LNCrawler

35. ตอนที่ 34

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 34

“วันนี้คุณป๋าของมึงก็มาส่งมึงเป็นครั้งที่สามแล้วนะ เขาไม่ได้จีบมึงจริงดิ” นะโมถามพสุธา ขณะที่ตอนนี้พวกเขาอยู่บนเตียงนอนด้วยกันแล้ว

“ไม่ได้จีบ รถกูยางแบน เลยจะเดินไปขึ้นรถเมล์ แล้วเขาขับรถผ่านมาพอดี ก็เลยจอดรับกูมาส่ง” พสุธาตอบทั้ง ๆ ที่หลับตา

“ทำไมรถถึงยางแบนได้ล่ะ ดินไปเรียนขับรถ สอบใบขับขี่ แล้วเอารถไปขับเถอะ” ศิลาลุกขึ้นมานั่ง แล้วพูดอย่างรวดเร็ว

“ไม่เอา ขี้เกียจขับ รถใหญ่หาที่จอดก็ยาก เวลารถติดก็ซิกแซกเหมือนจักรยานไม่ได้” พสุธาหาข้ออ้างได้อย่างลื่นไหล

“มึงบอกว่าคุณป๋าของมึงบังเอิญเหรอ แน่จะนะว่าแค่บังเอิญ”

“ก็ไม่เชิงบังเอิญหรอกมั้ง เพราะยังไงเขาก็ออกมาจากร้านเหมือนกัน แค่ออกมาทีหลังกู เลยทันได้เห็นกูเดินต๊อกแต๊กอยู่ข้างถนน” พสุธาพูดตอบ ก่อนจะพูดต่อ

“เอาล่ะ เลิกซักไซ้แล้วนอนได้แล้ว เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

“ก็ได้” นะโมแม้ว่าอยากจะคาดคั้นเพื่อนต่ออีกสักนิด แต่เห็นว่าเพื่อนทำงานมาเหนื่อย ๆ เขาก็เลยไม่คาดคั้นแล้ว ยอมปิดตานอนตามที่เพื่อนบอก

“ฝันดีนะดิน ฝันดีนะนะโม”

 

เช้าวันใหม่ พสุธาตื่นมาด้วยความกระตือรือร้น เขาตั้งใจว่าวันนี้จะสอนพ่อครัวทั้งหกคนทำอาหารให้เต็มที่ ถ้าสำเร็จได้ในวันนี้เลย ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เขาจะได้ไม่ต้องกังวลต่อไป ที่สำคัญเลยก็คือ เขาจะได้รางวัลเป็นกล่องสุ่ม แม้ว่าจะเป็นกล่องรางวัลระดับเงิน แต่พสุธาก็ตื่นเต้นอยู่ดี

อันที่จริงพสุธาก็สงสัยเล็กน้อย ว่าทำไมช่วงนี้ระบบถึงมอบภารกิจพิเศษให้เขาถี่มาก สามปีที่ผ่านมา มีภารกิจพิเศษแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่ตอนนี้ผ่านมายังไม่ถึงหนึ่งเดือน ภารกิจพิเศษที่เขาได้รับ ก็เกือบจะเทียบเท่าสามปีที่ผ่านมาแล้ว

พสุธาคิดวิเคราะห์ ก่อนเขาจะสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่เขารู้จักกับปฐพี เขาจะได้รับภารกิจพิเศษบ่อยขึ้น เฉพาะที่เกิดเพราะเจ้าตัวโดยตรงก็สองภารกิจแล้ว ส่วนอีกสองภารกิจ ก็เกิดขึ้นที่ร้านอาหาร ซึ่งก็เป็นร้านอาหารที่ปฐพีแนะนำให้เขาเข้าไปทำงานอีกด้วย

ดูเหมือนว่าทางตรง ทางอ้อม ก็เกี่ยวข้องกับปฐพีทั้งหมด หรือว่าปฐพีจะเป็นดาวนำโชคของเขา

