42. ตอนที่ 41
ตอนที่ 41
“พวกคุณลองชิมฝีมือของพวกคุณดู แล้วบอกผมว่ามีความแตกต่างกันบ้างไหม” พสุธาพูด หลังจากที่เขาชิมอาหารฝีมือของเชฟทั้งหกคนแล้ว แล้วก็นิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง
ไม่ใช่อะไร แต่เป็นเพราะระบบประกาศว่าเขาทำภารกิจผ่านแล้ว เชฟที่เหลืออีกห้าคน ทำกระดูกอ่อนหมูตุ๋นน้ำแดงออกมาได้คะแนนเกินเก้าสิบห้าคะแนนกันทุกคน
พสุธาจนใจเล็กน้อย แบบนี้เขาจะยกตำแหน่งลูกศิษย์ที่เหลืออีกหนึ่งตำแหน่งให้ใครดีล่ะ เพราะตอนที่เขาบอกไป เขาบอกแค่ว่าคนที่ผ่านคะแนนเก้าสิบห้าคะแนนก่อนสองคน จะได้เป็นลูกศิษย์เขา แต่ไม่ได้บอกว่าถ้าผ่านพร้อมกัน จะเลือกคนที่คะแนนสูงสุด
เอาเถอะ เลือกรับสองคน หรือรับหกคนก็เหมือนกันนั่นแหละ
“เอ่อ ผมหาความแตกต่างไม่เจอครับ” เชฟต้าที่ตำแหน่งลูกศิษย์ของพสุธามั่นคงแล้ว เป็นผู้ตอบขึ้นมาก่อน
พวกเขาไม่ได้มีลิ้นที่รับรสชาติได้ละเอียดเท่าพสุธา ดังนั้นจึงแยกความแตกต่างที่แทบจะไม่แตกต่างกันไม่ออก
“มีข่าวดีและข่าวร้าย พวกคุณจะฟังข่าวไหนก่อน” พสุธาถามออกไป
“ฟังข่าวร้ายก่อนครับ” หลังจากที่คิดกันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง พ่อครัวทั้งหกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าฟังข่าวร้ายก่อน
“ข่าวร้ายก็คือ ผมคงจะรับลูกศิษย์สองคนไม่ได้แล้ว” คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้พ่อครัวห้าคนที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งลูกศิษย์ สีหน้าเปลี่ยนสีทันที
“ทำไมล่ะครับ” เชฟโจถาม เขารู้สึกผิดหวังมาก เขาทุ่มเทไปมาก แต่ไม่ได้รับการยอมรับ นี่มันทำให้เขาผิดหวังมากจริง ๆ
“ผมจะบอกข่าวดีแล้วกัน เพราะว่าพวกคุณทั้งห้าคนวันนี้ทำอาหารได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผมตั้งเอาไว้ ดังนั้นแล้ว ผมจึงไม่สามารถรับลูกศิษย์แค่สองคนได้ แต่จะรับพวกคุณทั้งหกคนเลย หมายถึงถ้าพวกคุณเต็มใจล่ะนะ” พสุธาพูดติดตลก
“เต็มใจครับ พวกเราเต็มใจ เต็มใจมาก ๆ ครับ” เชฟโจรีบพูดตอบ คนอื่น ๆ ก็ละล่ำละลักตอบทันที พวกเขารู้สึกว่าความสุขมาอย่างกะทันหันเกินไป ตอนแรกผิดหวัง ตอนนี้รู้สึกดีใจจนแทบจะโห่ร้องออกมา
“ผมได้รับเลือกเป็นลูกศิษย์คนแรก ถ้าอย่างนั้นผมเป็นศิษย์พี่ใหญ่นะ” เชฟต้าฉวยโอกาสที่ทั้งห้าคนยังดีใจจนตั้งตัวไม่ทัน รีบชิงตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ทันที
