LNCrawler

32. ตอนที่ 31

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 31

“คุณป๋ามาพอดี ทานข้าวด้วยกันก่อนไหมครับ” พสุธาถามปฐพี เมื่อเจ้าตัวมาตอนเที่ยงแบบพอดีเป๊ะ ซึ่งเขาก็ตั้งโต๊ะอาหารเสร็จพอดี

อันที่จริงพสุธาถามไปอย่างนั้น เพราะรู้คำตอบดี อย่างไรปฐพีก็ไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน

“กินสิ พี่ยังไม่ได้กินข้าวพอดี” ปฐพีก็อยากจะตอบแบบรักษามารยาท แต่เมื่อคิดถึงรสชาติอาหารฝีมือของพสุธา เขาก็คิดว่าคนกันเอง จะต้องรักษามารยาทไปทำไมกัน

พสุธายิ้ม ก่อนจะเดินเข้าครัวไปตักข้าวมาให้ปฐพี

“อาหารที่ผมทำวันนี้ เป็นเมนูเดียวกับที่ทำให้เพื่อนคุณป๋านะครับ แล้วก็ยังมีอาหารอื่น ๆ อีกสองอย่าง เป็นอาหารเมนูเดียวกับข้าวกล่องของคุณป๋า” พสุธาพูด ที่เขาพูดแบบนี้ ก็เพื่อบอกเจ้าตัวว่าถ้าจะกินข้าวกลางวันกับเขา ก็เตรียมใจไว้ด้วยว่าตอนเย็นยังต้องกินเมนูเดียวกันอีก

แต่ปฐพีไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย อย่าว่าแต่กินติดกันสองมื้อ ให้เขากินติดกันสองสัปดาห์ยังไม่มีปัญหาเลย

“อันนี้ใช่ไหมที่เป็นอาหารผู้ป่วย” ปฐพีชี้ไปยังซุปไก่ดำใส่สมุนไพร

พสุธาพยักหน้า ซุปไก่ดำใส่สมุนไพรนี้ เป็นเมนูที่ทำให้เขาผ่านภารกิจของระบบ

“ใช่ครับ คุณป๋าลองชิมดู” พสุธาพูดแล้วก็ตักซุปใส่ถ้วยเล็ก ๆ ให้กับปฐพี

ปฐพีรับมาแล้วตักน้ำซุปชิม เมื่อลิ้นได้รับรสชาติที่กลมกล่อมนุ่มละมุม ทั้งยังไม่มีกลิ่นฉุนของสมุนไพร ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย จากนั้นก็วางช้อนแล้วใช้วิธีกระดกน้ำซุปจากถ้วย

“อร่อยมาก อาหารผู้ป่วยอร่อยขนาดนี้ได้ยังไง” ปฐพีถามพสุธาอย่างสงสัย แม้เขาจะรู้ว่าพสุธามีฝีมือการทำอาหารแบบที่หาคนเทียบไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะดีถึงขนาดที่ว่าอาหารผู้ป่วย ก็ยังทำออกมาได้อร่อยไม่แพ้อาหารปกติเลย ไม่สิ กระทั่งอร่อยกว่าด้วยซ้ำ กินแล้วยังให้ความรู้สึกสดชื่นด้วย

ปฐพีรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเบาสบายขึ้นมาก อาการปวดเมื่อยที่เคยมีก็หายไป อาการคัดจมูกที่มีอาการเมื่อคืน ลากยาวมาจนถึงตอนนี้ ก็หายไปแล้วด้วย

ปฐพีมองพสุธาด้วยสายตาซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

“อาหารนี่...ถ้าสูตรหลุดไป นายเสียหายยับเยินแน่” ปฐพีพูด เขารู้ว่าสูตรอาหารจานนี้ของพสุธา เป็นสูตรอาหารที่มีค่ามาก เพราะมันไม่ใช่แค่อร่อยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์มาก

อาหารยา เป็นแนวคิดที่กำลังนิยม และกำลังพัฒนาอยู่ในตอนนี้ แต่ไม่มีอาหารยาจานไหนเลยที่เห็นผลรวดเร็วทันใจแบบนี้

