LNCrawler

40. ตอนที่ 39

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 39

“ปัง! บอกฉันมาว่านายกล้าดีอย่างไรไปดูถูกผู้ถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเลสต์เน่ ไม่สิ แค่ทรัพย์สินอย่างอื่นของเขา ก็มูลค่าร่วมหนึ่งแสนล้านบาทแล้ว แค่ทรัพย์สินส่วนหน่อยของเขา ก็เพียงพอที่จะบดขยี้นายได้แล้ว นายกล้าดีอย่างไรไปทำให้เขาไม่พอใจ” เสียงทุบโต๊ะดังสนั่น และตามมาด้วยเสียงด่าที่ดังไม่แพ้เสียงทุบโต๊ะเมื่อครู่นี้

“ท่านประธาน นี่ไม่เป็นความจริงนะครับ ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ ๆ คนอย่างผมจะไปมีโอกาสได้เจอคนระดับนั้นได้ยังไงครับ อย่าว่าแต่จะไปสร้างความขุ่นเคืองเลย ถ้าผมเจอคนระดับนั้นจริง ๆ จะไม่เข้าไปประจบได้ยังไงล่ะครับ” อเล็กซ์พูดอย่างลนลาน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเขาไปล่วงเกินขาใหญ่ ไม่สิ ระดับพสุธา กัมปนาทคนนี้ เรียกว่าเป็นขายักษ์ได้เลยจึงจะถูกกว่า

ใช่ อเล็กซ์รู้แล้วว่าผู้ที่ให้สำนักงานทนายความยื่นฟ้องเขา มีชื่อว่าพสุธา กัมปนาท และเป็นมหาเศรษฐีผู้ลึกลับที่มีสินทรัพย์ในครอบครองกว่าหนึ่งล้านล้านบาท

ตอนที่ได้ยินว่าคนระดับนั้นยื่นฟ้องตัวเอง อเล็กซ์ก็ขาสั่นผับ ๆ กลัวจนแทบจะฉี่ราดกางเกง

“ถ้าแกไม่ได้ไปล่วงเกินคุณพสุธา แล้วเขาจะยื่นฟ้องแกได้ยังไง!” เมื่อได้ยินอเล็กซ์ปฏิเสธ ก็โมโหยิ่งกว่าเดิม ถึงกับเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกอเล็กซ์เลยด้วยซ้ำ

“ผม ผมเองก็ไม่รู้ แต่ผมไม่ได้ทำจริง ๆ นะครับ” อเล็กซ์ร้องไห้ เขารู้ว่าอาชีพในวงการบันเทิงของตัวเองจะดับลงแล้วจริง ๆ แต่นั่นยังไม่เท่าไร ถึงไม่ได้เป็นดารา เขาก็ไปทำงานอย่างอื่นได้ แต่ว่าถ้าคุณพสุธาคนนั้นจะเล่นงานเขาอย่างถึงที่สุด เขาเกรงว่าอย่าว่าแต่ไปทำงานอื่นเลย จะมีชีวิตรอดต่อไปได้หรือเปล่า ก็สุดจะรู้ได้

“แกเล่ามาให้ละเอียด ว่าเมื่อวานแกไปทำอะไรมาบ้าง” ท่านประธานได้ฟังมาจากทิมแล้ว พบว่าเมื่อวานตอนเย็นยังเป็นข่าวดีอยู่เลย บอกว่าบริษัททั้งสองเลือกอเล็กซ์เป็นพรีเซ็นเตอร์ เหลือแค่ประกาศต่อสาธารณะชนก็เท่านั้น แต่ชั่วข้ามคืน ผลลัพธ์ก็พลิกผัน ไม่เพียงแค่ชวดงาน แต่ยังถูกบริษัทใหญ่ระดับเอเชีย และระดับโลกแบนเอาด้วย

อเล็กซ์เมื่อได้ยินว่าท่านประธานสั่งให้เล่าสิ่งที่เขาทำไปเมื่อวานนี้ เขาก็เปิดปากเล่าเสียงสั่น ๆ ร่ายยาวตั้งแต่ตัวเองตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัว เลยทีเดียว จนกระทั่งมาถึงเรื่องที่เจ้าตัวขับรถเฉี่ยวชนปฐพี

“หมอนั่นยืนยันจะให้ผมขอโทษให้ได้ นายตำรวจพวกนั้นก็ยังจะให้ผมตามไปที่สถานีตำรวจ ท่านประธานคิดดูสิครับ คนแบบนั้นมีสิทธิ์อะไรมาให้ผมขอโทษ ก็แค่พวกมิจฉาชีพที่สร้างสถาณการณ์เอาไว้รีดไถเงินผู้อื่นไมใช่เหรอครับ”

