36. ตอนที่ 35
ตอนที่ 35
“ผมปั่นอยู่ในเลนส์สำหรับจักรยาน คุณเป็นฝ่ายขับรถมาเฉี่ยวผม คุณจะไม่ขอโทษอย่างนั้นเหรอ” พสุธาถามออกไปเสียงเย็น
เรื่องก็คือว่า วันนี้เขากำลังปั่นจักรยานไปทำงานตามปกติ แต่อยู่ ๆ ก็มีรถมาเฉี่ยวจนทั้งเขาทั้งจักรยานล้มลง เขาซึ่งมีทักษะกายาเหล็กที่ได้มาจากระบบ แน่นอนว่าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เขาจึงไม่คิดจะเรียกร้องค่าเสียหายอะไร ต้องการเพียงคำขอโทษจากอีกฝ่ายเท่านั้น ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายนอกจากไม่ขอโทษแล้ว ยังทำกร่างใส่เขา ด่าว่าเขาเป็นพวกสร้างสถานการณ์ หวังจะรีดไถเงินคนรวย
“ทำไมฉันต้องขอโทษด้วย นายมันพวกมิจฉาชีพ เวลาแบบนี้ยังจะมาปั่นจักรยานอะไรอีก ก็แค่ต้องการหลอกให้รถชนเพื่อรีดไถเงิน” ชายหนุ่มเจ้าของรถ ใส่หมวกสวมแว่นดำพูดเสียงเย่อหยิ่ง
พสุธามองหน้าอีกฝ่าย
“ได้ ถ้าอย่างนั้นผมก็คงต้องขอให้กฎหมายตัดสินก็แล้วกัน” พสุธาพูดจบ เขาก็กดเบอร์โทรศัพท์เพื่อจะแจ้งตำรวจทันที ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้กดยืนยันการโทร ก็มีรถตำรวจขับมาจอดตรงพวกเขาพอดี
“เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อนรถจักรยานยนต์มา พูดถามขึ้น พวกเขาได้รับแจ้งจากประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในจุดนี้
“คุณตำรวจมาก็ดีแล้ว หมอนี่สร้างสถาณการณ์ หวังจะรีดไถเงินผม” คนผิดชิงฟ้องก่อนในทันที
นายตำรวจมองพสุธา แล้วก็มองไปยังชายหนุ่มคนนั้น
“ที่เขาพูดเป็นความจริงหรือเปล่า”
“ไม่จริงครับ ผมปั่นจักรยานอยู่ในเลนส์สำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ แต่เขาขับรถเข้ามาเฉี่ยวจนทั้งผมทั้งจักรยานล้ม อีกอย่างผมก็ไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากเขา ผมแค่ต้องการคำขอโทษเท่านั้น” พสุธาตอบอย่างใจเย็น
ตำรวจทั้งสองนายเห็นว่าพสุธาใจเย็นมาก ไม่มีท่าทางลนลานเหมือนคนที่ทำผิดกฎหมาย ดังนั้นเขาจึงไม่ปักใจเชื่อข้อกล่าวหาของคนที่ขับรถยนต์
“รถของคุณมีกล้องติดหน้ารถใช่ไหม พวกเราขอตรวจดู” นายตำรวจพูดกับชายหนุ่มเจ้าของรถ
ชายหนุ่มเจ้าของรถมีสีหน้าลังเล อันที่จริงก็คือรู้ว่าตัวเองขับรถไปเฉี่ยวอีกฝ่ายจริง ๆ แต่ไม่ต้องการยอมรับความผิดนี้ เขาคิดว่าทำไมถึงต้องมีช่องถนนสำหรับรถจักรยานด้วย แค่นี้รถยนต์บนถนนก็มีทางไม่พอที่จะให้ขับอยู่แล้ว รถติดจะแย่อยู่แล้ว ควรเอาทางสำหรับรถจักรยานมาให้คนขับรถยนต์อย่างพวกเขามากกว่า พวกปั่นจักรยานน่ะ ถ้าไม่มีปัญญาซื้อรถยนต์ ก็ไม่ต้องขับออกถนนใหญ่สิ
