33. ตอนที่ 32
ตอนที่ 32
“ป้าขอบคุณมากนะลูก ขอบคุณจริง ๆ ที่ช่วยชีวิตลูกชายของป้าเอาไว้ หนูคือผู้มีพระคุณของป้า และครอบครัวของเรา หนู...” พสุธายืนนิ่งอย่างสับสนมึนงง เมื่อเขาเดินเข้าร้านอาหารมา ก็ถูกคุณป้าคนนี้พุ่งตัวเข้ามากุมมือของเขาเอาไว้ แล้วพูดขอบคุณไม่หยุด พูดไปน้ำตาคลอไป ทำเอาเขาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หันไปมองปฐพี
“คุณพอแล้ว น้องดินสับสนไปหมดแล้ว” คุณพันแสงดึงภรรยาของตัวเองออกมา ก่อนจะพูดกับพสุธาเสียงทุ้มนุ่ม
“ป้าเขาแค่อยากจะขอบคุณน้องดิน ที่ช่วยทำอาหารให้ลูกชายของพวกเราน่ะ อาหารที่น้องดินทำ ลูกชายของลุงกับป้ากินจนหมด ทั้ง ๆ ที่กินอะไรไม่ได้มานานแล้ว หลังกินแล้วร่างกายยังดีขึ้นจนหมอยังประหลาดใจ ลุงกับป้าไม่รู้ว่าจะขอบคุณพวกเรายังไงดี เลยอยากจะถามว่าน้องดินเต็มใจยอมรับพวกเราเป็นพ่อแม่บุญธรรมไหม ไม่ต้องกลัวนะ ลุงกับป้าจะรักน้องดินเหมือนที่รักลูกแท้ ๆ เลย” คุณพันแสงพูด ตอนแรกเขาดูใจเย็น แต่ตอนหลังก็เห็นได้ชัดว่าใจร้อนไม่แพ้ภรรยา ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดเรื่องรับพ่อแม่บุญธรรมตั้งแต่ตอนนี้
พสุธาแปลกใจยิ่งกว่าเดิม
อะไรนะ รับทั้งคู่เป็นพ่อแม่บุญธรรมอย่างนั้นเหรอ ทำไมถึงมีคนอยากจะได้เขาเป็นลูกบุญธรรมอีกแล้วล่ะ เขาเพิ่งตัดขาดพ่อแม่จริงกับพ่อแม่ปลอมไปเองนะ!
“คุณลุงคุณป้าเป็นพ่อแม่คุณแสงจันทร์นี่เอง ไม่ต้องขอบคุณผมขนาดนี้หรอกครับ ผมรับเงินมาจากคุณป๋า ทำตามที่คุณป๋าขอ หากสิ่งที่ผมทำมีประโยชน์ ก็ถือว่าเป็นความดีความชอบของคุณป๋าครับ” พสุธาไม่รับความดีความชอบนี้เช่นกัน ไม่ใช่อะไร เป็นเพราะเขารับมือกับความรู้สึกตื้นตันอย่างล้นเหลือของคนทั้งคู่ไม่ไหว
“ป๋าพวกเราก็ขอบคุณ แต่กับหนู พวกเราก็ต้องขอบคุณด้วยเหมือนกัน หนูเหมือนกับมือที่ฉุดพวกเราขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความสิ้นหวัง หนูไม่รู้หรอกว่าวันทุกวันป้ากับลุงน่ะนอนไม่เคยหลับสนิทเลย ได้แต่ภาวนาขอให้ลูกชายของป้าแข็งแรงขึ้น ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย วันนี้คำภาวนาที่พวกเราขอนั้นเป็นจริง แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าเป็นเพราะน้องดิน ดังนั้นพวกเราจึงต้องขอบคุณให้ดี ๆ” คุณจันทิมาพูด
พสุธาลอบถอนหายใจ
“ถ้าอย่างนั้นผมรับไว้แค่คำขอบคุณก็พอแล้วครับ เรื่องรับพ่อแม่บุญธรรม ผมขออนุญาตปฏิเสธนะครับ” พสุธาปฏิเสธอย่างหนักแน่น
คุณจันทิมาทำท่าจะพูดต่อ แต่คุณพันแสงดึงแขนเธอไว้ แล้วส่ายหน้าห้ามปราม