“แก แกไปขับรถเฉี่ยวคนอื่น แล้วยังมีหน้าไปด่าคนอื่นอีกหรือ แต่เดี๋ยวนะ แกบอกว่าเมื่อวานแกด่าคนที่แกขับรถเฉี่ยวว่าวางแผนรีถไถเงินเหรอ” ท่านประธานหัวใจเต้นรัวขึ้นมา คล้ายว่านึกเชื่อมโยงอะไรออกแล้ว

ในจดหมายที่สำนักงานทนายความส่งมา ก็บอกว่าอเล็กซ์หมิ่นประมาทลูกความของอีกฝ่ายในเรื่องนี้

“ไอ้โง่ แกมันตัวซวยของบริษัทจริง ๆ” เมื่อค้นพบคำตอบแล้ว ท่านประธานก็ด่ากราดอย่างไม่ไว้หน้าทันที จากตัวทำเงินของบริษัท ก็กลายเป็นตัวซวย

อเล็กซ์ที่โดนท่านประธานด่ากราด ก็งุนงงไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะสีหน้าแข็งทื่อ เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้

“ท่าน ท่านประธานจะบอกว่าไอ้คนจนนั่น ที่จริงแล้วเป็นเศรษฐีเหรอครับ” อเล็กซ์พูดเสียงสั่น สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ และไม่อยากให้เป็นความจริง

จะเป็นไปได้อย่างไร ที่มหาเศรษฐีระดับนั้นจะมาปั่นจักรยานเก่า ๆ ใส่เสื้อผ้าถูก ๆ นี่มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด ต้องไม่ใช่เรื่องจริงแน่ ๆ

น่าเสียดายที่อเล็กซ์หลอกตัวเองไม่สำเร็จ

“ถ้าแกไม่สามารถทำให้คุณพสุธาให้อภัยแกได้ แกก็ไสหัวออกจากบริษัทไปได้เลย!”

 

ขณะที่อีกฝั่งได้รับข่าวร้าย อีกฝั่งก็มีข่าวดี

“เป็นเพราะซุปไก่ดำจริง ๆ เหรอ แค่อาหารจานหนึ่ง ก็ทำให้สิ่งที่หมออย่างพวกเราพยายามมาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ กลายเป็นสำเร็จได้อย่างนั้นเหรอ” คุณหมอเจ้าของไข้ของแสงจันทร์พูดอย่างเหม่อลอย และรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความจริง

ตั้งแต่วันที่แสงจันทร์ร่างกายฟื้นฟูขึ้น ก็คือเมื่อวานซืน เขาก็ได้สั่งให้คนจับตาดูเรื่องอาหารการกินของแสงจันทร์ เขาพบว่านอกจากอาหารที่โรงพยาบาลเตรียมให้ แสงจันทร์ก็กินเพียงผลไม้ที่พ่อแม่ของเจ้าตัวซื้อมา เมื่อวานเขาเจาะผลเลือดของแสงจันทร์มาตรวจดู ก็พบว่าค่าต่าง ๆ นั้นฟื้นฟูขึ้นอย่างช้า ๆ แต่พอวันนี้ หลังจากได้ยินว่าปฐพีนำซุปไก่ดำมาให้แสงจันทร์กินอีกแล้ว เขารอจนกระทั่งผ่านไปสักระยะหนึ่ง รอจนกระทั่งแสงจันทร์กินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่อยตรวจเลือดไปดู และผลที่ได้รับก็ทำให้เขาตื่นตะลึงมาก

ค่าร่างกายของแสงจันทร์นั้นฟื้นฟูกว่าเมื่อวานนี้ถึงห้าเท่า จากที่ฟื้นฟูอย่างช้า ๆ เมื่อได้รับซุปไก่ดำไปถ้วยเดียวเท่านั้น ก็กลายเป็นฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ทำให้ความมั่นใจของเขาพังทลาย

เขาพยายามหาวิธีรักษาแสงจันทร์มาหลายปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่คิดเลยว่าจะมาพ่ายแพ้ให้กับซุปไก่เพียงถ้วยเดียว

หรือว่าเขาไม่ควรเป็นหมออีกต่อไป ไปเรียนปรุงซุปดีกว่าไหม

“คุณหมอ ลูกชายของฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ” คุณจันทิมาถามคุณหมออย่างตื่นเต้น แม้ว่าจะเห็นสีหน้าของคนเป็นหมอแล้ว ก็พอจะคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์นั้นใกล้เคียงกับคำว่าปาฏิหาริย์ แต่เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามออกไป เป็นการถามเพื่อยืนยันความมคิดของตัวเอง