ฝั่งนายตำรวจเมื่อเห็นอีกฝ่ายลังเล ไม่ยอมให้ดูกล้องติดหน้ารถยนต์ พวกเขาก็ได้คำตอบในทันที ว่าในอุบัติเหตุครั้งนี้ ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด
“ถ้าคุณไม่ยอมให้เราดูกล้องหน้ารถ พวกเราจะไปตรวจสอบจากคนที่เห็นเหตุการณ์ และกล้องหน้ารถคันอื่น รวมถึงกล้องวงจรปิดของถนนด้วย” นายตำรวจพูดออกไป
ชายหนุ่มที่ขับรถเฉี่ยวพสุธา ก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา แต่เขาก็ยังไม่คิดจะขอโทษอยู่ดี เขาถอดหมวกและแว่วตาออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
พสุธาเลิกคิ้วเล็กน้อย มองใบหน้าของอีกฝ่าย แล้วก็มองไปยังบิลบอร์ดที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้าของคู่กรณีนี้ เหมือนกับใบหน้าของคนที่อยู่บนบิลบอร์ดมากทีเดียว
แต่ใบหน้าที่อยู่บนบิลบอร์ดนั้นดูดีกว่าอยู่พอสมควร หากไม่ใช่ว่าเป็นฝาแฝด ที่แฝดอีกคนดูหล่อกว่า ก็เป็นเพราะใบหน้าบนบิลบอร์ดนั่นผ่านการปรับแต่งมาพอสมควร
ว่าแต่อยู่ ๆ หมอนี่เผยโฉมหน้าทำไม
“พวกคุณรู้แล้วใช่ไหมว่าผมเป็นใคร” ชายหนุ่มหันไปถามนายตำรวจอย่างหยิ่งผยอง ก่อนที่เขาจะพูดต่อ
“ถ้าแฟนคลับรู้ว่าผมต้องมายืนตากแดดตากลมอยู่ตรงนี้ พวกเขาต้องปวดใจมากแน่ ๆ”
พสุธา และนายตำรวจทั้งสองคนขมวดคิ้วทันที พวกเขาไม่ได้โง่ ฟังออกว่าหมอนี่ยกแฟนคลับมาข่มขู่ หากว่าพวกเขาต้องการเอาเรื่อง หมอนี่ก็จะไปฟ้องแฟนคลับ ให้แฟนคลับมาถล่มพวกเขา
พสุธาไม่กังวลอะไรกับเรื่องนี้ แต่นายตำรวจทั้งสองคนอาจจะถูกกดดัน เพราะสมัยนี้คนมักจะมีอคติกับตำรวจอยู่เสมอ
พสุธาเองก็มีอคติกับตำรวจอยู่เล็กน้อยเช่นกัน เขามองนายตำรวจทั้งสอง ดูว่าพวกเขาจะยอมจำนนต่อชายหนุ่มคนนี้หรือไม่
“คุณกำลังข่มขู่เจ้าหน้าที่พนักงาน ระวังจะโดนอีกหนึ่งข้อหานะครับ” นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งพูดเสียงเคร่งขรึม
“คุณพูดอะไร ผมไม่ได้ข่มขู่คุณตำรวจสักหน่อย” ดาราหนุ่มไม่ยอมรับข้อกล่าวหา
“ผมแค่ขอให้คุณขอโทษเองนะ” พสุธาพูดออกไปเสียงเย็น
“ฉันไม่ผิด แล้วฉันจะขอโทษทำไม”
“ได้ งั้นเดี๋ยวผมจะให้คุยกับทนายความของผมก็แล้วกัน” พสุธาที่ตอนแรกไม่คิดจะเอาผิด แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่รู้สึกผิด เขาก็พร้อมจะเล่นด้วย
ดาราหนุ่มหัวเราะทันที เมื่อได้ยินว่าพสุธาจะให้ตัวเองคุยกับทนายความ