น่าจะใช่นะ เมื่อวานเปิดกล่องสุ่มตอนอยู่กับปฐพี เขาก็ได้ทักษะกายาเหล็กมาเลย ไม่ได้ของไร้ประโยชน์เหมือนหุ้นอีก

ขณะที่พสุธากำลังคิดว่าหุ้นของบริษัทเลสต์เน่ที่เขาได้รับมาเมื่อหลายวันก่อนมันไร้ประโยชน์ ตอนนี้ก็มีคนที่กำลังตื่นตะลึงกับเรื่องนี้อยู่

“ผู้จัดการใหญ่ เป็นอะไรไปครับ” สุรัส ผู้ช่วยของคุณวินิจพูดถาม เมื่อเห็นว่าคุณวินิจนั้นตัวแข็งทื่อเป็นหินไปแล้ว สีหน้าก็ล่องลอยเหมือนคนวิญญาณออกจากร่าง

เมื่อครู่นี้ผู้จัดการใหญ่คุยโทรศัพท์กับใครกันแน่ ทำไมหลังจากที่วางสายแล้ว จึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้

สุรัสคิดอย่างประหลาดใจ

“เลสต์เน่ หุ้นเลสต์เน่สิบเปอร์เซ็นต์ เก้าแสนกว่าล้าน ท่านประธานกลายเป็นเศรษฐีล้านล้านแล้ว” คุณวินิจพึมพำเสียงเบาในตอนแรก ก่อนที่จะผุดลุกขึ้นพูดอย่างตื่นเต้น ยื่นมือไปบีบแขนของผู้ช่วยอย่างไม่รู้ตัว

“อะไรนะครับ ผู้จัดการใหญ่หมายถึงอะไรครับ หุ้นเลสต์เน่อะไร ใครเป็นเศรษฐีล้านล้านครับ” สุรัสถามอย่างสับสน แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้ลาง ๆ และเพราะพอจะคาดเดาได้เนี่ยแหละ ถึงทำให้เขาตื่นตะลึงจนลืมความเจ็บที่แขนไปเลย

“ท่านประธานของพวกเราน่ะสิ ท่านประธานเข้าซื้อหุ้นบริษัทเลสต์เน่ได้สำเร็จ ทั้งยังซื้อถึงสิบเปอร์เซ็นต์ มูลค่าเก้าแสนกว่าล้านบาท เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง แล้วก็เป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านบาทแล้วด้วย!” คุณวินิจยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น เขาตื่นเต้นราวกับว่าคนที่มีทรัพย์สินหนึ่งล้านล้านบาทคือตัวเขาเอง

สุรัสเมื่อได้ยินคำยืนยันจากเจ้านาย เขาก็ตื่นตะลึงไปด้วยอีกคนหนึ่ง

“เมื่อไรครับ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ท่านประธานมีทรัพย์สินราว ๆ หนึ่งแสนล้านบาทหรอกเหรอครับ กระแสเงินสดในบัญชีก็เหลือไม่มากแล้วด้วย เพราะเอาไปลงทุนบริษัทใหม่หมดแล้ว รวมถึงซื้อหุ้นของสำนักงานทนายความด้วย ทำไมยังมีเงินอีกเก้าแสนกว่าล้านไปซื้อหุ้นบริษัทเลสต์เน่ล่ะครับ” สุรัสตั้งสติได้ หลังจากที่ตื่นตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง เขาก็พูดถามขึ้นมาอย่างสงสัย

