LNCrawler

41. ตอนที่ 40

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 40

สุดท้ายพสุธาก็ไม่ได้ลองทักษะกายาเหล็กของตัวเอง เพราะอีกฝ่ายนั้นไม่ยอมเล่นด้วย บอกว่าไม่อยากรังแกคนบ้า

พสุธาก็เถียงว่าตัวเองไม่ใช่คนบ้า แต่อีกฝ่ายก็บอกว่าคนบ้าก็ไม่ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นบ้าอยู่แล้ว

พสุธาได้แต่ทอดถอนหายใจ เขาเหมือนคนบ้าที่ไหนกัน มีคนบ้าที่หน้าตาดี และเก่งกาจขนาดเขาด้วยเหรอ

พสุธาคิดอย่างหดหู่ใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็เดินเข้าครัวไปทำอาหารจานพิเศษสำหรับขาย ตอนนี้นอกจากเมนูกระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดง และสตูว์เนื้อทั้งสามแล้ว พสุธายังเพิ่มเมนูเข้าไปอีกหนึ่งเมนู ก็คือปีกไก่ตุ๋นเห็ดหอม เมนูนี้พสุธาทำให้พวกปฐพีลองชิมเมื่อหลายวันก่อน และก็ได้รับคำยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก ดังนั้นพสุธาจึงได้เพิ่มเมนูนี้เข้าไปเป็นอาหารจานเด็ดของร้าน

ในแต่ละวันเขาจะทำอาหารจานเด็ดให้ร้านสองอย่าง และจะมีการแจ้งให้ลูกค้าทราบจากหน้าเพจของร้านว่าเมนูจานเด็ดของร้านคืออะไร เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ผิดหวัง หากมาเพราะคาดหวังอีกเมนูหนึ่ง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่าขอแค่เป็นเมนูเด็ดของร้าน ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหน พวกเขาก็พร้อมไปกินอยู่แล้ว ติดอยู่อย่างเดียว ติดที่พวกเขาไปไม่เคยทัน ร้านทำน้อยเกินไป ให้ทำเพิ่มมากกว่านี้

แน่นอนว่าร้านนิ่งเฉยในข้อเรียกร้องนี้ เพราะว่าถ้าทำมากกว่านี้ ก็ไม่ใช่เมนูพิเศษของร้านแล้วน่ะสิ

กลับมาที่ตอนนี้ วันนี้พสุธาทำเมนูไก่ตุ๋นเห็ดหอม และสตูว์เนื้อน่องลาย หลังจากที่เขาทำทั้งสองเมนูเสร็จเรียบร้อย โดยมีบรรดาพ่อครัวทั้งหกคนคอยจ้องมองอยู่ พันไมล์ก็มาถึงร้านพอดี

“น้องดินที่รักของพี่มาแล้วเหรอครับ” พันไมล์นับวันยิ่งเสียงอ่อนเสียงหวานากับพสุธา นั่นเพราะพสุธาทำให้ร้านอาหารของเขาเติบโตขึ้นทุกวัน ถึงขนาดที่ไปเข้าตานายทุน ต้องการจะมาซื้อร้านอาหารของเขาไปทำต่อ บางคนก็ต้องการมาซื้อหุ้น แน่นอนว่าพันไมล์ปฏิเสธไป เรื่องอะไรเขาจะขายล่ะ ร้านนี้เป็นความพยายามของเขา และเป็นความพยายามของทุกคน นอกจากนี้แล้ว พ่อแม่ของเขาก็เริ่มไม่บ่นเขาแล้วด้วย ไม่สิ นอกจากไม่บ่นแล้ว ยังชมว่าเขาเก่งอีกต่างหาก

พันไมล์ที่ถูกพ่อแม่บ่นมาตลอด ทำอะไรก็ไม่เคยได้รับคำชม ตอนนี้ได้รับคำชมแล้ว เขาจึงมีความสุขมาก และรู้สึกขอบคุณพสุธามาก

“นั่นสมุดเมนูใหม่ของร้านเหรอครับ” พสุธาถาม เมื่อเห็นว่าพันไมล์ถือเมนูอาหารเข้ามาด้วย

“ใช่แล้ว รวดเร็วทันใจดีใช่ไหมล่ะ แต่ว่าจนกว่าที่เชฟทั้งหลายจะพร้อม เราจะใช้สมุดเมนูเล่มเก่าไปก่อน”