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาความสบายใจของน้องดินเป็นหลัก แต่ขอให้น้องดินรู้ไว้นะ พวกลุงกับป้าพร้อมจะเป็นครอบครัวและที่พึ่งให้น้องดิน วันหน้าเจอเรื่องคับข้องใจอะไร ไปหาพวกเราได้เลย พวกเราพร้อมที่จะช่วยเต็มที่” คุณพันแสงให้คำมั่นสัญญา
“ขอบคุณครับ” พสุธายิ้มรับคำมั่นสัญญานึ้ ก่อนจะขอตัวไปทำงานต่อ ก่อนจะไป ยังไม่ลืมส่งข้าวกล่องให้กับปฐพี และเพื่อนอีกสองคนของเจ้าตัว
หลังจากที่พสุธาไปทำงานของเจ้าตัวแล้ว ปฐพีก็ไม่ได้อยู่ที่ร้านต่อ เขากลับออกไปพร้อมกับคุณจันทิมา และคุณพันแสง แต่ว่าไม่ได้ไปกับทั้งคู่ เขาตรงไปที่คฤหาสน์ของครอบครัว เอาซุปไก่ดำไปให้คุณปู่ของเขาได้ทาน
เมื่อปฐพีมาถึง ก็พบว่าที่โต๊ะอาหาร มีคุณปู่ คุณพ่อคุณแม่ และพี่ชายของเขาอย่างปฐวีนั่งอยู่แล้ว
“หืม วันนี้ลมอะไรหอบลูกชายคนเล็กของคุณมาได้เนี่ย” คุณมาธาวีหันไปพูดกับสามีของเธอ
“ลูกชายของคุณด้วยเหมือนกัน” คุณเวหาพูดกลับไป
ปฐพีถอนหายใจกับการที่ถูกพ่อแม่พูดกระทบกระเทียบแบบนี้
“ผมเอาซุปไก่มาให้ทุกคนลองชิมกันครับ” ปฐพีพูดแล้วส่งซุปไก่ให้คุณพ่อบ้าน นำไปเปลี่ยนใส่ภาชนะมาเสิร์ฟที่โต๊ะอาหาร
“หือ ซุปไก่ หรือจะเป็นซุปไก่ที่ทำให้หมอนิพิธ และแผนกผู้ป่วยวีไอพีแตกตื่น” คุณมาธาวีพูดขึ้นมา และนั่นทำให้ปฐพีรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาล ได้มาถึงหูคนในครอบครัวของเขาแล้ว
“ข่าวไวดีนะครับ” ปฐพีพูดเสียงจนใจ
“แล้วเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า” คุณเวหาถามลูกชาย เขาไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไร จะมีอาหารที่วิเศษขนาดนั้นได้อย่างไร ถ้าอาหารเพียงถ้วยเดียวทำให้คนไข้ฟื้นฟูขึ้นมาได้ แบบนั้นหมอก็ตกงานกันแล้วสิ
“ทุกคนลองชิมดูเดี๋ยวก็รู้ว่าจริงหรือไม่จริงครับ” ปฐพีไม่ตอบ เพราะเขาอยากให้ทุกคนได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง
เมื่อปฐพีมีท่าทางมั่นใจแบบนี้ ทุกคนก็ยิ่งคาดหวัง เมื่อซุปไก่ถูกวางลงบนโต๊ะ คุณมาธาวีก็ลุกขึ้นแล้วตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กให้ทุกคนในทันที
ปฐพีก็มีซุปไก่ของตัวเองที่มารดาตักให้ด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่ได้รีบร้อนกิน เพียงแต่รอดูปฏิกิริยาของทุกคน
เมื่อทุกคนลิ้มรสซุปไก่แล้ว ปฏิกิริยาก็ไม่ต่างอะไรจากเขาก่อนหน้านี้เลยสักนิดเลย
คำแรกรู้สึกว่าอร่อย แต่คำต่อไปก็ได้รู้ว่า การบรรยายว่าซุปไก่ดำถ้วยนี้อร่อย เป็นการดูถูซุปไก่ดำถ้วยนี้มากเกินไป มันมีดีเกินกว่าคำว่าอร่อย
“เรื่องจริงเหรอเนี่ย กินเข้าไปแล้วรู้สึกร่างกายเบาสบาย ที่เจ็บที่ปวดก่อนหน้านี้ก็หายสนิทเลย” ปฐวีพูด ตาลุกวาว ก่อนจะหันไปหาน้องชาย