“กระแสเงินสดที่นายพูดถึง มันคือเงินในบัญชีของบริษัท แต่ใครจะรู้ล่ะว่าบัญชีส่วนตัวของท่านประธาน มีเงินมากน้อยแค่ไหนกันแน่” คุณวินิจไม่รู้เลยว่า ตอนนี้เงินสดในบัญชีของพสุธาก็เหลือไม่มากแล้วจริง ๆ หลังจากที่ซื้อคฤหาสน์ไปสองพันล้าน ซื้อหุ้นสำนักงานทนายความไปอีกสองพันล้าน และซื้อศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรไปอีกหนึ่งหมื่นล้าน พสุธาก็เหลือเงินสดในบัญชีส่วนตัวแค่สามพันล้านเท่านั้น ยังห่างไกลเก้าแสนกว่าล้านที่เป็นมูลค่าหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเลสต์เน่

อีกทั้งสามพันล้านนี้ พสุธายังต้องเก็บเอาไว้สร้างโรงงานผลิตชิปอีกด้วย

“เรื่องเงินน่ะ ไม่น่าตกใจเท่ากับเรื่องที่ว่าท่านประธานทำยังไง ถึงซื้อหุ้นบริษัทเลสต์เน่ได้ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว” หุ้นของบริษัทใหญ่ระดับนี้ อย่าว่าแต่ซื้อทีเดียวสิบเปอร์เซ็นต์เลย แค่ศูนย์จุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็เป็นเรื่องยากแล้ว

“จริงด้วย ท่านประธานของพวกเราลึกลับไม่ธรรมดาจริง ๆ” เรื่องที่พสุธาเป็นลูกชายเศรษฐีที่ถูกอุ้มผิดตัว สุรัสไม่รู้เรื่องนี้ เขาคิดไปว่าเบื้องหลังของพสุธา มีครอบครัวมหาเศรษฐีหนุนหลังอยู่

“ท่านประธานของพวกเรา เกินกว่าคำว่าลึกลับไปไกลแล้ว” คุณวินิจเห็นควรจะยกให้เจ้านายของตัวเอง เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างที่แปดของโลก

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีครอบครัวหนุนหลังแท้ ๆ แต่เจ้าตัวก็สามารถเป็นมหาเศรษฐีล้านล้านบาทได้ ในวัยเพียงแค่สิบแปดปี เกรงว่าบนโลกนี้ จะมีแค่เจ้านายของเขาเท่านั้นที่ทำได้ หาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว

“เอาล่ะ เรื่องนี้อย่าเพิ่งเปิดเผยออกไป ท่านประธานไม่ได้ประกาศให้สื่อทำข่าว ก็หมายความว่าไม่ต้องการให้รู้มากนัก ยกเว้นแต่คนจะไปค้นหาว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทเลสต์เน่มีใครบ้าง เพราะในนั้นมีประกาศแล้ว”

คุณวินิจรู้เรื่องนี้ เพราะเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขาได้รับโทรศัพท์จากซีอีโอของบริษัทเลสต์เน่สาขาสยามประเทศ แจ้งว่ามีสินค้าใหม่ที่ต้องการเลือกพรีเซ็นเตอร์ ในฐานะที่เจ้านายของเขาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทเลสต์เน่ เจ้าตัวมีคนที่อยากจะแนะนำหรือเปล่า

ตอนที่คุณวินิจได้ยินเรื่องนี้ เขาคิดว่าเขาถูกมิจฉาชีพหลอก ท่านประธานของเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง ของบริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มอันดับหนึ่งของโลกเนี่ยนะ ทำไมเขาที่เป็นผู้ช่วยถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย ทั้งยังไม่มีข่าวเลยด้วยซ้ำ

จนกระทั่งอีกฝ่ายบอกให้เขาเข้าไปตรวจสอบข้อมูลทางการของบริษัทเลสต์เน่ คุณวินิจถึงได้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตื่นตะลึง

ท่านประธานของเขาซื้อหุ้นที่มีมูลค่าเก้าแสนกว่าล้านอย่างเงียบ ๆ ราวกับว่าซื้อเสื้อตัวละเก้าสิบบาทอย่างไรอย่างนั้น นี่จะไม่ให้เขาตื่นตะลึงได้อย่างไร