นี่เป็นอาหารยาแน่หรือ ไม่ใช่โอสถทิพย์แบบในนิยายใช่ไหม

“ไม่หลุดไปหรอกครับ ผมเองก็คิดจะเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ ดังนั้นแล้วจึงไม่มีทางให้หลุดไปแน่นอน” พสุธาพูดถึงแผนการของตัวเอง

“พี่ร่วมหุ้นด้วยได้ไหม ไม่ต้องการเงินปันผล ขอแค่ได้กินอาหารทุกมื้อก็พอ” ปฐพีเชื่อว่าถ้าพสุธาเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพจริง ๆ ไม่ถึงหนึ่งเดือน ร้านอาหารของพสุธาจะมีลูกค้าล้นทะลักจนยากจะเข้าไปกินได้ หากไม่ได้จองล่วงหน้าสักครึ่งปี

อาหารที่ทั้งอร่อย ทั้งเป็นยารักษาโรค มีใครบ้างที่จะไม่อยากกินมัน

“แบบนี้ผมก็ได้กำไรคนเดียวเลยสิครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ

“ใครบอก พี่ต่างหากที่ได้กำไร นายประเมินคุณค่าอาหารจานนี้ของนายน้อยเกินไปนะ” ปฐพีพูดอย่างจริงจัง

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะโคลงศีรษะ

“ผมยังไม่ได้เปิดร้านอาหารเร็ว ๆ นี้หรอกนะครับ ตอนนี้ผมยังยุ่ง ๆ อยู่เลย” พสุธาพูด

ปฐพีอดไม่ได้ที่จะพึมพำ

“ถ้านายเลิกเป็นเด็กล้างจาน นายก็มีเวลาว่างมากพอ”

“อะไรนะครับ” พสุธาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินที่ปฐพีพูด

“ไม่มีอะไร พี่แค่จะถามว่าซุปไก่ดำนี่ยังพอมีเหลืออีกไหม พี่อยากแบ่งไปให้คุณปู่ของพี่ทานบ้าง” ปฐพีพูด

คุณปู่พิภพของเขา ปัจจุบันอายุเจ็ดสิบห้าปีแล้ว หลายปีมานี้สุขภาพของท่านทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ปฐพีต้องการนำอาหารยานี้ไปให้คุณปู่ของเขากินด้วย

ถ้าเกิดว่าพสุธาบอกว่าไม่มีเหลือแล้ว เขาก็จะเอาส่วนของเขายกให้ท่าน

“ยังมีครับ ผมทำไว้หม้อใหญ่ทีเดียว” พสุธาถามเผื่อให้ศิลา และนะโมด้วย รวมถึงป้าแจ๋ว ดังนั้นจึงยังมีเหลืออยู่เยอะพอสมควร

“งั้นก็ดีเลย มีเท่าไร พี่เหมาหมดเลยได้ไหม เรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วง พี่ไม่เอาเปรียบนายแน่นอน”

“ผมจะเอาไปฝากป้าแจ๋ว แล้วก็แบ่งเก็บไว้ให้หินกับนะโม ที่เหลือคุณป๋ายกไปได้เลยครับ เรื่องเงินก็ไม่จำเป็น” พสุธาเห็นว่าตัวเองได้รางวัลจากระบบมาแล้ว อาหารจานนี้เขาไม่มีทางขาดทุน ดังนั้นจึงไม่เรียกเก็บเงินเพิ่ม

“ไม่ได้สิ พี่จะเอาเปรียบนายได้ยังไง ถ้านายไม่เก็บเงิน ต่อไปพี่จะกล้าขอให้นายทำอาหารอีกเหรอ” ปฐพีพูดอย่างจริงจัง

เรื่องข้าวกล่องของเขา เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่เขาทำกับพสุธาก่อนหน้านี้ ไม่นับรวมอาหารยานี้

ปฐพีไม่รอให้พสุธาปฏิเสธ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วโอนเงินห้าล้านให้กับพสุธา