“ตอนนี้เชฟต้าสามารถทำเมนูกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงได้แล้วนะครับ ถ้าวันนี้มีลูกค้าถามหาเมนูนี้ ก็เสนอไปได้เลย” พสุธาพูดบอก ถึงแม้ว่าวันนี้เมนูพิเศษจะไม่มีเมนูกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดง แต่ก็มีลูกค้าบางคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารหน้าเพจ มาลุ้นเอาที่ร้าน ดังนั้นจึงมีถามหาเมนูนอกตารางอยู่เสมอ

“จริงเหรอ เชฟต้าสุดยอดไปเลย เชฟทุกท่านก็เก่งเหมือนกันนะครับ” ประโยคหลังพันไมล์รีบพูด เมื่อเห็นใบหน้าหมองคล้ำของพ่อครัวอีกห้าคน

แต่พันไมล์ไม่รู้ ที่พ่อครัวอีกห้าคนใบหน้าหมอคล้ำ ไม่ใช่เพราะว่าพันไมล์ชมเชฟต้า แต่เพราะตำแหน่งลูกศิษย์ของพสุธาที่มีอยู่เพียงสองที่นั่ง ได้ถูกแย่งไปแล้วหนึ่งที่นั่ง ดังนั้นพวกเขาจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันเป็นอย่างมาก แต่ละคนอยากจะขอลาหยุดงานในวันนี้ เพื่อที่จะได้ไปซุ่มฝึกทำอาหารสำหรับบททดสอบ

พันไมล์ไม่รู้ว่าพ่อครัวแต่ละคนคิดอะไรอยู่ เขาหันไปเรียกพนักงานเสิร์ฟมา

“วันนี้เสนอขายกระดูกหมูอ่อนตุ่นน้ำแดงรุ่นเอสอีไปด้วยนะ”

“อะไรคือรุ่นเอสอีครับ” พสุธาเป็นคนถามออกไป กระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดงมีรุ่นด้วยเหรอ

“ก็สำหรับฝีมือของน้องดินเป็นรุ่นเรือธงยังไงล่ะครับ ส่วนฝีมือเชฟต้า เป็นรุ่นเอสอี หรือว่าจะเปลี่ยนของน้องดินเป็นรุ่นโปรแม็กซ์ แล้วเปลี่ยนของเชฟต้าเป็นรุ่นพลัส อย่างไรกระดูกหมูตุ๋นน้ำแดงสูตรของน้องดิน ก็ไม่เหมือนของคนอื่นอยู่แล้วนี่นา ยกเป็นระดับสูตรโปร และโปรแม็กซ์ก็ได้” พันไมล์พูดอย่างกระตือรือร้น

พสุธามุมปากกระตุก พันไมล์คิดว่ากระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดงเป็นโทรศัพท์แบรนด์ผลไม้หรือไง ถึงได้มีรุ่นโปร รุ่นโปรแม็กซ์ด้วย

“ผมว่าเฮียประกาศไปที่เพจหน้าร้านด้วยก็ดีนะเฮีย จะได้ลดจำนวนครั้งที่ต้องอธิบายไปด้วย สำหรับลูกค้าที่ดูประกาศหน้าเพจมาก่อน” พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งเสนอขึ้นมา

“ที่เอ็งเสนอมาก็มีเหตุผล เดี๋ยวฉันจะให้แอดมินเพจจัดการ”

“ใครเป็นแอดมินเพจครับ” คนถามถามอย่างสงสัย เพราะว่าเพิ่งประกาศรับสมัครแอดมินเพจไป มีคนมาสมัครแล้วเหรอ

“อ้อ ฉันเอง” พันไมล์ชูมือขึ้น

พสุธาลอบกลอกตา ขณะที่พนักงานคนอื่น ๆ ก็มุมปากกระตุก

“อ้อ คุณพันไมล์ครับ ผมมีเรื่องจะพูดด้วย” พสุธาเรียกพันไมล์

“เมื่อไรน้องดินจะเรียกพี่ว่าพี่สักทีล่ะ เราเป็นหุ้นส่วนร้านกันแล้วนะ” พันไมล์ทำสีหน้าน้อยอกน้อยใจ

พสุธาลอบกลอกตาอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า

“โอเค พี่ครับ ผมมีเรื่องจะพูดด้วย”

