LNCrawler

38. ตอนที่ 37

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 37

พสุธาสงสัยว่าเพราะอะไร คนอื่น ๆ ถึงได้เข้าใจว่าปฐพีชอบเขา เพราะแม้แต่คนที่เพิ่งจะเคยเจอเขาเป็นครั้งแรกอย่างแสงจันทร์ ก็ยังแซวเขากับปฐพี

“คุณป๋าได้ทำอะไรให้คุณแสงจันทร์เข้าใจผิดไหมครับ” พสุธาถามออกไป ตอนนี้พวกเขากำลังกลับไปที่ร้านกัน เฮียโก้นั้นกลับไปก่อนแล้ว ตั้งแต่รู้ว่าเขาปลอดภัยดี ทำให้ตอนนี้มีแค่เขากับปฐพีเท่านั้นที่อยู่บนรถ และปฐพีเป็นคนขับ

“เข้าใจผิดเรื่องอะไร” ปฐพีถามพสุธา

“ดูเหมือนคุณแสงจันทร์จะเข้าใจว่าคุณป๋าชอบผม” พสุธากลั้นใจพูดออกไป เขารู้สึกอายเล็กน้อย ที่ต้องพูดเหมือนว่าปฐพีชอบเขาจริง ๆ

“พี่ไม่ได้ทำอะไรนะ  อาจจะเพราะพูดถึงนายให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะพี่ปฏิบัติต่อนายไม่เหมือนคนอื่นอยู่บ้าง” ปฐพีให้คำตอบ

“หมายความว่ายังไงครับ ที่บอกว่าปฏิบัติต่อผมไม่เหมือนคนอื่นอยู่บ้าง”

“อย่างเช่นนอกจากเพื่อนสนิทแล้ว พี่ไม่ให้คนอื่นขึ้นรถพี่ง่าย ๆ หรืออย่างเช่นพี่อาสาไปรับไปส่งนาย หรืออย่างเช่นนายสัมผัสตัวพี่ได้”

“นั่นไม่ใช่เพราะว่าคุณป๋าชอบอาหารฝีมือผมหรอกเหรอ” พสุธาเข้าใจแบบนี้มาตลอด ที่ปฐพีปฏิบัติดีต่อเขา หนึ่งคือชอบฝีมือทำอาหารของเขา สองคือเขาเป็นน้องรักของเฮียโก้ ซึ่งเฮียโก้ก็เป็นเพื่อนสนิทของปฐพี อีกฝ่ายจะมองเขาเป็นน้องชายด้วยก็ไม่แปลกอะไร

“ใช่ พี่ชอบฝีมือทำอาหารของนาย ชอบมาก แต่ที่ชอบมากกว่านั้น ก็คือนิสัยของนาย คือวิธีการมองโลกของนาย”

“นิสัยของผม? การมองโลกของผม?”

“นายโตมาอย่างลำบาก แต่ไม่เคยยอมแพ้ ทั้ง ๆ ที่ถูกอุ้มสลับตัว แต่ไม่เคยต่อว่าโชคชะตา ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ให้กำเนิดลำเอียง นายก็ไม่เคยตัดพ้อ นายยังคงใช้ชีวิตได้ดี ทั้งยังดูแลคนรอบตัวนายอย่างดีด้วย” ปฐพีตอบเสียงเรียบเรื่อย แต่น้ำเสียงก็มีความชื่นชมแฝงอยู่เช่นกัน

ปฐพีรู้ว่าทำไมเพื่อนของเขาถึงได้แซวเรื่องเขากับพสุธา และเขาก็สำรวจความรู้สึกของตัวเองแล้ว

เขามีความรู้สึกพิเศษต่อพสุธาจริง ๆ แต่นั่นยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าชอบพอได้ เรียกว่าสนใจ และชื่นชมจะถูกกว่า รวมถึงอยากรู้ด้วยว่าในอนาคต พสุธาจะมีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาแปลกใจ และชื่นชมในตัวเจ้าตัวได้อีก

“อ้อ เพราะว่าคุณป๋าชื่นชมในตัวผมนี่เอง คนอื่นถึงได้เข้าใจผิด คิดว่าความชื่นชมเป็นความชอบ” พสุธาพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจแล้ว