“ค่าต่าง ๆ ดีขึ้นมากครับ ชี้ให้เห็นว่าร่างกายกำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว หากว่าร่างกายยังได้รับการฟื้นฟูเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง อีกไม่นานก็คงจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว” คุณหมอตอบ ทางหนึ่งก็ทอดถอนใจ แต่เมื่อคิดว่าบนโลกนี้จะมีผู้ป่วยลดน้อยลงไปอีกหนึ่งคน ทั้งยังเป็นคนไข้ที่ตัวเองดูแลมานับสิบปี เขาก็ยินดีกับคนไข้ และครอบครัวของคนไข้

ช่างเถอะ ไม่ว่าจะหายจากโรคด้วยวิธีอะไร และจากใคร ขอเพียงคนไข้หายดี ก็เป็นเรื่องที่ดีพอแล้ว

ฝั่งแสงจันทร์ คุณจันทิมา เมื่อได้ยินคำพูดของคุณหมอ ก็ตื่นเต้นยินดีจนน้ำตาไหล

ในที่สุดลูกชายของเธอก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

ในที่สุด ฉันก็จะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปแล้ว

สองแม่ลูกต่างก็คิดในใจพร้อมกัน

คุณหมอเห็นทั้งคู่แสดงความดีใจออกมา เขาก็ยิ้ม ก่อนจะพูดขออย่างระมัดระวัง

“ผมขอแบ่งน้ำซุปไปตรวจสอบสักหน่อยได้หรือเปล่าครับรับรองว่าจะไม่ตรวจสอบหาส่วนผสม ขอเพียงแค่ดูผลทางโภชนาการ”

“เรื่องนี้ เราขอถามทางเจ้าของก่อนนะคะ” คุณจันทิมาได้แต่พูดตอบออกไปเช่นนี้

“ได้ครับ” คุณหมอก็ได้แต่ตอบเช่นนี้อีกเหมือนกัน เพราะจะให้เขาไปแย่งซุปมาก็ไม่ได้ จะขโมยก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่

หลังจากที่คุณหมอขอตัวออกไปแล้ว คุณจันทิมาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาพสุธา

เธอได้เบอร์โทรศัพท์จากพสุธามาเมื่อวานนี้เอง ก็ขอมาจากเจ้าตัวนั่นแหละ

เมื่อพสุธารับสาย คุณจันทิมาก็ไม่ได้พูดธุระของเธอในทันที แต่ขอบคุณพสุธาอีกครั้งอย่างซาบซึ้งใจ สำหรับซุปไก่ดำของเจ้าตัว ทั้งยังบอกข่าวดีเรื่องที่ว่าแสงจันทร์อาจจะได้ออกจากโรงพยาบาลเร็ว ๆ นี้ ถึงตอนนั้นพวกเขาจะเชิญพสุธาไปร่วมงานเลี้ยงฉลองด้วยกัน

พสุธาก็แสดงความยินดีกลับไป และบอกว่าให้แสงจันทร์รักษาตัวให้ดี ๆ คุณจันทิมาก็รับความหวังดีนั้น ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องที่คุณหมอขอมาอย่างระมัดระวัง เธอคิดว่าพสุธาจะต้องปฏิเสธแน่ เพราะต่อให้ใจกว้างอย่างไร ก็ไม่อาจใจกว้างถึงขนาดยอมเสี่ยงต่อการที่สูตรอาหารยาจะเปิดเผย

แต่คุณจันทิมาก็ต้องแปลกใจ เพราะพสุธาตอบตกลงอย่างไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย

“ได้จริง ๆ เหรอคะ เรื่องนี้อาจจะทำให้สูตรอาหารยาของน้องดินหลุดออกไปได้นะคะ” คุณจันทิมาพูดอย่างแปลกใจ

“สูตรไม่หลุดออกไปได้ง่าย ๆ หรอกอครับ ต่อให้พวกเขารู้ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างก็ตาม อีกอย่างหนึ่งต่อให้ผมเขียนสูตรที่ถูกต้องให้เขา ก็ไม่แน่ว่าพวกเขาจะทำอาหารยาออกมาได้” เรื่องนี้พสุธามั่นใจ เพราะว่าอาหารยาไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ ขนาดนั้น

“ถ้าอย่างนั้นป้าจะทำตามที่น้องดินบอกนะ จริงสิ น้องดินชอบจักรยานหรือเปล่าคะ” คุณจันทิมาถามพสุธา