“ซุปไก่นี่ ฝีมือของดินใช่ไหม ถึงแม้ว่าสรรพคุณจะแตกต่างจากอาหารจานอื่นของดินที่ฉันเคยกิน แต่รสชาตินี่ยังดีเยี่ยมเหมือนเดิม ไม่สิ ดีเยี่ยมกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ” ปฐวีพูดอย่างมั่นใจ
ปฐพีก็พยักหน้ายืนยันความคิดของปฐวี
“จริงด้วย ไม่คิดว่าเจ้าหนูน้อยนั่นจะเก่งขนาดนี้ อาหารที่แสนวิเศษขนาดนี้ก็ยังทำขึ้นมาได้ ไม่ได้การแล้ว ไอ้น้องรัก นายต้องจับเจ้าหนูน้อยนั่นให้อยู่หมัดนะ พามาเป็นน้องสะใภ้ฉันให้ได้” เพื่ออาหารอร่อย ๆ แล้ว ปฐวีเต็มใจขายน้องชายของตัวเอง
แต่ก็ต้องดูด้วย ว่าอีกฝ่ายต้องการซื้อหรือเปล่า อย่างไรตอนนี้ตลาดก็เป็นของผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย
“เป็นครั้งแรกที่แม่คิดว่าพี่ชายของลูกพูดได้ถูกต้อง คนที่ทำอาหารจานนี้คือน้องดินใช่ไหม ที่ทำให้ลูกชายของแม่ติดใจในรสมือจนต้องผูกข้าวกล่องทุกวัน ไปนั่งเฝ้าเขาทำงานที่ร้านอาหารทุกคืน ทำขนาดนี้แล้ว แม่ต้องได้น้องดินคนนี้เป็นลูกสะใภ้แล้วนะ” คุณมาธาวีสนับสนุนทันที
คุณปู่พิภพก็เช่นกัน
“ปู่ตัดสินใจแล้ว หลานสะใภ้คนเล็กของบ้านเรา ต้องเป็นเด็กคนนี้เนี่ยแหละ” คุณปู่พิภพผู้สุขุมหนักแน่นอยู่เป็นนิจ บัดนี้ก็ประกาศกร้าววางตัวหลานสะใภ้คนเล็ก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยเจอตัวคนจริง ๆ เลยสักครั้ง
ปฐพีถอนหายใจ เขารู้ว่าอาหารของพสุธาจะต้องพิชิตใจครอบครัวของเขาได้แน่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะพิชิตใจได้ถึงขนาดนี้
เพื่ออาหารแล้ว ทุกคนเต็มใจขายเขาอย่างเต็มที่ เขาสงสัยว่าถ้าเขาไม่สามารถจีบพสุธามาได้ เขาจะถูกตัดออกจากครอบครัวหรือเปล่า
พสุธาก็ไม่รู้เช่นกัน ว่าภารกิจจากระบบภารกิจเดียวนี้ ทำให้ครอบครัวหนึ่งก็อยากได้เขาเป็นลูกบุญธรรม อีกครอบครัวยิ่งหนักกว่า เพราะอยากได้เขาเป็นสะใภ้
ถ้ารู้ พสุธาคงจะไม่ยอมทำภารกิจนี้
“ไปเลย ไปรอรับน้องดินกลับไปส่งบ้าน” คุณมาธาวีผลักลูกชายของตัวเองขึ้นรถ ซึ่งต่อให้ไม่ผลัก ปฐพีก็จะขึ้นรถเพื่อไปยังร้านอาหารของเพื่อนสนิทอยู่แล้ว
“จะไปส่งอะไรล่ะ น้องมีจักรยานปั่นกลับบ้านเองอยู่แล้ว” ปฐพีไม่คิดว่าตัวเองจะหาข้ออ้างอะไรเพื่อไปส่งอีกฝ่ายได้
“ลูกนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ เลย น้องจะใช้จักรยานกลับบ้าน ลูกก็ทำให้จักรยานน้องใช้ไม่ได้ก็สิ้นเรื่อง ไม่ได้ น้องดินฉลาดขนาดนั้น ต้องจับได้แน่ ถ้าแบบนั้นลูกก็จะถูกโกรธ เอาแบบนี้แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะหาจ้างคนไปเจาะลมรถจักรยานน้องดินเอง แล้วลูกก็อาสาไปรับไปส่งน้องนะ จำไว้ ถ้าจีบน้องดินมาเป็นลูกสะใภ้ของแม่ไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องกลับมาบ้าน อ้อ แต่ต้องส่งอาหารฝีมือน้องดินกลับมา” คุณมาธาวีกำชับลูกชายยืดยาว วางแผนการให้เป็นอย่างดี
ปฐพีรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ กับท่าทางจริงจังของคนเป็นแม่
แม่ของเขาลืมไปหรือเปล่าว่าพสุธาเพิ่งจะอายุสิบแปดปีเท่านั้น และกำลังจะเป็นนักศึกษาปีหนึ่งของมหาวิทยาลัย เขากำลังขึ้นปีสามแล้ว ให้ไปจีบรุ่นน้องปีหนึ่ง จะไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ชายไม่ดีเอาหรือ
“แม่ น้องเพิ่งจะอายุสิบแปด” ปฐพีพูดออกไป
“ก็ห่างจากลูกแค่สองปีเองนี่นา อีกอย่างแม่ก็แค่ให้ลูกไปจีบ ไม่ได้ให้ลูกไปทำมิดีมิร้ายน้อง ถ้าลูกกล้าล่วงเกินน้องดิน แม่จะตีลูกจนพ่อของลูกจำหน้าลูกไม่ได้อย่างแน่นอน” คุณมาธาวีข่มขู่ลูกชายเสร็จ ก็เดินนวยนาดเข้าบ้าน
ปฐพีถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจว่าหลังจากนี้ถ้าไม่จำเป็น เขาจะไม่กลับมาที่บ้านอีก ส่งแต่ซุปไก่ดำมาก็พอ!
ปฐพีถอนหายใจเสร็จ ก็ขับรถไปที่ร้านอาหารของพันไมล์ เมื่อเขาไปถึง ก็หาที่จอดรถแทบจะไม่ได้แล้ว เพราะว่ามีรถเต็มไปหมด ด้านหน้าร้านก็มีลูกค้านั่งรออยู่ ในมือของแต่ละคนมีบัตรคิว
ลูกค้าของวันนี้เยอะยิ่งกว่าคืนวันศุกร์เสาร์ช่วงเปิดเทอมเสียอีก
ปฐพีรู้ว่าความดีความชอบทั้งหมดนี่ เป็นเพราะอาหารของพสุธา ถึงบางคนจะมาเพราะเห็น #พ่อค้าหล่อบอกต่อด้วย #เพื่อนพ่อค้าหล่อบอกต่อด้วย #อาหารปากก็เลิศอาหารตาก็ดีต่อใจ แต่ว่าที่ทำให้สองแฮชแทกนี้ติดเทรนจนเป็นที่สนใจของผู้คนมากมาย ก็เพราะคนที่มากินอาหารของพสุธานั่นเอง
ตอนแรกร้านอาหารของพันไมล์ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย คุ้นหน้าคุ้นตาพวกปฐพีดีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ตื่นเต้นอะไรมาก แต่เพราะมีอาหารของพสุธา ทำให้คนจากที่อื่นเข้ามากินอาหารที่ร้านมากขึ้นเรื่อย ๆ และคนเหล่านั้นก็ไม่เคยเจอพวกปฐพีมาก่อน เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านและเพื่อน ๆ หล่อราวกับดารา ก็อดไม่ได้ที่จะแอบถ่ายรูปแล้วโพสคู่กับอาหาร ทำให้ร้านอาหารของพันไมล์ดังเป็นพุแตก ลูกค้านับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกพันไมล์ก็ยิ้มจนปากบาน ตอนนี้ก็ยิ้มอยู่ แต่ก็แอบบ่นเหนื่อยด้วยเหมือนกัน สุดท้ายพันไมล์ต้องประกาศรับสมัครพนักงานเพิ่ม เพิ่มมันทุกตำแหน่ง เพิ่มกระทั่งผู้จัดการร้าน
“อ้าว นึกว่าวันนี้มึงจะไม่มาแล้ว” พันไมล์เห็นปฐพี ก็พูดอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่รอปฐพีตอบ รีบวิ่งไปช่วยลูกน้องรับออเดอร์
ปฐพีนิ่งชะงัก ก่อนจะเดินเข้าไปที่ห้องล้างจาน