“แล้วถ้าเกิดว่ามีวันหนึ่งพี่ชอบนายขึ้นมาจริง ๆ นายจะรังเกียจพี่ไหม” ปฐพีถามออกมา

พสุธาชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ

“ถ้าไม่ล้ำเส้นผม ผมก็ไม่รังเกียจครับ ถึงอย่างไรมีคนชอบ ก็ดีกว่ามีคนเกลียด”

“คำตอบสมกับเป็นนายจริง ๆ เลย” ปฐพีหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอ ก่อนจะพูด

“วางใจเถอะ พี่ไม่สารภาพรักกับนายเร็ว ๆ นี้หรอก”

“แน่สิครับ ก็คุณป๋ายังไม่ได้ชอบผมนี่” พสุธาตอบกลับไปทันที ก่อนจะหัวเราะออกมา

“ว่าแต่ผมนี่ก็เนื้อหอมไม่เลวเลยนะครับ ไปไหนก็มีแต่คนรักคนเอ็นดู” พสุธาแกล้งยืดอกพูด ทำท่าภูมิใจในตัวเองมาก ๆ

“ใช่ เพราะว่านายคู่ควรยังไงล่ะ” ปฐพีก็เห็นด้วยอย่างเต็มที่ ทำเอาพสุธาไปไม่เป็นเลย

“จังหวะนี้ คุณป๋าต้องบอกว่าผมหลงตัวเองนะครับ” พสุธาพูดออกไปเสียงขึ้นจมูก เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมรับมุก

“นายหลงตัวเองก็ไม่แปลกหรอก คนอื่นยังหลงนายเลย” ปฐพีก็ยังคงไม่รับมุกอยู่เช่นเคย ทำให้พสุธาถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ

ปฐพีหัวเราะออกมา เมื่อหางตาเห็นพสุธาทำปากขมุบขมิบ

“จะบ่นจะด่าพี่ ก็ออกเสียงดัง ๆ มาเลยครับ รับรองว่าไม่หักเงินแน่นอน”

“ผมไม่ได้ด่าคุณป๋าสักหน่อย”

“งั้นก็แสดงว่าบ่นพี่อยู่สินะ”

“คุณป๋ากลับไปพูดน้อยเหมือนตอนแรก ๆ ดีไหมครับ” พสุธาเบื่อคนที่รู้ทัน

“ตอนนั้นเพราะยังไม่คุ้นเคยกัน พี่เลยพูดน้อยยังไงล่ะ ตอนนี้ให้กลับไปเป็นอย่างนั้นไม่ได้แล้ว นอกจากพี่จะความจำเสื่อมล่ะนะ” ปฐพีไม่ยอมตามใจคนน้องเลยแม้แต่น้อย

พสุธากลอกตาเป็นเลขแปด เขานึกสงสัยว่าเวลาไม่ถึงยี่สิบวันที่รู้จักกัน ทำให้พวกเขาเป็นคนคุ้นเคยกันไปแล้วเหรอ

“คุณป๋าเข้ากับคนง่ายดีนะครับ” พสุธาอดไม่ได้ที่จะค่อนแคะไป

ปฐพีไม่โกรธ ทั้งยังหัวเราะด้วย

“พี่เข้ากับนายได้ดีใช่ไหมล่ะ”

พสุธาไม่ตอบ พอดีกับที่มาถึงร้านอาหาร เขารีบลงจากรถแล้วเดินดุ่ม ๆ เข้าร้านไปในทันที

ปกติแล้วพสุธาไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอก ตอนที่ลูกค้าเข้าร้านแล้ว ทว่าวันนี้เขามาในช่วงเวลาที่ลูกค้าเต็มร้านพอดี จึงตกเป็นเป้าสายตาพอสมควร ด้วยมีปฐพีเดินตามหลังเขา

“ดิน นายทำโทรศัพท์ตกบนรถ” ปฐพีเรียกพสุธาเอาไว้ และนั่นทำให้คนในร้านหันมามองพวกเขา

