LNCrawler

34. ตอนที่ 33

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 33

พสุธารู้สึกว่าตัวเองมีระบบที่พึ่งพาไม่ได้ที่สุด เขาสามารถร้องเรียนระบบได้หรือเปล่านะ

พสุธาคิดอย่างปลง ๆ แต่ต่อมาเขาก็นึกขึ้นได้ เขามีทักษะด้านอาหารยา ที่สามารถเยียวยาฟื้นฟูร่างกาย ฟื้นฟูอวัยวะภายใน ดังนั้นแล้วเรื่องที่จะป่วยก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว

แบบนี้ทั้งภายในภายนอกของเขาก็แข็งแรงน่ะสิ

‘ในที่สุดโฮสต์ก็มองเห็นความจริง ขอแนะนำให้โฮสต์ตั้งสติให้ดี ก่อนที่จะตำหนิระบบ’ เสียงของระบบดังขึ้นทันที

พสุธาลอบกลอกตา เขาแน่ใจว่าก่อนหน้านี้ระบบก็ลืมเหมือนกัน เพราะหลังจากที่ให้คำตอบนั้นกับเขาแล้ว เจ้าตัวก็แกล้งตาย พอเขานึกถึงเรื่องอาหารยาขึ้นมาได้ ระบบถึงได้ฟื้นขึ้นมาส่งเสียงเย็นชาให้เขา

‘โฮสต์เป็นว่าที่นักศึกษากฎหมาย ระบบขอแนะนำให้โฮสต์หยุดหมิ่นประมาทระบบ และหยุดกล่าวหาระบบโดยไม่มีหลักฐาน ไม่เช่นนั้นระบบจะฟ้องร้องโฮสต์’

‘นายจะไปฟ้องกับใคร’ พสุธาถามกลับไปอย่างสงสัย

‘ฟ้องระบบหลัก ให้เพิ่มความยากของภารกิจของโฮสต์’

พสุธาเงียบกริบในทันที เมื่อระบบมาไม้นี้ เขาก็ต้องกัดฟันยอมแพ้

‘ได้ ฉันทน!’

“เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมอยู่ ๆ ถึงทำหน้าเหมือนใครแย่งขนมกิน” เสียงของปฐพีดังขึ้นมา ทำให้พสุธาเลิกติดต่อกับระบบ และคำถามของปฐพี ก็ทำให้พสุธามีสีหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม

“ผมไม่ใช่เด็กเสียหน่อย ที่จะหงุดหงิดเพราะถูกแย่งขนม”

ปฐพีอยากบอกพสุธาเหลือเกินว่าสีหน้าเจ้าตัวตอนนี้ เหมือนเด็กยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“แล้วกำลังคิดอะไรอยู่” ปฐพีถาม คราวนี้เขาถามอย่างจริงจัง ให้ความรู้สึกใส่ใจมาก

“คิดว่าหิวข้าวจังเลย วันนี้ลูกค้ามาเยอะเกินไปแล้ว” พสุธาโกหกได้อย่างแนบเนียน

“ตั้งแต่มานี่ได้พักกินข้าวบ้างหรือยัง” ปฐพีถาม เมื่อพสุธาส่ายหน้า ปฐพีก็เดินออกไปจากห้องล้างจาน

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ ตามหลัง ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ ๆ ปฐพีถึงได้เดินออกไป จนกระทั่งปฐพีเดินกลับข้าวมาพร้อมสปาเก็ตตี้เบคอนพริกแห้ง

“มากินก่อนสิ กำลังร้อน ๆ เลย” ปฐพีวางจานอาหารลงบนโต๊ะ

“คุณป๋าไปให้พ่อครัวทำมาให้เหรอครับ” พสุธาถาม

“ใช่” ปฐพีตอบสั้น ๆ

“ขอบคุณครับ เกรงใจจริง ๆ อันที่จริงผมเดินไปบอกพ่อครัวเองก็ได้” พสุธารู้สึกเกรงใจ เพราะอย่างไรปฐพีก็เป็นนายจ้างของเขาคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นนายจ้างที่กระเป๋าหนักด้วย