เมื่อพสุธาเห็นยอดเงินที่โอนเข้ามาโดยปฐพี เขาก็มุมปากกระตุก

“นี่มันเยอะเกินไปนะครับ ซุปไก่ทั้งหม้อ ค่าวัตถุดิบไม่ถึงสามพันเสียด้วยซ้ำ” พสุธาพูดความจริงออกไป

“ไม่ใช่ค่าวัตถุดิบ แต่เป็นค่าฝีมือ” ปฐพีตอบอย่างจริงใจ เขาคิดว่าอาหารยาของพสุธา คู่ควรกับราคานี้

“งั้นก็ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจนะครับ” เมื่อมีคนให้คุณค่ากับสิ่งที่เขาทำ พสุธาก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าไม่ดีใจ

“รับไว้เถอะ พี่ก็จ่ายด้วยความเต็มใจเหมือนกัน” ปฐพีพูด ก่อนที่เขาจะลงมือกินข้าวต่อ เมื่อกินจนหมดแล้ว เขาก็ได้รับซุปไก่จากพสุธา ทั้งส่วนที่แบ่งเตรียมเอาไว้ให้เพื่อนของเขา และส่วนที่เขาเหมามา

“เดี๋ยวครับ คุณป๋าลืมข้าวกล่อง” พสุธาเห็นว่าไหน ๆ ปฐพีก็มาที่นี่แล้ว ก็เอาข้าวกล่องมื้อเย็นของเจ้าตัวไปเลย ตอนเย็นจะได้ไม่ต้องไปเอาที่ร้าน

“พี่ฝากไว้ก่อน เดี๋ยวตอนเย็นไปรับที่ร้านเหมือนเดิม” ปฐพีพูดก่อนจะเดินออกไป ไม่เปิดโอกาสให้พสุธาได้ทักท้วง

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ มองตามหลัง ก่อนจะไหวไหล่

เอาเถอะ แบกก็แบก

พสุธาคิดอย่างจนใจ ก่อนจะเดินขึ้นห้องไปงีบหลับอีกสักหน่อย ก่อนจะนึกได้ว่าเขาลืมเปิดกล่องสุ่มรางวัล

ช่างเถอะ ไว้เจอปฐพีอีกรอบ ค่อยเปิดก็ได้

พสุธาคิด ก่อนจะเคลิ้มหลับไป

 

ฝั่งปฐพี เมื่อเขาออกมาจากคฤหาสน์ของพสุธา ก็ตรงไปยังโรงพยาบาลรัศมีอินเตอร์ เพื่อนของเขารักษาตัวอยู่ที่นี่ เขาเดินไปยังห้องผู้ป่วยวีไอพีอย่างคุ้นชิน เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นชายคนหนึ่งที่ดูไม่เหมือนอายุยี่สิบปีเลย เหมือนเด็กอายุสิบสี่สิบห้าปีเสียมากกว่า ร่างกายผอมจนผิวหนังติดกระดูก ใบหน้าซีดเซียวซูบตอบ ลมหายใจก็แผ่วเบาจนน่ากังวล

“นายมาแล้ว” คนบนเตียงผู้ป่วยพูดเสียงเบา

“อืม มาแล้ว คุณลุงคุณป้าล่ะ กินข้าวกลางวันแล้วหรือยัง” ปฐพีถาม ในมือของเขาถือกล่องใส่ซุปไก่ดำอย่างทะนุถนอม

“กินแล้ว อ้วกออกมาแล้วด้วย ส่วนพ่อแม่ไปคุยกับคุณหมอ” แสงจันทร์ตอบติดตลก แต่เป็นตลกร้ายสำหรับครอบครัว และเพื่อนของเจ้าตัว

“ฉันเอาอาหารมาฝากนาย นายลองกินดูสักหน่อยสิ” ปฐพีพูด

“ไม่เอา ไม่อยากอ้วกแล้ว เหนื่อยเกินไป” แสงจันทร์ส่ายหน้าปฏิเสธ เขาทรมานมากเกินไป กับการที่กินอาหารเข้าไป แล้วต้องอาเจียนออกมา ความทรมานนี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้เขาทรมานจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะพ่อแม่ของเขา ไม่พร้อมจะปล่อยเขาไป