“นั่นไม่ใช่เพื่อนเจ้าของร้านเหรอ ชื่ออะไรนะ ปฐพีใช่ไหม แล้วน้องคนนั้นเป็นใครน่ะ เหมือนจะรู้จักกับเพื่อนเจ้าของร้าน”

“หรือว่าจะเป็นเพื่อนเจ้าของร้านด้วยเหมือนกัน”

“ไม่น่าจะใช่นะ ถึงจะหน้าตาดูดีมีออร่า แต่เสื้อผ้าธรรมดามาก แต่งตัวแบบนี้ไม่น่าจะเข้าแก๊งคุณชายได้”

“ได้ยินเหมือนว่าจะชื่อดินใช่ไหม บังเอิญจริง ๆ เลย ชื่อคล้องจองกับคุณปฐพีเลยนะ”

“ลืมโทรศัพท์ไว้บนรถ? นั่นไม่ใช่หมายความว่านั่งรถมาด้วยกันเหรอ เป็นอะไรกันกันแน่ หรือว่าจะต้องอกหักกันหมดแล้ว”

“เพ้อเจ้ออะไร แต่งตัวแบบนั้น เป็นเพื่อนไม่ได้ ยิ่งเป็นแฟนไม่ได้ไปใหญ่เลย ระดับลูกเจ้าของสายการบินและโรงพยาบาล ต้องคบกับคนที่ฐานะใกล้กันถึงจะถูก”

พสุธาได้ยินเสียงซุบซิบของลูกค้าในร้าน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองถูกด้อยค่าตรงไหน เขาไม่ก้มหน้าหลบ ไม่ได้หวาดกลัวต่อสายตาที่มองมา เพราะเขารู้ตัวเองดีว่าเป็นอย่างไร

เรื่องฐานะไม่คู่ควร ขอโทษด้วย ตอนนี้เขามีทรัพย์สินหนึ่งล้านล้านบาท คนที่เขาไม่คู่ควร ดูเหมือนว่าจะไม่มีอยู่ในโลกแล้วตอนนี้ ถ้าหากความคู่ควรวัดกันที่ทรัพย์สิน

อีกอย่าง ต่อให้เขาจนจริง ๆ เขาก็ไม่หวาดกลัวอย่างแน่นอน คนจนอย่างเขาที่ทำให้คนอย่างปฐพีสนใจได้ ก็หมายความว่าเขามีดียังไงล่ะ ไม่เชื่อเหลือ ไม่เชื่อก็ลองทำให้ปฐพีสนใจตัวเองดูบ้างสิ

พสุธาหันไปรับโทรศัพท์จากปฐพี พูดขอบคุณครั้งหนึ่ง ก่อนจะรีบเดินต่อ เพื่อไปทำงาน

“มาแล้วเหรอมึง น้องดินเป็นยังไงบ้าง” พันไมล์เดินเข้ามาถามปฐพี หลังจากที่พสุธาเดินไปห้องล้างจานแล้ว

“หมอบอกว่าปกติดี ไม่มีอะไรต้องกังวล”

“งั้นก็ดีแล้ว หุ้นส่วนของกูอยู่ดี ร้านกูก็อยู่ดีไปด้วย” พันไมล์จงใจพูดเสียงดัง นั่นทำให้ลูกค้าที่กำลังซุบซิบและสงสัยว่าพสุธาเป็นใครกันแน่ ก็ได้รู้ว่าที่จริงแล้วพสุธาเป็นหุ้นส่วนของร้านนี้

“กลัวไม่มีคนทำเมนูพิเศษให้ร้านมึงน่ะสิ” ปฐพีก็ร่วมวงด้วย นั่นทำให้ลูกค้าแต่ละคนรู้ว่าอาหารจานเด็ดของร้าน ที่หากอยากจะกิน ต้องมาต่อคิวรอตั้งแต่ก่อนร้านเปิด ไม่อย่างนั้นจะพลาดโอกาส เพราะแต่ละวันมีขายแค่ยี่สิบจานเท่านั้น คือฝีมือของหนุ่มน้อยที่พวกเขาเพิ่งจะสงสัยในตัวตนไปนั่นเอง

“อะไรนะ คนนั้นน่ะเหรอที่เป็นพ่อครัวทำเมนูพิเศษ นั่นยังดูเด็กอยู่เลยนะ”