เจ้านายของเขาเก็บตัวเกินไปแล้ว ถ้าเจ้านายของเขาเปิดเผยเรื่องนี้ออกไป ที่ตึกจะต้องเต็มไปด้วยนักข่าว นิตยสารธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ จะต้องมารุมล้อมขอสัมภาษณ์อย่างแน่นอน

แต่คุณวินิจก็เข้าใจด้วยเหมือนกัน ว่าทำไมท่านประธานของตัวเองถึงได้เก็บตัวนัก เพราะหนึ่งคือมีครอบครัวปรสิตอยู่ถึงสองครอบครัว อีกทั้งการเปิดเผยตัวตนออกไป เจ้าตัวก็จะใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นได้ยากมาก อย่างน้อยถ้าไม่มีบอดี้การ์ดสักยี่สิบคนคอยตามปกป้อง เจ้าตัวก็จะถูกลักพาตัวไปรีดค่าไถ่วันเว้นวันเป็นแน่ รวมถึงคนสำคัญของเจ้าตัวด้วย

คุณวินิจคิด ก่อนจะให้ผู้ช่วยกลับออกไปก่อน ส่วนเขาก็หยิบโทรศัพท์มาต่อสายหาพสุธา

พสุธาที่กำลังแอบงีบหลังอาหารเช้า รอพ่อครัวทั้งหกคน เมื่อถูกเสียงโทรศัพท์ปลุก เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกดรับสาย

“สวัสดีครับท่านประธาน ผมมีเรื่องจะมารายงานครับ” คุณวินิจไม่กล้าที่จะพูดเยิ่นเย้อ เพราะสัมผัสได้ถึงความงัวเงียในน้ำเสียงของพสุธา

เขาโทรศัพท์มารบกวนเวลานอนของเจ้านาย โบนัสของเขายังจะเหลืออยู่หรือเปล่า

“เรื่องอะไร” พสุธาหาว แล้วถามออกไป

“ซีอีโอสาขาสยามประเทศของบริษัทเลสต์เน่ติดต่อผมมาครับ บอกว่ามีสินค้าใหม่ที่กำลังจะวางจำหน่าย และจะมีการคัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ของสินค้าตัวนี้ เขาถามว่าท่านประธานมีใครจะแนะนำหรือเปล่าครับ” คุณวินิจรีบพูดตอบ

“อ้อ เรื่องแค่นี้เองเหรอ ผมให้เบอร์โทรศัพท์ของคุณกับเขา เพื่อที่เขาจะได้ติดต่อเรื่องงานกับคุณ ต่อไปเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้คุณก็ไม่ต้องรายงานผม ตัดสินใจเองได้เลย” พสุธาพูดอย่างเนือย ๆ

คุณวินิจอยากจะร้องไห้ ท่านประธานของเขาใจกว้างมาก แต่ใจกว้างขนาดนี้ ก็ทำให้เขาแอบทำงานลำบากเหมือนกัน เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องไหนเป็นเรื่องเล็กสำหรับท่านประธาน

“แล้วท่านประธานมีดาราที่ถูกใจบ้างหรือเปล่าครับ” คุณวินิจกลั้นน้ำตาถาม

“ไม่มีหรอก ถึงผมจะดูซีรีส์แนวตั้งบ่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟนคลับใครเป็นพิเศษ” พสุธาให้คำตอบที่ทำให้คุณวินิจชะงักไป

ท่านประธานของเขาก็ดูซีรีส์แนวตั้งเหมือนกันสินะ

“ถ้าอย่างนั้นผมจะดูคนที่ทางนั้นคัดเลือกเอาไว้ก่อนนะครับ ถ้าประวัติไม่มีปัญหาอะไร ผมก็จะเลือกตามพวกเขาไปเลย”

“คุณตัดสินใจเองก็พอ เอาล่ะ แค่นี้ก่อนนะ ผมมีงานต่อ” พสุธาพูด เพราะเขาได้ยินเสียงกดกริ่ง คาดว่าบรรดาพ่อครัวทั้งหกคนจะมาถึงกันแล้ว

“ครับ สวัสดีครับท่านประธาน” คุณวินิจก็ไม่กล้ายื้อ เวลาของท่านประธานเป็นเงินเป็นทอง เขาจะทำให้ท่านประธานเสียเงินเสียทองไม่ได้เด็ดขาด

เขายังรอโบนัสสิบสองเดือนอยู่นะ!

