31. ตอนที่ 30
ตอนที่ 30
“มึงกำลังทำอะไรน่ะ” นะโมถามพสุธา ที่กำลังจดจ่ออยู่กับการทำอาหารในห้องครัว
แน่นอนเขารู้ว่าพสุธากำลังทำอาหาร แต่ที่ถามก็เพราะเห็นว่ามีวัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรอยู่ด้วย
อ้อ ใช่ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ และพวกเขาก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา วันนี้พสุธาก็ได้หยุดงาน หลังจากที่ทำงานติดกันมาหกวัน
ส่วนที่ว่าพสุธากำลังทำอะไรอยู่นั้น ก็คือเขากำลังทำอาหารยาให้กับเพื่อนของปฐพี และทำเพื่อภารกิจด้วย
ทักษะอาหารที่เขาได้รับมาจากระบบ ไม่ได้ทำให้เขาทำอาหารเป็นทุกอย่าง และไม่ใช่อาหารมีราชาติอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ยังรวมถึงความรู้เรื่องสรรพคุณของวัตถุดิบต่าง ๆ ด้วย
วัตถุดิบเกือบทั้งหมดมีประโยชน์ แต่หากว่ารวมเข้าด้วยกัน สรรพคุณของมันก็จะขัดแย้งกันเอง ทำให้สูญเสียประโยชน์นั้นไป
เสียคุณค่าทางอาหารนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ที่น่ากังวลคือมันไม่เพียงแค่เสียคุณค่าทางอาหาร แต่ยังเป็นการสะสมพิษในร่างกายด้วย ต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี เพราะกับคนที่แข็งแรงดี ก็ไม่เท่าไร แต่คนที่ร่างกายอ่อนแอมาก ๆ ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง และอาจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเสียด้วยซ้ำ
กลับมาที่คำถามของนะโม
“กำลังทดลองทำอาหารบำรุงสุขภาพอยู่”
“มึงทำให้ใคร” นะโมถามอย่างสงสัย
“ก็ทำกินเองน่ะสิ” อาหารทดลองแบบนี้ เขาจะให้ใครกินได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่ตัวเอง ถึงอย่างไรถ้าเกิดปัญหาขึ้น ระบบก็ไม่ปล่อยให้เขาตายหรอก เขายังต้องทำภารกิจอยู่นะ
“มึงป่วยเหรอ”
“อะไรนะ ดินป่วยเหรอ ไปเร็ว พี่จะพาไปโรงพยาบาล” ศิลาที่เดินเข้ามาทันได้ยินคำถามของนะโม ก็ถามอย่างรีบร้อนทันที สีหน้าเข้ากับคำว่า ‘กระต่ายตื่นตูม’ เป็นที่สุด
“ไม่ใช่ แค่ทดลองทำอาหารสุขภาพเท่านั้น ไม่ได้ป่วยก็กินอาหารเหล่านี้ได้ เพื่อให้ได้มีสุขภาพที่ดีกว่าเดิม” พสุธาอธิบายอย่างใจเย็น
“แน่นะ ดินอย่าโกหกพี่นะ”
“ไม่โกหกหรอกน่า ถ้าป่วยจะรีบไปหาหมอ ไม่รอให้ใครบังคับหรอกน่า” พสุธาพูดจริง ๆ เขายังมีพี่ชายและเพื่อนสนิทอยู่ เขาจะยอมตายง่าย ๆ ได้ยังไง
เขาต้องแข็งแรง และพร้อมชนทุกปัญหา!
