LNCrawler

45. ตอนที่ 44

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 44

ถ้าเป็นอาหารฝีมือของคุณพสุธาทำจริง ๆ พวกเราไปล้วงคอเอาอาหารที่กินเข้าไปในวันนี้ออกมาได้ไหม ต้องเก็บท้องเอาไว้ใส่อาหารที่คุณพสุธาทำนะ พวกเขาจะต้องกินให้มากที่สุดเท่าที่จะกินได้ เพราะว่าทั้งชีวิตนี้ อาจจะมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ที่พวกเขาจะได้กินอาหารจากฝีมือของมหาเศรษฐีระดับโลก!

พอรู้ว่าพสุธาเป็นพ่อครัวทำอาหารให้พวกเขาเอง แต่ละคนก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อยากจะวิ่งเข้าไปในครัว ไปช่วยพสุธาทำอาหาร

“พวกเราอยากไปช่วยคุณพสุธาทำอาหารนะ คนเยอะขนาดนี้ คุณพสุธาทำคนเดียวเหนื่อยแย่เลย” หนึ่งในเพื่อนร่วมงานของศิลาพูดขึ้นมา

“ไม่ต้องจริง ๆ ครับ ดินเวลาทำอาหาร เขาไม่ค่อยชอบให้ใครเข้าไปยุ่งเท่าไร” ศิลาก็สงสารน้องชายที่ต้องเหนื่อยคนเดียว แต่ก็อย่างที่เขาพูดไปนั่นแหละ หากว่าเจ้าตัวทำอาหารมื้อใหญ่ ก็ไม่ค่อยชอบให้คนอื่นเข้าไปวุ่นวายในครัว แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้เหมือนกัน

“แบบนี้คุณพสุธาคงเหนื่อยแย่เลย เกรงใจจริง ๆ ครับ” สิ้นเสียงนี้ นะโมที่วิ่งเข้าไปในครัวก่อนหน้านี้ ก็เดินกลับออกมาพร้อมกับรถเข็นเครื่องดื่มที่หรูหรา

หมายถึงตัวรถเข็นน่ะ ที่หรูหรา ส่วนพวกเครื่องดื่มก็เป็นยี่ห้อทั่ว ๆ ไป แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในเครืองของเลสต์เน่กรุ๊ป

แน่นอนว่าพสุธาไม่ยอมให้เงินของตัวเองไหลไปเข้ากระเป๋าคนอื่น ถ้ามันยังสามารถกลับเข้าไปในกระเป๋าของเขาได้ ยกเว้นก็แต่จะไม่มีทางเลือกจริง ๆ

ฝั่งเพื่อนร่วมงานของศิลา เมื่อเห็นนะโมเข็นรถเครื่องดื่มออกมา พวกเขาก็กรูกันเข้าไปช่วยในทันที

“พวกเราช่วยครับ”

“ใช่ ๆ คุณนะโมให้พวกเราช่วยเถอะค่ะ พวกเรามารบกวนแบบนี้ ต้องช่วยออกแรงบ้าง”

นะโมกะพริบตาปริบ ๆ กับความกระตือรือร้นของเพื่อนร่วมงานของศิลา อีกทั้งคนเหล่านี้ยังเรียกเขาเสียสุภาพ จนเขาขนลุกไปหมด ปกติเจอแต่คนเรียกไอ้โม ดีหน่อยก็นะโม เพิ่งจะมีคนเรียกว่าคุณนะโมก็ตอนนี้นี่เอง

ไม่สิ ที่คาร์พิท เซอร์วิส ก็เหมือนจะมีคนที่เรียกเขาอย่างสุภาพ และท่าทางที่ปฏิบัติต่อเขา ก็ค่อนข้างคล้ายกับคนกลุ่มนี้จริง ๆ

เหมือนจะมีอะไรแปลก ๆ แฮะ แต่เขาไม่รู้ว่ามันแปลกที่ตรงไหนเนี่ยสิ

เพราะนะโมมัวแต่เหม่อ รถเข็นเครื่องดื่มของเขาถึงได้ถูกยึดไปแล้ว พวกเขาเห็นว่าใกล้ ๆ นั้นมีซุ้มเครื่องดื่มตั้งอยู่