เชฟโจตาขวางทันที เพราะในบรรดาทั้งหกคน เขาอายุมากที่สุด แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็ได้แต่จำยอม
“งั้นฉันเป็นศิษย์พี่รอง” เชฟโจพูดขึ้น คนอื่น ๆ ก็เริ่มแย่งชิงตำแหน่งศิษย์พี่สาม แต่สุดท้ายก็ตกเป็นของเชฟไก่ ศิษย์น้องสี่ ศิษย์น้องห้า ศิษย์น้องหก ก็เป็นของเชฟรองอีกสามคนที่เหลือ ตัดสินง่าย ๆ ตามลำดับอายุ
พสุธาปล่อยให้พวกเขาคุยกันไป ส่วนตัวเองก็สนใจกล่องสุ่มรางวัลระดับเงิน
พสุธาลังเลใจว่าจะเปิดกล่องสุ่มเลยดีหรือเปล่า หรือว่าจะปฐพีดี อย่างไรคราวที่แล้วเขาก็อาศัยโชคของปฐพี ได้ทักษะกายาเหล็กมา
คิดไปคิดมา พสุธาก็เลือกที่จะเปิดกล่องรางวัลเลย เพราะกล่องรางวัลเป็นกล่องระดับเงิน ยากที่จะได้รับทักษะ ทักษะมักจะมาจากกล่องสุ่มรางวัลระดับทองขึ้นไป
‘ระบบ เปิดกล่องสุ่มรางวัล’ พสุธาเรียกหาระบบ
‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับรถยนต์บูแกตติ เซนโตดิเอซี ที่มีเพียงสิบคันในโลก มูลค่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ’
สิ้นเสียงของระบบ พสุธาก็รู้สึกได้ว่าในกระเป๋ากางเกงของเขา มีบางอย่างเพิ่มขึ้นมา
“พวกคุณคุยกันไปก่อนนะ” พสุธาพูดกับพ่อครัวทั้งหกคน ก่อนจะเดินออกจากห้องครัว
เมื่อพ้นห้องครัวแล้ว พสุธาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วพบว่ามีกุญแจรถอยู่จริง ๆ เขารีบเดินออกไปที่โรงจอดรถ จากนั้นก็พบว่าโรงจอดรถที่ติดแอร์นั้น มีรถซูเปอร์คาร์สีเงินแวววาวจอดอยู่
นี่น่ะเหรอคือรถยนต์มูลค่ากว่าสามร้อยสามสิบสามล้านบาท ว่า
‘ระบบ นายให้ของที่ไม่มีประโยชน์นี่มาทำไม ฉันต้องลำบากไม่ใช่เหรอ จะซื้อรถจักรยานนายยังต่อต้าน แต่เอารถหรูแบบนี้มาเป็นรางวัลให้ฉันเนี่ยนะ!’
พสุธาต้องการเท้าเอววีนระบบมากในตอนนี้ เขาเหมือนมีอาหารโอชะมาวางอยู่ตรงหน้า แต่กินไม่ได้ ได้แต่มองดูอย่างน้ำลายไหล นี่มันมากเกินไปแล้ว ระบบรังแกกันเกินไปแล้ว!
‘เนื่องจากระบบหลักเห็นว่าโฮสต์ทำภารกิจพิเศษได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงมอบรางวัลให้โฮสต์ ด้วยการอนุญาตให้โฮสต์ทำตัวสบายได้จากของรางวัลที่มอบโดยระบบ เมื่ออยู่นอกเวลางาน’
พสุธานิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าอยู่ดี ๆ ตัวเองจะได้รับรางวัลใหญ่แบบนี้
ให้เขาทำตัวสบายได้ตอนอยู่นอกเวลางาน แต่ว่าทำตัวตามสบายจากของรางวัลจากระบบ คืออะไรล่ะ
พสุธาสงสัย แล้วเขาก็ถามระบบเพื่อไขข้อข้องใจ