“ทนายความ? สภาพอย่างนายเนี่ยนะ มีเงินจ้างทนายความเหรอ หรือว่าจะขอความช่วยเหลือจากทนายสงเคราะห์คนยากไร้”
“ผมคิดว่าถ้าทนายความรู้ว่าเป็นคดีเกี่ยวกับดาราดังชนแล้วไม่ขอโทษ พวกเขาคงจะแย่งกันรับงานนี้มากกว่า” พสุธายิ้มเย็นที่มุมปาก ทนายความบางคนต้องการชื่อเสียงมากกว่าเงิน และการทำคดีเกี่ยวกับคนดัง ก็สามารถเพิ่มชื่อเสียงให้กับพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
ฝั่งดาราหนุ่มเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา ก็ชะงักไปทันที ก่อนจะปรากฏร่องรอยของความกังวลใจ
“เฮอะ ก็แค่คำขอโทษไม่ใช่หรือไง ฉันขอโทษก็ได้ที่เอารถหรู ๆ ของฉันไปเฉี่ยวกับเศษเหล็กเส็งเคร็งของนาย” ดาราหนุ่มพูดอย่างหยิ่งผยอง ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที
พสุธาขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปหานายตำรวจทั้งสอง
“ถ้าผมต้องการให้คุณเป็นพยาน จะได้หรือเปล่าครับ”
“ให้พวกเราเป็นพยานเหรอครับ” นายตำรวจถามอย่างสงสัย
“ผมต้องการฟ้องนายคนนั้นในข้อหาหมิ่นประมาท คุณตำรวจทั้งสองคนเป็นพยานให้ผมได้ไหม” พสุธาอธิบายว่าทำไมเขาถึงได้ขอให้นายตำรวจทั้งสองนายเป็นพยานบุคคลให้เขา
“คุณต้องการจะฟ้องเหรอ ผมคิดว่าค่าทนายความ ค่าเสียเวลาจะเป็นภาระหนักของคุณ” ไม่ใช่ว่าจะดูถูกพสุธา แต่นายตำรวจคนนี้เตือนด้วยความหวังดีจริง ๆ เพราะพวกเขาคิดว่าสุดท้ายต่อให้พสุธาชนะคดี ก็ไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป
“ผมไม่มีปัญหาเรื่องเงินหรอกครับ” พสุธาพูดอย่างสบาย ๆ
นายตำรวจมองเสื้อผ้าของพสุธา มองจักรยานราคาถูก พวกเขาก็รู้สึกว่าพสุธาห่างไกลจากคำว่า ‘ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน’ ทว่าพวกเขายังไม่ทันที่จะได้พูดจบ ก็มีรถยนต์คันหรูมาจอดเทียบพวกเขา
นายตำรวจมองไปที่รถยนต์ยุโรปราคาสามล้านตรงหน้าอย่างสงสัย ก่อนที่พวกเขาจะตื่นตะลึง เมื่อชายวัยกลางคนในชุดสูทสุดเนี้ยบ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้บริหารระดับสูง ลงมาจากรถแล้วเรียกพสุธาว่า
“ท่านประธานจริง ๆ ด้วย เกิดอะไรขึ้นกับท่านประธานครับ” เป็นคุณวินิจนั่นเอง เจ้าตัวเพิ่งกลับมาจากสำนักงานของบริษัทเลสต์เน่ แล้วเห็นคนที่เหมือนพสุธา จึงได้ลองจอดรถดู ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้านายของตัวเองจริง ๆ
“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรมาก ไม่ต้องห่วง” พสุธาพูดตอบออกไป