“ลองดูหน่อยสิ บางทีอาจจะไม่อ้วกออกมาก็ได้”  ปฐพีพูดพลางหมุนเปิดฝากล่องอาหาร กลิ่นหอมฟุ้งของซุปไก่ดำก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

แสงจันทร์ที่เหม็นกลิ่นอาหารมาตลอด ดวงตาก็ขยับเบิกกว้าง เพราะอาหารที่เพื่อนของเขานำมานี้ นอกจากไม่เหม็นแล้ว ยังมีกลิ่นหอมมากด้วย หอมจนกระตุ้นให้เขาต้องกลืนน้ำลาย ความอยากอาหารที่ไม่มีมานานเท่าไรแล้วก็จำไม่ได้ พุ่งขึ้นมา

“มา ลองดูหน่อย” ปฐพีพูดแล้วใช้ช้อนตักน้ำซุปป้อนเพื่อน

แสงจันทร์ก็เปิดปากรับน้ำซุปเข้าไป จากนั้นก็กลั้นใจเตรียมตัวรับอาการคลื่นไส้ ทว่าเขารออยู่หลายชั่วลมหายใจ อาการที่เคยเกิดขึ้นทุกครั้งที่กินอาหาร ก็ไม่ปรากฏ

“เอาอีกไหม” ปฐพีถาม เขาเห็นแววตาที่มีความแปลกใจของเพื่อน ก็รู้ว่าอาหารจานนี้ของพสุธา ใช้ได้ผลกับเพื่อนของเขาเช่นกัน

“อื้ม อร่อย กินแล้วไม่คลื่นไส้เหมือนปกติ” แสงจันทร์พูดตอบ

ปฐพียิ้มอย่างดีใจ เขาป้อนน้ำซุปให้เพื่อนของเขาต่อเรื่อย ๆ จนกระทั่งใกล้หมด ประตูห้องก็เปิดออก ชายหญิงวัยกลางคนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลก็เดินเข้ามา

“หืม ป๋าเหรอลูก มาตั้งแต่เมื่อไร” คุณจันทิมา มารดาของแสงจันทร์พูดถาม

“เพิ่งมาได้สักพักครับ ผมเอาซุปไก่มาให้แสงจันทร์ลองกินดู” คำตอบนี้ของปฐพี ทำให้คุณจันทิมาน้ำตารื้น เพราะว่าเมื่อครู่นี้เอง ที่หมอบอกกับเธอว่า หากลูกชายของเธอยังคงทานอะไรไม่ได้อีก ก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงครึ่งเดือน

“ลำบากป๋าแล้วลูก แต่ลูกชายของป้า..” คุณจันทิมาต้องการจะพูดว่าลูกชายของเธอนั้นไม่สามารถกินอาหารอะไรได้เลยในตอนนี้ แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นน้ำซุปที่เหลือเพียงก้นถ้วย และลูกชายที่สีหน้าดีขึ้นมากว่าเดิม เธอก็เบิกตากว้าง

“นี่ นี่ นี่ลูกชายของป้ากินหมดเลยเหรอ” คุณจันทิมาถาม คุณพันแสงผู้เป็นบิดา ก็มองอย่างคาดหวังเช่นกัน

“จันทร์ทานเองครับคุณแม่” เป็นแสงจันทร์ที่พูดตอบมารดาของตัวเอง น้ำเสียงที่พูดตอบ ก็ดูมีพลังชีวิตมากกว่าก่อนหน้านี้ ไม่ไร้เรี่ยวแรงราวกับคนที่กำลังจะหมดลมหายใจได้ทุกเมื่อ

คุณจันทิมา คุณพันแสง เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย ก็หลั่งน้ำตาออกมาทันที ดีใจจนแทบจะทรุดตัวลง

ในที่สุดลูกชายของเธอก็ทานอาหารได้แล้ว

“ลูก ลูกกินได้จริง ๆ ใช่ไหม รู้สึกเป็นยังไงบ้าง อยากอาเจียนไหม คลื่นไส้หรือเปล่า” คุณจันทิมาถาม เธอไม่ได้พุ่งเป้าไปที่อาหาร แต่นี่คืออาการที่ลูกชายของเธอเป็นทุกครั้ง หลังจากที่รับอาหารเข้าไป ดังนั้นเธอจึงมีทั้งความหวัง และความกลัว กลัวว่าจะผิดหวัง