‘ก็คือ สิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่โฮสต์จะใช้ ต้องเป็นของรางวัลที่ได้จากระบบเท่านั้น อย่างเช่นรถที่โฮสต์เพิ่งจะได้รับ แต่ถ้าโฮสต์ต้องการขับรถหรูคันอื่น หรือซื้อรถหรูคันอื่น นั่นเป็นไปไม่ได้’ ระบบให้คำตอบ
พสุธามุมปากกระตุก ให้รางวัลทั้งที ยังมีข้อจำกัดอีก แล้วดูของที่ระบบให้มาซิ เด่นสะดุดตาขนาดนั้น เขาจะขับไปไหนมาไหนได้ยังไง ตอนที่ระบบบอกว่าใช้ชีวิตตามสบายได้ เขายังคิดจะซื้อรถยนต์มาขับสักคัน เพื่อความสะดวก ไม่ต้องหรูหรามาก เอารถไฟฟ้าแบบศิลาก็ได้ แต่กลายเป็นว่าต้องใช้รถของระบบเท่านั้น
นี่มันหาเรื่องสร้างความลำบากให้เขาหรือเปล่าเนี่ย
ไม่ต้องพูดเรื่องจะขับไปไหนมาไหนเลย เอาแค่ว่าจอดรถไว้แบบนี้ เขาจะตอบคำถามศิลา กับนะโมได้ยังไง
พสุธาคิดแล้วก็ตัดสินใจปิดโรงจอดรถแบบติดแอร์ เอาม่านหนาทึบลง บดบังสิ่งที่อยู่ภายใน
อย่างไรปกติศิลาก็จอดรถที่โรงจอดรถข้างสนามหญ้าอยู่แล้ว ไม่เคยเอาเข้าไปจอดไว้ในโรงจอดรถติดแอร์ ดังนั้นจึงพอจะหลบสายตาพี่ชายของเขาได้อยู่
พสุธาคิดแล้วก็ถอนหายใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
เมื่อเข้าไปในครัว พสุธาก็เห็นว่าพ่อครัวกำลังทำเมนูสตูว์เนื้อกันอยู่ เขาก็เดินไปให้คำแนะนำบ้าง เมื่อเห็นว่าคนไหนยังมีจุดบกพร่องอะไรอยู่
“รอพวกคุณทำสตูว์เสร็จแล้ว ผมจะทำอาหารเมนูใหม่ พวกคุณก็คอยดูด้วยสิ” พสุธาบอกกับพ่อครัวทั้งหกคน
“ได้ครับอาจารย์” ทั้งหกคนตอบตกลงด้วยความยินดี ซึ่งเมนูใหม่ที่พสุธาจะทำ ยังไม่ใช่ปีกไก่ตุ๋นเห็ดหอมที่เป็นจานพิเศษของร้านอีกหนึ่งจาน แต่เป็นเมนูอาหารที่เขาจะทำให้พวกปฐพีในวันนี้
“สเต็กเนื้อส่วนท้อง ซัลติมบอคก้า ตามชื่อของมันเลย วันนี้เราจะใช้เนื้อส่วนท้องที่ถูกทุบจนแบน แทนเนื้อลูกวัวตามสูตรดั้งเดิม เริ่มจากเราต้องหั่นเนื้อตามแนวขวาง.....” พสุธาอธิบายขั้นตอนการทำซัลติมบอคก้าให้ลูกศิษย์หกคนฟังอย่างละเอียด มือก็ทำอาหารไปด้วย เรียกได้ว่าเขาแยกสมาธิได้ดีมาก
“หลังจากทุบจนแบนประมาณนี้แล้ว ก็นำใบเสจสองใบมาลงบนชิ้นเนื้อ จากนั้นก็ใช้แฮมโปรชูตโตห่อทับอีกที จากนั้นเราก็ตั้งกระทะ จะใช้ไฟแรงปานกลางค่อนไปทางสูงนะครับ เติมน้ำมันมะกอกลงไป เอากระเทียม และใบเสจลงไปผัดจนกรอบ...” พสุธาอธิบายไปเรื่อย ๆ พ่อครัวทั้งหกคนก็ตั้งใจฟัง ตาก็จับจ้องไปที่พสุธาทุกการเคลื่อนไหว
พสุธาตั้งใจทำในทุกขั้นตอน ไม่มีขั้นตอนไหนที่เจ้าตัวไม่ใส่ใจรายละเอียด
การใส่ใจรายละเอียด มันคือการใส่หัวใจลงไปในการทำอาหารด้วย ทำให้ผู้กินนั้นรู้สึกได้มากกว่าความอร่อย และความอิ่มท้อง