“อะไรนะ เกิดอุบัติเหตุกับท่านประธานเหรอครับ ผมพาท่านประธานไปโรงพยาบาลดีกว่า ท่านประธานต้องตรวจร่างกายให้ละเอียดนะครับ เกิดว่าบาดแผลมันซ่อนอยู่ จะเป็นอันตรายได้นะครับ” คุณวินิจพูดอย่างร้อนใจ อยากจะพาพสุธาไปหาหมอใจจะขาด
“ไม่ต้อง ผมบอกแล้วว่าไม่เป็นอะไร จริงสิ แล้วคุณไปไหนมา” พสุธาเปลี่ยนเรื่อง
“ผมเหรอครับ ผมไปบริษัทเลสต์เน่มา ไปหารือกับพวกเขาเรื่องพรีเซ็นเตอร์ของสินค้าตัวใหม่ครับ”
“งั้นเหรอ ได้ข้อสรุปหรือยัง” พสุธาถามต่อ
“ได้แล้วครับ ก็คือคนนี้ครับ เป็นดาราชายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ครับ และก็มีโอกาสที่จะโด่งดังไปทั่วเอเชียด้วยครับ ตอนนี้เขามีฐานแฟนคลับที่จีนพอสมควรเลย” คุณวินิจเปิดรูปดาราชายที่ถูกคัดเลือกให้พสุธาดู พสุธามองแล้วก็มุมปากกระตุก
“คุณรู้ไหมว่าผมเกิดอุบัติเพราะเหตุอะไร” พสุธาถามออกไป
“ไม่ทราบครับ” คุณวินิจส่ายหน้า แต่เขาสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของพสุธาเปลี่ยนไป เมื่อเห็นรูปดาราที่เขาเปิดให้ดู หรือว่าจะเกี่ยวข้องกัน
“หมอนี่ขับรถเฉี่ยวผม นอกจากไม่ยอมขอโทษแล้ว ยังดูถูกผม และหาว่าผมเป็นมิจฉาชีพที่แกล้งสร้างสถานการณ์รีดไถเงินเขา ผมกำลังจะให้ทนายเกษมฟ้องอยู่พอดี คุณคิดว่าหมอนี่ยังเหมาะที่จะเป็นพรีเซ็นเตอร์ไหม”
คุณวินิจฟังแล้วแทบจะสำลักทันที
“ท่านประธานที่มีทรัพย์สินล้านล้านบาทเนี่ยนะ จะวางแผนรีดไถเงินคนอื่น” คุณวินิจพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
แต่มีคนไม่อยากจะเชื่อมากกว่าคุณวินิจ นายตำรวจสองคนที่ยังไม่ไปไหน มองพสุธาและคุณวินิจด้วยความสงสัย
เขาสงสัยว่าสิ่งที่ทั้งสองคนนี้พูดคุยกัน เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องจริง เขาก็ยิ่งสงสัยหนักเข้าไปใหญ่
คนที่มีทรัพย์สินเป็นล้านล้าน ทำไมถึงมาปั่นจักรยานราคาถูกได้ เสื้อผ้าที่ใส่ก็น่าจะซื้อจากตลาดนัด ตัวละไม่เกินหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้า
มหาเศรษฐีสมัยนี้ติดดินได้ขนาดนี้เลยเหรอ
“เรื่องนี้คุณไปคุยกับทางเลสต์เน่อีกรอบก็แล้วกัน เพราะผมไม่เปลี่ยนใจเรื่องฟ้องร้องแน่ ถึงตอนนั้นพรีเซ็นเตอร์ถูกฟ้องร้อง ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ จะมาหาเรื่องผมไม่ได้นะ” พสุธาส่ายหน้าพูด ก่อนจะหันไปบอกลานายตำรวจทั้งสองคน แล้วรีบปั่นจักรยานไปทำงานต่อ
วันนี้เขาเข้างานสายแน่!