“ไม่ครับ อาหารที่ป๋าเอามาอร่อยมาก กินแล้วรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นเยอะ ตรงนี้ก็ไม่เจ็บแล้ว” มือผอมแห้งจับไปที่หัวใจ

คุณจันทิมาได้ยินลูกชายพูดตอบยาวเหยียด ไม่ขาดช่วง ไม่ดูเหนื่อย ไม่มีอาการหอบหายใจ เธอก็ใจเต้นแรงขึ้นมา

“ลูกพูดจริง ๆ ใช่ไหม ไม่ได้โกหกแม่นะ ไม่ แม่ต้องไปตามคุณหมอมาดูอาการลูกก่อน” คุณจันทิมาพูดแล้วก็วิ่งออกไปทันที

คุณพันแสงก็อยากจะตามภรรยาออกไปด้วย แต่แล้วเขาก็มองที่ปฐพี

“อาหารนี้ป๋าได้มาจากไหนหรือ” คุณพันแสงถาม

“น้องชายของผมทำเองครับ”

“ป๋ามีน้องชายตั้งแต่เมื่อไร” คุณพันแสงถามอย่างแปลกใจ เขารู้ว่าปฐพีมีพี่ชายอยู่หนึ่งคนเท่านั้น

“เป็นน้องชายคนสนิทของเพื่อน แล้วผมก็ถือว่าเขาเป็นน้องชายของผมด้วยครับ” ปฐพีตอบ

“ใช่คนที่ป๋าพูดถึงบ่อย ๆ หรือเปล่า ที่บอกว่าทำอาหารอร่อย แล้วก็เก่งมาก ที่แปลนิยายให้เราอ่านด้วย” แสงจันทร์ถาม ปฐพีก็พยักหน้า

“ใช่ คนนั้นนั่นแหละ” ปฐพีพูดตอบ แล้วยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ คุณจันทิมาก็ลากหมอเข้ามาแล้ว

หมอที่เขามา เป็นหมอเจ้าของไข้ของแสงจันทร์ ดูแลแสงจันทร์มาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกที่เขาถูกลากเข้ามา ก็คิดว่าเป็นเพราะคุณจันทิมากังวลกับอาการของลูกชายเกินไป จนคิดมากไปเอง แต่เมื่อเขาเห็นแสงจันทร์ที่สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนปกติ ลมหายใจก็ดูมีพลังขึ้นมากว่าก่อนหน้า ทั้งยังดูมั่นคงด้วย ไม่เหมือนแสงเทียนที่ถูกลมพัดจนอาจจะวูบดับได้ทุกเวลา

“ขอหมอดูหน่อย” คุณหมอหยิบสายตรวจฟังหัวใจมาทาบลงบนหน้าอกของแสงจันทร์ เขาฟังเสียงหัวใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็ดึงออก จากนั้นก็ตรวจม่านตา จับชีพจร ใช้เครื่องวัดความดัน วัดปริมาณออกซิเจน ยิ่งตรวจเท่าไร สีหน้าของเขาก็ยิ่งแปลกขึ้นเรื่อย ๆ

“ขอผมเจาะเลือดไปตรวจดูหน่อย” คุณหมอพูด จากนั้นก็เรียกพยาบาลเอาอุปกรณ์เจาะเลือดเข้ามา

“เอาไปตรวจ” ส่งหลอดเลือดที่เจาะมาแล้วให้พยาบาลนำไปตรวจสอบ

“คุณหมอ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ” คุณจันทิมาเห็นคุณหมอมีท่าทางผิดปกติ เธอจึงถามอย่างกังวล

“พวกคุณให้คนป่วยกินยาอะไรเข้าไปหรือเปล่า” คุณหมอไม่ได้ตอบ แต่พูดถาม

“ไม่นี่คะ นอกจากยาที่คุณหมอสั่งจ่าย พวกเราก็ไม่ได้ให้ลูกกินยาอะไรนะคะ เราจะกล้าให้เขากินยามั่ว ๆ ได้ยังไง” คุณจันทิมาตอบ