“ชอบมากครับ แต่ก็เกรงใจด้วยเหมือนกัน จักรยานคันนั้นราคาไม่ใช่ถูก ๆ เลยนะครับ” พสุธาตอบกลับไป

“ไม่แพงหรอก ไม่แพงเลย เทียบกับที่น้องดินให้พวกเรามา จักรยานคันนั้นถือว่าถูกมากเกินไปด้วยซ้ำ ความจริงป้าอยากให้รถยนต์ แต่คิดว่าน้องดินต้องไม่รับแน่ ๆ ก็เลยเปลี่ยนเป็นรถจักรยานแทน”

“ถ้าเป็นรถยนต์ ผมคงต้องขับไปคืนด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ” พสุธาพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะขอตัววางสาย เมื่อผลงานเซ็ตที่สามของพ่อครัวทั้งหกคนใกล้จะเสร็จแล้ว เขาต้องไปชิมและวิจารณ์ดู

พสุธาคาดหวังกับเชฟโจมากที่สุด เพราะรอบที่ผ่าน ๆ มา เชฟโจเป็นคนทำผลงานได้ดีที่สุด ทว่าเมื่อเขาได้ลองชิมกระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดงจากพ่อครัวทั้งหกคน ก็กลายเป็นว่าครั้งนี้มีคนที่ทำอาหารได้ผ่านเกณฑ์ที่ระบบตั้งเอาไว้จริง ๆ ทว่าไม่ใช่เชฟโจที่เขาคาดหวัง

พสุธามองไปยังเชฟต้า

“จานนี้เป็นของคุณใช่ไหมครับ” พสุธาถามย้ำอีกครั้ง

“ใช่ครับ” เชฟต้ายืนยันด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ เพราะว่าเห็นพสุธาหลังจากที่ชิมอาหารจานของเขาแล้ว ก็ยืนนิ่งชะงักไป สีหน้ายากจะคาดเดาอารมณ์

“ยินดีด้วย คุณผ่านเกณฑ์ที่ผมตั้งเอาไว้แล้ว กระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดงจานนี้ รสชาติคล้ายกับที่ผมทำถึงเก้าสิบหกเปอร์เซ็นต์” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มแสดงความยินดี

ไม่ใช่ยินดีกับเชฟต้า แต่ยินดีกับตัวเอง ที่ทำให้ทำภารกิจสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ฝั่งพ่อครัวทั้งหกคน เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา ก็ตัวแข็งทื่อ ต่างหันไปมองเชฟต้าเป็นตาเดียว

เชฟต้าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

“ผม ผมผ่านแล้วเหรอครับ ผมได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์แล้วจริง ๆ เหรอครับ” เชฟต้าพูดถามเสียงตื่นเต้น เรียนทำอาหารกับพสุธามาสองวัน และแม้ว่าจะเรียนแค่สองเมนู แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองได้รับความรู้เยอะแค่ไหน ทักษะต่าง ๆ ก็ได้รับคำชี้แนะจนพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นี่เป็นผลประโยชน์ที่เขาได้รับจากการเรียนแค่สองวัน แล้วถ้าได้เป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการล่ะ เส้นทางอาชีพของเขาในอนาคตจะต้องไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน

“ใช่ ยินดีด้วย” พสุธายืนยัน

เชฟต้ารีบพูดขอบคุณทันที ท่ามกลางความอิจฉาของพ่อครัวที่เหลืออีกห้าคน และพ่อครัวอีกห้าคนต่างก็รู้สึกถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้กว่าเดิม

ตำแหน่งลูกศิษย์ของอาจารย์พสุธาเหลือเพียงแค่ตำแหน่งเดียวแล้ว พวกเขาจะต้องพยายามยิ่งกว่านี้ ทุ่มเทให้มากกว่านี้ จะปล่อยให้โอกาสดี ๆ แบบนี้ตกเป็นของคนอื่นอีกไม่ได้แล้ว

พ่อครัวทั้งห้าคนคิดอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

เพราะทำภารกิจสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว พสุธาจึงไปทำงานอย่างอารมณ์ดี เขาปั่นจักรยานที่ได้รับมาใหม่ไปทำงาน ทว่าตอนที่กำลังจะถึงร้านอาหาร ก็ถูกขวางทางเอาไว้