บอกว่าอาหารของเชฟนั้นยังมีรสชาติไม่เหมือนกับที่พสุธาทำ หนึ่งเพราะระดับฝีมือ สองก็เพราะยังขาดสิ่งนี้ไป เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาสามารถใส่หัวใจลงไปในการทำอาหารได้ พสุธาเชื่อว่าพวกเขาจะกลายเป็นเชฟที่อนาคตไกลอย่างแน่นอน
ใช้เวลาทำราว ๆ หนึ่งชั่วโมงก็เสร็จสิ้น พสุธาแบ่งใส่กล่องกล่องละสี่ชิ้น สามกล่อง และก็แบ่งเก็บไว้ให้ตัวเองสองชิ้น ส่วนที่เหลือให้พ่อครัวทั้งหกคนแบ่งกันชิมดู
“พวกคุณลองชิมดู” พสุธาบอกทั้งหกคน ส่วนตัวเองก็ไปชิมสตูว์เนื้อฝีมือของทั้งหกคน
พสุธาชิมอย่างตั้งใจ เมื่อชิมครบ เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ สตูว์เนื้อของทั้งหกคน ก็ผ่านมาตรฐานที่ระบบตั้งเอาไว้ แต่คราวนี้ฝีมือของเชฟโจได้คะแนนสูงสุด พสุธาบอกข้อบกพร่องของแต่ละคน ให้พวกเขานำไปปรับปรุงแก้ไข ส่วนพ่อครัวทั้งหกคนที่ได้ชิมซัลติมบอคก้าฝีมือของพสุธาแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถสรรหาถ้อยคำอะไรมาอธิบายได้ เพราะมันอร่อยจนพวกเขาคิดว่าคำไหน ๆ ก็ไม่คู่ควร
“เอาล่ะ วันนี้ก็พอแค่นี้ หลังจากนี้พวกคุณก็ไม่ต้องมาเรียนทำอาหารกับผมทุกวันแล้ว แต่ถ้ามีอะไรอยากถามผมสำหรับเรื่องการทำอาหาร ก็มาหาผมได้ตลอด แน่นอนว่าแจ้งล่วงหน้าก่อนก็จะดีมาก” พสุธาทำภารกิจเสร็จแล้ว เขาก็ไม่อยากสอนลูกศิษย์ทุกวันอีกแล้ว
พ่อครัวหกคนเสียดายมาก แต่พวกเขาก็ยังดีใจที่พสุธาบอกว่าพวกเขาสามารถมาถามได้ตลอด เมื่อเกิดปัญหา หรือติดขัดในการทำอาหาร
“ขอบคุณครับอาจารย์” พ่อครัวทั้งหกคนขอบคุณพสุธาอย่างพร้อมเพรียง
“ผมก็ขอบคุณพวกคุณเหมือนกัน ที่ตั้งใจเรียน” จนทำให้ภารกิจของผมสำเร็จ
ประโยคหลังพสุธาไม่ได้พูดออกไป เขาพูดคุยกับพ่อครัวทั้งหกคนอีกเล็กน้อย ก่อนที่พวกเขาจะกลับไป ส่วนพสุธาก็ไปเตรียมตัวไปทำงาน
ทว่าตอนที่พสุธากำลังออกจากรั้วบ้าน เขาก็เห็นรถของปฐพีจอดอยู่ที่หน้ารั้ว
“เอาจักรยานไปเก็บ แล้วไปกับพี่”
“ไม่ใช่สิ ทำไมคุณป๋าถึงมาล่ะครับ” พสุธากะพริบตาปริบ ๆ
“ก็บอกแล้วนี่ว่าจะไปรับไปส่งนายเอง”
“คือ..ไม่จำเป็นจริง ๆ ครับ ผมไปกลับเองได้” พสุธาถอนหายใจ ทำไมถึงไม่เชื่อเขากันนะ ว่าไม่มีใครทำอันตรายเขาได้จริง ๆ
“ใช่นายไปกลับเองได้ แต่ว่ามันปลอดภัยหรือเปล่า ก็อีกเรื่องหนึ่ง”
“คุณป๋าครับ ยังไงผมก็เคยเป็นนักมวยในค่ายเฮียโก้มาก่อน ความสามารถในการปกป้องตัวเองผมก็พอมีอยู่นะครับ พวกร้านอาหารคู่แข่ง อย่างมากมันก็ส่งนักเลงมาไม่กี่คน คงไม่ถึงขั้นจ้างมือปืนมาลอบฆ่าผมหรอกครับ” พสุธาพูดอย่างจนใจ