คุณวินิจมองตามท้ายรถจักรยานของพสุธา เขาก็หันไปหานายตำรวจทั้งสองคน
“คุณตำรวจทั้งสอง เรื่องท่านประธานของผม คุณสามารถเป็นพยานได้หรือเปล่าครับ”
“เขาเป็นท่านประธานของพวกคุณจริง ๆ เหรอ นั่นดูเหมือนยังเด็กอยู่เลย” อีกทั้งการแต่งกายก็ไม่เหมือนเลยสักนิด
นายตำรวจหนุ่มทั้งสองคนสงสัย
“พวกคุณเห็นตึกนั่นไหม” คุณวินิจชี้ไปยังตึกเกรซที่ตั้งสูงตระหง่าน
“ครับ ตึกเกรซ พวกเรารู้จัก” พวกเขาเป็นตำรวจอยู่ย่านนี้ จะไม่รู้จักตึกเกรซได้อย่างไร
“ท่านประธานของผมเป็นเจ้าของตึกนั้น และเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านก็แก้เบื่อด้วยการซื้อหุ้นบริษัทเลสต์เน่สิบเปอร์เซ็นต์ มูลค่าไม่มากมายเท่าไร แค่เก้าแสนกว่าล้านเท่านั้นเอง” คุณวินิจพูดอวดท่านประธานของตัวเอง เพราะเขาเจ็บใจที่ได้ยินว่ามีคนกล้าดูถูกท่านประธานของเขา ตอนนี้ท่านประธานของเขานั้นรวยติดอันดับโลกเสียด้วยซ้ำ แค่ท่านทำตัวติดดินเกินไป พวกมดแมลงเลยกล้าดูถูก
“ทำไมผมฟังแล้วเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงเลย” นายตำรวจทั้งสองยังคงไม่อยากจะเชื่อ
“ตามผมไปที่บริษัท แล้วคุณจะเชื่อเอง ไปเถอะ เราอย่ามาคุยกันตรงนี้เลย แม้ว่ารถจะจอดหลบทาง แต่ก็ยังส่งผลต่อการจราจรอยู่ดี” คุณวินิจเชิญนายตำรวจทั้งสองไปที่บริษัท เขาจะต้องทำให้นายตำรวจสองคนนี้ยอมเป็นพยานให้ท่านประธานของเขาให้ได้ คอยดูว่าเขาจะแบนเจ้าดารานั่นจนออกจากวงการไปเลยได้หรือเปล่า
พสุธาแค่ต้องการสอนบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับดาราคนนั้น ไม่ถึงขั้นอยากตัดอนาคต แต่เขาไม่รู้เลยว่าคุณวินิจจะเล่นใหญ่กว่านั้น
“ขอโทษนะครับ พอดีว่าเกิดอุบัติเหตุ อาหารก็เลยเละเทะหมดเลย” พสุธาพูด ขณะที่เขาหยิบข้าวกล่องที่เตรียมมาให้พวกปฐพีออกมา เมื่อเปิดก็เห็นว่ามันค่อนข้างจะเละไปเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น นายได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลก่อน หรือไม่กล้าไปคนเดียว ไม่งั้นให้พี่พาไปก็ได้” ปฐพีเมื่อได้ยินว่าพสุธาเกิดอุบัติเหตุ เขาก็ไม่สนใจข้าวของตัวเอง แต่จับตัวพสุธามาหมุนดู ดูว่าเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง
พสุธาถูกจับหมุนจนมึนหัวไปหมด เขาอยากบอกว่าถูกรถเฉี่ยวเขาไม่เป็นอะไรเลย จะเป็นก็เพราะถูกปฐพีหมุนไปหมุนมาเนี่ยแหละ
“เอ่อ ไม่ได้เป็นอะไรครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย” พสุธารีบพูดบอก
“แน่ใจนะ ตอนล้มหัวกระแทกพื้นหรือเปล่า อาจจะมีเลือดคลั่งก็ได้นะ อันตรายมาก พี่ว่าเราไปแสกนดูเถอะ ไป เดี๋ยวพี่พาไป” ปฐพีไม่เพียงแค่พูด แต่ยังจับข้อมือของพสุธา จะพาเจ้าตัวไปยังโรงพยาบาลจริง ๆ
พสุธาขืนตัวเอาไว้