เมื่อได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นจากพสุธา ศิลาและนะโมก็สบายใจขึ้น และถามพสุธาว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า
“ไม่มีหรอก มีอะไรทำก็ไปทำกันเถอะ” พสุธาต้องการสมาธิในการรังสรรค์เมนูอาหารยา ดังนั้นเขาจึงขอให้พี่ชาย และเพื่อนออกจากห้องครัวไป
ไม่มีใครคัดค้านคำพูดของพสุธา ศิลา และนะโมพากันเดินออกจากห้องครัวไป
ตั้งแต่เช้าพสุธาขลุกตัวอยู่ในห้องครัว อาหารเช้า อาหารกลางวันสำหรับพี่ชาย และนะโม รวมถึงตัวเขาเอง ก็เป็นอาหารยาที่เขาปรุงขึ้นมาแล้ว ระบบยืนยันว่าปลอดภัย เพียงแต่ยังไม่ถึงระดับที่จะสามารถฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยได้ จนกระทั่งถึงมื้อเย็น พสุธาก็ทำอาหารที่ผ่านระดับที่เยียวยาและฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วยหนักได้
‘ยินดีด้วย โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ สามารถรังสรรค์อาหารยาที่ทำให้ผู้ป่วยวิกฤติมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ได้รับห้าสิบแต้มความลำบาก และกล่องสุ่มรางวัลระดับทองคำหนึ่งกล่อง โฮสต์ต้องการเปิดกล่องของรางวัลเลยหรือไม่’ เสียงของระบบที่ดังขึ้นมา ทำให้พสุธาฉีกยิ้มกว้างในทันที แต่เขาก็ตัดสินใจยังไม่เปิดกล่องรางวัล
เปิดกล่องสุ่มรางวัลครั้งที่แล้ว เขาได้ของที่ไร้ประโยชน์มา ดูเหมือนว่าดวงของเขาจะไม่ดีสักเท่าไร ดังนั้นเขาจะต้องรอดวงดี ๆ ก่อน แล้วค่อยเปิดกล่องรางวัล
‘เก็บเอาไว้ก่อน’ พสุธาตอบระบบ ก่อนที่เขาจะเอาอาหารยาที่เขาทำสำเร็จ ไปให้พี่ชายและนะโมกิน ส่วนของเพื่อนของปฐพี พสุธาตั้งใจจะทำให้ใหม่ในวันพรุ่งนี้แทน
“อร่อย ไม่คิดว่าอาหารยาจะอร่อยขนาดนี้ ไหนใครบอกว่าของอร่อยไม่ดี ของดีไม่อร่อย นี่มันอร่อยมากเลยเถอะ” นะโมพูดชมไม่หยุดปาก แม้ว่าเขาจะได้กินอาหารยามาแล้วสองมื้อ แต่มื้อนี้เป็นมื้อที่เขาคิดว่าอร่อยยิ่งกว่าสองมื้อแรกแบบเทียบไม่ได้เลย
“นั่นเพราะว่าดินทำยังไงล่ะ ดินทำอาหารอะไรก็อร่อยหมดเลย” ศิลาตาเป็นประกาย ถ้าพสุธาเป็นดารา ศิลาคือแฟนคลับอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
“ก็จริง”
“อร่อยก็กินเยอะ ๆ กินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย” พสุธาพูดแล้วตักไก่ในซุปให้กับพี่ชาย ก่อนจะตามด้วยนะโม
“เชื่อตั้งแต่มื้อแรกแล้วว่ามีประโยชน์ เมื่อเช้ากูตื่นมาปวดหัวนิดหน่อย พอได้กินอาหารยาที่มึงทำ หัวก็หายปวด รู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งผิดปกติด้วย”
“พี่ก็รู้สึกเหมือนกัน พี่ปวดไหล่มาก พอกินอาหารยาที่ดินทำให้ ก็หายปวดไปเลย” ศิลายืนยัน