“ได้เลย ไปคุยกันที่ห้องทำงานของพี่ก็แล้วกัน” พันไมล์พาพสุธาไปคุยที่ห้องทำงานของตัวเอง

“มีเรื่องอะไรเหรอ หรือคิดจะเพิ่มเมนูใหม่ให้ร้านอีกแล้ว” พันไมล์ถามอย่างกระตือรือร้น มือก็รินน้ำใส่แก้วให้พสุธาด้วย

“ไม่ใช่ครับ แต่เป็นเรื่องมีคนต้องการซื้อตัวผม” พสุธาพูดตอบไป และคำพูดนี้ของเขา ทำให้พันไมล์สะดุ้งโหยงจนน้ำหกเต็มโต๊ะไปหมด

ทว่าพันไมล์ไม่สนใจเลยว่าน้ำจะหกไปโดนกระดาษเอกสารอะไรบ้าง ที่เขาสนใจตอนนี้ก็คือ ใครมาขุดต้นไม้เงินต้นไม้ทองของเขา

“ใคร ใครมันกล้ามาขโมยน้องดินของพี่” พันไมล์ถามเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

พสุธาก็เล่าเรื่องที่เขาถูกดักก่อนถึงร้านให้พันไมล์ฟัง

ที่เขาเล่าให้พันไมล์ฟัง ไม่ใช่เพราะต้องการบอกพันไมล์ว่ามีคนเสนอค่าตัวให้เขามากกว่าถึงสามเท่า แล้วให้พันไมล์เพิ่มค่าตัวให้เขา แต่เป็นเพราะเตือนว่าตอนนี้ ร้านของพันไมล์มีคู่แข่งจ้องอยู่

อย่างไรนอกจากพันไมล์จะเป็นเจ้านายที่ดี เป็นเหมือนพี่ชายอีกคนหนึ่ง เขาเองก็ยังมีหุ้นของร้านนี้อยู่ด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขาจึงต้องช่วยพันไมล์ปกป้องผลประโยชน์ของร้านนี้

“เดี๋ยวพี่จะไปสืบดูว่าเป็นคนของร้านไหน แต่น้องดินช่วงนี้ต้องระวังตัวหน่อยนะครับ บางคนมันก็ชอบเล่นไม่ซื่อ ทำตัวเป็นหมาลอบกัด ซื้อตัวไม่ได้ ก็เลือกที่จะทำลาย พี่กลัวว่าถ้ามันระบุตัวน้องดินได้ชัดเจน มันจะลอบทำร้ายน้องดิน พูดไปแล้วก็เป็นความผิดของพี่เอง เมื่อวานไม่น่าเปิดเผยไปเลยว่าน้องดินคือคนทำอาหารจานพิเศษ พี่คิดแค่จะอวดน้องดิน ไม่ทันคิดถึงภัยแฝงแบบนี้” พันไมล์พูดอย่างรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ตราบใดที่คนพวกนั้นไม่จับผมถ่วงน้ำ หรือเอาระเบิดมาโยนใส่ผม พวกมันก็ทำอะไรผมไม่ได้หรอก” พสุธาพูดความจริง แต่พันไมล์คิดว่าพสุธาแค่ปลอบใจเขาเท่านั้น

“น้องดินเป็นเด็กดีจริง ๆ เลย”

 

“ไอ้เหี้ยตัวไหนมันกล้าเล่นงานน้องกู กูจะอัดมันให้น่วมเลย” เฮียโก้พูดพร้อมกับเอากำปั้นทุบโต๊ะ เมื่อได้ยินจากพันไมล์ว่ามีร้านคู่แข่งต้องการแย่งตัวพสุธา และรวมถึงความกังวลของพันไมล์

“เดี๋ยวช่วงนี้กูให้เด็กในค่ายคอยตามเฝ้าดูมันดีกว่า” เฮียโก้พูดถึงนักมวยในค่าย มีหลายคนที่รับงานเป็นบอดี้การ์ด ด้วยทักษะการชกมวยที่มีนั้น ไม่เพียงแค่เอาไว้แข่งบนเวที แต่ยังใช้ปกป้อง และจู่โจมได้เป็นอย่างดีด้วย