“ไม่ต้องจริง ๆ ครับ ตอนที่ล้มผมระวังมาก หัวไม่กระแทกพื้นจริง ๆ” พสุธาพูดอย่างหนักแน่น
“แน่ใจนะ” ปฐพีถามย้ำอีกครั้ง เขาไม่ค่อยอยากจะเชื่อ คิดว่าพสุธารังเกียจความยุ่งยาก จึงไม่ยอมไปหาหมอ
“แน่ใจครับ” พสุธาพยักหน้าหงึกหงัก
“กูดูแล้วน้องดินเหมือนจะไม่เป็นอะไรจริง ๆ ส่วนมึงเถอะ ไม่เป็นไรใช่ไหม” พันไมล์ที่ยืนดูการยื้อยุดของคนทั้งคู่อยู่นาน ก็พูดแทรกขึ้นมา
“กูจะเป็นอะไร คนที่เกิดอุบัติเหตุไม่ใช่กูสักหน่อย” ปฐพีขมวดคิ้วมองเพื่อน
“มึงผื่นไม่ขึ้นหรือไง” พันไมล์พูดพร้อมมองมือของปฐพีที่ยังจับข้อมือของพสุธาเอาไว้ไม่ปล่อย
เพื่อนของเขาคนนี้ นอกจากแพ้น้ำประปาแล้ว เจ้าตัวยังไม่ชอบให้ใครแตะถูกตัวด้วย เพราะถ้าแตะถูกตัวคนอื่น ก็จะมีผื่นขึ้น เป็นอาการที่แปลกประหลาด แม้แต่หมอก็รักษาให้หายไม่ได้
ปฐพีชะงักไป ก่อนจะมองมือของตัวเองที่จับข้อมือของพสุธาอยู่ เขาเพิ่งรู้สึกตัว เขาไม่มีอาการต่อต้านการสัมผัสนี้เลยสักนิดเดียว และยิ่งไม่รู้สึกรังเกียจด้วย
เป็นเพราะอะไรกัน กับเพื่อนสนิทของเขา เขายังระวังการแตะถูกตัว แม้กระทั่งกับแสงจันทร์ที่เป็นเพื่อนเล่นของเขามาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่ได้รับการยกเว้น แล้วเพราะอะไร ทำไมเขาถึงสัมผัสตัวพสุธาได้
ปฐพีมัวแต่สงสัยและสับสน จึงลืมที่จะปล่อยมือออกจากข้อมือของพสุธา เป็นพสุธาที่ต้องบิดข้อมือของตัวเองออกมา ซึ่งก็หลุดออกมาโดยง่าย
“หรือเป็นเพราะเมื่อกี๊มึงกังวลเรื่องความปลอดภัยของน้องดินมากเกินไป จิตใจมึงเลยไม่ต่อต้าน หมอก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าที่มึงผื่นขึ้นเวลาแตะถูกตัวคนอื่น เพราะจิตใจมึงต่อต้านอย่างรุนแรง แล้วส่งผลกระทบต่อร่างกาย” พันไมล์พูดอย่างคาดเดา
ปฐพีก็คิดว่าเป็นไปได้มาก แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ ดังนั้นแล้ว
“พี่ขอจับมือนายอีกรอบได้ไหม” ปฐพีต้องการที่จะทดสอบดู
พสุธาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
“ได้ครับ”
เมื่อพสุธาอนุญาต ปฐพีก็คว้ามือของพสุธามากุมเอาไว้ทันที เขากุมเอาไว้อยู่ชั่วครู่หนึ่ง ความรู้สึกรังเกียจก็ไม่ปรากฏ ผื่นก็ไม่มีขึ้นให้เห็น ทว่าหัวใจเขาเต้นแรงขึ้นมาจังหวะหนึ่ง
“หืม จับตอนมีสติดี ๆ ผื่นก็ไม่ขึ้น ไอ้ป๋า มึงหายแล้วเหรอ” พันไมล์เห็นว่าเพื่อนยังปกติดี เขาก็ดีใจ กระโดดกอดจากทางด้านหลัง ทว่าต่อมาเขาก็ถูกความจริงกระแทกเข้าอย่างจัง เมื่อปฐพีมีท่าทางต่อต้าน ไม่นานผื่นก็ขึ้นเต็มตัวของเจ้าตัว
พสุธาเพิ่งเห็นปฐพีมีอาการแพ้แบบนี้ เขาอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะถามพันไมล์