พสุธาได้ยินแบบนี้ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายวาววับ เขามีหนทางหาเงินอีกแล้ว ต่อไปเขาเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพดีกว่า คนที่มากินสามารถเห็นผลประโยชน์ได้ตั้งแต่ครั้งแรก ร้านของเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปไม่รอดเลยสักนิด ไม่สิ ต้องเรียกว่าสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเลยด้วยซ้ำ
ยุคนี้เป็นยุคที่คนหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นด้วย พสุธาเชื่อว่าอาหารเพื่อสุขภาพของเขา จะได้ผลตอบรับที่ดีมาก ๆ
เช้าวันจันทร์ เพราะเมื่อคืนไม่ได้ทำงาน พสุธาได้นอนแต่หัวค่ำ เขาจึงตื่นเช้ามาทำอาหารเช้า และทำอาหารกลางวันใส่กล่องเก็บอุณหภูมิให้พี่ชาย และนะโม แน่นอนว่าอาหารที่เขาทำให้ในวันนี้ ยังเป็นอาหารยาเหมือนเดิม
“วันนี้ทุกคนที่ทำงานต้องอิจฉาพี่แน่”
“คนที่อู่ก็ต้องอิจฉาโมด้วย” นะโมพูดขึ้นบ้าง เพราะอาหารที่พสุธาทำนั้น หอมเหลือเกิน เขาเองแม้ว่าจะกินข้าวเช้าไปแล้ว ยังอดไม่ได้ที่จะอยากกินอีก
“รีบไปทำงานกันเถอะ แต่ขับรถระวังกันด้วยนะ” พสุธ่าพูดพลางโบกมือให้พี่ชายและเพื่อน
“ระวังอยู่แล้ว กูต้องมีอายุไปอีกร้อยปี เพื่อกินของอร่อย” นะโมพูดอย่างมาดมั่น
พสุธามุมปากกระตุก
“มึงจะให้กูทำอาหารให้กินไปอีกร้อยปีเลยเหรอ”
“ใช่น่ะสิ” นะโมก็ยืดอกพูดอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิดเดียว
พสุธาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา เมื่อเขาคิดว่าตอนนั้นเขาก็แก่จนต้องใส่ฟันปลอมแล้วล่ะมั้ง ถ้าเกิดเขาทำอาหารอยู่ดี ๆ แล้วฟันปลอมหลุดลงไปในกระทะ สายตาของเขาตอนนั้นจะมองเห็นหรือเปล่านะ
คงจะสนุกดีพิลึก ถ้าตอนนั้นนะโมกินฟันปลอมของเขาเข้าไปด้วย
เห็นพสุธาหัวเราะ นะโมก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี สงสัยว่าเพื่อนต้องกำลังคิดอะไรพิลึก ๆ อยู่แน่ ๆ แต่ว่าเขาไม่มีเวลาคาดคั้นแล้ว เขากำลังจะสาย หากไม่รีบออกจากบ้านตอนนี้ เขาจะต้องไปทำงานสายแน่ ๆ
เมืองหลวงเป็นอะไรที่พิลึกมากจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขาออกจากบ้านตอนเจ็ดโมง เขาจะไปถึงที่ทำงานเขาตอนเจ็ดโมงยี่สิบ แต่ถ้าเขาออกจากบ้านตอนเจ็ดโมงหนึ่งนาที เขาจะไปถึงที่ทำงานตอนแปดโมงครึ่ง
ศิลาเองก็ต้องรีบไปทำงานด้วยเหมือนกัน เขาและนะโมจึงขับรถของตัวเองออกจากบ้าน
พสุธามองตามทั้งคู่ จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความหาปฐพี เพื่อแจ้งว่าอาหารที่เขารับปากว่าจะทำให้เพื่อนของเจ้าตัวนั้น สามารถมารับได้ตอนกลางวัน
ปฐพีเคยมาส่งเขาที่บ้านสองครั้งแล้ว พสุธาไม่จำเป็นต้องส่งที่อยู่บ้านของเขาให้เจ้าตัว
ฝั่งปฐพีเมื่อได้รับข้อความจากพสุธา ก็รีบตอบกลับทันที บอกว่าตอนเที่ยงเขาจะมาให้ตรงเวลา
พสุธาไม่แน่ใจว่าที่เจ้าตัวรีบมาตรงเวลา เป็นเพราะรีบร้อนอยากได้อาหารไปให้เพื่อน หรือเนียนมากินข้าวกลางวันฝีมือเขา
