แล้วมึงถามกูหรือยัง ว่ายอมรับไหม” พสุธาหมดคำจะพูดกับเพื่อนสนิทของตัวเองจริง ๆ
ศิลายิ้มบางมองน้องชายสองคนของตัวเองคุยกัน เขารักช่วงเวลาที่ได้อยู่กันพร้อมน่าพร้อมตาแบบนี้จริง ๆ เลย น่าเสียดายที่น้องชายช่วงเวลาทำงานไม่ตรงกับเขา และนะโม มีเพียงแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น ถึงจะได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“หิน วันนี้มีคนมาขอเบอร์ ขอแชท ขอไลน์อีกไหม” ขณะที่ศิลากำลังยิ้มอย่างมีความสุข ก็ถูกเสียงคาดคั้นของน้องชายปลุกขึ้นมา
“มีคุณพีรวิชญ์ขอเบอร์โทรศัพท์ นับไหม” พีรวิชญ์ที่ศิลาพูดถึง ก็คือผู้ชายของผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งของเท็นซีนั่นเอง
พสุธาขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะเขาก็ว่าพีรวิชญ์เป็นใคร และพีรวิชญ์ก็รู้ว่าพี่ชายของเขาเป็นใคร
เจ้าตัวขอเบอร์โทรศัพท์พี่ชายของเขาไปทำไม ต้องการใช้ติดต่อเรื่องงาน หรือมีอะไรมากกว่านั้น
“คุณพีรวิชญ์บอกว่ามีเรื่องให้ช่วย จะขอติดต่อมาภายหลังน่ะ” ศิลารีบพูดทันที
“แล้วหินได้ถามไม่ว่าต้องการให้หินช่วยเรื่องอะไร”
“ถามนะ แล้วก็บอกไปด้วยว่านอกจากเรื่องบัญชีแล้ว พี่ก็ไม่มีความสามารถอื่นแล้ว” ศิลาพูดแล้วยิ้มแห้ง
พสุธาอยากปลอบใจพี่ชาย แต่พี่ชายของเขาก็คล้ายเอาความฉลาดทั้งหมดไปใช้กับเรื่องบัญชีแล้วจริง ๆ
“ถ้าเขามีเรื่องอะไรขอให้ช่วย ถ้ามันทำให้หินลำบากใจ ก็ปฏิเสธไปเลยนะ” พสุธาพูดออกไป
“จะดีเหรอ เขาเป็นรองประธาน แล้วก็เป็นลูกชายของท่านประธานด้วยนะ ถ้าปฏิเสธไป เขาจะไม่ไล่พี่ออกจากงานใช่ไหม” ศิลาถามอย่างกังวล
“เขาไม่กล้าไล่หินออกหรอก หมายถึงหินมีความสามารถด้านบัญชีขนาดนี้ คนฉลาดเขาต้องยึดหินเอาไว้ ไม่ไล่ออกหรอก นอกจากสมองจะบวมน้ำ แต่ถึงไล่ออก หินก็ไม่ต้องกลัว มีบริษัทอีกมากมายที่รอหินอยู่” บริษัทศูนย์บริการรถยนต์ที่เขากำลังซื้อมานั่น ก็ให้ศิลาไปทำงานได้ หรือจะไปทำบัญชีที่ตึกเกรซ สำนักงานทนายความ โรงแรมที่เขาเป็นเจ้าของ หรือกระทั่งบริษัทเลสต์เน่สาขาสยาม เขาก็สามารถส่งพี่ชายของเขาไปทำงานได้
จริงสิ เขาก่อตั้งโรงงานผลิตชิปสำเร็จเมื่อไร ค่อยดึงศิลามาทำงานที่บริษัทชิปของเขาดีกว่า
พสุธาวางแผนอยู่ในใจ พีรวิชญ์ไม่รู้เลยว่าด้วยการขอเบอร์โทรศัพท์จากศิลา ทำให้บริษัทเท็นซีต้องสูญเสียนักบัญชีอัจฉริยะไป