เขาเป็นแค่พนักงานล้างจาน และคนทำอาหารจานพิเศษนะ ไม่ใช่นักการเมืองหรือนักธุรกิจที่จะมีคนทุ่มทุนถึงขนาดจ้างมือปืนมาลอบฆ่าเขาน่ะ
“โอเค งั้นนายคิดแค่ว่าพี่อยากไปรับไปส่งนายก็พอ ดีไหม”
“ไม่ดีครับ การรบกวนมันจะดีได้ยังไง”
“ทำไมพี่รู้สึกว่านายหมายถึงพี่รบกวนนาย มากกว่าจะเป็นนายรบกวนพี่ แต่ก็จริง เพราะนายไม่ได้รบกวนพี่สักหน่อย” ปฐพีพูดเองเออเอง
พสุธาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“งั้นถ้านายไม่นั่งรถไปกับพี่ พี่จะปั่นจักรยานไปกับนายเองก็แล้วกัน” ปฐพีพูดประโยคนี้จบ ยังไม่รอให้พสุธาได้ทำความเข้าใจ เขาก็พูดต่อ
“นายเปิดรั้วให้พี่เอารถไปเข้าไปจอดหน่อยสิ”
พสุธาไม่เข้าใจว่าปฐพีกำลังทำอะไร เขาก็ขยับหลีกทางอย่างงง ๆ ประตูรั้วเปิดกว้าง ให้ปฐพีขับรถเข้าไป
ด้วยความสงสัย พสุธาก็ปั่นจักรยานตามเข้าไปดู ก่อนที่เขาจะเห็นว่าปฐพีเอารถจักรยานรุ่นเดียวกับที่เขาใช้อยู่ลงมาจากรถของเจ้าตัว
นี่เองสินะที่บอกว่าจะปั่นจักรยานไปกับเขา
“ดีนะที่พี่รู้ว่านายดื้อขนาดไหน เลยเตรียมจักรยานมาเผื่อ”
“คุณป๋าครับ ทำแบบนี้จะดีเหรอ” พสุธาหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกแล้วจริง ๆ
ทำไมปฐพีถึงได้เล่นใหญ่ขนาดนี้นี่ ประเด็นก็คือเจ้าตัวทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ปั่นจักรยานไปกับเขาเนี่ยนะ ถ้าเกิดมีคนมาเล่นงานเขาจริง ๆ เจ้าตัวจะช่วยเขาได้ใช่ไหม
“ทำไมจะไม่ดีล่ะ พี่เหมือนได้ออกกำลังกายโดยไม่ต้องไปยิมเลย” ปฐพีตอบอย่างหน้าตาย ขณะเดียวกันก็ลอบมองพสุธาอย่างสงสัย
บอดี้การ์ดที่เขาส่งมาปกป้องพสุธา บอกว่ามีคนซุ่มอยู่รอบ ๆ คฤหาสน์ของพสุธา ซึ่งดูแล้วไม่ใช่พวกนักเลงทั่วไป ไม่น่าจะเป็นฝีมือของพวกร้านอาหารคู่แข่งของพันไมล์ที่จ้างมา แต่มีกลิ่นอายของพวกแก๊งมาเฟีย
คนที่ซุ่มอยู่พวกนี้เป็นใครกันแน่ จะมาทำอันตรายอะไรพสุธาหรือเปล่า ถ้าใช่ เพราะอะไรเด็กคนหนึ่งอย่างพสุธา ถึงตกเป็นเป้าหมายของพวกแก๊งมาเฟียได้
เพราะเรื่องนี้ ที่ทำให้ปฐพีทำตัวเป็นแผ่นกอเอี๊ยะ จะเกาะติดพสุธาให้ได้
“เอาเถอะครับ คุณป๋าเก็บจักรยานไปเถอะ ผมไปรถคุณป๋าก็ได้” พสุธาใจอ่อน ยอมลงให้กับปฐพีในที่สุด
จะไม่ยอมรับหรอกนะ ว่าความจริงเขาก็ขี้เกียจปั่นจักรยานอยู่แล้วเหมือนกัน ถือโอกาสที่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลางาน รับความสะดวกสบายจากราชรถที่มาเกยถึงหน้าวังสักหน่อยก็แล้วกัน!