อย่างไรความคลั่งไคล้ในอาหารฝีมือของเขา ปฐพีก็ไม่เป็นรองใครเลย
หลังจากที่ส่งข้อความตอบกลับข้อความของปฐพี พสุธาก็ได้รับสายจากทนายความเกษม
“คุณพสุธาครับ พินัยกรรมที่คุณพสุธาให้ผมร่าง เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมส่งเป็นไฟล์เอกสารลับให้ คุณพสุธาใส่รหัสผ่าน ถึงจะเข้าดูได้นะครับ ส่วนรหัสผ่าน เป็นวันเกิดของคุณพสุธา เดือนเกิดของคุณนะโม และปีเกิดของคุณศิลานะครับ” พสุธาเมื่อได้ยินว่ารหัสเข้าไฟล์เอกสารลับนั้นเป็นตัวเลขมาจากอะไร เขาก็ไม่รู้ว่าจะชื่นชมทนายเกษมอย่างไรดี
ช่างเก่งกาจในเรื่องการเอาอกเอาใจคนจริง ๆ
“ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมขอเวลาอ่านก่อน แล้วจะโทรศัพท์กลับไปนะครับ”
“คุณพสุธาไม่ต้องรีบนะครับ อ่านช้า ๆ ได้เลยครับ” ทนายความเกษมพูด เพราะว่าเรื่องพินัยกรรมนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ด้วยจำนวนทรัพย์สินของเจ้าตัว
“ผมจะอ่านช้า ๆ ครับ” พสุธารับปาก ก่อนจะกดวางสาย จากนั้นก็กดเข้าไฟล์ลับที่ทนายเกษมส่งมา เขากรอกรหัสลงไป พริบตาต่อมา ร่างพินัยกรรมก็ปรากฏในสายตาของเขา
พสุธาอ่านอย่างจริงจัง หลังจากที่อ่านจบแล้ว เขาก็นึกได้ว่าเขาลืมอะไรไป
ในร่างพินัยกรรมนี้ มีการเอ่ยถึงหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ของเขา บริษัทที่ก่อตั้งใหม่ของเขา ทั้งบริษัทแม่ และบริษัทลูก รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ และเงินสดต่าง ๆ แต่ว่าไม่ได้เอ่ยถึงหุ้นที่เขามีในบริษัทเลสต์เน่
เขาลืมแจ้งเรื่องนี้แก่ทนายเกษมไป
พสุธารู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะโทรศัพท์หาทนายความเกษม
“คุณพสุธา มีส่วนไหนที่ต้องการแก้ไขหรือเปล่าครับ” ทนายความเกษมถามพสุธา ทันทีที่รับสายโทรศัพท์
“มีที่ต้องเพิ่มเข้าไปครับ ก่อนหน้านี้ผมลืมบอกคุณไป เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมว่าง ๆ เลยซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งมาเล่น ๆ ครับ ไม่มากเท่าไร แค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น” พสุธาพูดตอบกลับไป
“หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์เหรอครับ ของบริษัทไหนครับ” ไม่ใช่ว่าต้องการละลาบละล้วง แต่เพราะต้องใส่ลงไปในพินัยกรรมด้วย ดังนั้นทนายความเกษมจึงได้ถามไป
แต่ตอนที่ถาม เขาก็รู้สึกชื่นชมแกมอิจฉากมาก งานอดิเรกของเด็กคนอื่น อาจจะเป็นเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือเล่นเกม แต่งานอดิเรกของพสุธาคือซื้อหุ้น
เบื่อ ๆ ว่าง ๆ ก็เลยซื้อหุ้นเล่น ๆ นี่เป็นคำพูดที่คนมีเงินอย่างพสุธาเท่านั้น จึงจะพูดได้
แต่เมื่อทนายความเกษมได้ยินคำตอบของพสุธา ว่าเจ้าตัวซื้อหุ้นบริษัทไหนมา เขาก็แทบจะตกเก้าอี้
“บริษัทเลสต์เน่ครับ”