“นายคือพ่อครัวของร้านนี้ใช่หรือเปล่า” คนที่ขวางทางพสุธาเอาไว้ พูดถามเสียงขรึม

“ไม่ใช่ ผมเป็นพนักงานล้างจาน” พสุธาตอบตามความจริง

คนถามหันไปมองกับเพื่อนที่มาด้วยกัน

“แต่ฉันได้ยินมาว่านายเป็นพ่อครัวของร้านนี้ ไม่ต้องปิดบังหรอก ฉันไม่ได้มาทำอะไรนาย แค่อยากจะชวนนายไปทำงานด้วยกัน ที่นี่ให้นายเท่าไร พวกเราให้มากกว่าสามเท่าเลย”

ทีแท้แล้วก็คือร้านอาหารคู่แข่ง มาแย่งตัวคนนี่เอง

พสุธาเข้าใจในทันที

“ไม่ได้ปิดบัง แต่ผมเป็นแค่พนักงานล้างจานจริง ๆ ไม่เชื่อคุณไปถามพนักงานคนอื่นในร้านดูก็ได้” พสุธาแม้จะเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว แต่เขาก็ยังคงตอบไปเช่นนี้

เขาไม่ได้โกหกนะ ก็เขาไม่ได้เป็นพ่อครัวของร้านจริง ๆ นี่ เขาเป็นแค่คนทำอาหารจานพิเศษของร้านเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มสองคนไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองถามไม่ตรงคำตอบ ก็เลยไม่ได้รับคำตอบที่แท้จริง

“นายเป็นแค่คนล้างจานจริง ๆ เหรอ” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งถามขึ้นมา

“ใช่ สาบานเลย ผมไม่ใช่พ่อครัวของร้าน ผมเป็นแค่พนักงานล้างจานเท่านั้น ผมได้รายได้ชั่วโมงละแปดสิบ ถ้าย้ายไปทำงานกับคุณ คุณบอกจะให้สามเท่า ผมก็จะได้ค่าแรงชั่วโมงละสองร้อยสี่สิบใช่ไหม” พสุธาถามตาเป็นประกาย

“ได้บ้าได้บออะไรของนาย พวกฉันต้องการตัวพ่อครัว ไม่ใช่พนักงานล้างจานอย่างนาย” คนที่ขวางทางจักรยานพสุธาเอาไว้ พูดเสียงกระด้าง

“อ้อ งั้นก็หลีกทางให้ผมสิ ผมจะได้ไปทำงาน” พสุธาพยักหน้าไปยังมือของอีกฝ่าย ที่ยังวางอยู่บนจักรยานของเขา

“นายบอกมาก่อนว่าใครเป็นพ่อครัวของร้านนาย”

“พ่อครัวเหรอ มีตั้งหกคน ก็มีเชฟโจ เชฟไก่ เชฟต้า...”

“ฉันหมายถึงคนที่ทำอาหารจานเด็ดของร้าน!”

“อ้อ คนที่ทำอาหารจานเด็ดของร้านไม่ใช่พ่อครัว”

“แล้วเป็นใคร” ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย คนที่ทำอาหารจานเด็ดของร้าน ถ้าไม่ใช่พ่อครัวของร้าน แล้วจะเป็นใครไปได้

“เป็นพนักงานล้างจาน” พสุธาตอบออกไปอย่างจริงจัง แต่ในสายตาของชายหนุ่มทั้งสองคน พสุธากำลังกวนประสาทอยู่

“ไอ้เด็กนี่ วอนโดนต่อยใช่ไหม” ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังชูกำปั้นขู่พสุธาด้วย

พสุธาก็อยากลองโดนต่อยดูอยู่เหมือนกัน เขาอยากจะรู้ว่าทักษะกายาเหล็กของเขา จะทำให้เขาเป็นคนเจ็บ หรืออีกคนที่ต้องเจ็บกันแน่

“ก็อยากลองโดนชกดูสักหมัดนะครับ แต่ตกลงกันก่อน ถ้าคุณได้รับบาดเจ็บ ผมไม่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลนะ” พสุธาปกป้องเงินในกระเป๋าของตัวเอง เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเรียกร้องให้เขาต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล กรณีที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นมา

แต่คำพูดของพสุธา ทำให้อีกฝ่ายยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิม

“ไอ้เด็กนี่ แกคิดว่าแกจะทำให้พวกเราบาดเจ็บได้อย่างนั้นเหรอ” พวกเขารู้สึกเหมือนโดนดูถูกมาก ก่อนจะพูดต่อ

“ถ้าแกทำให้ฉันบาดเจ็บได้จริง ๆ ฉันจะยอมเรียกแกว่าพ่อเลย”

“ไม่เอาหรอก มรดกของผมมีไว้ให้พี่ชายของผมคนเดียว”