“กินไปเถอะ” ปฐพีพูดเสียงเรียบ เกิดความไม่พอใจขึ้นมา

พสุธามีสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าอยู่ ๆ ปฐพีไม่พอใจอะไร แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ถาม ก้มหน้าก้มตากินสปาเก็ตตี้เพิ่มพลังให้ตัวเอง

ปฐพีมองคนที่กินจนแก้มพองออกมาทั้งสองข้าง มองแล้วเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่กำลังกักตุนอาหารไว้ในกระพุ้งแก้ม ภาพนี้ทำให้ความขุ่นเคืองใจของเขาหายไป

พสุธารู้สึกได้ว่ากำลังถูกจ้อง เขาเหลือบสายตาขึ้นมองปฐพี ส่งสายตาเป็นคำถาม

“ไม่มีอะไร แค่นายกินน่าอร่อยดี”

“ก็อร่อยดีนะครับ ฝีมือของพ่อครัวสมกับเป็นลูกศิษย์อาจารย์ชื่อดัง” พสุธาไม่ได้ถือว่าตัวเองทำอาหารเก่ง แล้วเที่ยวดูถูกคนอื่น เพราะเขารู้ว่าความสามารถของเขานั้นได้มาจากระบบ ต่างจากคนอื่นที่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อให้มีทุกวันนี้

“ว่าแต่ผมสงสัย ทำไมคุณป๋ามานั่งในนี้ล่ะครับ ไม่ไปนั่งที่ห้องทำงานของคุณพันไมล์” พสุธาถามออกไป เขาสงสัยมาสักพักแล้ว เพราะว่าเจ้าตัวเป็นโรครักความสะอาดไม่ใช่เหรอ ห้องล้างจานที่กลิ่นไม่ค่อยดีนี้ ทำไมเจ้าตัวมานั่งอยู่ได้

“ในนี้ก็สะอาดดี นอกจากกลิ่นไม่ค่อยดีแล้ว ก็ไม่มีอะไร” ปฐพีตอบออกมา หลังจากที่นิ่งชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง เพราะตอนนี้เขาเองก็เพิ่งรู้สึกตัว

นั่นสิ ถึงแม้ว่าเขาจะเคยเดินเข้ามาในนี้บ้าง แต่ก็อยู่ไม่นานนัก แล้วทำไมวันนี้เขาถึงมานั่งในนี้ได้ล่ะ ไม่รู้สึกอึดอัดหรือรังเกียจด้วย

“โชคดีที่เครื่องกำจัดเศษอาหารที่คุณพันไมล์ซื้อมาถึงวันนี้พอดี ก็เลยใช้เครื่องกำจัดเศษอาหารได้ กลิ่นวันนี้เลยไม่รุนแรงเท่าวันก่อน ๆ” เพราะร้านเติบโตอย่างรวดเร็ว พันไมล์นอกจากลงทุนจ้างพนักงานเพิ่มแล้ว เขายังลงทุนซื้อเครื่องกำจัดเศษอาหารด้วย

ความจริงพันไมล์ต้องการซื้อเครื่องล้างจานด้วย แต่เพราะป้าแจ๋วเสนอคนงานมา ทำให้เขาล้มเลิกความคิด

เครื่องล้านจานนั้นคุ้มกว่าในระยะยาว แต่การจ้างแรงงาน ก็ได้ช่วยให้คนที่ขาดที่พึ่ง สามารถหาเงินเลี้ยงดูตัวเองได้เหมือนกัน