หลังพสุธาวางสายจากคุณวินิจ เขาก็กดดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดเอาไว้หน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าเป็นรถของบรรดาพ่อครัวที่จะมาเรียนทำอาหารจากเขา ก็กดเปิดประตูรั้วให้

ประตูรั้วใหญ่ที่เปิดโดยอัตโนมัติ ทำให้พ่อครัวที่มาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายทั้งหกคัน พากันขับรถเข้ามา ตอนแรกพวกเขาตื่นตาตื่นใจกับขนาดของรั้ว ทว่าเมื่อเข้ามาภายใจ ความหรูหราและสง่างามของคฤหาสน์ศิลาจันทร์ ก็ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจได้มากกว่าเดิม และเมื่อพวกเขาเห็นพสุธายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน พวกเขาก็พึมพำไปในทางเดียวกัน

“คุณพสุธาอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย พนักงานล้างจานเป็นแค่งานแก้เบื่อของทายาทมหาเศรษฐีสินะ” ตอนนี้พวกเขาปักใจเชื่อกันไปแล้ว ว่าพสุธาเป็นทายาทมหาเศรษฐี ที่มาใช้ชีวิตลำบาก เพื่อหาประสบการณ์ชีวิต

พวกเขาไม่รู้เลยว่าพสุธาไม่ได้ต้องการหาประสบการชีวิตอะไรหรอก ที่เขาต้องลำบากแบบนี้ ก็เพราะว่าระบบบีบบังคับ

“พวกคุณขับรถไปจอดที่ลานจอดรถทางด้านนั้นได้เลยนะครับ” พสุธาบอกกับบรรดาพ่อครัวทั้งหกคน เมื่อพวกเขาจอดรถเรียงแล้วกันที่หน้าประตูบ้าน

“ได้ครับ” ผู้ช่วยพ่อครัวคนหนึ่งพูดตอบอย่างกระตือรือร้น เมื่อพวกเขานำรถไปจอดที่โรงจอดรถ ก็เห็นรถจักรยานจอดอยู่สองคัน พวกเขาคุ้นเคยดี นี่คือจักรยานที่พสุธาปั่นไปทำงานทุกวัน

โรงจอดรถที่สามารถจอดรถได้สามสิบคัน ตอนนี้มีจักรยานสองคันจอดอยู่เหงา ๆ

พ่อครัวแต่ละคนรู้สึกว่านี่มันช่างเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดจริง ๆ

“ทานมื้อเช้ากันมาหรือยังครับ” พสุธาพูดถาม เมื่อเดินนำพ่อครัวทั้งหกคนมาที่ห้องโถงรับรองแขกแล้ว

“เรียบร้อยแล้วครับ พร้อมเรียนรู้จากคุณดินแล้ว” เชฟไก่พูดตอบ

อ้อ เชฟไก่เป็นเชฟมือรองอันดับสองของร้าน เป็นรองเชฟโจเท่านั้น นอกจากนี้เชฟหลักของร้าน ยังมีอีกคนหนึ่ง ชื่อว่าเชฟต้า ส่วนอีกสามคนที่เหลือ เป็นเชฟผู้ช่วยของเชฟหลักทั้งสามคน

“งั้นพวกเราก็มาเริ่มกันเลย ดีไหมครับ” เมื่อได้ยินจากเชฟไก่ว่าพร้อมเรียนแล้ว พสุธาก็เสนอตาลุกวาวในทันที ยิ่งสอนเร็ว ก็ยิ่งประหยัดเวลาได้มาก