“นักมวยมึงช่วงนี้ต้องเก็บตัวซ้อมแข่งทัวร์นาเมนท์ไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวกูให้บอดี้การ์ดคอยตามเอง” ปฐพีพูดขึ้นมา ทำให้เฮียโก้ และพันไมล์หันมองเขาเป็นตาเดียว

“เดี๋ยวนะ กูน่ะห่วงมันไม่แปลกหรอก เพราะมันเป็นน้องกู รู้จักกันมาหลายปี แต่มึงนี่สิ เพิ่งจะรู้จักมันได้แค่ครึ่งเดือน ทุ่มทุนถึงขนาดจ้างบอดี้การ์ดมาดูแลมันเลยเนี่ยนะ” เฮียโก้มองอย่างจับผิด

“แค่บอดี้การ์ดคนสองคน ขนหน้าแข้งกูไม่ร่วงหรอก จะเรียกว่าทุ่มทุนได้ยังไง” ปฐพีเลิกคิ้วตอบกลับไป

“ประเด็นอยู่ที่เรื่องเงินเหรอ ประเด็นคือมึงรังเกียจความยุ่งยากไม่ใช่หรือไง แล้วมายุ่งอะไรเรื่องนี้ด้วย มึงไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรสักหน่อย เป็นไอ้ไมล์ก็ว่าไปอย่าง” เฮียโก้ยังเค้นถาม

“ดินเป็นพ่อครัวให้กูสองปี อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้กูก็เห็นดินเป็นน้องคนหนึ่ง แล้วทำไมกูจะไม่ช่วยล่ะ” ปฐพีเถียงกลับไป

“อ้อ สรุปว่ามึงไม่ได้ไอ้ดินมันนะ ดีเลย ไอ้โก๋มันแอบชอบไอ้ดินอยู่พอดี กูจะเชียร์ให้มันจีบ” เฮียโก้พูดอย่างรื่นเริง ขัดกับสีหน้ามืดครึ้มของเพื่อน

“มึงหยุดเสือกเรื่องคนอื่น แล้วเอาตัวเองให้รอดเถอะ ได้ยินว่ามีคนมาส่งน้ำส่งขนมถึงค่าย ถ้ากูเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ดินฟัง ดินก็น่าจะเล่าให้หินฟังด้วยหรือเปล่านะ” ปฐพียกมุมปาก จ้องมองเฮียโก้เขม็ง

เฮียโก้ชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ

“เล่าก็เล่าสิ ยังไงก็ไม่มีอะไรสักหน่อย คนที่มาส่งน้ำส่งขนมก็เพื่อนไอ้โก๋ อีกอย่างกูก็ไม่ได้รับด้วย”

“อันนี้คือเล่าหรือกำลังอธิบายกันแน่” พันไมล์ถามขึ้นบ้าง เขายิ้มอย่างมีเลศนัย

“กูต้องอธิบายอะไร ไม่มีอะไรให้อธิบายสักหน่อย”

“จะว่าไป กูยังไม่เคยเห็นมึงมีแฟนเลยนะ มึงเคยมีแฟนบ้างไหม” พันไมล์ถามเฮียโก้

“มันเคยมีตอนมัธยม” ปฐพีตอบแทน

“แล้วทำไมถึงเลิกกันวะ ใครทิ้งใคร”

“ไม่มีใครทิ้งใคร เลิกกันด้วยดี” คราวนี้เฮียโก้ตอบเอง

“หมดรักเหรอวะ”

“แล้วมึงเสือกอะไรกับเรื่องของกูเนี่ย” เฮียโก้มองพันไมล์ตาขวาง

“ทีมึงยังเสือกเรื่องไอ้ป๋าได้เลย พอเรื่องตัวเองมาห้ามคนอื่นไม่ให้เสือก มันก็ไม่ได้หรือเปล่า”

“มึงว่างมากหรือไง ถึงได้มาเสือกเรื่องกู ลูกค้าจะล้นร้านอยู่แล้ว ไม่ไปต้อนรับล่ะวะ” เฮียโกเสือกไสเพื่อนเมื่อถูกต้อนจนใกล้จะจนมุมแล้ว

พันไมล์จุดรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปหาปฐพี

“มึงต้อนมันต่อเลย กูเชื่อมือมึง” พันไมล์โยนงานให้ปฐพี

“กูจะกลับแล้ว นึกได้พอดีว่ายังมีธุระต้องไปทำต่อ” เฮียโก้รู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้ ก็เลือกกลยุธท์ที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือชิ่งหนี