พูดถึงพันไมล์ เจ้าตัวก็เดินกลับมาเข้ามาอีกครั้ง

“ไอ้ป๋า ชิ่งก่อนเลยนะมึง” พันไมล์ด่าเพื่อนทันที

“ลูกค้ามึงน่ารำคาญ” ปฐพีพูดอย่างเย็นชา

พันไมล์พูดไม่ออก ในฐานะที่เป็นเจ้าของร้าน เขาไม่สามารถนินทาลูกค้าได้ แต่เขาเองก็เห็นกับตา ว่าลูกค้าหลายคนเจ้าเล่ห์ขนาดไหน ตัวเขาเองก็โดนด้วยเช่นกัน

“คุณพันไมล์เปิดใช้ระบบจองออนไลน์เถอะครับ ให้ลูกค้ามารอที่หน้าร้านแบบนี้ ทำให้คนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาสนใจได้ก็จริง แต่ระยะยาว คนก็เหนื่อยที่จะรอ ทำให้ตัดใจไม่มากิน ตอนนั้นร้านจะเสียลูกค้าเอานะครับ” พสุธาแนะนำ

“พี่เองก็คิดจะทำอยู่ เดี๋ยวจะต้องหาคนที่ดูแลระบบหลังบ้านดี ๆ เพราะถ้าระบบจองไม่ดี เดี๋ยวก็ได้เกิดปัญหาอีก”

พสุธารับฟัง แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะว่าเรื่องที่สมควรพูด เขาก็พูดออกไปแล้ว

“เออ พี่ว่าจะแบ่งหุ้นของร้านให้น้องดินสิบเปอร์เซ็นต์” พันไมล์พูดอย่างนึกขึ้นได้ และเมื่อเห็นพสุธาขยับริมฝีปาก เขาก็พูด

“อย่า ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด หุ้นนี้น้องดินสมควรได้รับ เพราะถ้าไม่ใช่น้องดิน ร้านพี่คงไม่เติบโตเร็วขนาดนี้”

“ลูกค้าหลายคนมาที่ร้านเพราะพ่อค้าและเพื่อนพ่อค้าหล่อก็เยอะนะครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ

“แต่เพราะฝีมือการทำอาหารของน้องดินที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามา พอลูกค้าเข้ามาเยอะ ก็เห็นพวกพี่เยอะ ถึงได้ส่งต่อความหล่อของพวกเราออกไปได้เยอะ ทำให้คนตามมาเยอะ แต่สุดท้ายทุกคนก็กลับมาเพราะอาหารฝีมือน้องดินอยู่ดี”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นี่เพิ่งจะผ่านมาแค่เจ็ดแปดวันเอง คุณพันไมล์ไม่ลองดูอีกสักพักเหรอครับ เผื่อว่ามันเป็นเหมือนดอกไม้ไฟจะทำยังไง อลังการเพียงชั่วครู่ แล้วดับวูบไป”

“หา น้องดินอย่าแช่งร้านของเราแบบนั้นสิครับ” พันไมล์ร้องเสียงหลงทันที

พสุธาก็รีบตบปากตัวเองแปะ ๆ

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้หมายความว่าร้านจะไปไม่รอดนะครับ แค่คิดว่าคุณพันไมล์น่าจะรอดูอีกสักสองสามเดือน ถ้าคนยังไม่ซาลง ค่อยพิจารณาเรื่องยกหุ้นให้ผมอีกครั้งก็ได้”

“ไม่ต้องรอดูแล้ว พี่มั่นใจว่าต่อไปร้านเราก็จะมีลูกค้าเยอะแบบนี้นี่แหละ” พันไมล์พูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะพูดต่อว่า

“หรือต่อให้ลูกค้าลดน้อยลงก็ไม่เป็นไร ยังไงหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์นี้ ก็สมควรมอบให้น้องดิน”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะแลกหุ้นกับการสอนเชฟโจทำกระดูกอ่อนหมูตุ๋นสูตรพิเศษของผม รวมถึงสตูว์เนื้อทั้งสามแบบด้วยนะครับ ต่อให้เชฟโจทำตามรสชาติของผมไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็น่าจะได้อยู่ อืม ถ้าพี่ยังต้องการให้อาหารฝีมือผมเป็นจานพิเศษของร้าน งั้นในเมนูก็ใส่วงเล็บว่าเป็นสูตรพิเศษ สำหรับฝีมือเชฟโจ ก็ไม่ต้องใส่คำว่าสูตรพิเศษลงไป แบบนี้ลูกค้าที่มาไม่ทันกินฝีมือของผม ก็ยังได้กินฝีมือของเชฟโจ ไม่ถึงกับต้องผิดหวังกลับไป ดีไหมครับ” พสุธาไม่อยากรับหุ้นมาฟรี ๆ ดังนั้นเขาจึงเสนอออกไป