“ดีครับ” พ่อครัวทั้งหกคนประสานเสียงตอบกันอย่างพร้อมเพรียง

 

“ไม่ใช่ครับ หั่นหมูแบบนั้นจะทำให้หมูเสียรสชาตินะครับ ถึงจะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ก็ต้องใส่ใจนะครับ เพราะมันส่งผลถึงรสชาติอาหาร และเนื้อสัมผัส”

“เครื่องปรุงเหมือนจะใส่อะไรก่อนหลังก็ได้ แต่ถ้าพวกคุณได้สังเกตการณ์ทำอาหารของผมก่อนหน้านี้ ทุกครั้งแต่ละเมนูมีลำดับการใส่เครื่องปรุงก่อนหลังกันอย่างชัดเจนนะครับ เพราะเรื่องนี้ก็มีผลต่อรสชาติเช่นกัน

“ทักษะการใช้มีดของคุณต้องฝึกเพิ่มอีกสักนิดนะครับ ว่าง ๆ ลองหั่นหัวไชเท้าให้เป็นแผ่นบาง ๆ ดูนะครับ ให้บางที่สุด”

“ถ้าใช้เตาถ่านตุ๋น กลิ่นจะหอมกว่านี้ ทว่าต้องควบคุมไฟให้ดีด้วย แน่นอนว่าพวกเราใช้หม้ออัดแรงดัน ข้อดีคือไม่ต้องควบคุมไฟ ทั้งยังประหยัดเวลาได้มาก”

บรรดาพ่อครัวทั้งหกคนได้รู้แล้วว่าที่พสุธาบอกว่าเข้มงวดมากตอนสอน เจ้าตัวนั้นเข้มงวดมากจริง ๆ ทว่าในความเข้มงวดนี้ ก็ยังมีความใจเย็นอยู่ อีกทั้งยังไม่หวงความรู้ ไม่หวงเทคนิค ไม่ว่าอะไรเจ้าตัวก็สอนหมด พวกเขาอยากรู้อะไร เจ้าตัวก็ตอบทุกอย่าง

เชฟโจนึกถึงอาจารย์คนแรกของตัวเอง อีกฝ่ายสอนเขาหลายอย่างจริง ๆ แต่ว่าก็มีส่วนที่ปกปิดเอาไว้ เป็นเทคนิคลับพิเศษของเจ้าตัว อีกทั้งเวลาสอน ก็ไม่ได้ใจเย็นอย่างพสุธา เมื่อไรก็ตามที่เขาทำอะไรผิดพลาด อาจารย์ของเขาก็จะด่าเขาเสียงดังลั่นสนั่นครัว

เขาคิดว่าอาจารย์สอนทำอาหารทุกคนก็เป็นแบบนี้ ภายหลังเขารับศิษย์ เขาก็ทำแบบเดียวกัน ทว่าตอนนี้พสุธาแสดงให้เห็นแล้ว ว่าไม่ได้เป็นแบบนี้กันทุกคน

บางทีเพราะพสุธาไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นพ่อครัว และไม่ได้กลัวว่าพวกเขาจะกลายเป็นคู่แข่งในอนาคต

พสุธาไม่รู้ว่าพ่อครัวคิดอะไรอยู่ หลังจากที่สอนทำกระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระหว่างรอตุ๋นอยู่นั้น เขาก็สอนทำสตูว์เนื้อสันคอต่อเลย

“หม้ออัดแรงดันไม่มีแล้ว” ตอนที่จะเอาลงใส่หมอตุ๋น พสุธาก็พบว่าหม้ออัดแรงดันนั้นไม่มีเหลือแล้ว