“ธุระอะไรของมึง ให้กูไปเป็นเพื่อนไหม” ปฐพีอาสา มองเพื่อนด้วยสายตากดดัน

เฮียโก้อยากจะขยุ้มผมตัวเอง แต่อยู่ ๆ ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

“จะไปซื้อของขวัญวันเกิดให้หิน มึงอยากจะไปด้วยไหมล่ะ” เฮียโก้เพิ่งนึกได้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดของศิลาแล้ว

ถึงจะบอกว่าศิลาอายุยี่สิบปี แต่ที่จริงแล้ว วันคล้ายวันเกิดที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่วันนี้ ศิลาถึงจะมีอายุครบยี่สิบปีเต็ม

“วันเกิดหินเหรอ วันที่เท่าไร” ปฐพีถามทันที

“วันอาทิตย์ที่สิบเก้านี้ไง อีกแค่สามสี่วัน” เฮียโก้พูด แล้วก็นึกว่าตัวเองจะให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดของศิลาดี

กระเป๋าทำงานดีไหมนะ เจ้าตัวไปทำงานที่บริษัทใหญ่แล้ว ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมสักใบ ก็น่าจะดี

“วันเกิดหินเหรอ งั้นมีจัดงานเลี้ยงฉลองไหม มาจัดที่ร้านกูสิ กูปิดร้านให้ฟรีเลย เดี๋ยวไปพูดกับน้องดินดีกว่า” พันไมล์ที่กลับมาเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ทันได้ยินพอดี จึงได้พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น ราวกับว่าเป็นวันเกิดของตัวเอง

“หินไม่มาหรอก หินประหยัดจะตาย ปกติทำอาหารกินเอง ฉลองกันแบบง่าย ๆ ที่บ้าน ยิ่งต้องปิดร้านด้วยแล้ว หินยิ่งไม่มีทางยอม รายนั้นขี้เกรงใจจะตาย ดื้อก็ที่หนึ่ง เรื่องความดื้อนี่ไม่แพ้ไอ้ดินเลยสักนิด เห็นนุ่มนิ่มเรียบร้อยแบบนั้น” เฮียโก้พูดอย่างรู้จักนิสัยของศิลาดี

พันไมล์หันไปส่งสายตากับปฐพี

‘นี่ขนาดไม่ได้คิดอะไร ยังรู้จักเขาดีขนาดนั้น ถ้าคิดอะไรด้วย จะขนาดไหน’

“งั้นไปร่วมกินเลี้ยงที่บ้านน้องดินด้วยได้ไหม” พันไมล์หลังจากที่ส่งสายตาให้ปฐพีแล้ว ก็ถามขึ้น

“ไปถามไอ้ดินเอาเอง แต่มันน่าจะตกลงแหละ วันเกิดพี่มัน มันก็อยากให้คึกครื้น แต่กูสงสัยว่ามึงอยากไปเพราะอยากไปอวยพร หรืออยากไปแดกฟรี”

“มีแต่เด็กเท่านั้นแหละที่ต้องเลือก ผู้ใหญ่ก็เหมามันทั้งสองเลยสิวะ”

 

“วันนี้พี่ไปส่งนายเอง” ปฐพีพูดกับพสุธา คราวนี้เขาไม่ได้หาข้ออ้างอะไร แต่พูดออกไปตรง ๆ

“ทำไมล่ะครับ” พสุธาก็งง ทำไมปฐพีถึงคิดจะไปส่งเขา

“เพราะว่ามีคนจ้องจะเล่นงานนายน่ะสิ” มีหรือยังไม่รู้ แต่ปฐพีก็เหมารวมว่ามีแล้ว

“หมายถึงคนที่คิดจะมาซื้อตัวผม แต่ไม่สำเร็จน่ะเหรอครับ พวกเขาน่าจะยังไม่มั่นใจว่าเป็นผมลงหรอกนะ ไม่น่าจะลงมือเร็ว ๆ นี้ อีกอย่างต่อให้คนพวกนั้นคิดเล่นงานผม แต่ถ้าไม่จับผมถ่วงน้ำ หรือใช้ระเบิด ก็เล่นงานผมไม่ได้หรอก” พสุธาพูดความจริงอีกครั้ง