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงวันคล้ายวันเกิดของศิลาแล้ว ในวันนี้ศิลาลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้า และพาน้องชาย รวมถึงนะโมไปตักบาตรทำบุญที่วัด ก่อนจะพากันไปซื้ออาหารสดที่ตลาด เพื่อมาทำอาหารเลี้ยงฉลองในวันนี้
“เท่านี้จะพอหรือเปล่านะ เพื่อนที่ทำงานพี่ก็จะมาด้วย ท่านรองประธานก็จะมาด้วยเหมือนกัน” ศิลาพูดอย่างกังวลใจ
“ซื้อเพิ่มไปอีกเถอะ ลำพังเฮียโก้คนเดียวก็กินข้าวถังหนึ่งแล้ว ยังมีคุณปฐพี คุณพันไมล์อีก แล้วเดี๋ยวเจอฝีมือการทำอาหารของไอ้ดินอีก ถ้าไม่ท้องแตกตาย ไม่มีใครยอมหยุดกินแน่” นะโมพูดขึ้นมาบ้าง
“พี่ไม่น่าตอบรับให้พวกเขามาเลย แบบนี้ดินเหนื่อยทำอาหารแย่” ศิลาสงสารน้องชาย ถึงเขาก็จะช่วยน้องชายทำอาหารด้วย แต่หลัก ๆ ก็ยังต้องเป็นฝีมือของพสุธาอยู่ดี
“ไม่เป็นไรหรอกน่า นานทีปีหน ไม่ได้ทำทุกวันเสียหน่อย” พสุธาไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องลำบากอะไร งานวันเกิดของพี่ชายเขาที่หนึ่งปีมีครั้งเดียว ที่ผ่านมาก็จัดอย่างประหยัด ตอนนี้ระบบอนุญาตให้ใช้ชีวิตสบายได้ เขาจะจัดอาหารให้ราวกับเป็นงานเลี้ยงพระราชทานเลยทีเดียว
ไม่สิ เหมือนว่างานเลี้ยงพระราชทาน อาหารจะไม่ค่อยอร่อย แต่อาหารฝีมือของเขาอร่อยมาก เป็นงานเลี้ยงพระราชทาทนไม่ได้อยู่แล้ว
พสุธาคิดอย่างขำ ๆ ก่อนจะเดินเลือกซื้อของต่อ
“จะใส่รถหมดไหมเนี่ย” นะโมพูดขึ้นมา เมื่อพวกเขาซื้อของกันครบแล้ว ของที่ซื้อมานี้ ก็สูงแทบจะท่วมหัวพวกเขาอยู่แล้ว
“เดี๋ยวพับเบาะหลัง เอาของใส่เข้าไป มึงก็นั่งไปกับหิน ส่วนกูจะไปซื้ออย่างอื่นต่ออีกสักหน่อย แล้วค่อยไปเจอกับที่บ้านเลย”
“มึงจะซื้ออะไร เดี๋ยวกูไปช่วย” นะโนอาสาในทันที
“ไม่ต้องหรอกน่า ของเล็ก ๆ น้อย ๆ กูจัดการเอง”
“งั้นก็ได้ มึงจะทำเมนูอะไรบ้างล่ะ เดี๋ยวกูจะได้ช่วยเตรียมของเอาไว้ก่อน”
“มึงจัดการล้างพวกผักไว้ก็พอ ที่เหลือกูจัดการเอง”
“ก็ได้” นะโมรู้ว่าถ้าพสุธาต้องการแสดงฝีมือ ก็จะไม่ชอบให้คนอื่นไปยุ่งกับวัตถุดิบที่เจ้าตัวใช้มากนัก เจ้าตัวต้องการทำเองทุกขั้นตอน
ขณะที่ฝั่งพสุธากำลังเตรียมตัวเรื่องอาหาร ทางฝั่งของคนที่จะมาร่วมงานเลี้ยงฉลอง ก็ไม่ได้สบายไปกว่ากัน พวกเขาต่างครุ่นคิดว่าจะเอาอะไรไปเป็นของขวัญดี
“วันเกิดพี่ชายคุณพสุธาทั้งที พวกเราจะให้ของราคาถูกไม่ได้”
“แต่คุณหินยังไม่รู้ว่าคุณพสุธาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทเรา ถ้าซื้อของแพงไปให้ ก็จะสงสัยหรือเปล่า”
“ของต้องราคาไม่แพง และต้องทำให้คุณพสุธาพอใจด้วย”
“ผิดแล้ว ได้ยินว่าคุณพสุธารักพี่ชายมาก ต้องทำให้คุณหินพอใจต่างหาก ถึงจะทำให้คุณพสุธาพอใจได้”
นี่คือบทสนทนาของเพื่อนร่วมงานของศิลา ไม่ว่าจะแผนกบัญชี หรือแผนกอื่นที่รู้เรื่อง พวกเขาก็เตรียมตัวกันอย่างกระตือรือร้นและกังวล
เพราะพวกเขารู้ว่าไม่ได้ไปแค่ร่วมงานวันเกิดของเพื่อนร่วมงาน แต่ยังเป็นการพบกับผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทด้วย!