“เครื่องดื่มพวกนี้ ต้องเอาไปตั้งตรงนั้นใช่ไหมครับ” เพื่อนร่วมงานของศิลาถามขึ้นมา

“ฮะ อ้อ ใช่ครับ” นะโมหลุดออกจากภวังค์ เขาตอบอย่างไม่ค่อยมีสติไปชั่วครู่หนึ่ง และกว่าที่เขาจะนึกได้ แขกทั้งหลายก็พากันไปจัดเรียงเครื่องดื่มที่ซุ้มอย่างกระตือรือร้น

“เพื่อนร่วมงานของพี่นิสัยดีกันจริง ๆ เลยนะครับ กระตือรือร้นกันมากจริง ๆ” นะโมอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดกับศิลา

ศิลาก็พยักหน้าหงึกหงัก

“ใช่ ทุกคนดีมากจริง ๆ เป็นมิตร สุภาพ และให้เกียรติ” ศิลาพูดยืนยัน ก่อนจะพูดต่ออีกว่า

“ทางนี้พี่ฝากโมดูแลได้ไหม พี่จะเข้าไปในครัวสักหน่อย ดูว่าจะช่วยอะไรดินได้บ้าง”

“ไม่ต้องหรอกครับ ทางนั้นเขามีคุณปฐพีเป็นลูกมือเรียบร้อยแล้ว คุณพันไมล์จะช่วยยังถูกไล่ออกมาเลย”

“แล้วตอนนี้คุณพันไมล์ไปไหนแล้วล่ะ”

“ไปคุยโทรศัพท์น่ะครับ นั่นไง มาพอดีเลย” นะโมพูดจบยังไม่ทันไร พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาพอดี

“หินครับ ถ้าจะมีแขกมาเพิ่มอีกสามคน จะเป็นอะไรไหมครับ แขกสามคนนี้รู้จักกับน้องดินนะ” พันไมล์รีบอธิบาย

“ได้สิครับ ด้วยความยินดีเลย” ศิลาก็ตอบตกลงในทันที เมื่อได้ยินว่าเป็นคนรู้จักของน้องชาย

“งั้นฉันไปให้คำตอบกับพวกเขาก่อน พวกเขาต้องดีใจมากแน่ ๆ”

“ว่าแต่เป็นใครเหรอ เราจะได้ไปบอกดินถูก” ศิลาถามกับพันไมล์

“เป็นเพื่อนของไอ้ป๋า แล้วก็เป็นคนที่น้องดินช่วยชีวิตไว้ ชื่อแสงจันทร์ ตอนแรกป่วยหนัก แต่ว่าพอได้กินอาหารยาของน้องดิน สุขภาพก็ดีขึ้นมาก วันนี้ออกจากโรงพยาบาลได้พอดี ตั้งใจจะมาขอบคุณน้องดิน พอรู้ว่าวันนี้มีงานเลี้ยงวันเกิดของหิน ก็เลยยิ่งอยากมา” พันไมล์อธิบายให้ฟัง

ความจริงพันไมล์ก็ไม่ได้คุ้นเคยกับแสงจันทร์สักเท่าไร และเมื่อครู่นี้เขาก็ไม่ได้คุยโทรศัพท์กับครอบครัวของแสงจันทร์ด้วย ทว่าเขาคุยโทรศัพท์กับแม่ของปฐพี และแม่ของปฐพีก็ได้รับฝากมาจากพ่อแม่ของแสงจันทร์อีกที

พันไมล์ก็สงสัยว่าทำไมแม่ของเพื่อนสนิท ถึงไม่โทรศัพท์หาปฐพีเลย แต่มาติดต่อเขาแทน ซึ่งสงสัย แต่ก็ไม่กล้าถามออกไป

พันไมล์ไม่รู้ว่าคุณมาธาวีได้พยายามติดต่อหาลูกชายของเธอแล้ว แต่ลูกชายของเธอไม่ได้รับสาย ดังนั้นเธอจึงได้แต่ติดต่อมาที่พันไมล์แทน

ฝั่งศิลา และนะโม เมื่อได้ยินที่พันไมล์พูด พวกเขาก็ทำตาโต ถึงจะรู้ว่าอาหารยาของพสุธานั้นดีมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะดีถึงขนาดที่ทำให้คนป่วยหนักถึงกับหายดีออกจากโรงพยาบาลได้