“พ่อครัวตัวน้อยเหรอ ตอนคลอดถือเครื่องปรุงหรือตะหลิวออกมาจากท้องแม่ด้วยหรือเปล่า ทำไมถึงได้ทำอาหารเก่งขนาดนี้”

“ทั้งหมูตุ๋นน้ำแดง ทั้งสตูว์เนื้อ อร่อยจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ ไม่คิดว่าคนทำจะอายุน้อยขนาดนี้ คิดว่าเป็นเชฟมากประสบการณ์ อายุห้าสิบหกสิบปีเสียอีก”

“นี่มันเชฟยอดอัจฉริยะชัด ๆ ว่าแต่ฝีมือทำอาหารระดับไร้เทียมทานแบบนี้ ทั้งยังเป็นหุ้นส่วนของร้าน ทำไมแต่งตัวได้ติดดินขนาดนั้นกัน”

ถ้าพสุธาได้ยินคำพูดประโยคนี้ เขาคงจะหัวเราะออกมา ตอนไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร บอกว่าเขาใส่เสื้อผ้าราคาถูก แต่พอรู้ว่าเขาเป็นใคร ก็กลายเป็นว่าเขาทำตัวติดดิน

พสุธากลับมาที่ร้าน เขาก็ไม่ได้สนใจเหตุการณ์ภายนอก เมื่อถึงห้องล้างจาน เขาก็เริ่มทำงานในทันที

“น้องดิน ทำไมไม่พักสักหน่อยล่ะ มาป้าทำเอง”

“นั่นสิน้องดิน เพิ่งเกิดอุบัติเหตุมา น่าจะพักสักหน่อยนะ ป้าล้างกันเองได้” พวกป้า ๆ ทั้งสี่คนแย่งกันพูด เมื่อเห็นว่าพสุธากลับมาทำงาน

ตอนนี้ยกเว้นพ่อครัวทั้งหกคน พนักงานในร้านต่างก็เรียกพสุธาว่าน้องดิน ดูเหมือนว่า ‘น้องดิน’ จะกลายเป็นชื่อเล่นของพสุธาไปแล้ว

“ไม่เป็นไรครับ ผมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลมาแล้ว หมอบอกว่าแข็งแรงดีมาก ไม่มีการบาดเจ็บใด ๆ” พสุธาพูด เขาซึ้งใจกับความกระตือรือร้นของป้า ๆ เหล่านี้ ขณะเดียวกันก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้

เขามักจะได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่เสมอ ยกเว้นก็แต่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด กับพ่อแม่ปลอม ๆ

พสุธาทอดถอนใจ แต่ไม่ได้นึกเสียใจ หรือน้อยใจ ไม่แม้กระทั่งผิดหวังเลยด้วยซ้ำ เป็นเพราะเขาไม่เคยคาดหวัง ตั้งแต่เด็ก พสุธาก็เรียนรู้แล้วว่าคนเราจะต้องเติบโตด้วยตัวเอง ไม่สามารถยืมจมูกคนอื่นหายใจได้ตลอดไป แม้คนอื่นที่ว่าจะมีอีกสรรพนามคือพ่อกับแม่ก็ตาม

ใช่ สำหรับพสุธา พ่อกับแม่ เป็นแค่สรรพนามที่ใช้ระบุตัวตนเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายรวมถึงความรัก และความผูกพันใด ๆ

ฝั่งป้า ๆ เมื่อได้ยินพสุธายืนยันแบบนั้น พวกเธอก็โล่งใจ บอกให้พสุธาคราวหลังระวังตัวดี ๆ อย่าให้เกิดอุบัติเหตุอีก

พสุธายิ้มอย่างจนใจ เขาระวังตัวแล้ว แต่คนอื่นไม่ระวังนี่นา มันถึงได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างไรล่ะ

 

ขณะที่พสุธากำลังจนใจกับเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่โรงพยาบาล ครอบครัวสามคนก็ยังพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

“ฉันไปสืบมาแล้ว น้องดินรถจักรยานล้มเพราะถูกรถเฉี่ยว คนที่เฉี่ยวเป็นดาราที่กำลังมีกระแสมาแรงในตอนนี้ และเป็นหนึ่งในตัวเลือกพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของสินค้าเราด้วย แน่นอนว่าเพราะมีเรื่องนี้ ฉันก็ต้องการให้เปลี่ยนคน แต่เรื่องหมอนี่เอาไว้ก่อน น้องดินปั่นจักรยานไปทำงานทุกวันไม่ปลอดภัย ฉันคิดว่าเราซื้อรถยนต์ให้น้องดินสักคันจะดีกว่า ถึงน้องดินจะปฏิเสธเรื่องรับพ่อแม่บุญธรรม แต่ยังไงสำหรับฉัน น้องดินก็เป็นเหมือนลูกของฉันอีกคน เป็นน้องของพี่จันทร์” ตอนแรกคุณจันทิมาเรียกลูกชายตัวเองว่า ‘น้องจันทร์’ แต่เพราะมีพสุธา แสงจันทร์จึงได้เลื่อนขั้นเป็น ‘พี่จันทร์’

“ได้ ซื้อรถใหม่ เอารุ่นที่ระบบความปลอดภัยดี ๆ” คุณพันแสงเห็นด้วยกับภรรยา หลังจากนั้นในสมองของเขาก็ปรากฏรุ่นและยี่ห้อรถยนต์ฝั่งยุโรปมากมาย

“คุณพ่อคุณแม่ จันทร์ว่าน้องดินไม่ยอมรับรถยนต์อย่างแน่นอน จากที่ได้เจอวันนี้ ถึงจะดูเป็นเด็กที่สุภาพ คล้ายจะว่าง่าย แต่ก็เป็นคนมีจุดยืนที่แข็งแกร่ง แทนที่จะซื้อรถยนต์ จันทร์ว่าซื้อรถจักรยานรุ่นที่ดีที่สุด แล้วก็พวกหมวกนิรภัย สนับแขน สนับเข่า อุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บต่าง ๆ” แสงจันทร์เสนอขึ้นมา

“อืม ก็จริงเหมือนที่ลูกพูด น้องดินเป็นคนที่มีหลักการจริง ๆ ไม่ยอมรับของจากคนอื่นอย่างง่าย ๆ แน่นอน งั้นก็ทำตามที่ลูกพูด”

และเพราะการหารือนี้ เช้าวันถัดมา พสุธาก็ได้จักรยานเสือหมอบ พร้อมอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยแบบครบเซ็ต

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ เขามองคนที่นำของมาส่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นปฐพี

“นี่มันอะไรกันครับ” พสุธาถามปฐพี

“ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคุณลุงคุณป้าครับ พวกท่านรู้เรื่องอุบัติเหตุของนาย ตอนแรกคิดจะซื้อรถยนต์ให้ แต่รู้ว่านายคงไม่รับ เลยเปลี่ยนมาซื้อจักรยานคันใหม่ให้แทน” ปฐพีพูดตอบ

พสุธามองรถจักรยาน เขาเคยเห็นจักรยานรุ่นนี้ในโทรทัศน์มาก่อน ราคามันอยู่ที่ราว ๆ สองแสนบาท สาเหตุที่ราคาแพง เพราะวัสดุที่ใช้คือคาร์บอนไฟเบอร์เกรดอากาศยาน มีน้ำหนักเบา แต่ทนทานมาก และรวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่น่าเชื่อถือ

“ผมรับไว้ไม่ได้ คุณป๋าช่วยขอบคุณคุณลุงคุณป้าแทนผม และช่วยแจ้งท่านให้ทราบว่าไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารยาของคุณแสงจันทร์ เมื่อผมรับปากแล้ว ผมก็จะไม่ผิดคำพูดหรอกครับ” พสุธาคิดว่าส่วนหนึ่งที่สองสามีภรรยามอบของขวัญราคาแพงแบบนี้ให้เขา ก็เพราะว่าเขาเป็นผู้ทำอาหารยาให้แสงจันทร์นั่นเอง

“นายรับไว้เถอะ พวกท่านไม่ได้กลัวว่านายจะไม่ทำอาหารยาให้แสงจันทร์หรอก แค่อยากจะตอบแทนนายก็เท่านั้นเอง” ปฐพีปฏิเสธการคืนของ เพราะเขาเองก็อยากให้พสุธาเปลี่ยนรถด้วยเช่นกัน

ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากจะให้พสุธาเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ว่าเจ้าตัวไม่ยินยอมแน่

“ส่งคืนไม่ได้จริง ๆ เหรอครับ” พสุธาถามออกไปอีกครั้ง

“ไม่ได้” ปฐพียืนยัน

“งั้นผมจะรับไว้ ฝากขอบคุณคุณลุงคุณป้าอีกครั้งนะครับ”

“ได้ ว่าแต่นายจะยืนคุยกับพี่ตรงนี้ ไม่ให้พี่เข้าไปด้านในเหรอ” ปฐพีถามพสุธา

“อ้อ เข้ามาครับ คุณป๋าทานมื้อเช้ามาแล้วหรือยังครับ”

“ยังเลย คิดจะมาฝากท้องกับนายเนี่ยแหละ”

“งั้นยังมีซุปไก่ดำที่ผมทำเอาไว้เมื่อเช้า คุณป๋าทานได้ไหมครับ”

“ได้สิ ได้อยู่แล้ว” ปฐพีรีบพูดตอบ

“งั้นผมจะไปอุ่นมาให้”

“ไม่เป็นไร นายนั่งเถอะ เดี๋ยวพี่บริการตัวเอง” ปฐพีพูดแล้วก็เดินเข้าห้องครัวไปอย่างรวดเร็ว

พสุธามองปฐพีที่ทำตัวเหมือนว่าบ้านของเขาเป็นบ้านของเจ้าตัวเอง

นี่คือเพิ่งจะเคยเข้ามาเป็นครั้งที่สองเองไม่ใช่หรือไง จะ ‘เป็นกันเอง’ เกินไปแล้วนะ

พสุธาคิดอย่างขำ ๆ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร ยังพึงพอใจเสียด้วยซ้ำ ที่ปฐพีไม่นั่งรอให้เขาต้องคอยบริการทุกอย่าง

“ดินกินข้าวอีกไหม” เสียงปฐพีตระโกนมาจากในห้องครัว

“ไม่แล้วครับ คุณป๋ากินเถอะ เดี๋ยวผมยังต้องชิมอาหารจากพ่อครัวหกคนอีก” พสุธาตอบกลับไป

“งั้นข้าวในหม้อนี่ พี่ตักหมดเลยนะ”

“เอ่อ ถ้าคุณกินหมด ก็ตามสบายเลยครับ” นั่นมันข้าวครึ่งหม้อ เท่ากับที่พวกเขาสามคนกินรวมกันเลยนะ

แต่พสุธาก็พบว่าตัวเองดูเบาปฐพีเกินไป เพราะเจ้าตัวกินได้หมดจริง ๆ

เมื่อปฐพีกินข้าวหมด ก็ขันอาสาล้างจาน

“บ้านผมไม่มีท่อน้ำแร่ต่อตรงเหมือนบ้านคุณป๋าครับ วางจานในอ่างเอาไว้ก็พอ เดี๋ยวผมล้างเอง” พสุธาคร้านจะหามปฐพีส่งโรงพยาบาล ดังนั้นจึงห้ามเอาไว้

ปฐพีก็ไม่ได้ดื้อดึงที่จะสร้างงานเพิ่มให้กับพสุธา

“ไหน ๆ คุณป๋าก็มาแล้ว เดี๋ยวผมทำซุปไก่ดำหม้อใหม่ให้กับคุณป๋าเลยก็แล้วกันนะครับ คุณป๋านั่งรอก่อน”

“ให้พี่ช่วยไหม” ปฐพีเสนอตัว

“ไม่เป็นไรครับ ผมทำเองคนเดียวน่าจะเร็วกว่า” พสุธาหลุดปากออกไป

ปฐพีมุมปากกระตุก

“จะบอกว่าพี่เป็นตัวเกะกะใช่ไหม”

“คุณป๋าพูดเองนะครับ ผมไม่ได้พูด”