พันไมล์มีสีหน้าซาบซึ้งใจในทันที

“น้องดินที่น่ารักของพี่ ต่อไปนี้น้องดินคือน้องที่น่ารักของพี่” พันไมล์พูดแล้วอยากจะโผเข้ากอดพสุธา แต่สัมผัสได้ถึงไอเย็น ๆ จากทางด้านหลัง เขาจึงรั้งตัวเองเอาไว้

แต่พสุธานั้นไม่ได้สนใจท่าทางตื่นเต้นยินดีของพันไมล์เลย เพราะว่าเขากำลังสนใจเสียงของระบบอยู่

‘ตรวจพบภารกิจพิเศษ รับลูกศิษย์สองคน สอนให้ทำอาหารให้ได้รสชาติเดียวกับโฮสต์อย่างน้อยเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ภายในสามวัน รางวัลภารกิจ รับห้าสิบแต้มความลำบาก กล่องสุ่มรางวัลระดับเงินหนึ่งกล่อง’

ภารกิจพิเศษมาอีกแล้ว ถ้าเขาทำภารกิจพิเศษนี้สำเร็จ เขาก็จะลดวันล้างจานลงอีกสามสิบวัน ตอนนี้เขาเหลือเวลาล้างจานอีกแค่ห้าสิบห้าวันเท่านั้น ถ้าลดไปอีกสามสิบวัน ก็เท่ากับเขาต้องล้างจานอีกแค่ยี่สิบห้าวันเท่านั้น ราว ๆ กลางเดือนหน้าก็สำเร็จภารกิจแล้ว

พสุธาตาเป็นประกาย เขาตอบระบบ

‘ตกลง แต่ต้องเริ่มนับเวลาภารกิจวันแรกเป็นวันพรุ่งนี้นะ วันนี้มันดึกเกินไปแล้ว’

‘ได้’ ระบบก็ตอบตกลงเช่นกัน ซึ่งตอบอย่างง่ายดายจนพสุธาสงสัยว่าต่อให้เขาไม่ร้องขอ ระบบก็จะให้เริ่มภารกิจวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว

ฮึ ถือว่าเขายอมให้ระบบก็แล้วกัน!

“เดี๋ยวพี่ไปบอกเชฟโจก่อน เชฟโจต้องดีใจมากแน่ ๆ” พันไมล์พูดกับพสุธา

เสียงของพันไมล์ทำให้พสุธาหลุดออกจากภวังค์ความคิด เขารั้งพันไมล์ที่กำลังจะวิ่งออกไป

“เดี๋ยวก่อนครับ ผมคิดว่าไหน ๆ ก็ต้องสอนแล้ว สอนหนึ่งคนก็คือสอน สอนสองคนก็คือสอน ดังนั้นพี่ลองถามเชฟคนอื่น ๆ ดูนะครับ ว่ามีใครอยากเรียนไหม สำหรับคนที่เรียนจนสามารถทำอาหารให้ได้รสชาติเหมือนอาหารฝีมือผมเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผมจะรับเป็นลูกศิษย์ อ้อ สำหรับสองคนแรกเท่านั้น” พสุธาแอบเจ้าเล่ห์ เขาคิดว่าถ้าสอนแค่สองคน อัตราความสำเร็จต่ำไปหน่อย ถ้าสอนเพิ่มหลายคน แบบนี้โอกาสที่จะมีคนช่วยให้ภารกิจของเขาสำเร็จ ก็มีมากขึ้น