ขณะที่พนักงานของบริษัทเท็นซีคิดมาก ผู้บริหารก็คิดมากไม่ต่างกัน คุณพิชัย และพีรวิชญ์ต่างก็ปรึกษากันตั้งแต่หลายวันก่อน จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติเสียที
“ตอนนี้คุณพสุธาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทเลสต์เน่ มีทรัพย์สินรวมกว่าหนึ่งล้านล้านบาท พวกเราจะประมาทไม่ได้นะ” คุณพิชัยพูดกับลูกชาย เรื่องนี้เขาเพิ่งจะได้ข่าววงในมาเมื่อเช้านี้นี่เอง นั่นทำให้เขาตื่นตะลึงจนไม่อยากจะเชื่อ แต่ต่อมาก็ตามมาด้วยความดีใจ
หุ้นส่วนของเขาเป็นมหาเศรษฐีระดับหนึ่งล้านล้านบาท นี่เป็นมหาเศรษฐีระดับโลก นับว่าห่างไกลจากความร่ำรวยของตระกูลเขามาก อีกอย่างก็คือ การที่หุ้นส่วนของเขาคนนี้ สามารถซื้อหุ้นของบริษัทเลสต์เน่ได้ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ นี่มันน่าตื่นตาตื่นใจกับจำนวนทรัพย์สินที่อีกฝ่ายมีเสียอีก
และจากความดีใจ ก็ตามมาด้วยความกังวล วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพี่ชายเจ้าตัว ลูกชายของเขาจะไปร่วมงานเลี้ยงด้วย ของขวัญที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เหมาะสมแล้ว
“พวกเราคิดมากเกินไปหรือเปล่าครับ คุณพสุธาก็ดูเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ คุณหินยิ่งแล้วกันไปใหญ่ นอกจากความเป๊ะเรื่องบัญชีแล้ว เรื่องอื่นก็พูดง่ายมาก ผมว่าซื้ออะไรไป คุณหินก็ยินดีรับทั้งนั้น”
“ไอ้ลูกโง่ ประเด็นคือคุณศิลายินดีหรือไม่ยินดีหรือไง ประเด็นคือคุณพสุธาจะคิดยังไงกับของขวัญของเราที่มอบให้พี่ชายเขา เกิดเขาคิดว่าเรามอบของขวัญให้แบบส่ง ๆ ไม่ใส่ใจ แล้วโกรธขึ้นมาจะทำยังไง”
“ไม่หรอก พ่อเองก็บอกว่าคุณพสุธาใส่ใจคุณหินมาก ดังนั้นแล้ว ขอแค่คุณหินมีความสุข คุณพสุธาต้องพอใจแน่”
พีรวิชญ์ก็คิดตรงกันกับพนักงานของเจ้าตัว
“เราจะไปส่งมอบของขวัญให้คุณศิลา แต่จะใช้ข้ออ้างอะไรดีล่ะ คุณศิลาไม่รู้จักพวกเราสักหน่อยนี่นา” ปลื้มปีติพูดขึ้นมา ตอนนี้เขา พ่อของเขาอย่างทนายเกษม และคุณวินิจ กำลังนั่งปรึกษากันอยู่
พวกเขาคุยเรื่องนี้กันมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้ออ้างที่ดีได้
“พวกคุณน่ะไม่เท่าไร แต่ผมเคยเจอคุณหิน และคุณนะโมตอนแอบอ้างเป็นพนักงานเอารถยนต์ไฟฟ้าไปส่ง ถ้าเกิดคุณสองคนเขาจำผมได้ คุณพสุธาได้ตัดเงินเดือนผมแน่” คุณวินิจเป็นผู้ที่กลุ้มใจที่สุด ตอนนั้นคิดอยากให้เจ้านายจำได้ จึงออกตัวด้วยตัวเอง ตอนนี้เลยตกหลุมที่ตัวเองขุดเอาไว้
“เรื่องนี้ก็เรื่องหนึ่ง แล้วเรื่องของขวัญล่ะ แน่ใจใช่ไหมว่าของขวัญที่เลือกไว้ดีพอแล้ว” ทนายเกษมพูดขึ้นมาบ้าง เขามองไปยังกล่องของขวัญที่เตรียมเอาไว้ เป็นใบสมัครสอบรอบพิเศษ สำหรับนักศึกษาคณะบัญชีภาคพิเศษ ที่เรียนเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น จากมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์
