LNCrawler

43. ตอนที่ 42

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 42

“ไหน มึงไปซื้ออะไรมา” เมื่อพสุธากลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้รับคำถามจากนะโมในทันที

“นี่ไง” พสุธายกลูกหมูที่มีขนาดตัวราว ๆ ห้ากิโลกรัมให้นะโมดู

“กูจะทำหมูหัน” พสุธาบอกเพื่อน

“โห มึงเล่นใหญ่นะเนี่ย ไหนจะอาหานที่ซื้อมาจากตลอดอีก”

“ช่วยไม่ได้ วันนี้คนเยอะกว่าทุกปี ก็ต้องจัดใหญ่จัดเต็มหน่อย อีกอย่างชีวิตเราดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ยังจะกระเบียดกระเสียนกินใช้อีก ก็ไม่ใช่เรื่อง” พสุธายักไหล่พูด ก่อนจะนำลูกหมูที่ตายแล้วไปวางไว้ในครัว

“แล้วก็นี่ด้วย มีให้คนละวง” พสุธาส่งกำไลที่ตัวเองสั่งทำมา ให้กับศิลา และนะโมคนละวง

“อยู่ ๆ มึงซื้อกำไลมาทำไมเนี่ย เปลืองเงินเปล่า ๆ” ถึงนะโมจะพูดแบบนั้น แต่ก็ยังสวมเข้าที่ข้อมือของตัวเอง

“เอาไว้ใส่เป็นครอบครัว มึงดูสิ เหมือนกันเลย” พสุธาชูมือข้างที่สวมกำไลให้เพื่อนดู

“อันนี้ถือเป็นของขวัญวันเกิดหินด้วย” พสุธาพูดกับศิลา

ศิลาก็ยิ้มอย่างมีความสุข ขณะที่นะโมแกล้งเบ้ปากใส่เพื่อน

“มึงขี้เหนียวเกินไปแล้ว มีอย่างที่ไหน เหมารวมของขวัญแบบนี้”

“ก็เพราะของขวัญที่กูให้หิน ไม่ใช่แค่กำไล แต่การหมายถึงครอบครัวยังไงล่ะ” พสุธายักคิ้วตอบกลับไป ทำให้ศิลาตาแดงก่ำขึ้นมา ขณะที่นะโมก็ชะงักกึกไป ก่อนจะรู้สึกถึงขอบตาที่ร้อนผ่าวของตัวเอง

นะโมแกล้งเงยหน้ามองเพดาน ก่อนจะพูด

“แหม มาเวย์ซึ้งนะมึง”

พสุธาหัวเราะใสลำคอใส่เพื่อน

“อยากร้องก็ร้องกันเองสองคน ปลอบกันเองสองคนไปก่อนแล้วกัน จะไปทำอาหารก่อนแล้ว” พสุธาพูดก่อนจะเดินกลับเข้าห้องครัวไปอีกครั้ง

คำพูดของพสุธา ทำให้บรรยากาศซึ้ง ๆ ก่อนหน้านี้หายวับไปกับตา นะโมพ่นลมหายใจทางจมูกอย่างหมั่นไส้เพื่อนที่ชอบทำลายบรรยากาศ ส่วนศิลาหัวเราะเบา ๆ อย่างมีความสุข

ครอบครัว ใช่ พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน

 

“นี่มันของที่เอาไว้ทำข้าวกล่องให้พวกเฮียโก้ไม่ใช่เหรอ มึงเอามาทำกินวันนี้ได้เหรอ” นะโมถามพสุธา เมื่อเห็นว่าพสุธาหยิบวัตถุดิบพรีเมียมจากในตู้เย็นออกมาด้วย

“นี่ไม่ใช่ส่วนของพวกเฮียโก้ พวกนี้กูซื้อมาเตรียมไว้สำหรับวันนี้โดยเฉพาะ” พสุธาตอบกลับไป