ที่จริงหม้ออัดแรงดันที่บ้านของพสุธานั้นมีแค่สองใบเท่านั้น แต่เมื่อเช้าเขาสั่งมาเพิ่มอีกสี่ใบ กลายเป็นหกใบ สำหรับพ่อครัวหกคน แต่ตอนสั่ง พสุธาลืมไปว่าต้องสอนทำสองเมนู

“เดี๋ยวผมจัดการเองครับ” เชฟโจพูดเสนอทันที วิธีการจัดการของเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสั่งซื้อมาเพิ่งหรอก

ไม่ถึงยี่สิบนาที มีหม้ออัดแรงดันมาส่งอีกหกใบ

“เชฟโจ หม้อใบล่ะเท่าครับ เดี๋ยวผมจ่ายเอง อย่างไรก็ต้องใช้เรียนอีกหลายรอบ” เชฟไก่เสนอขึ้นทันที พ่อครัวคนอื่น ๆ ก็พูดด้วยเหมือนกัน

ตอนนี้พวกเขาเป็นคู่แข่งกัน จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะปล่อยให้คู่แข่งต้องจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์การเรียนให้พวกเขา

“อ้อ ได้ หม้อใบละหมื่นสอง ผมรุ่นอย่างดีมาเลย” เชฟโจพูดตอบ

“ได้ ขอเลขที่บัญชีของคุณหน่อย ผมจะโอนเลย” เชฟต้าพูดขึ้นบ้าง เงินหมื่นสองสำหรับพวกเขา ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะว่าพันไมล์ใจกว้างกับพวกเขามาก เงินเดือนแต่ละเดือนนั้นก็ถือว่ามากพอตัวอยู่แล้ว ยังให้ส่วนแบ่งจากยอดขายอีกด้วย ทำให้หนึ่งเดือน รายได้ของพวกเขาก็ไม่น้อยเลย นอกจากนี้พวกเขายังมีรายได้เสริมจากทางอื่นอีกด้วย

พสุธารอให้พวกเขาจัดการจ่ายเงินคืนกันเสร็จเรียบร้อย ก็เริ่มสอนต่อ เพราะพสุธาสอนอย่างละเอียด กว่าที่จะเสร็จสิ้นขั้นตอน กระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดงก็เสร็จแล้ว สามารถชิมรอสตูว์เนื้อที่กำลังตุ๋นอยู่ได้เลย

“พวกคุณลองชิมฝีมือของตัวเองดูสิครับ แล้วลองประเมินดูว่าเมื่อเทียบกับรสชาติที่ผมทำ มีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน” พสุธาพูดบอกพ่อครัวแต่ละคน ส่วนเขาก็เริ่มชิมอาหารฝีมือของพ่อครัวแต่ละคนด้วยเช่นกัน

พสุธาเริ่มจากเชฟโจ เขากินไปหนึ่งคำ ท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างคาดหวังของเชฟโจ

“ไม่เลวเลยครับ อร่อยมาก แต่ว่ายังขาดไปอีกนิดหน่อย” พสุธาชิมแล้วประเมินให้ที่เก้าสิบสามเปอร์เซ็นต์ น่าเสียดายที่ไม่ถึงเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

เชฟโจเมื่อได้ยินประโยคหลังของพสุธา เขาก็มีแววตาผิดหวังชั่วครู่หนึ่ง แต่ต่อมาก็กลับมาฮึกเหิมเหมือนเดิม

พสุธาไม่ได้พูดปลอบใจอะไร เขากลั้วปากด้วยน้ำเปล่า ก่อนจะไปชิมอาหารของเชฟไก่ต่อ

“อืม ยังขาดไปอีกนิดหน่อยเหมือนกันครับ” พสุธาประเมินให้เก้าสิบสี่เปอร์เซ็นต์ เหนือกว่าเชฟโจอยู่เล็กน้อย