ขณะที่พสุธาเจ้าเล่ห์ พันไมล์ก็แทบอยากจะอุ้มพสุธาขึ้นแห่ไปรอบ ๆ ร้าน เพราะว่าคำพูดนี้ของพสุธา สร้างผลประโยชน์ให้ร้านของเขามากที่สุด

เขาจะเสนอเงื่อนไขไปด้วย คนที่อยากเรียนทำอาหารกับพสุธา จะต้องเซ็นสัญญาทำงานกับร้านของเขาสามปี และคนที่ได้เป็นลูกศิษย์ของพสุธา จะต้องเซ็นสัญญาทำงานกับร้านของเขาห้าปี ถ้าใครรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องเรียน!

แต่พันไมล์มั่นใจมากว่าไม่มีใครยอมพลาดโอกาสนี้ เพราะว่าพ่อครัวของร้านเขา ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพ่อครัว หรือผู้ช่วยพ่อครัว ต่างก็อยากเรียนทำอาหารกับพสุธามาตลอด ทุกวันนี้ตอนพสุธาทำอาหาร พวกพ่อครัวทั้งหลายจะตั้งใจดูการทำอาหารของพสุธามาก และนั่นก็ช่วยให้ฝีมือการทำอาหารเมนูตุ๋นของพวกเขายกระดับขึ้นไปอีก

ขนาดพสุธาไม่ได้ให้คำแนะนำโดยตรง พวกเขายังได้รับผลประโยชน์กันมากขนาดนี้ ถ้าได้รับคำแนะนำจากพสุธาโดยตรง พวกเขาจะไม่ยิ่งได้รับผลประโยชน์มากยิ่งขึ้นหรอกเหรอ

พันไมล์ไม่ได้มั่นใจแบบผิด ๆ เลย เพราะเมื่อเขาไปแจ้งเรื่องนี้กับบรรดาพ่อครัวทั้งหกคน ทุกคนต่างก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดว่าจะให้พสุธาเริ่มสอนตั้งแต่วันนี้เลยด้วยซ้ำ ยังดีที่พันไมล์ห้ามปรามเอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นพ่อครัวเหล่านี้คงจะโยนมีด โยนตะหลิว แล้ววิ่งไปที่ห้องล้างจานแล้ว

เชฟโจที่อยากเป็นลูกศิษย์ของพสุธาตั้งแต่วันแรก เขากวาดสายตามองพ่อครัวอีกห้าคนที่เหลือ เพราะว่าตอนนี้ห้าคนนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน และผู้ช่วยของเขาอีกแล้ว แต่จะกลายเป็นคู่แข่งด้วย

ตำแหน่งลูกศิษย์ของคุณพสุธามีแค่สองตำแหน่งเท่านั้น หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของเขาอยู่ด้วย!

ไม่ใช่แค่เชฟโจที่มีความคิดแบบนี้ เพราะอีกห้าคนที่เหลือก็มีความคิดแบบเดียวกัน พวกเขาต่างมองเพื่อนร่วมงานเป็นคู่แข่งแล้ว และตั้งใจว่าวันนี้เมื่อกลับบ้านไป พวกเขาจะไม่นอน แต่จะฝึกทำเมนูหมูตุ๋นน้ำแดง และสตูว์เนื้อตามสูตรของพสุธา

พวกเขาต่างก็หวังว่าจะเป็นคนแรก ที่สามารถทำสองเมนูนี้ ได้รสชาติเดียวกับพสุธาเกินเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

พสุธาไม่รู้เลยว่าความเจ้าเล่ห์ของเขา ทำให้พ่อครัวหกคนเตรียมที่จะแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว

“รู้จักคฤหาสน์ศิลาจันทร์กันหรือเปล่าครับ” พสุธาถามพ่อครัวทั้งหกคน

ตอนแรกเขาคิดว่าจะสอนพ่อครัวให้ทำอาหารตอนที่เขาต้องทำอาหารให้ร้าน ทว่าเมื่อคิดว่าระบบให้เวลาแค่สามวันเท่านั้น ในการทำภารกิจให้สำเร็จ พสุธาจึงกลัวว่าชั่วโมงสอนน้อยไป ภารกิจอาจจะล้มเหลวเอาได้ ดังนั้นเขาจึงคิดจะให้คนที่ต้องการเรียนทำอาหารจากเขา ไปที่บ้านของเขา เพื่อเรียนทำอาหาร

“รู้จัก ผมรู้จัก” พ่อครัวแต่ละคนพูดตอบอย่างกระตือรือร้น แม้จะสงสัยว่าทำไมพสุธาถึงได้ถามเรื่องนี้

“ดีเลย สำหรับคนที่สนใจเรียนทำอาหารจากผม ไปหาผมที่คฤหาสน์ศิลาจันทร์ในวันพรุ่งนี้นะครับ สักสิบโมง” พสุธาพูดออกไป

คำพูดนี้ของพสุธาทำให้บรรดาพ่อครัวนิ่งงันไป

พวกเขาต้องไปเรียนทำอาหารที่ไหนนะ คฤหาสน์ศิลาจันทร์นั่นน่ะเหรอ คฤหาสน์ที่มีประวัติน่าพิศวงนั่นน่ะนะ

“ใช่คฤหาสน์ศิลาจันทร์ที่เป็นวังเก่าหรือเปล่าครับบ” เชฟโจพูดถาม เขาสงสัยว่าแค่ชื่อซ้ำ หรือว่าเป็นบ้านหลังเดียวกัน

“ใช่ครับ นั่นแหละ อยู่จากร้านนี้ไม่ไกลด้วย” พสุธาตอบกลับไป

เชฟโจนิ่งไปอีกครั้ง คราวนี้เขาสงสัยว่าพสุธาเป็นใครกันแน่ ทำไมเจ้าตัวถึงไปอยู่บ้านหลังนั้น หากบอกว่าเจ้าตัวทำงานที่นั่น ก็เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะไม่มีเจ้าของบ้านคนไหน อนุญาตให้ลูกจ้างพาคนนอกเข้าไป อีกทั้งยังจะเข้าไปใช้ครัวด้วย

อีกอย่างหนึ่ง เขาก็พอรู้จักกับเจ้าของคนเก่าของคฤหาสน์หลังนี้อยู่บ้าง หมายถึงคนที่เพิ่งจะรีโนเวทบ้านเสร็จ ได้ยินว่าหลังจากรีโนเวท และตกแต่งภายในเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ทันเข้าอยู่ อีกฝ่ายก็ขายไปในราคาสองพันล้านแล้ว เขายังได้ยินมาอีกว่า คนที่ซื้อนั้นอายุน้อยมาก

คนที่ซื้อคงไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาใช่หรือเปล่า เพราะเขานึกไม่ออกเลยว่า ทำไมคนที่สามารถตัดสินใจซื้อคฤหาสน์ราคาสองพันล้านได้อย่างรวดเร็ว ต้องมาทำงานล้างจานที่ร้านอาหารแบบนี้ด้วย

พสุธาไม่รู้ว่าพ่อครัวแต่ละคนคิดอะไรอยู่ เห็นพวกเขานิ่งไป ก็เข้าใจไปว่าพวกเขาเหล่านี้กลัวผีในตำนาน

“หรือว่ากลัวผีกันครับ ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมอยู่ที่นั่นมาสักพักแล้ว ไม่เคยเจอผีเลย อีกอย่างได้เชิญพระอาจารย์มาปัดน้ำมนต์แล้วครับ” พสุธาพูดออกไป

“ไม่กลัวครับ ไม่กลัว”