“แบบนี้ต้องทำยังไงดีล่ะครับ คุณป๋าผื่นขึ้นเต็มตัว หอบหายใจถี่ด้วย” พสุธาถามอย่างกังวล เพราะอาการของปฐพีนั้นดูไม่ดีเลย เจ้าตัวเหมือนคนที่กำลังอาการแพ้กำเริบอย่างหนัก
พันไมล์ก็สีหน้าเผือดสี เขาคิดว่าเพื่อนหายดีแล้ว ถึงได้กอดเพื่อนแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้
“พามันไปที่ห้องทำงานพี่ก่อน” พันไมล์พูด
“พาไปยังไงครับ หาผ้ามาห่อตัวคุณป๋าก่อนดีไหมครับ แล้วค่อยให้ผมพยุงไป” พสุธากลัวว่าถ้าเขาแตะถูกตัวปฐพีตรง ๆ จะทำให้อาการของเจ้าตัวแย่ลงกว่าเดิม ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ปฐพีจะไม่มีอาการกำเริบ ตอนที่จับมือเขาก็ตาม
“นาย พาพี่ ไป ได้” ปฐพีพูดเสียงหอบ ตาแดงก่ำ เขาเอื้อมมือมาหาพสุธา
พสุธาก็ยื่นมือไปรับปฐพีโดยอัตโนมัติ แล้วสำรวจดูว่าอาการปฐพีนั้นแย่ลงกว่าเดิมหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าอาการไม่แย่ลงกว่าเดิม เขาจึงพาปฐพีไปยังห้องทำงานของพันไมล์
พันไมล์ไม่ได้เดินตามไปทันที แต่เขาไปเอาขวดแอลกอฮอล์แล้วก็สำลีแผ่น รวมถึงผ้าชุบสะอาด และอ่างใส่น้ำแร่
“น้องดินเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดให้มันก่อน แล้วค่อยเอาผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดตัวมันอีกที พี่ขอรบกวนหน่อยนะครับ ตอนนี้พี่แตะตัวมันไม่ได้เลย” พันไมล์ขอร้องพสุธา
“ได้ครับ” พสุธาก็รับปากอย่างเต็มใจ
ไม่ว่าจะเพราะอะไร ปฐพีก็ดีกับเขามาตลอด ดังนั้นเจ้าตัวอยู่ในอาการแบบนี้ เขาเองถ้าช่วยได้ ก็ต้องช่วยอยู่แล้ว
พสุธาใช้สำลีแผ่นชุบแอลกอฮอล์เช็ดไปตามตัวปฐพี โดยเฉพาะจุดที่มีผื่นขึ้น
“ถอดเสื้อด้วยไหมครับ” พสุธาถาม เมื่อเขาเช็ดนอกร่มผ้าหมดแล้ว ไม่รู้ว่าในร่มผ้ายังมีผื่นขึ้นด้วยหรือเปล่า
ปฐพีพยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงแหบ
“พี่รบกวนนายด้วย” อาการของปฐพีดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ยังหายใจหอบอยู่
“ปกติ ถ้าพี่อาการกำเริบ ใครจะเป็นคนเช็ดตัวให้พี่ครับ” พสุธาถามอย่างสงสัย เพราะแม้แต่เพื่อนสนิทยังโดนตัวไม่ได้แบบนี้ แล้วที่ผ่านมาเจ้าตัวทำยังไงกัน
“เสี่ย หรือไม่ก็พ่อแม่” ปฐพีพูดตอบ
“หมายความว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่สามารถแตะตัวคุณป๋าได้ ถูกไหมครับ” ปฐพีเคยได้ยินจากเฮียโก้ว่า แม้แต่คนในครอบครัวของเจ้าตัว ก็ไม่ยอมให้แตะถูกตัว ดูเหมือนว่าเฮียโก้จะเข้าใจผิด
“ถ้าไม่จู่โจมก็ได้” ปฐพีหมายถึงโดนตัวในตอนที่เขาไม่ได้เหม่อลอย หรือไม่รู้สึกตัว หากแต่ถูกตัวเขาในตอนที่เขาเตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้ว ซึ่งในกรณีนี้ ก็รวมถึงพวกเพื่อนของเขาด้วย และเพราะต้องคอยระวัง ดังนั้นเพื่อน ๆ จึงไม่ค่อยแตะโดนตัวเขา ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ส่วนคราวนี้ที่อาการกำเริบ เพราะพันไมล์กระโดดกอดเขาจากทางด้านหลัง ทำให้เขาไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นอาการจึงได้กำเริบขึ้นมา