“หา นี่ดินเอาเงินจากไหนมาซื้อเยอะแยะ อย่าบอกนะว่าเป็นเงินเก็บทั้งหมด ดินทำแบบนี้พี่เสียใจนะ” ศิลาพูดขึ้นมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด คิดว่าน้องชายยอมเอาเงินเก็บออกมาซื้อของพวกนี้ทั้งหมด เพราะรู้ว่าเพื่อนที่ทำงานของเขาจะมากินเลี้ยงด้วย ก็เลยต้องการสร้างหน้าตาให้กับเขา

ศิลาไม่รู้ว่าค่าอาหารพวกนี้ ยังห่างไกลจากเงินเก็บทั้งหมดที่พสุธามี ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนกับการถอนขนวัวออกมาเส้นหนึ่ง

พสุธาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะพูดตอบ

“จำคนที่ดินเคยช่วยไว้เมื่อสามปีก่อนได้ไหม” พสุธาถามขึ้นมา

“จำได้ คนที่มึงมาแบ่งข้าววัดไปให้กินใช่ไหม” นะโมเป็นคนตอบ เขาไม่เคยเจอคนที่พสุธาช่วยหรอก แต่จำได้ว่าพสุธาเคยช่วยคนเอาไว้คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าช่วยยังไง รู้แต่ว่าตอนหลังก็มาขอแบ่งข้าววัดไปให้คนคนนั้นกิน

“ที่จริงเขาเป็นมหาเศรษฐี เมื่อไม่กี่วันก่อนเขามาหา เอาเงินมาให้ก้อนหนึ่ง แล้วก็รถยนต์อีกคันหนึ่ง เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้” พสุธาคิดว่าเรื่องรถยนต์ราคาสามร้อยกว่าล้านนั่นปิดไว้ได้ไม่นาน สุดท้ายได้แต่จำใจยกลูคัสมาอ้าง คิดว่าเป็นเหตุผลที่น่าเชื่อถือที่สุดแล้ว แม้ว่ามันจะดูเหมือนฉากในซีรีส์แนวตั้งไปหน่อยก็ตาม

แต่ชีวิตของเขาก็มีฉากซีรีส์แนวตั้งเยอะแล้ว เพิ่มไปอีกสักฉากหนึ่ง ก็ไม่เห็นเป็นไร

ฝั่งศิลา และนะโมก็ตื่นตะลึง

“อะไรนะ เป็นมหาเศรษฐีเหรอ นี่มันเหมือนในนิยายเลยนี่หว่า ว่าแต่ทำไมกูไม่เห็นรถที่มึงว่าเลย” นะโมถามอย่างสงสัย เพราะในโรงจอดรถ ก็เห็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าของศิลาเท่านั้น

“จอดอยู่ในโรงจอดรถติดแอร์นู่น กูไม่กล้าเอาออกมาขับ คิดอยู่ว่าจะเอาไปคืน ของราคาแพงขนาดนั้น กูจะรับไว้ได้ยังไง” พสุธาแกล้งเล่นละคร ซูเปอร์คาร์คันนั้นเป็นรางวัลที่เขาได้มาจากภารกิจ เขาจะเอาไปคืนใครได้ล่ะ อีกอย่างต่อให้คืนได้ ก็ไม่คืนหรอก

ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง จะบอกว่าเขาไม่ชอบซูเปอร์คาร์คันนั้นก็ไม่ได้ มันทั้งสวย ทั้งแพงจริง ๆ

“หือ มึงจะคืนทำไมล่ะ ถ้าเขาเป็นมหาเศรษฐีจริง ๆ เงินค่ารถไม่กี่ล้าน ก็ไม่แพงเกินกว่าราคาชีวิตของเขาหรอกมั้ง” นะโมคิดว่ารถยนต์ที่พสุธาพูดถึง อย่างมากก็ราคาสี่ถึงห้าล้านเท่านั้น นี่เป็นคาดคะเนจากการที่คิดว่าอีกฝ่ายใจป้ำ ไม่ขี้เหนียว

“ว่าแต่กูขอไปดูหน่อยได้ไหม” ในฐานะของช่างซ่อมรถยนต์ นะโมก็กระตือรือร้นกับเรื่องรถมาก

“อยู่ในโรงจอดรถ มึงอยากดูก็ไปดูสิ” เมื่อพสุธาพูดจบ นะโมก็วิ่งออกไปไวปานจรวด พสุธาส่ายหน้า มุมปากมีรอยยิ้ม

เขามั่นใจมากว่านะโมจะต้องหลงใหลในรถคันนั้นอย่างแน่นอน

ฝั่งนะโม เมื่อวิ่งมาถึงโรงจอดรถติดแอร์ เขาก็อ้าปากค้าง เมื่อเห็นบูแกตติ เซนโตดิเอซี สีเงินโฉบเฉี่ยว แต่ไม่ขาดความหรูหราสง่างาม จอดเด่นอยู่ในโรงจอดรถ

“นี่ นี่มัน..” นะโมพึมพำอย่างติดอ่าง ในฐานะช่างซ่อมรถยนต์ ที่ตอนนี้ทำงานอยู่ในศูนย์บริการรถยนต์อันดับต้น ๆ ของประเทศ เขาได้พบเห็นซูเปอร์คาร์หลายต่อหลายคัน ยังเคยได้ลงมือซ่อมด้วย ดังนั้นเขาจึงหลงใหลในซูเปอร์คาร์มาก ว่าง ๆ ก็นั่งดูข้อมูล เพราะฉะนั้นแล้ว เขาย่อมรู้จักซูเปอร์คาร์ที่จอดอยู่ตรงหน้าเขา

รถคันนี้มีเพียงแค่สิบคันในโลกเท่านั้น อีกทั้งราคายังสูงถึงสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสามร้อยกว่าล้านบาท!

นี่มันเรื่องจริงเหรอ ต้องรวยขนาดไหนกันแน่ ถึงได้ส่งซูเปอร์คาร์ระดับนี้มาเป็นของตอบแทนบุญคุณ ต่อให้ใจป้กแค่ไหน ก็ไม่น่าจะทุ่มได้ขนาดนี้ล่ะมั้ง นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

หรือว่าโลกนี้จะเป็นซีรีส์แนวตั้งแบบที่เพื่อนของเขาชอบพูดเล่นจริง ๆ เพราะมีแต่ในซีรีส์แนวตั้งเท่านั้นแหละ ที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้

นะโมยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยในโลกใบนี้แล้ว

พสุธาไม่รู้เลยว่าคำโกหกของเขา จะทำให้เพื่อนถึงขนาดสงสัยในโลกใบนี้แล้ว

ช่างบาปกรรมจริง ๆ

นะโมหลังจากที่ยืนดูรถอยู่สักพักหนึ่ง เขาก็วิ่งกลับไปหาพสุธา

“ไอ้ดิน นั่นมันของจริงหรือเปล่า หรือว่าแค่โมเดล” ถึงจะคิดว่าเพื่อนไม่หลอกลวงตัวเองแน่ แต่นะโมก็ยังยากจะชื่อว่าจะมีคนยกรถราคาหลายร้อยล้านให้คนอื่นง่าย ๆ แบบนี้

“จริงหรือปลอม มึงเอาไปขับเองก็รู้แล้ว” พูดแล้วพสุธาก็โยนกุญแจรถให้นะโม

นะโมเห็นเพื่อนสนิทโยนกุญแจรถมา เขาก็ผวาเข้าไปรับด้วยสีหน้าเผือดสี

“ไอ้ห่านี่ มึงโยนมาอย่างดีได้ยังไง” นะโมด่าเพื่อน หัวใจเขาแทบวาย กลัวว่าตัวเองจะรับกุญแจรถไม่ทัน ทำให้มันร่วงกระแทกพื้น

“มึงอย่าเวอร์ไปหน่อยเลยน่า ก็แค่กุญแจรถ ไม่ใช่กระเบื้องลายคราม ตกไปก็ไม่เสียหายหรอก”

“นี่มันไม่ใช่แค่กุญแจรถ แต่มันคือกุญแจรถราคาสามร้อยกว่าล้านนะโว้ยยยย” นะโมพูดเสียงดัง แต่ศิลานั้นอึ้งไปแล้ว

“โมบอกว่ารถคันนั้นมันราคาเท่าไรนะ” ศิลาถามนะโมอย่างตื่นตะลึง

“สิบล้านดอลลาร์ หรือสามร้อยสามสิบสามล้านกว่าบาทครับพี่” นะโมก็ตอบเสียงเน้นย้ำ เขาถลึงตามองเพื่อนที่โยนกุญแจรถมาราวกับมันราคาแค่สามบาท

“นี่ ทำไมถึงให้ของราคาแพงขนาดนี้ล่ะ ดิน เขาต้องการให้ดินทำอะไรให้เขาหรือเปล่า” หลังจากความอึ้งแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือความกังวล

คำถามนี้ของศิลา ทำให้นะโมมองเพื่อนอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน

จริงสิ เขามัวแต่ตื่นเต้นกับรถ จนลืมคิดไปเลยว่าถ้ามอบของมูลค่าสูงขนาดนี้ให้ จะไม่มีจุดประสงค์แอบแฝงเลยจริง ๆ น่ะเหรอ

“ไม่ต้องห่วงหรอก ก็แค่ให้เป็นของรางวัล ไม่ได้เรียกร้องอะไร” พสุธาพูดตอบเสียงเนิบ แล้วกลับไปทุ่มสมาธิให้กับการทำอาหารต่อ

นะโมหันไปสบตากับศิลา แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวล และความเป็นห่วง แต่ต่อมาก็ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่น

พวกเขากังวลอะไรกัน ที่ผ่านมาครั้งไหนบ้างที่พสุธาตัดสินใจผิดพลาด ไม่เคยมีเลยสักครั้ง

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว สีหน้าของทั้งคู่ก็ดีขึ้นมาก

“วันนี้จะกินที่ไหน สนามหญ้า หรือว่าสวนดอกไม้ข้างหลัง หรือว่าศาลาริมน้ำ หรือว่าข้างสระว่ายน้ำดี” นะโมถามพสุธา

“ถามอะไรกูล่ะ ถามเจ้าของวันเกิดสิ” พสุธาที่ทำอาหารอยู่ ก็ตอบโดยไม่หันมามอง เพราะสำหรับเขาแล้ว จะกินที่ไหนก็เหมือนกัน

“ถ้าสนามหญ้ายุงจะกัดไหม เอาเป็นที่ริมสระว่ายน้ำดีไหม เผื่อว่าจะมีใครอยากเล่นน้ำด้วย”

“จะให้เล่นเหรอพี่ งั้นเราก็ต้องทำความสะอาดเหนื่อยเลยสิ”

“ไม่เป็นไร อยากเล่นก็เล่น สระน้ำมันมีระบบเปลี่ยนน้ำ แค่กดปุ่มไม่กี่ปุ่มก็ได้แล้ว” พสุธายังคงพูดโดยที่ไม่ได้หันมามอง

“งั้นก็เจ๋งเลย ว่าแต่ทำไมมึงไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้ ไม่อย่างนั้นก็ได้เล่นน้ำไปนานแล้ว”

“ก็มึงไม่ถามล่ะ” พสุธาก็ไม่ได้อ่อนข้อให้เพื่อน

“ไปเถอะ พวกเราไปจัดเตรียมสถานที่กัน” ศิลากลัวว่าแมวขาวกับแมวส้มจะตะปบกัน เขาจึงได้รีบชวนนะโมออกไป

ฝั่งพสุธา เมื่อพี่ชายกับเพื่อนสนิทออกไปจากครัวแล้ว เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนรายการอาหารที่จะทำ

ในเมื่อศิลาเลือกที่จะจัดปาร์ตี้ริมสระน้ำ งั้นเขาคิดว่าการทำบาร์บีคิวก็ดูจะเข้าท่าอยู่เหมือนกัน นอกจากนี้ก็มี แซนวิชม้วนที่ใช้แป้งตอร์ติญาแทนขนมปัง สแมชเบอร์เกอร์ หรือถ้าใครไม่ชอบเนื้อ หรือกำลังลดความอ้วน งั้นก็มีสลัดแตงโมเฟต้า สลัดมันฝรั่งแอนติพาสโต ส่วนใครที่ชอบอาหารทะเล ก็มีกุ้งห่อผักชีมะนาว ทะเลถัง ด้านเครื่องดื่มก็มีทั้งน้ำอัดลม แล้วก็ค็อกเทล อ้อ ยังมีเบียร์ด้วย

เรียกได้ว่าพสุธาจัดเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

เมื่อคิดรายการอาหารเรียบร้อยแล้ว พสุธาก็เริ่มลงที่ซอสบาร์บีคิว หัวใจหลักของบาร์บีคิว ก็อยู่ที่ซอสเนี่ยแหละ ส่วนพวกเนื้อ รอให้ศิลา และนะโมมาช่วยเสียบ

แต่นะโมและศิลายังจัดสถานที่ไม่ทันเสร็จ ก็มีแขกมาถึงบ้านเสียก่อน และก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เป็นสามหนุ่มสามมุมอย่างปฐพี เฮียโก้ และพันไมล์

นะโมเป็นคนกดเปิดประตูรั้วให้ จากนั้นรถสองคันก็แล่นเข้ามา ปฐพีนั้นขับรถมาคนเดียว ส่วนรถของเฮียโก้ มีพันไมล์นั่งมาด้วย

“ทำไมมาถึงกันเร็วจังล่ะครับ สถานที่และอาหารยังไม่พร้อมเลย” ศิลาพูดอย่างเกรงใจ

“ก็ไม่ได้จะมารอกินอย่างเดียวนี่ จะมาช่วยด้วย ไอ้ดินอยู่ในครัวเหรอ” เฮียโก้พูดตอบ

“ไม่อยากคุยกับคนขี้โกหก” ศิลาหันหน้าหนีเฮียโก้ พูดเสียงขึ้นจมูก

เฮียโก้เกาจมูกตัวเอง แล้วหัวเราะแห้ง ๆ

“ไม่ได้โกหกนะ วันนั้นมันลืมตัวเฉย ๆ อย่าโกรธเลยน่า” เฮียโก้พูดแล้วก็หยิบกล่องของขวัญออกมา

“นี่เอาของขวัญมาง้อแล้วไง”

“นี่มันของขวัญวันเกิดไม่ใช่เหรอเฮีย เหมารวมเป็นของง้อเลยเหรอ โหหห ขี้เหนียวเหมือนไอ้ดินเลย” นะโมพูดเย้าแหย่

“มึงนี่มันบ่าวช่างยุนะ” เฮียโก้แกล้งชี้หน้านะโม แต่อีกคนสลดที่ไหนกันล่ะ

“โน โน นี่ไม่ใช่ช่างยุ นี่คือช่างนะโม ช่างที่หล่อที่สุดในคาร์พิท เซอร์วิส” นะโมพูดแล้วก็เชิดคาง

“ใครเขาโกหกมึงวะน่ะ” เฮียโก้ก็ถามอย่างล้อเลียน แต่ก็โดนศิลาดุ

“ห้ามว่าโมโกหก โมไม่โกหกเหมือนโกโก้หรอก”

เฮียโก้รู้สึกเหมือนว่าวันนี้ตัวเองก้าวขาออกจากบ้าน เพราะไม่ว่าจะพูดอะไร ก็ทำให้คนใจเย็นอย่างศิลาโกรธเขาได้ทุกที

“เอ่อ ไปช่วยไอ้ดินทำอาหารดีกว่า” สู้ไม่ได้ ก็ชิ่งหนีดีกว่า

เฮียโก้พูดจบแล้วก็ก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปในบ้าน ก่อนที่เขาจะทันได้สังเกตว่ามีคนที่เร็วกว่าเขาไปหลายก้าว

“ไอ้ป๋า มึงเข้ามาเร็วจังวะ”

“มึงช้าเอง” ปฐพีพูดกับเพื่อนอย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปพูดกับพสุธา

“จะทำบาร์บีคิวเหรอ งั้นพี่ช่วยเอาเนื้อเสียบไม้นะ”

“ทำเป็นใช่ไหมครับ” พสุธาถาม

“ทำเป็นสิ พี่ก็เคยทำบาร์บีคิวกินกันที่บ้านนะ” ปฐพีรู้สึกเหมือนโดนดูถูกมาก งานง่าย ๆ แบบนี้เขาก็ทำเป็นนะ

“ถ้าอย่างนั้นก็ยกหน้าที่นี้ให้คุณป๋าเลยนะครับ” พสุธาพูด ก่อนจะหันไปหาเฮียโก้

“เฮียก็อย่ามัวยืนเก๊ก มาช่วยคุณป๋าเสียบบาร์บีคิวเลย”

“ไอ้น้องตัวดี ทีกับพี่ล่ะเสียงแข็ง กับผู้ชายล่ะเสียงอ่อนเสียงหวาน”

“แล้วเฮียไม่ใช่ผู่ชายเหรอ” พสุธาเลิกคิ้วกลับไป

“ใช่หรือไม่ใช่ มึงมาลอง..” พิสูจน์ดู

สองคำหลังเฮียโก้ไม่ได้พูดออกไป เพราะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่มาจากคนข้าง ๆ

เฮียโก้เริ่มอยากจะหนีอีกครั้ง และเขากำลังพิจารณาว่าระหว่างการโดนรังสีอำมหิตของปฐพี กับการถูกศิลาทำแก้มพองลมใส่ อันไหนรับมือได้ยากกว่ากัน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจอดทนอยู่ในครัวต่อไป

อยู่ต่อหน้าไอ้ดิน ไอ้ป๋ามันไม่กล้าใช้กำลังกับเขาหรอกมั้ง ไม่อย่างนั้นก็เสียภาพลักษณ์แย่

เฮียโก้ให้กำลังใจตัวเองอยู่ในใจ ก่อนจะทำเป็นก้มหน้าก้มตาเสียบบาร์บีคิว

“คุณป๋า วันนี้มีอาหารทะเล แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ พวกเมนูอาหารทะเล จะทำหลังสุด ไม่มีการปนเปื้อนแน่นอน แล้วก็อาหารทะเลจะถูกแยกโซนออกไป คุณป๋าแค่ระวังไม่ให้ตัวเองเมาแล้วเผลอไปหยิบกินเข้าก็พอ” พสุธาพูดกับคนที่แพ้อาหารทะเลเพียงคนเดียวในที่นี้

“แหม เอาใจใส่กันดีจริง ๆ เลยนะ” เฮียโก้อดไม่ได้ที่จะเบะปาก

พสุธาหันไปถลึงตามองเฮียโก้

“นี่คือความรับผิดชอบของคนทำอาหารต่างหาก คนที่แม้แต่คำพูดของตัวเองยังรับผิดชอบไม่ได้ คงจะไม่เข้าใจสินะ” พสุธาแกล้งเยาะเย้ย

เฮียโก้สะดุ้งโหยง เพราะเพิ่งถูกศิลาโกรธด้วยเรื่องนี้มา

“พี่มึงขี้งอนจริง ๆ เรื่องผ่านมาหลายวันแล้ว ยังไม่เลิกโกรธกูอีก” เฮียโก้รู้สึกจนใจอยู่ไม่น้อย

“หินไม่ชอบคนผิดสัญญาที่สุด ต่อไปก็ระวังนะเฮีย อย่าสัญญาอะไรพล่อย ๆ กับหินอีก” พสุธาพูดอย่างจริงจัง

“เออน่า กูไม่กล้าแล้ว” เฮียโก้พูดตอบ และก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรอีก ก็ได้ยินเสียงกดกริ่ง

“ใครมาอีก ทำไมมากันเร็วจริง” พสุธาพึมพำ ก่อนจะพูด

“เฮีย ไปดูให้หน่อยสิ”ล

“เอ๊ะในเด็กนี่ เดี๋ยวนี้มันใช้พี่มันคล่องจริง ๆ เลยนะ”

“หรือไม่งั้นเฮียมาทำอาหาร เดี๋ยวผมไปดูเอง”

“ดินน้องรัก มึงทำไปเถอะ เฮียยังรอกินของอร่อยอยู่” เฮียโก้พูดจบก็วิ่งออกจากครัวไปอย่างรวดเร็ว

แต่ตอนที่เฮียโก้วิ่งมาถึงหน้าบ้าน ก็เห็นว่ามีรถแล่นเข้ามาจอดแล้ว คนที่เพิ่งมาถึง เป็นคนที่เขาไม่คุ้นหน้าเลยทั้งสองคน

เฮียโก้ไม่คุ้นหน้า แต่ถ้าพสุธายืนอยู่ตรงนี้ จะต้องคุ้นแน่ ๆ เพราะว่าคนที่เพิ่งมาถึง ก็คือคุณวินิจ และปลื้มปีตินั่นเอง

“พวกคุณมาจากบริษัทเท็นซีเหรอครับ” เฮียโก้ถามคุณวินิจ และปลื้มปีติ เขาคิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานของศิลา สายตาของเขาก็จับจ้องอยู่ที่ปลื้มปีติเป็นพิเศษด้วย

“อ้อ ไม่ใช่ครับ พวกเราเป็นคนสนิทของเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ วันนี้ได้ยินว่าเป็นวันเกิดของคุณศิลา จึงมาร่วมอวยพรและส่งมอบของขวัญครับ” คุณวินิจเป็นผู้ตอบ ซึ่งคำตอบนี้ พวกเขาทั้งสามคนช่วยกันคิดมาเรียบร้อยแล้ว

ต้องบอกว่าเป็นคำตอบที่ชาญฉลาดมาก เพราะไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย พวกเขาต่างก็ทำงานให้กับพสุธา เรียกว่าเป็นคนสนิทก็ได้ และพสุธาเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้จริง ๆ

คำตอบที่ไร้ที่ตินี้ เฮียโก้ก็รู้สึกแปลกใจมาก

เดี๋ยวนี้เจ้าของบ้านใจดีกันขนาดนี้แล้วเหรอ นอกจากให้เช่าบ้านในราคาถูกแล้ว ยังให้คนสนิทมาส่งมอบของขวัญให้อีก

เหลือจะเชื่อเลยจริง ๆ

เพราะไม่น่าเชื่อ เฮียโก้จึงได้มองอย่างสงสัยต่อไป

“นี่นามบัตรของพวกเราครับ” คุณวินิจอ่านสายตาคนเก่งมาก เขายื่นนามบัตรให้กับเฮียโก้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้จัดการใหญ่ตึกเกรซ และผู้ช่วยพิเศษของเจ้าของซอร์กรุ๊ป คิ้วที่ขมวดมุ่นก็คลายลงเล็กน้อย ก่อนจะดูนามบัตรของปลื้มปีติ เมื่อเห็นว่ามาจากสำนักงานทนายความที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของประเทศ เขาก็เชื่อว่าทั้งสองคนไม่ใช่มิจฉาชีพ

แต่ว่าความสงสัยก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เจ้าของบ้านส่งคนสนิทมาอวยพรยังไม่พอ ยังส่งคนระดับนี้มาอีก แค่เพราะวันเกิดของผู้เช่าบ้านเนี่ยนะ มีเรื่องดี ๆ แบบนี้ด้วยเหรอ

เฮียโก้สงสัยอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ยอมเชิญทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน ตอนนี้เขาถือว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพของงานแล้วเหมือนกัน ดังนั้นจึงพาแขกทั้งสองคนไปที่ห้องรับรองแขกก่อน แล้วเดินเข้าครัวไปเอาน้ำมาเสิร์ฟ

“สรุปว่าใครมาเหรอเฮีย” พสุธาถามเฮียโก้

“บอกว่าเป็นคนสนิทเจ้าของบ้าน มาอวยพรวันเกิดให้หิน ชื่อคุณวินิจ กับปลื้มปีติ มึงรู้จักหรือเปล่า” เฮียโก้ตอบ และถามกลับไป

ปฐพีชะงักมือที่กำลังเสียบบาร์บีคิว เขาลอบมองพสุธาอย่างสำรวจ

เขาเคยได้ยินชื่อของคุณวินิจ และปลื้มปีติมาก่อน คนหนึ่งเป็นผู้จัดการใหญ่ตึกเกรซ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นทนายความ และทายาทเจ้าของสำนักงานทนายความชื่อดัง

สองคนนี้ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกับพวกพสุธาได้ ดูเหมือนว่าพสุธาจะมีความลับอย่างที่เขาคิดไว้จริง ๆ

แต่ความลับของเจ้าตัวนี้ เขาจะไม่สืบหามันหรอก แต่เขาจะคอยดูว่าพสุธาจะเปิดเผยอะไรออกมาอีก

ฝั่งพสุธาเมื่อได้ยินว่าคุณวินิจ และปลื้มปีติมาถึงแล้ว เขาก็เลิกคิ้วเล็กน้อย

ทำไมสองคนนั้นก็มาเร็วเหมือนกันล่ะ

ขณะที่พสุธายังไม่ทันได้คำตอบ กริ่งที่รั้วบ้านของเขาก็ดังอีกแล้ว คราวนี้เฮียโก้ไม่รอให้ใครมีคำสั่ง เขาเดินออกไปพร้อมกับแก้วน้ำ หลังจากเสิร์ฟน้ำแล้วก็เดินไปหน้าประตู

ยังคงเป็นเหตุการณ์เดิม รถยนต์ยุโรปสำหรับผู้บริหารขับเคลื่อนเข้ามา ก่อนจะจอดลงในโรงจอดรถ จากนั้นก็มีชายหนุ่มในชุดสูทลำลอง เดินถือชื่อดอกไม้และกล่องของขวัญลงมาจากรถ

“สวัสดีครับ ผมเป็นรองประธานกรรมการบริหารบริษัทเท็นซี เป็นตัวแทนของบริษัทมาร่วมอวยพรวันเกิดคุณหินครับ” เป็นพีรวิชญ์นั่นเอง

พีรวิชญ์รีบมาแต่เร็ว เพราะเขาก็คิดจะมาช่วยจัดเตรียมงานเลี้ยงเช่นกัน

มาช่วยจัดเตรียมงานเลี้ยง ก็จะกลายเป็นเจ้าภาพ แต่ถ้ามาตอนงานเลี้ยงเริ่มแล้ว ก็กลายเป็นแค่แขกน่ะสิ

พีรวิชญ์คิดอย่างเจ้าเล่ห์

เฮียโก้มองพีรวิชญ์อย่างสำรวจ แต่ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูกชะตา

ไม่รู้เป็นอะไร แต่เขารู้สึกเหมือนว่าเจ้าหมอนี่เป็นหัวขโมย

เฮียโก้คิดอยู่ในใจ ก่อนจะกัดฟันไล่ความคิดนี้ แล้วเชิญคนที่เพิ่งจะมาถึงเข้าไปในบ้าน แล้วทิ้งแขกไว้ในห้องรับแขก ส่วนตัวเองก็เดินดุ่ม ๆ เข้าครัวไป

เมื่อพีรวิชญ์ได้พบกับคุณวินิจ และปลื้มปีติที่ห้องรับแขก พวกเขาก็ประสานสายตากัน ก่อนที่คุณวินิจจะแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

“สวัสดีครับ ผมวินิจครับเป็นผู้ช่วยพิเศษของท่านประธานพสุธา” น้ำเสียงของคุณวินิจนั้นราวกับกุ้ยเฟยที่ปรากฏโฉมต่อหน้านางสนมทั้งหลายที่เพิ่งถูกเลือกเข้าวังหลัง

“ผมปลื้มปีติ เป็นหุ้นส่วนและผู้ช่วยด้านกฎหมายของคุณพสุธาครับ” ปลื้มปีติก็ราวกับจะประกาศตัวถึงตำแหน่งเฟยของตัวเอง

พีรวิชญ์สัมผัสได้ว่าทั้งคู่มองตัวเองเป็นคู่แข่ง จากนั้นเขาก็แนะนำตัวด้วยรอยยิ้มบ้าง

“สวัสดีครับ ผมพีรวิชญ์ เป็นหุ้นส่วนของคุณพสุธา รวมถึงเป็นเพื่อนร่วมงานของคุณศิลาด้วย”

เฮอะ ใกล้ชิดฝ่าบาทกว่าแล้วยังไงล่ะ ฉันใกล้ชิดพระเชษฐาเพียงคนเดียวของฝ่าบาท ยังไม่แน่หรอกว่าใครจะเหนือกว่าใคร!