ความจริงการสมัครรอบพิเศษนี้ได้ปิดรับไปแล้ว แต่ทนายเกษมได้ใช้เส้นสายไปมาก เพื่อให้ได้ใบสมัครนี้มา นับได้ว่าไม่เสียเงิน แต่ติดหนี้น้ำใจคนจำนวนมาก ถือว่าเป็นของขวัญที่ราคาแพงไม่น้อยเลย
“ผมว่าของคุณน่ะดีมาก แต่ของผมนี่สิ” คุณวินิจพูดแล้วถอนหายใจ
“ของคุณก็ดีมากนะ เป็นกระเป๋าสะพายที่ดูเรียบ ๆ ไม่มีสัญลักษณ์แบรนด์ แต่เฉพาะเศรษฐีผู้ดีเท่านั้น ถึงจะมองออกว่าราคามันสูงถึงหกหลัก คุณพสุธามองออก คุณศิลาก็รับอย่างสบายใจ คุณคิดได้รอบคอบจริง ๆ” ทนายเกษมกล่าวชม นั่นทำให้คุณวินิจยิ้มขึ้นมาได้ ทั้งยังหัวเราะ ‘ฮี่ ๆ’ อย่างภูมิใจในตัวเองด้วย
พสุธาไม่รู้ว่าเพราะต้องการเอาใจเขา ผู้ที่จะมาร่วมงานวันเกิดของศิลา แต่ละคนจึงคิดกันหัวแทบแตก ว่าจะมอบของขวัญอะไรถึงจะเหมาะสม
ตอนนี้พสุธาก็มารับของขวัญวันเกิดที่สั่งทำให้พี่ชายโดยเฉพาะ
“มั่นใจใช่ไหมว่ามันถูกทำลายไม่ได้” พสุธาถามออกไป พลางรับกำไลข้อมือที่ทำจากวัสดุอลูมิเนียมอัลลอยด์ ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานอวกาศ
แน่นอนว่าเมื่อใช้วัสดุระดับนี้มาทำกำไล มันย่อมไม่ใช่กำไลธรรมดาอยู่แล้ว แต่เป็นกำไลที่เอาไว้ใช้ติดตามตัว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พสุธาก็จะรู้
นี่ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขาโรคจิต แต่เพราะความกังวลของปฐพี เรื่องที่เขาจะถูกลอบทำร้าย ทำให้พสุธาตระหนักได้ว่า ตอนนี้ตัวตนของเขาก็ไม่ได้เป็นความลับสักเท่าไร มีคนมากมายที่รู้ว่าเขามีทรัพย์สินอยู่เท่าไร เขาไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเอง แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนพยายามจะลักพาตัวพี่ชาย และเพื่อนของเขาไปเรียกค่าไถ่
ดังนั้นพสุธาจึงขอให้แฟรงค์ช่วยทำกำไลนี้ขึ้นมาสิบวง ให้พี่ชายของเขาหนึ่งวง ให้นะโมหนึ่งวง ให้เฮียโก้อีกหนึ่งวง ส่วนที่เหลือเขาจะพิจารณาอีกทีว่าควรให้ใครบ้าง
“ไม่ถึงขั้นทำลายไม่ได้ แต่ก็ทำลายได้ยากมากครับ ที่ยากกว่าคือการถอดออกจากข้อมือ”
“นี่ถือว่าไม่ใช่ข้อดีหรือเปล่า ถ้าฉันเป็นโจร รู้ความสำคัญของกำไลนี้ ถ้าถอดไม่ออก ฉันจะตัดข้อมือเหยื่อทิ้งเลย” พสุธาพูดออกไป
แฟรงค์มุมปากกระตุก เขาเองก็รู้ข้อเสียนี้เช่นกัน
“เพราะอย่างนั้น รูปลักษณ์ของกำไลวงนี้ จึงออกแบบให้ธรรมดาที่สุด ยากจะมองออกว่ามันมีคุณสมบัติพิเศษอะไร” แฟรงค์ตอบ
“อืม ก็ถือว่าพอใช้ถูไถไปได้ก่อน จริงสิ เรื่องคนที่ผมขอไว้ล่ะ”
“จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ สามสิบคน แบ่งเป็นสองทีม ทีมละสิบห้าคน ในแต่ละทีม ก็จะแบ่งเป็นทีมย่อยอีกสามทีม ทีมละห้าคน ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันสามกะ กะละแปดชั่วโมง”
“ได้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดล่ะ” พสุธาถาม เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะโอนเงิน ทว่า
“นายน้อยเรียกใช้คนของตัวเอง จะมีค่าใช้จ่ายได้ยังไงล่ะครับ”