พสุธาอยากถามว่าเป็นเพราะอะไร อะไรคือสาเหตุที่ทำให้จิตใจของปฐพีต่อต้านการสัมผัสขนาดนี้
เจ้าตัวเคยประสบพบเจอเรื่องอะไรมากันแน่
อันที่จริงพสุธาก็พอจะคาดเดาได้ คนที่มีอาการแบบนี้ส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มคนที่ถูกเคยโดนล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน จนกลายเป็นปมในใจที่ยากจะก้าวข้ามผ่าน
แต่ว่าปฐพีเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ พ่อแม่ร่ำรวยมีอำนาจ ใครกันที่กล้าล่วงละเมิดเจ้าตัว
พสุธาสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป เพราะกลัวว่ามันจะไปกระทบกระเทือนจิตใจเจ้าตัวเข้า และอีกอย่างมันก็เป็นการละลาบละล้วงกันเกินไป เขาและปฐพี ยังไม่สนิทกันถึงขั้นที่จะคุยกันได้ทุกเรื่อง
พสุธาเช็ดตัวให้ปฐพี พร้อมกับชวนคุยเรื่องอื่น ๆ ตั้งแต่เรื่องอาหาร ไปจนถึงเรื่องเรียน เรื่องเที่ยว ไม่นานอาการของปฐพีก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชด ลมหายใจกลับมาเป็นปกติ แต่ผื่นยังไม่หายไป ทว่าค่อย ๆ ยุบลงบ้างแล้ว
พสุธาถอนหายใจ
“ขอบคุณนะครับ” ปฐพีพูดขอบคุณพสุธา ถ้าไม่ได้พสุธา วันนี้เขาแย่แน่ ๆ
“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่คุณป๋าหิวไหมครับ เพื่อเป็นการปลอบใจ และชดเชยอาหารที่เสียไป เดี๋ยวผมทำอาหารให้ใหม่” พสุธานึกถึงตอนที่ปฐพีปลอบใจเขาด้วยการเลี้ยงไอศกรีม พสุธาก็เลยจะปลอบใจปฐพีด้วยอาหารฝีมือของตัวเอง
“ไม่ต้องทำใหม่หรอก อาหารที่นายทำมาพี่กินได้” ปฐพีพูดพลางส่ายหน้า
“ไม่ได้หรอกครับ อาหารที่ผมทำวันนี้ ไม่เหมาะกับผู้ป่วย จริงสิ วันพรุ่งนี้ผมจะทำอาหารยาให้เพื่อนคุณป๋าอีก คุณป๋าต้องการให้ผมทำเผื่อใครอีกไหมครับ” พสุธาตกลงกับปฐพีว่าเขาจะทำอาหารยาให้วันเว้นวัน ดังนั้นวันพรุ่งนี้จึงถึงกำหนดทำอาหารยารอบที่สองแล้ว
“พี่ขอเผื่อครอบครัวพี่ด้วยครับ ถ้าไม่ทำให้นายเหนื่อยเกินไปนะ”
“ไม่เหนื่อยหรอกครับ เอ้อ เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยกันเรื่องนี้ ผมไปทำอาหารจานใหม่ให้พี่ก่อน จริงสิ ต้องทำให้คุณพันไมล์กับเฮียโก้ด้วย”
“ของพี่ไม่ต้องนะน้องดิน พี่ดูแล้ว ข้าวกล่องที่น้องดินเอามา พี่กินได้ ไอ้โก้ก็เหมือนกัน ส่วนของไอ้ป๋า เดี๋ยวพี่รับผิดชอบเอง” พันไมล์ขันอาสาในทันที แต่ถูกเพื่อนมองตาขวางใส่ ทำให้เขาได้แต่ย่นคอ เพราะตัวเองมีความผิดติดหลังอยู่ ทว่าก็ยังไม่วายจะบ่น
“แดกไม่ได้แล้วยังจะหวงอีกนะมึง”
“ก็ของกู” ปฐพีพูดเสียงเย็น