“งั้นเหรอ แปลก จากผลตรวจเบื้องต้น อาการของผู้ป่วยดีขึ้นกว่าเดิม มีสัญญาณของการฟื้นฟู ลมหายใจเริ่มมั่นคง หัวใจก็เริ่มเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ความดัน ชีพจร แม้ว่าจะยังผิดปกติอยู่บ้าง แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก” คุณหมอพูดอย่างแปลกใจ เพราะไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ คนป่วยยังจัดอยู่ในภาวะเกินเยียวยา ถูกวินิจฉัยว่ามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินครึ่งเดือนเท่านั้น แต่ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ร่างกายก็ดีขึ้นมากจนน่าเหลือเชื่อแบบนี้ มันชวนให้พิศวงเหลือเกิน

ฝั่งคนฟัง เมื่อได้ยินคำพูดของคนเป็นหมอ ก็ดีใจจนแทบบ้า โดยเฉพาะคุณจันทิมาที่พุ่งไปเขย่าตัวหมอ ถามย้ำ ๆ ว่าที่พูดนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า เธอไม่ได้หูแว่วไปเอง หรือว่าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ร้อนถึงคนเป็นสามีต้องรั้งตัวเอาไว้ แต่มือที่สั่นสะท้านของคุณพันแสง ก็บอกได้ว่าเจ้าตัวก็ตื่นตะลึงกับเรื่องที่ได้ยินเช่นกัน

“รอผลตรวจเลือดออกมาก่อน หมอถึงจะให้คำตอบที่แน่ชัดได้ แต่ว่าคุณไม่ได้ให้ผู้ป่วยกินอะไรแน่นะ” คุณหมอถาม ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นถ้วยซุปที่ยังอยู่ในมือของปฐพี

“นั่นอะไร” คุณหมอถามทันที ดวงตาจ้องเขม็ง เขาสังหรณ์ใจว่ามันอาจจะเป็นตัวการสำคัญ

“นี่ซุปไก่ดำครับ ผมเอามาลองให้เพื่อนกิน” ปฐพีพูดตอบ

“ซุปไก่ดำ? คุณกินได้เหรอ ไม่มีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียนเหรอ” คุณหมอถามแสงจันทร์

แสงจันทร์ก็พูดตอบไปอย่างที่ตอบผู้เป็นบิดามารดา

คุณหมอมีสีหน้าเหมือนฟังเรื่องมหัศจรรย์

ดูจากสถานการณ์แล้ว มันชี้ว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้นเพราะซุปไก่ดำถ้วยนี้ แต่นี่เป็นไปได้อย่างไร แค่อาหารถ้วยเดียว จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยฟื้นคืนขึ้นมาได้อย่างไร นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไป เรื่องแบบนี้มันมีแต่ในนิยายไม่ใช่เหรอ

“ผมขอเอาซุปไก่ดำถ้วยนี้ไปวิเคราะห์ได้ไหม” ถึงไม่อยากจะเชื่อ แค่คุณหมอก็ต้องการพิสูจน์ดู

“ไม่ได้ครับ สูตรอาหารนี้เป็นสูตรลับของน้องชายผม” ปฐพีส่ายหน้าปฏิเสธ

คุณหมอผิดหวังทันที เขาอยากจะลองเกลี้ยกล่อมดู แต่สุดท้ายก็ได้แต่กลืนคำพูดลงคอ

เขารู้จักปฐพีดี เจ้าตัวไม่ใช่แค่เพื่อนของผู้ป่วย แต่ยังเป็นลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลนี้ เมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธ เขาก็ทำอะไรไม่ได้

“งั้นก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมขอตัวก่อน รอจนผลเลือดออกมา แล้วผมจะกลับมาอีกครั้ง” คุณหมอพูดแล้วก็เดินออกไป แต่ก่อนจะพ้นประตู เขายังอดหันมามองถ้วยซุปไก่ดำในมือปฐพีไม่ได้ อยากจะวิ่งเข้าไปแย่งมาเสียเหลือเกิน