“ดินเก่งจังเลย” ศิลาพึมพำชมน้องชายตัวเองอย่างมีความสุข แม้ว่าเขาจะอึ้งในตอนแรก แต่พริบตาต่อมาเขาก็รู้สึกว่าทำไมต้องอึ้งด้วย น้องชายของเขาเก่งขนาดนั้น มีอะไรบ้างที่เจ้าตัวจะทำไม่ได้ล่ะ

ศิลาเข้าโหมดคนหลงน้องชายโดยอัตโนมัติแล้ว

“เราไปบอกเรื่องนี้กับดินก่อนนะ ดินจะต้องดีใจมากแน่ ๆ เลย” ศิลาเชื่อว่าน้องชายของตัวเองจะต้องดีใจ ที่อาหารของเจ้าตัว สามารถช่วยชีวิตคนได้

ศิลาคิดอย่างมีความสุข ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาน้องชายที่ครัว

พันไมล์มองไปยังศิลา เขารู้สึกว่าศิลาน่าเอ็นดูกว่าน้องชายอย่างพสุธาเสียอีก ส่วนพสุธานั้น ความรู้สึกของเขาก็คือเคารพบูชา!

“น้องโมมีอะไรให้พี่ช่วยอีกไหม” พันไมล์หันมาถามนะโม

“พวกเครื่องเสียงยังไม่ได้ถูกยกมา พี่ไปช่วยผมยกหน่อยได้ไหมล่ะครับ” นะโมถามกลับไป

“ได้สิ” พันไมล์ก็ตอบรับอย่างเต็มใจ ดังนั้นพวกเขาจึงช่วยกันจัดสถานที่ต่อ ขณะที่เพื่อนร่วมงานของศิลาก็ไม่ได้อยู่เฉย พยายามจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีอะไรเหลือให้พวกเขาช่วยเลยก็ตาม

 

“หืมคุณแสงจันทร์ออกจากโรงพยาบาลวันนี้ แล้วก็จะมาร่วมงานวันนี้ด้วยเหรอ” พสุธาทวนคำพูดของศิลาอย่างแปลกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าแสงจันทร์จะออกจากโรงพยาบาลในวันนี้พอดี แล้วยังจะมาร่วมงานวันเกิดของศิลาอีก

“คุณป๋ารู้เรื่องนี้ไหมครับ” พสุธาหันไปถามปฐพี

“ไม่รู้เลย” ปฐพีก็แปลกใจเหมือนกัน แต่เมื่อคิดถึงประสิทธิภาพของอาหารยาจากฝีมือพสุธา เขาก็คิดว่าสมเหตุสมผลแล้ว

เมื่อร่างกายฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง และก็เป็นเพราะผลจากอาหารยา ไม่ใช่การรักษาหรือยาจากโรงพยาบาล ดังนั้นแล้วจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลต่อ กลับมาอยู่บ้านแล้วคอยกินอาหารยาบำรุงตัวเองดีกว่า ทั้งประหยัดเงิน ทั้งไม่ต้องทนอดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาล

“อาหารที่ทำวันนี้ ไม่ค่อยเหมาะกับผู้ใหญ่สักเท่าไร แบบนี้คงต้องทำอาหารเพิ่ม” พสุธาพึมพำ เขาไม่ได้รังเกียจอะไรที่ครอบครัวของแสงจันทร์จะมา ยินดีต้อนรับมากเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าอย่างไรพวกเขาก็มาอย่างจริงใจ

แม้ว่าจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่พสุธาก็รู้ว่าครอบครัวของแสงจันทร์นั้นจริงใจต่อเขา แม้ว่าสาเหตุจะมาจากความรู้สึกขอบคุณ และซาบซึ้งที่เขาช่วยแสงจันทร์เอาไว้ แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไร ขอเพียงอีกฝ่ายจริงใจ เท่านั้นก็พอแล้ว

“นายทำเองจะเหนื่อยเกินไป แบบนี้ดีกว่า สั่งอาหารจากร้านไอ้ไมล์มา พ่อครัวพวกนั้นเป็นลูกศิษย์นายนี่นา หลายวันมานี้ฝีมือพัฒนาไปมาก ถึงจะยังสู้นายไม่ได้ แต่ก็เหนือกว่าพ่อครัวจากภัตตาคารดัง ๆ แล้ว” ปฐพีเสนอ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมทำเองแป๊บเดียวก็เสร็จ อีกอย่างผมก็ทำอาหารที่ตั้งใจไว้แต่แรกเสร็จหมดแล้ว”