“บอ บริษัทไหนนะครับ” ทนายความเกษมถามพสุธาเสียงสั่น เขาเกือบจะตกจากเก้าอี้แล้วเมื่อครู่นี้
“บริษัทเลสต์เน่ครับ” พสุธาตอบอีกรอบ
“บริษัทเลสต์เน่เดียวกับที่ผมคิดหรือเปล่าครับ” ทนายความเกษมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วถามอีกครั้ง
ทำไมเขาถึงต้องถามย้ำขนาดนี้น่ะเหรอ เพราะมันน่าเหลือเชื่อเกินไป
บริษัทเลสต์เน่ เป็นบริษัทแบบไหนกันล่ะ นั่นคือบริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่ากว่าสองแสนเจ็ดหมื่นล้านดอลลาร์ ย้ำว่าดอลลาร์ ไม่ใช่บาท ไม่ใช่วอน
แล้วหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ ต้องใช้เงินเท่าไรถึงจะซื้อมาได้ สองหมื่นเจ็ดพันล้านดอลลาร์ หรือราว ๆ เก้าแสนกว่าล้านบาท
เกือบหนึ่งล้านล้านเลยนะ คุณพสุธาไม่ใช่ว่ามีทรัพย์สินอยู่ที่ราว ๆ หนึ่งแสนล้านหรอกเหรอ นี่ยังไม่นับรวมว่ามูลค่าทรัพย์สินนี้ ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเงินสดทั้งหมด แล้วคุณพสุธาไปเอาเงินที่ไหนมาเกือบหนึ่งล้านล้าน ไปซื้อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์นี้
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ ที่น่าตกใจก็คือคุณพสุธาใช้วิธีไหนในการซื้อหุ้นบริษัทเลสต์เน่มาถึงสิบเปอร์เซ็นต์ หุ้นบริษัทเลสต์เน่นั้นซื้อได้ยากมาก แค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ยังแทบจะรวมไม่ได้ แต่คุณพสุธาซื้อมาได้ถึงสิบเปอร์เซ็นต์
นี่มันเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจ และตลาดหุ้นเลยนะ แล้วทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถึงไม่มีข่าวออกมาเลยล่ะ ปกติข่าวจากวอลสตรีตแล้วนะ
ทนายความเกษมไม่รู้ว่าไม่ใช่ไม่มีข่าว แต่เพราะหลายวันมานี้เขายุ่งมากเกินไป จากภารกิจของพสุธาที่มอบให้ ทั้งเรื่องก่อตั้งบริษัท ที่เขาผู้ซึ่งเป็นทนายความ ก็ต้องช่วยดูเรื่องเอกสารและข้อกฎหมายด้วย ไหนจะเรื่องเอาผิดทางกฎหมายกับนายสมพงษ์ รวมถึงเรื่องที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ทั้งจริงทั้งปลอมของพสุธา ทำให้ทนายความเกษมไม่มีเวลาไปติดตามข่าวสารเลยสักนิดเดียว
กลับมาที่พสุธา เมื่อเขาได้ยินคำถามของทนายความเกษม เขาก็มีสีหน้างุนงง
“บริษัทเลสต์เน่มีหลายบริษัทหรือครับ หุ้นที่ผมซื้อเป็นบริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มครับ” พสุธาตอบกลับ
คำยืนยันนี้ ทำให้ทนายความเกษมอึ้งกว่าเดิม
ถึงจะคิดไว้แล้ว แต่พอได้รับคำยืนยัน ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ
“หมายความว่าตอนนี้คุณพสุธามีทรัพย์สินรวมกว่าหนึ่งล้านล้านแล้วใช่ไหมครับ” ทนายความเกษมกลืนน้ำลายอึกใหญ่
เขาเคยเจอคนรวยมามาก แต่ตอนนี้พสุธาเป็นคนที่รวยที่สุดที่เขาเคยเจอ และน่าจะรวยที่สุดในประเทศแล้วด้วย!