ปฐพีคล้ายล่วงรู้ความคิดของคุณหมอ เขาดับฝันอีกฝ่าย ด้วยการส่งน้ำซุปคำสุดท้ายเข้าปากเพื่อน

“ป๋า อาหารนี่..” คุณจินทิมาไม่อยู่ตอนที่สามีเธอถาม เธอจึงได้ถามอีกครั้ง และปฐพีก็ตอบเหมือนเดิม

“แบบนี้ แบบนี้ป้าขอซื้อสูตรได้ไหม เท่าไรป้าก็จ่ายได้ จะเรียกสิบล้าน ยี่สิบล้านก็ได้” คุณจันทิมาพูด

“ไม่ได้หรอกครับ เจ้าของสูตรเขาต้องการจะเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพ สูตรนี้เป็นสูตรสำคัญของร้าน อีกอย่างคุณป้าไม่ต้องกังวลหรอกครับ ดินรับปากแล้วว่าจะทำซุปไก่ดำนี้ให้อีก” ปฐพีพูดตอบ

เขาปกป้องผลประโยชน์ของพสุธา ในขณะเดียวกันก็ยังรับประกันว่าเพื่อนของเขาจะยังได้ทานอาหารยานี้ต่อไป

คุณจันทิมาอยากจะพูดขอร้องต่อ แต่สามีของเธอดึงแขนเธอเอาไว้ แล้วส่ายหน้าห้าม

อาหารจานนี้ เขาเองก็มองออกถึงประโยชน์ และคุณค่าของมัน หากว่าร่างกายของลูกชายของเขาฟื้นฟูขึ้นมาได้เพราะซุปไก่ดำถ้วยนี้จริง ๆ มูลค่าของมันก็ไม่ใช่แค่สิบยี่สิบล้าน แต่ประเมินค่าไม่ได้เลยต่างหาก

และคุณพันแสงก็ได้รับการยืนยันว่าความคิดของเขานั้นถูกต้อง เมื่อคุณหมอกลับเข้ามาพร้อมกับผลเลือด แล้วบอกว่าร่างกายของแสงจันทร์กำลังฟื้นฟูอยู่จริง ๆ และหากร่างกายยังฟื้นฟูเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ความหวังที่จะหายดีก็อาจจะไม่ไกลเกินฝัน

คุณจันทิมา และคุณพันแสง รวมถึงตัวแสงจันทร์ก็ร้องไห้ออกมาทันที พวกเขาไม่ได้ร้องไห้เป็นครั้งแรก แต่ทุกครั้งนั้นร้องไห้เพราะความสิ้นหวัง แต่ตอนนี้เสียงร้องไห้ของพวกเขา ดังเพราะความหวัง

“ขอบคุณคุณหมอ ขอบคุณป๋านะลูก” คุณจันทิมาขอบคุณคุณหมอ แล้วก็ขอบคุณปฐพี

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ เป็นดินต่างหากที่ทำ”

“ป้าอยากขอบคุณน้องดินด้วยเหมือนกัน ป๋าพาป้าไปเจอน้องดินหน่อยสิลูก” คุณจันทิมาพูด คุณพันแสงก็พยักหน้าด้วย เขาก็อยากขอบคุณคนที่ช่วยยื้อชีวิตลูกชายของเขาเอาไว้

“คุณพ่อ จันทร์เคยได้ยินมาว่าน้องดินถูกพ่อแม่ที่แท้จริงปฏิเสธ คุณพ่อคุณแม่รับน้องดินมาเป็นลูกบุญธรรมสิครับ” แสงจันทร์พูด

เขาไม่ได้อยากให้พ่อแม่รับพสุธาเป็นลูกบุญธรรม เพราะหวังผลประโยชน์จากซุปไก่ดำของเจ้าตัว แต่เป็นเพราะรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ขอบคุณที่อีกฝ่ายช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความทุกทรมาน ช่วยให้เขามีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป พสุธาเหมือนคนที่ฉุดดึงเขาขึ้นมาจากนรก