“ดิน เอาอย่างที่คุณปฐพีเสนอก็ดีนะ ดินจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป” ศิลาพูดขึ้นมา แม้ว่าเขาจะประหยัดจนเคยชิน แต่ถ้าเงินสามารถทำให้น้องชายของเขาเหนื่อยน้อยลงได้ เขาก็ยินดีจ่าย

“ไม่เหนื่อยหรอก การทำอาหารก็เป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่งนะ” พสุธาพูดตอบ

“งั้นดินจะทำเพิ่มกี่อย่าง” ศิลาถามเสียงเบา

“สักสี่อย่างดีไหม”

“งั้นดินทำสองอย่าง อีกสองอย่างสั่งซื้อดีไหม” ศิลาเสนอคนละครึ่งทางกับน้องชาย

“อย่ามาขัดขวางการอวดฝีมือน่า หินไปเล่นกับเพื่อนไป อย่ามาซนอยู่ในครัว” พสุธาไล่พี่ชาย

ปฐพีหลุดหัวเราะออกมา เพราะพสุธาทำเหมือนคุณแม่ที่ไล่ลูกชายจอมซน

“พี่ไม่ใช่เด็กแล้วสักหน่อย ไม่เล่นกับเพื่อนแล้ว” ศิลาพึมพำเบา ๆ

“ยี่สิบก็ยังเป็นเด็กนั่นแหละ”

“แล้วสิบแปดอย่างนายเรียกว่าอะไร หืม เด็กน้อย?” เป็นปฐพีที่พูดขึ้นมา เพราะอะไร เพราะเขาก็อายุยี่สิบเหมือนศิลายังไงล่ะ

พสุธาบอกว่าอายุยี่สิบยังเด็ก นั่นก็ไม่ใช่บอกว่าเขายังเป็นเด็กด้วยหรือไง

พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะไล่ทั้งพี่ชาย และปฐพีออกไปจากห้องครัว เขาจะทำอาหารต่อ

เมื่อถูกไล่แล้ว ทั้งปฐพี และศิลาจึงได้เดินสีหน้าเซื่องซึมออกมา

“เอ๊ คุณปฐพีใช่ไหมครับ ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่” เมื่อปฐพีและศิลาเดินมาถึงห้องครัว ก็มีประโยคนี้ดังขึ้น

พีรวิชญ์นั่นเองที่เป็นคนพูดขึ้นมา ส่วนคุณวินิจ และปลื้มปีตินั้นไม่แปลกใจ ด้วยรู้อยู่แล้วว่าพสุธาเคยทำงานกับปฐพี และตอนนี้ทั้งคู่ก็สนิทสนมกันไม่น้อย

“คุณพีรวิชญ์?” ปฐพีเอ่ยชื่อออกไปอย่างไม่แน่ใจสักเท่าไร พวกเขาเคยเจอกันบ้างตามงานสังคม แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยกัน

“ใช่ครับ ผมเป็นหุ้น หมายถึงผมทำงานอยู่ที่เท็นซีน่ะครับ วันนี้เลยถือโอกาสเป็นตัวแทนบริษัทมาร่วมงานวันเกิดคุณศิลา” พีรวิช์เกือบหลุดปากเรื่องที่พสุธาเป็นหุ้นส่วนของบริษัทเขาออกมาแล้ว

ปฐพีหรี่ตาเล็กน้อย เขาจับสังเกตได้ว่าพีรวิชญ์หยุดชะงักไปกลางครัน ก่อนที่จะเปลี่ยนคำพูด

“พนักงานบริษัทเท็นซีโชคดีจริง ๆ ที่ผู้บริหารให้ความสำคัญ ถึงขนาดเดินทางมาร่วมงานวันเกิดด้วยตัวเอง” ปฐพีพูดกลับไปด้วยรอยยิ้ม

เฮียโก้ก็รีบเสริมทันทีเลย

“นั่นน่ะสิครับ พนักงานที่บริษัทของคุณต้องดีใจมาก ๆ เลยใช่ไหมครับ”