“ใช่แล้ว ผมก็ไม่กลัวครับ ผมไม่เชื่อเรื่องผี” พ่อครัวแต่ละคนรีบพูดบอก ระหว่างผีกับการไม่เรียนทำอาหารจากพสุธา พวกเขากลัวอย่างหลังมากกว่า

“งั้นก็ดีเลยครับ ระหว่างคนกับผี ผมว่าคนน่ากลัวว่าเยอะ จริงสิ ขอออกตัวก่อนว่า ตอนสอนทำอาหาร ผมจะเข้มงวดหน่อยนะครับ” พสุธาไม่เคยสอนใครทำอาหาร เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร แต่เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เขาจะเป็นต้องเข้มงวดกับพ่อครัวเหล่านี้!

พ่อครัวเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา ก็ไม่มีใครถอดใจ ไม่มีใครกลัวว่าการถูกคนที่อายุน้อยกว่าเป็นรอบดุนั้น เป็นเรื่องน่าเสียหน้า ถึงอย่างไรแล้ว ทุกอย่างก็วัดกันที่ความสามารถ ต่อให้อายุน้อยกว่า แต่ถ้าความสามารถมากพอที่จะเป็นอาจารย์ของพวกเขา พวกเขาก็เต็มใจเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ และน้อมรับคำสั่งสอน

“ความเข้มงวดของคุณ จะต้องทำให้ผมพัฒนาฝีมือได้อย่างแน่นอน” เชฟโจพูดอย่างเจ้าเล่ห์ เขาพูดว่า ‘ผม’ ไม่ใช่ ‘พวกเรา’ เพราะต้องการแสดงออกถึงความมั่นใจของตัวเอง และยังแสดงออกอีกว่าพ่อครัวที่เหลืออีกห้าคนนั้น ฝีมือยังเทียบตัวเองไม่ได้

“ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นครับ ถ้าทำให้ทุกคนพัฒนาไม่ได้ ก็เป็นผมที่ต้องเสียหน้า” ไม่มีศิษย์ที่โง่เขลา มีแต่อาจารย์ที่ไม่เก่งพอ

พสุธาพูดคุยกับพ่อครัวอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เขาก็ขอตัวกลับบ้านก่อน ทว่าเมื่อพสุธามาถึงรถจักรยานของตัวเอง เขาก็ต้องนิ่งไป เพราะจักรยานของเขายางแบน ทั้งยังแบนทั้งสองล้อเลยด้วย

“ทำไมยางถึงแบนได้เนี่ย ตอนจอดไว้ยังดี ๆ อยู่เลยนี่นา” พสุธาพึมพำ เขาเกาหัวแกรก ๆ เพราะว่าวันนี้เขาก็ห้ามไม่ให้ศิลา และนะโมมารับอีกแล้ว ยังขู่ด้วยว่าถ้าดื้อจะมารับ เขาจะโกรธจริง ๆ ดังนั้นแล้ววันนี้เขาต้องหาทางกลับบ้านเองใช่ไหม

พสุธาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปเรียกรถที่ป้ายรถเมล์ ทว่าเขายังไม่ทันจะได้เดินไปไหนไกล ก็มีเสียงแตรรถดังขึ้นเสียก่อน พสุธาหันไปดู ก็เห็นว่าเป็นรถของปฐพี

“ทำไมถึงมาเดินอยู่ตรงนี้ล่ะ จักรยานของนายไปไหน” ปฐพีลดกระจกลงถาม

“ยางแบนครับ เลยต้องจอดทิ้งเอาไว้ที่ร้าน” พสุธาตอบกลับ

“งั้นก็ขึ้นรถมาสิ เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง” ปฐพีเสนอตัวอย่างมีน้ำใจ

พสุธาก็ไม่เสียเวลาคิด เขารีบขึ้นรถทันที

“ขอบคุณนะครับ คุณป๋าเหมือนอัศวินขี่ม้าขาวมาทันเวลาพอดีเลย” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“ถ้าพี่เป็นอัศวินขี่ม้าขาว งั้นนายก็เป็นเจ้าหญิงเหรอ”