ปฐพีขมวดคิ้วมุ่น

“ทำไม ตัวนายทำจากเหล็กหรือไง”

พสุธาทำตาโต

“คุณป๋ารู้ได้ยังไงน่ะครับ”

พูดจบพสุธาก็ถูกดีดหน้าผากไปครั้งหนึ่ง

“ยังจะทำเป็นพูดเล่นอีก นายไม่ห่วงตัวเอง ก็ห่วงพี่ชายนายสิ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนาย พี่ชายนายจะทำยังไง” ปฐพียกศิลาขึ้นมาพูด เพราะรู้ว่าในใจของพสุธา ศิลาคืออันดับหนึ่งที่ไม่มีใครแทนที่ได้

พสุธาที่ถูกดีดหน้าผากก็คลำหน้าผากตัวเอง เม้มริมฝีปากอย่างน้อยใจ

พูดความจริงก็ไม่มีใครเชื่อ น่าน้อยใจจริง ๆ

“แล้วรถจักรยานผมล่ะครับ จะให้คนมายกไปอีกเหรอ” พสุธาถามออกไป

“เดี๋ยวเอาไว้ท้ายรถพี่เลย” ปฐพีชี้ไปยังรถของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล เมื่อพสุธามองตามไป ก็เห็นว่าไม่ใช่รถซูเปอร์คาร์ที่ปฐพีขับเป็นประจำ แต่เป็นรถเอสยูวีคันหนึ่ง ที่ด้านหลังติดตั้งอุปกรณ์วางจักรยานเอาไว้ด้วย

“นี่คงไม่ได้ติดเพื่อผมโดยเฉพาะหรอกใช่ไหมครับ” พสุธาถามออกไป ก่อนจะรู้สึกว่าไม่น่าถามเลย

“เพื่อความสะดวกน่ะ” ปฐพีตอบ

พสุธาพยักหน้า ก่อนจะไปยกจักรยานมาวางบนที่วางจักรยานท้ายรถของปฐพี จากนั้นพวกเขาก็พากันขึ้นรถ และออกเดินทางกลับบ้าน

“ได้ยินจากไอ้โก้ว่าวันอาทิตย์นี้เป็นวันเกิดของหินเหรอ” ปฐพีถามขึ้นมา

“ใช่ครับ ตรงกับวันหยุดของผมพอดี ก็เลยว่าจะกินเลี้ยงกันง่าย ๆ ที่บ้าน คุณป๋าจะมาร่วมสนุกก็ได้นะครับ เฮียโก้ก็คงจะมาด้วยอยู่แล้ว ปกติเฮียโก้ก็มาร่วมสนุกด้วยทุกปี” พสุธาพูดชวนตามมารยาท แต่ว่า

“ถึงนายไม่ชวน พี่ก็จะไปอยู่ดี ว่าแต่หินชอบอะไร พี่จะได้ซื้อให้”

“ไม่ต้องหรอกครับ แค่มาร่วมงานก็พอแล้ว” พสุธาปฏิเสธ

“ได้ยังไงล่ะ งานวันเกิดก็ต้องมีของขวัญสิ”

“ถ้าคุณป๋ายืนยันจะซื้อให้ งั้นอะไรก็ได้ครับ ที่ราคาไม่แพงเกินไป เพราะถ้าแพง หินคงไม่ยอมรับไว้แน่”

“พวกนายสองคนพี่น้องนี่เหมือนกันจริง ๆ เลย ไม่ยอมรับของที่ใครให้ง่าย ๆ”

“เพราะของฟรีไม่มีในโลกน่ะสิครับ ยิ่งรับมากเท่าไร ก็ยิ่งติดค้างมากเท่านั้น” พสุธาตอบกลับไปเสียงเรียบ

ปฐพีมองพสุธา ยิ่งรู้จัก เขาก็ยิ่งสนใจในตัวพสุธามากขึ้นเรื่อย ๆ อยากรู้ว่าเจ้าตัวจะทำอะไรให้เขาแปลกใจได้อีกบ้าง

“ถ้าคุณป๋ายังมองผมต่อไป ก็จะตกแล้วนะครับ”

“ตกหลุมรักนายน่ะเหรอ”

“ตกถนนเนี่ยแหละครับ ขับรถก็ดูทางสิครับ จะมาดูผมทำไมเล่า!”