พีรวิชญ์มุมปากกระตุก เขารู้สึกว่าตัวเองถูกไล่ต้อน เขาจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าพนักงานดีใจหรือเปล่า เพราะเขาก็เพิ่งเคยมาร่วมงานวันเกิดพนักงานเป็นครั้งแรก และหากมีอีกครั้งในอนาคต ก็คงจะเป็นวันนี้ในปีหน้านั่นแหละ

อะไรนะ วันเกิดของพสุธา เขาจะไม่มาร่วมงานเหรอ

ไม่ใช่ นั่นยังไงก็ต้องมา แต่ก็ไม่ใช่การมาร่วมงานวันเกิดพนักงาน แต่เป็นการ่วมงานวันเกิดของหุ้นส่วนคนสำคัญ!

ฝั่งศิลาก็ไม่รู้เลยว่าคำพูดของปฐพี และเฮียโก้นั้นแฝงความนัยอะไรไว้บ้าง เขายังพูดอย่างไร้เดียงสาว่า

“คุณพีใจดีจริง ๆ นะครับ มักจะซื้อของว่างอร่อย ๆ มาแจกพนักงานเป็นประจำเลย”

“หินก็กินอย่างอร่อยทุกวันเลยสินะ ไม่น่าล่ะ แก้มกลมขึ้นเยอะเลย” ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่เฮียโก้ยังยื่นมือไปบีบแก้มศิลาด้วย

ศิลาตีมือเฮียโก้เบา ๆ

“โกโก้ ไม่ล้างมือแล้วมาจับแก้มเรานะ”

“มือโก้สะอาดน่า ไม่ได้ไปจับอะไรสกปรกมาสักหน่อย” เฮียโก้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ ไม่ได้สลดเลยสักนิด แต่ก็ยอมปล่อยมือจากแก้มที่เริ่มกลมขึ้นมาบ้างแล้วของศิลา จากนั้นก็หันไปมองพีรวิชญ์

“คุณพีรวิชญ์ดีกับพนักงานจริง ๆ เลยนะครับ บริษัทเท็นซีมีพนักงานนับพันคน ซื้อขนมแจกทุกวัน คงต้องใช้เงินไม่น้อยเลย”

พีรวิชญ์มุมปากกระตุกอีกครั้ง เขาซื้อแจกทุกคนที่ไหน เขาซื้อแจกแค่แผนกบัญชี พูดให้ชัดก็คือ ต้องการให้แค่ศิลาเท่านั้นแหละ แต่เพราะถ้าให้แค่ศิลาแล้วจะดูมีพิรุธเกินไป เขาจึงต้องแจกทั้งแผนก

ไม่ใช่ว่าพีรวิชญ์ทำไม่ดีกับพนักงาน แต่ปกติแล้วบริษัทก็จะมีอาหารว่างเป็นพวกคุกกี้กับกาแฟให้อยู่แล้ว แค่เขาซื้อเพิ่มให้ศิลาเป็นพิเศษแค่นั้นเอง

“ก็ไม่ได้ใช้เงินมากเท่าไรหรอกครับ แค่อยากตอบแทนพนักงานบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ะครับ” พีรวิชญ์ตอบกลับมา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด

“จริงสิ เพื่อน ๆ ที่บริษัทของคุณมาแล้วใช่ไหม ผมว่าผมควรจะออกไปทักทายสักหน่อยดีหรือเปล่านะ” พีรวิชญ์พูดอย่างกระตือรือร้น

“คุณเป็นผู้บริหาร ออกไปทักทายพนักงาน หรือไปทำให้พนักงานเกร็งจนหมดสนุกกันแน่” เฮียโก้เบ้ปากพูด

พีรวิชญ์หันขวับมองเฮียโก้ ก่อนจะหันไปทำสีหน้ารู้สึกผิดใส่ศิลา

“ขอโทษนะครับ ผมแค่อยากมาร่วมงานวันเกิดของคุณ ไม่ได้ตั้งใจจะมาทำให้งานกร่อย หรือทำให้ใครหมดสนุกนะครับ”

“ไม่ ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ทุกคนอาจจะเกร็ง ๆ กันบ้าง แต่เชื่อว่าสุดท้ายต้องปรับตัวได้และสนุกสนานกันแน่นอนครับ” ศิลาพูดตอบ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เฮียโก้

โกโก้คนปากไม่ดี!

เฮียโก้สีหน้ามืดครึ้ม

“เครื่องดื่มวันนี้มีชาเขียวหรือเปล่า กลิ่นชาเขียวคลุ้งเลยนะเนี่ย” เฮียโก้พูดขึ้นมาลอย ๆ

ปฐพียิ้มมุมปาก มองอย่างสนุกสนาน เพราะก่อนหน้านี้เฮียโก้ใส่ไฟเรื่องแสงจันทร์ ทำให้เขาปวดหัวเล็กน้อย คราวนี้ถึงคราวที่เพื่อนตัวดีของเขาต้องปวดหัวบ้างแล้ว

ฝั่งกุ้ยเฟยและเต๋อเฟย ไม่ใช่ หมายถึงฝั่งของคุณวินิจ และปลื้มปีติก็สบตากัน พวกเขาคุยกันผ่านทางสายตา

‘ศึกชิงตำแหน่งหวางเฟยครั้งนี้ คุณเชียร์ใคร’

‘โกโก้ดีไหม พี่ที่สนิทของคุณพสุธา ดูจะวางใจได้มากกว่า’

‘แต่คุณพีรวิชญ์ก็ได้เปรียบที่ใกล้ชิดกว่า ยังใช้ข้ออ้างเรื่องงานเข้าหาได้ด้วยนะ’

‘โกโก้ดีกว่า นิสัยดูตรงไปตรงมา ตัวก็โต ปกป้องคุณหินได้แน่’

‘แต่คุณพีรวิชญ์ฉลาดและเจ้าเล่ห์ ส่วนคุณหินใสซื่อ อยู่ด้วยกันแล้วก็เติมเต็มกันได้นะ’

สองคนคุยกันผ่านทางสายตาอย่างสนุกสนาน ฝั่งท่านอ๋อง แค่ก หมายถึงฝั่งของศิลา เขาเห็นสองคนจ้องตากัน แล้วทำสีหน้าแปลก ๆ เขาก็มองอย่างงุนงง แต่ยังไม่ทันจะได้ถาม ก็ได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง

ศิลารีบขอตัวไปดู เขาคาดเดาว่าครอบครัวของแสงจันทร์คงจะมาถึงแล้ว เพราะว่าตอนนี้ก็เหลือแขกแค่ครอบครัวนี้ครอบครัวเดียวเท่านั้น

และก็เป็นจริงอย่างที่ศิลาคิด เป็นครอบครัวของแสงจันทร์นั่นเองที่มาถึง

ตอนที่ประตูรั้วเปิด คุณพันแสงก็ขับรถเข้ามาอย่างไม่ค่อยจะมั่นใจสักเท่าไร

“น้องดินอยู่บ้านหลังนี้แน่เหรอลูก น้องดินไม่ใช่ว่า...” ไม่มีเงิน

ประโยคหลังคุณจันทิมาไม่ได้พูดออกไป และก็ไม่ใช่ว่าเธอดูถูกพสุธา แต่ต่อให้คิดยังไง เธอก็นึกไม่ออกว่าเด็กที่โตมาอย่างยากลำบาก และตอนนี้ยังต้องทำงานล้างจานหาเลี้ยงตัวเอง จะอยู่คฤหาสน์หรูขนาดนี้ได้อย่างไร

“พันไมล์ปักหมุดมาให้ที่นี่นะครับ ต้องเป็นที่นี่นั่นแหละ ไม่ผิดแน่” แสงจันทร์พูดตอบมารดาอย่างมั่นใจ

“ผมคิดว่าน้องดินไม่ใช่เด็กธรรมดาหรอก น่าจะมีเบื้องหลังที่พวกเราไม่รู้” คุณพันแสงพูดขึ้นมา

“ต้องไม่ใช่เด็กธรรมดาอยู่แล้วสิ น้องดินเป็นเด็กอัจฉริยะ แล้วก็น่ารักมาก” คุณจันทิมาพูดทันที

พันแสงส่ายหน้า ที่เขาหมายถึงคือพสุธาไม่น่าจะยากจนอย่างที่พวกเขาเข้าใจกัน คนที่สามารถทำอาหารยาที่ล้ำค่าขนาดนั้นออกมาได้ ให้ตายเขาก็ไม่เชื่อว่าจะขัดสนเรื่องเงินทอง