ข้างนอกไม่มีโต๊ะให้นั่งแล้ว เฮียโก้หลังจากที่มารับข้าวกล่องไปแล้ว เห็นว่าปฐพีไม่อยู่ เจ้าตัวก็กลับไปด้วยเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่มีคนจองโต๊ะไว้ให้ปฐพี
“อ้าว คุณปฐพี ทำไมเข้ามาในนี้ล่ะคะ” ป้าแจ๋วที่เห็นปฐพีก่อนใคร ก็ถามอย่างแปลกใจ
“ข้างนอกไม่มีโต๊ะว่าง เลยเข้ามาหาที่นั่งน่ะครับ” ในห้องล้างจานนี้ มีโต๊ะสำหรับนั่งกินข้าวของพนักงานแยกเป็นสัดส่วนด้วย ปฐพีเดินไปนั่งตรงนั้น
การปรากฏตัวของปฐพี ทำให้พนักงานใหม่อีกสามคนหันไปมอง ทั้งสามคนนี้เป็นเพื่อนของป้าแจ๋ว ที่ป้าแจ๋วพามาสมัครงานด้วยตัวเอง ทั้งสามคนล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ต้องพึ่งตัวเองในการหาเงินยังชีพ
ฝั่งป้าแจ๋วเมื่อได้ยินคำตอบ เธอก็ยิ้มอย่างกรุ้มกริ่ม ระดับเพื่อนของเจ้านาย ถ้าไม่มีโต๊ะนั่งจริง ๆ ไปนั่งรอที่ห้องทำงานของเจ้าตัวก็ได้ จำเป็นต้องมานั่งในห้องล้างจานร้อน ๆ นี่ด้วยเหรอ
เกรงว่ามานั่งรอใครสักคนในนี้มากกว่า ป้าแจ๋วคิดแล้วก็มองไปยังพสุธา ที่ตอนนี้เจ้าตัวอยู่ในภวังค์ความคิด มือล้างจานอย่างคล่องแคล่ว แต่สมองกำลังครุ่นคิดเรื่องอื่นอยู่ ทำให้ไม่รู้ว่าปฐพีเดินเข้ามา จนกระทั่งพันไมล์วิ่งส่งเสียงดังเข้ามา พสุธาถึงได้รู้ตัว
“ไอ้ป๋า มานี่เลย มาช่วยกูรับออเดอร์หน่อย ลูกค้าเยอะจนร้านแทบแตกแล้ว มึงอย่ามานั่งหลบอยู่ตรงนี้”
“กูไม่ใช่พนักงานของมึงสักหน่อย” ปฐพีปฏิเสธเพื่อนอย่างเย็นชา
“แต่มึงเป็นเพื่อนกูไง เพื่อนต้องช่วยเหลือเพื่อน ใช่ไหมน้องดิน” พันไมล์หันไปขอการสนับสนุนจากพสุธา
พสุธาก็พยักหน้าไปอย่างธรรมชาติ เพื่อนต้องช่วยเหลือเพื่อนจริง ๆ เรื่องนี้เขาพูดได้ทำได้
ปฐพีเห็นพสุธาพยักหน้า เขาก็ถอนหายใจ ยอมเดินตามพันไมล์ออกไปช่วยรับออเดอร์
พสุธามองตามหลังปฐพีไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถอนหายใจ
คราวนี้ดีเลย มีจานให้ล้างเยอะกว่าเดิมแน่ ก็มีคนหล่อขนาดนั้นไปรับออเดอร์ ถ้าไม่ถูกแอบถ่ายรูปลงจนเรียกลูกค้ามาเพิ่มเต็มร้าน จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ หรือต่อให้ไม่มีลูกค้าล้นทะลักเข้ามา ลูกค้าที่กำลังนั่งกินอยู่ เมื่อเห็นคนรับออเดอร์หล่อแบบนี้ ต่อให้อิ่มจนท้องจะแตก ก็ต้องเรียกมารับออเดอร์อีกสักสิบรอบเป็นแน่
พสุธาคิดไม่ผิดเลย มีลูกค้าที่ทำอย่างนั้นจริง ๆ จงใจเรียกปฐพีไปรับออเดอร์ สั่งอาหารเพิ่มทีละจาน ทำแบบนี้ถึงสามรอบ ปฐพีก็สีหน้ามืดครึ้ม เดินกลับมาหลบในห้องล้างจานแล้ว
“ทำไมกลับเข้ามาอีกล่ะครับ” พสุธาที่กำลังพักกินน้ำอยู่ ก็ถามปฐพีอย่างสงสัย
ปฐพีถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะบ่นเรื่องที่เกิดขึ้นให้พสุธาฟัง พสุธาฟังแล้วก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“เป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้เลย” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“หืม” ปฐพีส่งเสียงในลำคอ
“ก็คนหล่อ ๆ อย่างคุณป๋าไปรับออเดอร์ ก็ต้องมีลูกค้าจงใจสั่งอาหารทีละจาน เพื่อให้คุณป๋าเดินไปหาบ่อย ๆ นั่นแหละ”
ปฐพีฟังคำพูดของพสุธา แล้วไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือดีใจดี
“นายคิดว่าพี่หล่อเหรอ” ปฐพีถาม
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ
“ไม่ใช่ผมคิด แต่คุณป๋าหล่อจริง ๆ ผมคิดว่าคุณป๋าน่าจะรู้เรื่องนี้นานแล้วเสียอีก” พสุธาพูดยิ้ม ๆ
ปฐพีหัวเราะเบา ๆ มีทั้งคนที่ชมต่อหน้า และคนที่แสดงออกให้เขารู้ว่าเขามีรูปร่างหน้าตาที่เรียกว่าหล่อเหลา ทว่าเขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจ
“เคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ได้สนใจเท่าไร” ปฐพีพูดตอบกลับไป
พสุธาลอบกลอกตา
เฮ้อ คนเราเนี่ยนะ หน้าตาได้เปรียบคนอื่นเขาแล้ว ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
“ถ้าผู้ชายคนอื่นมาได้ยินคำพูดนี้ของคุณป๋า พวกเขาต้องอยากทำให้หน้าคุณป๋ามีรอยช้ำสักสี่ห้ารอยเป็นแน่”
“ผู้ชายที่ว่า คงไม่ได้หมายถึงนายเองหรอกใช่ไหม” ปฐพีเลิกคิ้วถาม
พสุธาแกล้งกำมือแน่นทั้งสองข้าง แล้วกัดฟันพูด
“ไม่ครับ ไม่รวมผมแน่นอน ผมไม่มีปมเรื่องหน้าตา”
ปฐพีหัวเราะกับท่าทางของพสุธา ความหงุดหงิดก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสนุกเท่านั้น
ไม่รู้มาก่อนเลยว่าพสุธาจะขี้เล่นได้ถึงขนาดนี้
ขณะที่ปฐพีกำลังคิดอยู่นี้ พสุธาก็ฉวยโอกาสที่ยืนอยู่ใกล้ปฐพี ทำการเปิดกล่องสุ่มรางวัลจากระบบ
‘ระบบ ฉันต้องการเปิดกล่องสุ่มรางวัล’
‘โฮสต์ต้องการเปิดกล่องสุ่มรางวัลระดับทองคำใช่หรือไม่’
‘ใช่’ พสุธาทำการยืนยัน
‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับทักษะกายาเหล็ก’
เมื่อได้ยินว่าของรางวัลที่ตัวเองได้รับคืออะไร พสุธาก็นิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะถาม
‘กายาเหล็กนี่มันคืออะไร’
‘ตกตึกห้าสิบชั้นก็ไม่ตาย โดนรถบรรทุกชนก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ มีดแทงไม่เข้า กระสุนยิงไม่ทะลุ นอกจากโฮสต์จะโดนระเบิด ถูกไฟเผา หรือจมน้ำ’
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ เขากลายเป็นซูเปอร์แมนไปแล้วเหรอ ว่าแต่
‘เดี๋ยวนะระบบ ถ้ามีดแทงไม่เข้า เกิดฉันป่วยเป็นโรคที่ต้องทำการผ่าตัด จะทำยังไงล่ะ’ กลายเป็นระบบบ้างที่ต้องนิ่งอึ้งไป ก่อนที่จะพูดตอบ
‘โฮสต์โปรดรักษาสุขภาพให้ดี หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ’