LNCrawler

39. ตอนที่ 38

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 38

“พี่ไปก่อนนะ ตอนเย็นเจอกัน” ปฐพีพูดกับพสุธา ในมือของเขามีซุปไก่อยู่สองหม้อ หม้อหนึ่งเป็นของแสงจันทร์ และอีกหม้อหนึ่งเป็นของครอบครัวปฐพี ซึ่งทั้งสองหม้อมีปริมาณพอ ๆ กัน ด้วยส่วนที่เตรียมให้แสงจันทร์นั้น พสุธาทำเผื่อให้กับคุณจันทิมา และคุณพันแสงด้วย ตอบแทนที่เจ้าตัวส่งรถจักรยานมาให้เขา

ปฐพีก็รู้ความคิดนี้ของพสุธา และเขาก็ไม่ได้ห้าม

เจ้าตัวสบายใจจะทำแบบนี้ ก็ปล่อยให้เจ้าตัวทำไปเถอะ

“ครับ” พสุธาก็ไม่ได้แปลกใจแล้ว เขาชินแล้วกับการที่ปฐพีไปเจอเขาที่ร้านอาหารของพันไมล์ทุกวัน

“ขับรถดี ๆ นะครับ ฝากสวัสดีคุณลุงคุณป้าด้วย” พสุธาพูดบอกกับปฐพี และคราวนี้ที่เขาพูดถึง ‘คุณลุงคุณป้า’ นอกจากหมายถึงคุณจันทิมา และคุณพันแสงแล้ว เขายังหมายถึงคุณเวหา และคุณมาธาวีด้วย เพราะปฐพีบอกกับเขาว่า พ่อแม่ รวมถึงคุณปู่ของเจ้าตัว ชอบอาหารฝีมือเขามาก และบอกว่าอยากมาเจอเขาด้วยตัวเอง

เมื่ออีกฝ่ายมีความเอ็นดูมาให้ พสุธาก็ตอบแทนกลับไปด้วยความอ่อนน้อม และสุภาพ

“ได้ครับ พี่ไปแล้วนะ” ปฐพีพูดอีกครั้ง ก่อนจะขับรถออกไป

ตอนที่ปฐพีขับรถออกไป เขาก็สวนเข้ากับรถของบรรดาพ่อครัวทั้งหกคน ที่มาพร้อมกันอีกแล้ว ทำเอาพสุธาสงสัยว่าพวกเขาได้นัดกันเอาไว้หรือเปล่า

พ่อครัวหกคนจอดรถเพิ่งเสร็จ ก็มีรถอีกคันหนึ่งขับตามเข้ามา เป็นรถของคุณวินิจนั่นเอง

“อาจารย์ สวัสดีครับ” บรรดาพ่อครัวทั้งหกคนที่ลงจากรถมาแล้ว ก็เดินเข้ามาทักทายพสุธา ก่อนที่พวกเขาจะชะงัก เมื่อได้ยินคนที่เดินตามหลังมา ทักทายพสุธาว่า

“สวัสดีครับท่านประธาน”

ท่านประธาน! พ่อครัวทั้งหกคนอุทานในใจอย่างพร้อมเพรียงกัน

พวกเขาคิดไว้แล้วว่าพสุธาจะต้องเป็นทายาทมหาเศรษฐีอย่างแต่นอน แต่เมื่อได้ยินคนตรงหน้าเรียกพสุธาว่าท่านประธาน พวกเขาก็ตื่นตะลึงกัน

อาจารย์ของพวกเขาอายุเท่าไรเอง สิบแปดปีเท่านั้นใช่ไหม แต่เป็นประธานบริษัทแล้วอย่างนั้นเหรอ นี่มันน่าเหลือเชื่อจริง ๆ

แต่เมื่อทุกคนคิดถึงฝีมือการทำอาหารของพสุธา พวกเขาก็พลันรู้สึกว่า อืม ดูเหมือนว่าจะไม่น่าแปลกใจแล้ว คนที่ทำอาหารอร่อยขนาดนั้น จะทำธุรกิจไม่เป็นได้อย่างไร

ถ้าพสุธารู้ความคิดของพ่อครัวเหล่านี้ เขาคงจะต้องงงในความเชื่อมโยงของพ่อครัวเหล่านี้จริง ๆ

คนทำอาหารเป็น ก็สามารถทำธุรกิจได้อย่างนั้นเหรอ

ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องเรียนบริหารธุรกิจ แค่เรียนทำอาหารอย่างเดียวก็พอไหม

แต่เพราะพสุธาไม่รู้ความคิดของพ่อครัว เขาจึงไม่ได้พูดประโยคเหล่านั้นออกไป เขาเชิญทุกคนเข้าไปในตัวบ้าน

“ผมมีธุระต้องจัดการสักครู่หนึ่ง พวกคุณจะนั่งพัก หรือจะไปเตรียมตัวในครัวก็ได้นะครับ” พสุธาพูดกับบรรดาพ่อครัวทั้งหกคน และไม่ได้แนะนำให้พวกเขารู้จักกับคุณวินิจ

บรรดาพ่อครัวทั้งหกคนมองหน้ากัน พวกเขาอยากนั่งฟัง ไม่สิ อยากนั่งพักก่อน แต่ว่าสุดท้ายก็หน้าไม่หนาพอ จึงพากันตอบว่าจะไปเตรียมตัวในห้องครัว

“ท่านประธาน ผมได้แจ้งเรื่องการเลือกพรีเซ็นเตอร์กับซีอีโอของบริษัทเลสต์เน่ไปแล้ว ทางนั้นรับปากว่าจะเปลี่ยนคน และจากนี้จะทำการแบนดาราคนนั้น ไม่ให้รับงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเลสต์เน่อีกเลย” บรรดาพ่อครัวทั้งหกคนก้าวเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว คุณวินิจก็พูดเรื่องนี้กับพสุธา ทำให้พ่อครัวทั้งหกคนได้ยินเรื่องนี้ด้วย

บริษัทเลสต์เน่ บริษัทอันดับหนึ่งด้านอาหารและเครื่องดื่มนั่นน่ะหรือ อาจารย์ของพวกเขาเป็นใครกันแน่ ถึงมีอิทธิพลขนาดทำให้ซีอีโอของบริษัทเลสต์เน่ยอมเปลี่ยนตัวพรีเซ็นเตอร์ที่เลือกเอาไว้แล้ว และถึงขนาดแบนดาราคนนั้นเลยด้วย

ฉับพลัน พวกเขารู้สึกว่าตัวตนของพสุธานั้นยากที่จะคาดเดายิ่งกว่าเดิม

“คุณดำเนินการเร็วดีจริง ๆ” พสุธาไม่รู้ว่าจะชื่นชม หรือว่าตำหนิคุณวินิจดี เจ้าตัวพูดเรื่องนี้ตอนนี้ ก็เหมือนกับการป่าวประกาศฐานะของเขาต่อหน้าพ่อครัวทั้งหกคน

หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของพันไมล์ ไปถึงหูของปฐพีก็ยังไม่เท่าไร แต่เขาเกรงว่าจะรู้ไปถึงหูของเฮียโก้

ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เฮียโก้รู้ แต่เพราะเขาคิดหาคำอธิบายได้ยากลำบาก เฮียโก้รู้จักเขามาหลายปี รู้ประวัติตั้งแต่เด็กของเขา ดังนั้นเจ้าตัวจะไม่สงสัยได้อย่างไร ว่าเด็กที่ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เกิด ใช้เวลาไม่กี่ปีก็กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินนับล้านล้านบาท

“เรื่องฟ้องร้อง ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนรวบรวมหลักฐาน ตอนที่ผมออกมาจากตึกเกรซ ไปพบกับทนายเกษมรอบหนึ่ง ได้ยินว่าได้คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถของรถที่ผ่านไปมาตอนท่านประธานเกิดอุบัติเหตุพอดี นอกจากนี้ยังมีปาปารัสซี่ที่ตามติดหมอนั่น ถ่ายคลิปวิดีโอตอนที่หมอนั่นหมิ่นประมาทท่านประธาน และข่มขู่เข้าหน้าที่ตำรวจเอาไว้ได้ ทนายเกษมบอกว่าบ่ายนี้ก็จะส่งหนังสือฟ้องไปที่บริษัทต้นสังกัดของหมอนั่นแล้วครับ” คุณวินิจรายงานต่อ

“ผมยังไม่ทันได้คุยกับทนายความเกษม คุณก็จัดการเรื่องนี้แล้ว สมกับเป็นผู้ช่วยของผมจริง ๆ” คราวนี้พสุธาชมจากใจจริง

“ผมต้องทำให้เต็มที่ สมกับที่ท่านประธานมอบความไว้วางใจให้น่ะสิครับ” คุณวินิจพูดตอบ ก่อนจะพูดเรื่องอื่นต่อ

“เรื่องบริษัทเด่นการช่าง คุณเด่นชัยวนเวียนมาขอพบท่านประธาน และขอให้ลดค่าเช่าลงอยู่ทุกวัน ท่านประธานยังยืนยันคำสั่งเดิมหรือเปล่าครับ”

“แน่นอนสิ ผมไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนใจนี่ ถ้าจะเปลี่ยนใจ ก็มีแต่จะเพิ่มค่าเช่า คุณไปบอกเขาก็แล้วกัน ถ้าสร้างความรำคาญใจให้กับผมไม่เลิก ผมจะเพิ่มค่าเช่าอีก หรือถ้าคิดว่าค่าเช่ามันแพงไป หมดสัญญาแล้วก็ให้ย้ายออกไป สำนักงานของเรายังมีคนต้องการเช่าอีกมาก” พสุธาพูดเสียงเรียบเรื่อย เพียงแต่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาก็นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้

“สำนักงานซอร์กรุ๊ปของเราตั้งอยู่ที่ไหน” พสุธาถามถึงสำนักงานของบริษัทที่เขาให้คุณวินิจช่วยตั้งขึ้น

“ตอนจดทะเบียน ใช้ที่อยู่ของสำนักงานตึกเกรซครับ นอกจากนี้แล้ว พนักงานของบริษัท ก็ยังใช้ร่วมกับพนักงานของตึกเกรซ” คุณวินิจพูดตอบอย่างระมัดระวัง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาอยากจะพูดกับพสุธาอยู่เหมือนกัน

“ดูสิ ผมยุ่งจนลืมเรื่องนี้ไปเลย เอาเป็นว่าเงินเดือนเดือนนี้ของพนักงานที่ช่วยงานซอร์กรุ๊ป ให้เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า แล้วคุณก็ประกาศรับสมัครงานสำหรับบริษัทซอร์กรุ๊ป รวมถึงซอร์ อินเวสเมินท์ด้วย ต้องรับสมัครตำแหน่งไหนบ้าง รับสมัครกี่คน คุณไปทำแผนงานมาให้ผม” พสุธาสั่งงานคุณวินิจ

“ครับท่านประธาน” คุณวินิจก็ดีใจที่ท่านประธานนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ และกล่าวออกมาด้วยตัวเอง

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอให้คุณจัดการ ช่วยมองหาโรงงานให้ผมสักโรงงานหนึ่งสิ ถ้าเป็นโรงงานเกี่ยวกับพวกเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้ยิ่งดี จะเป็นโรงงานที่ยังดำเนินการอยู่ก็ได้ หรือเป็นโรงงานร้างก็ยิ่งดี”

“ท่านประธานต้องการสร้างโรงงานเหรอครับ” คุณวินิจถามอย่างสับสน ปกติท่านประธานของเขาใช้วิธีการเข้าซื้อหุ้น เพื่อครอบครองกิจการไม่ใช่หรือ ทำไมอยู่ ๆ ถึงคิดจะสร้างโรงงานของตัวเองขึ้นมาล่ะ

“ผมมีของดีอย่างหนึ่งที่จะผลิตน่ะสิ” พสุธายิ้มอย่างมีเลศนัย

คุณวินิจเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ในสายตาของเขา หลังจากที่พสุธาถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเลสต์เน่ พสุธาก็ราวกับเป็นพระเจ้า

ไม่ใช่เพราะว่ามีเงิน แต่เพราะว่าเจ้าตัวมีความสามารถที่รวบรวมหุ้นมาได้ถึงสิบเปอร์เซ็นต์

คุณวินิจไม่รู้ว่าพระเจ้าตัวจริงคือระบบ ไม่ใช่พสุธา

“ท่านประธานจดสิทธิบัตรหรือยังครับ” คุณวินิจถาม เพราะว่าพสุธาบอกให้เขาซื้อโรงงานที่เคยผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นเขาจึงคาดเดาว่าสินค้าที่พสุธาจะผลิต ก็คือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองจากสิทธิบัตร

“เรื่องสิทธิบัตร ผมมีความคิดของผมเอง” พสุธายังไม่เปิดเผยความจริงแก่คุณวินิจในตอนนี้

“ทราบแล้วครับ ว่าแต่ท่านประธานมีงบเท่าไรครับ”

“ผมต้องการแค่ตัวโรงงานเปล่า ๆ งบประมาณหนึ่งพันล้านก็น่าจะพอใช่ไหม” พสุธาถามออกไป

“โรงงานเปล่า ๆ เหรอครับ”

“ใช่ พวกเครื่องจักร และอุปกรณ์การผลิตผมมีอยู่แล้ว ต้องการเพียงแค่โรงงานที่เหมาะสมเท่านั้น”

“แบบนั้นเราซื้อที่ดินและสร้างโรงงานเองไม่ดีกว่าเหรอครับ” คุณวินิจเสนอความคิดขึ้นมา

พสุธานิ่งไป เขาก็เคยคิดเรื่องนี้ แต่ก็คิดว่าซื้อโรงงานเอาเลย มันจะเร็วกว่า ทว่าตอนนี้เขาเริ่มลังเลอีกแล้ว

ถ้าสร้างเอง แม้ว่าจะใช้เวลานาน แต่ก็สามารถได้โรงงานที่ตรงใจมากกว่า อีกอย่างโรงงานผลิตชิปของเขา วันหน้าต้องเป็นโรงงานที่มีมูลค่ามหาศาล การสร้างโรงงานในเขตพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสูง ก็คงจะดีกว่าจริง ๆ

“ได้ งั้นคุณช่วยหาทำเลที่เหมาะสมให้ผม ข้อจำกัดของผมคือ อนาคตจะขยายโรงงานได้อย่างต่อเนื่อง สายการผลิตอาจจะขายไปถึงสิบเฟตเลยด้วยซ้ำ สองคือชัยภูมิเหมาะสม ยากต่อการบุกรุก” พสุธามอบโจทย์ให้กับคุณวินิจ

คุณวินิจเมื่อได้ยินเงื่อนไขทั้งสอง เขาก็ยิ่งรู้สึกสงสัยหนักกว่าเดิม

เจ้านายของเขาต้องการจะผลิตอะไรออกมากันแน่ เหตุใดจึงต้องถึงขั้นเลือกทำเลที่มีชัยภูมิเหมาะสมด้วย นี่จะสร้างโรงงานหรือฐานที่มั่นกองทัพกันแน่

ทว่าคำสั่งเจ้านายคือเป็นคำขาด ดังนั้นคุณวินิจจึงได้แต่รับคำสั่ง และพร้อมไปปฏิบัติตาม

พสุธาคุยกับคุณวินิจอีกสองสามเรื่อง คุณวินิจก็ขอตัวกลับก่อน พสุธาก็เข้าครัวไปสอนพ่อครัวทั้งหกคนทำอาหารต่อ

 

ขณะที่พสุธาสอนพ่อครัวทำอาหาร ทางฝั่งของดาราหนุ่มที่เมื่อวานขับรถเฉี่ยวพสุธา ตอนนี้ก็กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด แต่ยังมีคนที่สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเขา นั่นก็คือผู้จัดการส่วนตัว

“นายบอกฉันมาสิว่านายไปสร้างเรื่องอะไรมา ทำไมวันนี้งานที่มีโอกาสจะได้ นายชวดไปสองตัวแล้วนะ ทั้งเลสต์เน่ ทั้งมูนไลท์” คนเป็นผู้จัดการพูดแล้วจ้องดาราในสังกัดของตัวเองตาเขม็ง

เมื่อวานเขายังฉลองความสำเร็จอยู่เลย เพราะเพื่อนของเขาที่ทำงานในบริษัทเลสต์เน่ และบริษัทมูนไลท์ ต่างก็แอบกระซิบบอกกับเขาว่าทั้งสองบริษัทเลือกอล็กซ์ให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของสินค้าตัวใหม่

มูนไลท์เป็นบริษัทเกี่ยวกับหลอดไฟและโคมไฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ขณะที่เลสต์เน่นั้นเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของโลก ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าอเล็กซ์ที่อยู่ในความดูแลของเขาได้เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าจากสองบริษัทนี้ มูลค่าของเจ้าตัวจะเพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสได้รับการว่าจ้างจากแบรนด์สินค้าชั้นนำของโลกอีกมากมาย

ทว่าผ่านไปแค่คืนเดียว จากข่าวดีก็กลายเป็นข่าวร้าย ทั้งสองบริษัทต่างก็เปลี่ยนใจไปเลือกพรีเซ็นเตอร์คนอื่นแล้ว เหตุผลที่ให้ก็คือเรื่องความเหมาะสม

“นายไปสร้างเรื่อง หรือไปทำอะไรให้ขาใหญ่คนไหนไม่พอใจกันแน่ ถึงได้เปลี่ยนใจชั่วข้ามคืนแบบนี้ พวกเขาถึงขนาดบอกว่านายไม่เหมาะสมกับบริษัทของพวกเขา ย้ำนะว่าบริษัท ไม่ใช่แค่สินค้า นี่หมายความว่าในอนาคต พวกเขาจะไม่เรียกใช้นาย” ผู้จัดการหนุ่มยิ่งพูดก็ยิ่งเครียด เขาคาดว่าอีกไม่กี่นาที จะต้องถูกผู้บริหารเรียกไปด่าอย่างแน่นอน การถูกสองบริษัทที่ใหญ่ระดับเอเชีย และระดับโลกแบรนด์พร้อมกัน นี่หมายความว่าอนาคตในวงการของอเล็กซ์ ก็อาจจะดับวูบได้ทุกเมื่อ

“ผมไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ พวกเขาอาจจะเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า พี่รีบไปเคลียร์ให้ผมสิ ผมจะชวดงานสองชิ้นนี้ไม่ได้นะ” อเล็กซ์ในตอนนี้ก็ไม่ได้มีท่าทางหยิ่งผยองเหมือนตอนที่ดูถูกพสุธา และข่มขู่ตำรวจเลยสักนิดเดียว สีหน้าเจ้าตัวซีดเผือด เมื่อได้ยินว่าตัวเองถูกแบนจากทั้งสองบริษัท

นี่มันเรื่องใหญ่กว่าการถูกถอดจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์อีกนะ ถ้าบอกว่าเขาไม่เหมาะสมกับสินค้า แสดงว่าอนาคตข้างหน้าเขายังมีโอกาสได้ร่วมงานด้วย แต่นี่บอกว่าไม่เหมาะสมกับบริษัท เจตนาคือต้องการแบนเขาชัด ๆ

“หรือว่ามีคู่แข่งคนไหนต้องการเล่นงานผมหรือเปล่า ต้องใช่แน่ ๆ เลย หมอนั่น ภาคภูมิ หมอนั่นก็อยากได้งานสองชิ้นนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ” อเล็กซ์คิดว่าเป็นคนอื่นที่เล่นงานตัวเอง ไม่คิดเลยว่าเป็นผลจากการกระทำอันหยิ่งผยองของตัวเองเมื่อวานนี้

ฝั่งผู้จัดการ เมื่อได้ยินคำพูดของดาราในสังกัด เขาก็คล้อยตามอย่างรวดเร็ว เพราะว่าพวกเขาก็เคยทำเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน เมื่อต้องการแย่งชิงงานจากคู่แข่ง พวกเขาก็ใช้วิธีการโจมตี สร้างข่าวใส่ร้ายทำให้คู่แข่งหลุดออกจากตำแหน่ง แล้วตัวเองเข้าไปแทนที่ วิธีการนี้ ไม่ใช่แค่พวกเขา แต่หลายคนในวงการก็ใช้กัน จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องหาว่าคู่แข่งใส่ร้ายอะไรเรากันแน่ ถึงขั้นที่ทำให้ทั้งสองบริษัทแบนนายเลย” ผู้จัดการส่วนตัวพูดเสียงขรึม

อเล็กซ์ก็พยายามช่วยคิด คิดว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไรให้คู่แข่งเล่นงานได้บ้าง แต่คนหยิ่งผยองอย่างอเล็กซ์ ไม่เคยคิดว่าตัวเองทำอะไรผิด จะนึกออกได้อย่างไร

สองคนช่วยกันหาความจริง ทว่าพวกเขาก็ไม่เจอเรื่องที่ใหญ่พอจะเป็นปัญหาได้ จนกระทั่งมีผู้ช่วยวิ่งเข้ามา

“พี่ทิม พี่มีเอกสารมาจากสำนักงานทนายความ ส่งถึงอเล็กซ์” คำพูดของผู้ช่วย ทำให้ทิมลุกขึ้นยืนพรวด ส่วนอเล็กซ์ก็หันขวับ

“ทำไมสำนักงานทนายความถึงส่งเอกสารหานาย” ทิมถามอเล็กซ์ เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรชอบกล มือก็คว้าเอาซองเอกสารมาจากผู้ช่วย ยิ่งเห็นจ่าหน้าซองว่ามาจากสำนักงานทนายความเกษม เขาก็ยิ่งสีหน้าซีดเผือด เพราะเป็นที่รู้กันว่านี่คือสำนักงานทนายความอันดับหนึ่งของประเทศ อัตรการชนะคดีคือหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์

“ผม ผมไม่รู้ ผมไม่ได้ทำอะไร บางทีพวกเขาอาจจะส่งผิด” อเล็กซ์พูดปากคอสั่น เขาเองก็เคยได้ยินชื่อของทนายความเกษมมาเหมือนกัน คนในวงการบันเทิงหลายคนเมื่อมีเรื่องพิพาทต้องขึ้นศาล ก็เลือกใช้ทนายความจากสำนักงานนี้

ทิมไม่ฟังคำพูดของอเล็กซ์ ความจริงเขาก็รู้นิสัยดาราในสังกัดของตัวเองดี เป็นจอมสร้างเรื่อง แต่มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยผิด!

ทิมเปิดเอกสารด้วยมือสั่น ๆ หยิบเอกสารด้านในออกมากวาดสายตาอ่านด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ ก่อนจะแทบหยุดลมหายใจ เมื่อพบว่าลูกความที่ทำให้ทนายความเกษมส่งจดหมายฟ้องมาเป็นใคร

เจ้าของตึกเกรซ

เจ้าของบริษัทซอร์กรุ๊ปที่มีทุนจดทะเบียนหนึ่งหมื่นล้านบาท

ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงแรมกาแล็กซี่

ผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทเท็นซี

ผู้ถือหุ้นอันดับสองของโรงงานแบตเตอรี่

ยิ่งกวาดสายตาอ่าน หัวใจของทิมก็เต้นช้าลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงรายการสินทรัพย์อันดับสุดท้าย

ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของบริษัทเสลต์เน่กรุ๊ป!

อ่านถึงตรงนี้ ทิมก็ยืนไม่อยู่แล้ว เขาทรุดตัวอย่างรวดเร็ว มือไม้อ่อนแรงจนกระดาษที่อยู่ในมือนั้นร่วงกระจาย

“พี่ทิม” ผู้ช่วยรีบวิ่งเข้ามาประคอง ขณะที่อเล็กซ์เห็นท่าทางของทิม เขาก็ยิ่งหวาดกลัว

“พี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในกระดาษนั่นมันเขียนอะไร ทำไมพี่ถึงเป็นแบบนี้” อเล็กซ์ถามทิมเสียงร้อนรน

ทิมตาแดงก่ำ มองอเล็กซ์ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง แล้วพุ่งตัวไปบีบคออเล็กซ์

“นาย...ตายแน่ ฉันก็อาจจะตายด้วย นายรนหาที่ตายคนเดียวก็ช่าง แต่นายจะลากฉันไปตายด้วยไม่ได้!”

 

“พ่อครับ ปกติจดหมายฟ้องไม่ต้องใส่ข้อมูลพวกนี้ไม่ใช่เหรอครับ” ปลื้มปีติชี้ไปยังข้อมูลหุ้นต่าง ๆ ที่พสุธาถือครองอยู่

“คุณวินิจอยากให้ใส่ บอกว่าดารานั่นดูถูกว่าคุณพสุธาวางแผนรีดไถมัน งั้นก็ให้มันได้รู้ว่าคนอย่างคุณพสุธา ไม่จำเป็นต้องรีดไถใคร คนอย่างคุณพสุธา เห็นเงินล้านตกอยู่บนพื้น ยังขี้เกียจก้มเก็บเลย”

‘พสุธา : อย่าใส่ร้ายผม อย่าว่าแต่หนึ่งล้านเลย หนึ่งร้อยผมก็ยินดีก้มลงเก็บ!’