“หืม มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” คุณจันทิมาถามปฐพี

ปฐพีไม่ได้ตอบคุณจันทิมาทันที แต่หันไปถามแสงจันทร์

“นายรู้เรื่องนี้ได้ยังไงน่ะ” เขาเล่าเรื่องของพสุธาให้แสงจันทร์ฟัง เท่าที่จำได้ก็มีแต่เรื่องฝีมือการทำอาหารของเจ้าตัว เรื่องความสามารถด้านภาษาของเจ้าตัว แต่ไม่ได้เล่าเรื่องครอบครัวอย่างแน่นอน

“พวกพยาบาลคุยกัน แล้วเราบังเอิญได้ยิน” แสงจันทร์พูดตอบ

“เหมือนว่าลุงจะเคยได้ยินข่าวลืออยู่นะ เป็นลูกชายที่ถูกอุ้มผิดตัวของบ้านกิจอนันต์ใช่ไหม ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ประกาศตัดความสัมพันธ์ไปแล้วด้วย ถึงขนาดทำหนังสือตัดขาดเลยทีเดียว สรุปแล้วเด็กคนนั้นคือน้องดิน น้องของป๋าหรอกเหรอ”

“เรื่องนี้ป้าก็เคยได้ยินนะ ยังพูดกับคุณลุงเขาอยู่เลยว่าสองสามีภรรยานั่นบ้าหรือเปล่า เจอลูกตัวจริงแล้ว ทำไมไม่พากลับมา ต่อให้ตัดใจจากลูกที่อุ้มผิดไม่ได้ แต่อย่างไรก็ต้องชดเชยให้กับลูกตัวจริงไม่ใช่เหรอ นั่นคือเลือดเนื้อเชื้อไข คือลูกที่อุ้มท้องมาเกือบสิบเดือนนะ” คุณจินทิมาพูดด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ เมื่อได้ยินจากสามีว่าบ้านนั้นถึงขนาดประกาศตัดขาดกับลูกที่แท้จริง เธอก็ยิ่งทั้งโกรธทั้งโมโห

เด็กดี ๆ แบบนั้นไม่รัก ไปรักเด็กจอมเสแสร้งนั่น เธอล่ะไม่เข้าใจสมองคนนั้นบ้านจริง ๆ เลย แล้วก็ไม่แปลกใจด้วย ที่กิจการจะย่ำแย่ลงทุกวัน

ปฐพีไม่คิดว่าสองสามีภรรยาที่วัน ๆ ยุ่งอยู่กับงาน และการดูแลลูกชาย จะรู้เรื่องของพสุธาด้วย

“ก็ประมาณนั้นนั่นแหละครับ” เมื่อเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว เขาก็ตอบได้แค่นี้

“เหอะ ผัวเมียคู่นั้นโง่จริง ๆ เลย ทิ้งเพชรล้ำค่า เพื่อประคองก้อนกรวด คุณคะ เรารับน้องดินเป็นลูกบุญธรรมกันเถอะค่ะ บ้านนั้นไม่อยากมีลูกเพิ่ม แต่ฉันอยากมี ฉันจะรักน้องดินเหมือนที่รักลูกจันทร์เลย” คุณจินทิมาพูดจากใจจริง เธอก็รู้สึกติดหนี้บุญคุณพสุธาด้วยเช่นกัน

“เรื่องรับน่ะ ผมไม่มีความเห็นคัดค้านอะไร ออกจะยินดีเสียด้วยซ้ำ แต่ต้องดูน้องดินด้วย ว่าเจ้าตัวยินยอมหรือเปล่า” คุณพันแสงคิดว่าคนที่ขนาดได้รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นเศรษฐี ยังไม่ยอมตามกลับบ้าน จะอยากเป็นลูกชายบุญธรรมของคนอื่นจริง ๆ เหรอ ยิ่งเจ้าตัวมีความสามารถ มีสูตรอาหารล้ำค่าอยู่ในมือ เรื่องที่จะรับพ่อแม่บุญธรรม ยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

เมื่อยืนหยัดได้ด้วยตัวเองแล้ว จะต้องไปอยู่ใต้ชายคาคนอื่นเพื่ออะไรกัน