พสุธาชิมฝีมือคนอื่นต่อ จนกระทั่งครบทั้งหกคน

“พวกคุณลองประเมินตัวเองดูก่อน แล้วเดี๋ยวผมจะบอกว่าพวกคุณพลาดตรงไหนไปบ้าง” พสุธาพูดอย่างใจกว้าง ก่อนจะพูดต่อด้วยว่า

“พวกคุณลองชิมฝีมือของเพื่อนดูด้วย แล้วลองเปรียบเทียบว่าฝีมือของตัวเอง กับฝีมือของเพื่อน จานไหนรสชาติใกล้เคียงกับฝีมือผมมากกว่ากัน” พสุธาทำแบบนี้ หนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ทั้งหกคนแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อทุกคนมีความอยากเอาชนะ พวกเขาก็จะทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก และนั่นก็ทำให้ภารกิจของเขามีโอกาสสำเร็จมากยิ่งขึ้น ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุ ก็เพื่อให้ทั้งหกคนยอมรับผลการตัดสินในตอนสุดท้าย เมื่อพวกเขาได้รู้ผลงานของกันและกัน

ไม่มีใครอิดออดกับคำพูดของพสุธา เพราะพวกเขาต่างก็อยากจะสืบดูคู่แข่งอยู่แล้ว

หลังจากที่ทุกคนชิมอาหารฝีมือกันแล้วกันครบแล้ว พสุธาก็เริ่มชี้ให้เห็นถึงจุดผิดพลาดของแต่ละคน

ทุกคนฟังพสุธาพูดอย่างตั้งใจ แม้ว่าจะไม่ใช่คำวิจารณ์ของตัวเอง แต่มันก็เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน เพราะต่อไปพวกเขาก็จะได้ระวังด้วยเช่นกัน

 

“วันพรุ่งนี้ก็มาเวลาเดิมนะครับ” พสุธาพูด ก่อนจะส่งพ่อครัวทั้งหกคนกลับไป ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงแล้ว พสุธาต้องเหลือเวลาให้ตัวเองได้พักสักหน่อย ก่อนที่จะต้องไปทำงานต่อ พ่อครัวเองก็เช่นกัน

“ครับ วันนี้ขอบคุณอาจารย์มากนะครับ” เชฟต้ารีบพูดทันที คนอื่น ๆ ก็พูดประโยคเดียวกัน พวกเขาเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกพสุธาด้วย

พสุธาเองแม้ว่าจะออกปากแก้ไปหลายรอบแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งหกคนเปลี่ยนใจ ทั้งหกคนบอกว่าเมื่อเรียนรู้จากพสุธาแล้ว ก็ถือว่าพสุธาเป็นอาจารย์ ยังบอกอีกด้วยว่า เป็นอาจารย์หนึ่งวัน ก็คืออาจารย์ไปชั่วชีวิต

แต่พสุธารู้สึกว่าคนเหล่านี้แอบเจ้าเล่ห์นิดหน่อย เพราะเขาบอกแล้วว่าจะรับลูกศิษย์แค่สองคน ทว่าทุกคนเรียกเขาว่าอาจารย์แบบนี้ ก็เหมือนเขามีลูกศิษย์หกคนเลยน่ะสิ

‘ระบบ ถ้าฉันสอนลูกศิษย์ทั้งหกคนจนผ่าน ของรางวัลเพิ่มขึ้นสามเท่าได้ไหม’

‘โฮสต์คิดว่าได้ไหมล่ะ’ ระบบถามกลับอย่างเย็นชา

‘ฉันคิดว่าได้นะ’ พสุธาก็ตอบอย่างหน้าไม่อาย

‘ถ้าโฮสต์ยอมรับได้ว่าหากภารกิจไม่สำเร็จ โฮสต์จะต้องหาเงินเพิ่มเป็นสามล้านล้าน ถ้าอย่างนั้นก็ได้’

‘โอ๊ะ ฉันคิดว่าของรางวัลเดิมก็ดีมากอยู่แล้ว ระบบ นายเป็นระบบยุติธรรมที่สุด!’