แต่คนรวยคนนี้ ยังทำงานเป็นพนักงานล้างจานในร้านอาหารที่มีมูลค่าไม่ถึงหนึ่งในล้านของทรัพย์สินที่เจ้าตัวมี
โลกนี้เป็นเค้กหรือเปล่านะ อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าไม่เข้าใจโลกนี้เอาเสียเลย
คนที่รวยขนาดนี้ ทำไมไม่นั่งอยู่ในห้องทำงานหรูหรา จิบแชมเปญแพง ๆ กินอาหารหรูหรา แต่ไปทำงานเป็นพนักงานล้างจาน แลกค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท เพื่ออะไรนะ
ขณะที่ทนายความเกษมกำลังสงสัยในชีวิต สงสัยในโลกใบนี้ เขาก็ได้ยินคำตอบจากพสุธา
“อืม น่าจะใช่มั้งครับ ผมเองก็ไม่ได้ลองคำนวณดู อย่างไรตอนนี้ เงินก็เป็นแค่ตัวเลขสำหรับผม” พสุธาอดที่จะบ่นระบบในใจไม่ได้ ขณะที่ทนายความเกษมนั้นสงสัยในโลกยิ่งกว่าเดิม
ใช่ เงินหนึ่งล้านล้านเป็นแค่ตัวเลข แต่เป็นตัวเลขที่คนทั้งโลกใฝ่ฝันถึง อย่างน้อยก็มีเขาแล้วหนึ่งคน!
“แล้วตอนนี้นอกจากหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเลสต์เน่ คุณพสุธามีสินทรัพย์อื่นอีกหรือเปล่าครับ หรือมีแผนจะซื้อหุ้นบริษัทไหนเพิ่มอีกไหมครับ” ทนายความเกษมถาม
“อืม ตอนนี้ยังไม่มีครับ” กล่องรางวัลระดับทองคำนั่นก็ไม่รู้ว่าจะสุ่มได้อะไร เขาต้องรอโอกาสดี ๆ แล้วสุ่มออกมา
จริงสิ ถ้าอิงตามซีรีส์ ปฐพีควรจะเป็นตัวเอกของโลกใบนี้ใช่ไหม เจ้าตัวมีเอกลักษณ์ขนาดนั้น เมื่อเป็นตัวเอกลูกรักพระเจ้า ก็น่าจะดวงดีสินะ รอปฐพีมาก่อน แล้วเขาลองเปิดกล่องสุ่มดูดีกว่า
ฝั่งทนายความเกษม เมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา เขาก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
ถ้าพสุธายังซื้อหุ้น หรือซื้อบริษัทเพิ่มอีก เขาเกรงว่าหัวใจของเขาจะรับไม่ไหว
“แกมาพอดีเลย นัดหมอให้พ่อหน่อยสิ พ่ออยากจะไปตรวจร่างกายสักหน่อย” ทนายความเกษมพูดกับลูกชายคนโต ที่เดินเข้ามาพอดี หลังจากเขาวางสายจากพสุธาแล้ว
“หืม พ่อเป็นอะไร ไม่สบายตรงไหน” ปลื้มปีติพูดถามอย่างกังวลทันที
“ฉันคิดว่าฉันเป็นโรคหัวใจ” ทนายความเกษมพูดตอบ
“โรคหัวใจเหรอ ทำไมพอถึงคิดแบบนั้น” ปลื้มปีติถามอย่างกังวล
“เพราะตอนที่ฉันได้ยินคุณพสุธาบอกว่าเบื่อ ๆ ก็เลยซื้อหุ้นบริษัทเลสต์เน่มาสิบเปอร์เซ็นต์ มูลค่ากว่าเก้าแสนล้านบาท ฉันก็เกือบจะหัวใจวาย” ปลื้มปีติได้ยินคำตอบนี้จากผู้เป็นพ่อ เขาก็นิ่งชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด
“ผมคิดว่าผมก็ควรจะต้องตรวจหัวใจดูบ้าง เกรงว่าวันหน้า หัวใจของผมจะต้องทำงานหนักเหมือนกัน”