อาหารยาสูตรนั้นน่ะ ต่อให้ขายสูตรพันล้าน ก็ไม่แพงเกินไปหรอก

เพราะลูกชายสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ด้วยการกินอาหารยาไปเพียงแค่สามครั้งเท่านั้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณพันแสงต้องประเมินความล้ำค่าของอาหารยาใหม่อีกครั้ง

จากที่ตอนแรกเขาคิดว่ามีมูลค่าหลักสิบล้าน แต่ตอนนี้เขาคิดว่ามูลค่ามันขึ้นไปสูงถึงพันล้าน หรือกระทั่งหมื่นล้านก็ไม่เกินเลย

บนโลกนี้มีผู้ป่วยที่อาการหนักตั้งเท่าไรล่ะ ถ้าตกอยู่ในความสิ้นหวังแล้ว ยังมีอาหารยาที่ทำให้พวกเขากลับมามีหวังได้ คนจะไม่ต้องการกันเหรอ

ไม่ พวกเขาต้องการแน่ ต่อให้ต้องหมดตัว พวกเขาก็จะยอมซื้ออาหารยานี้ เพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตต่อไป เพราะแค่มีชีวิตต่อไป จึงจะสามารถหาเงินที่เสียไปคืนมาได้ แต่ถ้าไม่มีชีวิตแล้ว เงินที่มีมากมายก็ไร้ประโยชน์ เพราะสุดท้าย ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้อยู่ดี

คุณพันแสงคิด ก่อนที่จะจอดรถในโรงจอดรถ

เขามองรถที่จอดอยู่ก่อน มีทั้งรถอีโค่คาร์ราคาหลักแสน ไปจนถึงรถผู้บริหารราคาหลายล้าน ดูเหมือนว่าแขกที่มาร่วมงานวันนี้ จะมาจากหลากหลายสถานะ

“นั่นรถป๋าใช่ไหม” คุณจินทิมาชี้ไปยังรถซูเปอร์คาร์ที่จอดอยู่ไม่ไกล เธอจำได้ว่านั่นเป็นคนรถคันโปรดของปฐพี

“ใช่แล้ว ผมจำทะเบียนประมูลนั่นได้”

“ป๋ากับน้องดินสนิทกันจริง ๆ พี่จันทร์ หนูต้องสู้ ๆ นะลูก” หากคนที่รู้ว่าปฐพีกับแสงจันทร์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ มาได้ยินประโยคนี้ของคุณจันทิมา ต้องคิดว่าคุณจันทิมากำลังยุให้ลูกชายแข่งกับพสุธา แย่งปฐพีแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น

“ต้องพาน้องดินมาเป็นลูกเขยแม่ให้ได้นะ”

 

“สวัสดีค่ะ นี่ต้องเป็นพี่หิน พี่ชายของน้องดินแน่ ๆ เลยใช่ไหม สุขสันต์วันเกิดนะคะ ป้าชื่อจันทิมา น้องหินเรียกป้ามาก็ได้นะลูก ส่วนนี่คือแสงจันทร์ ลูกชายของป้าเอง อายุยี่สิบปีเท่ากับพี่หินเลย แล้วชายแก่คนนี้ก็คือสามีของป้า ชื่อว่าพันแสง พี่หินเรียกว่าลุงแสงก็ได้” คุณจันทิมาพูดกับศิลาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มือก็ยื่นกล่องของขวัญที่เตรียมมาให้กับเจ้าตัว

“ขอบคุณครับ แต่ว่าไม่น่าต้องลำบากนำของขวัญมาเลยนะครับ แค่มาร่วมงานก็พอแล้ว” ศิลาพูดอย่างเกรงใจ

“แบบนั้นจะได้ยังไงล่ะคะ วันเกิดพี่หินทั้งที พวกเราก็ต้องมีของขวัญให้น่ะสิ” คุณจันทิมาปฏิเสธทันที

“เราเรียกคุณหินว่าหินเฉย ๆ ได้ไหม พวกเราอายุเท่ากันนี่นา แล้วหินก็เรียกเราว่าจันทร์เฉย ๆ”

“ได้ครับ” ศิลาพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย เรียกความเอ็นดูจากสองสามีภรรยาได้เป็นอย่างดี

แสงจันทร์ก็ยิ้มอย่างมีความสุข รู้สึกว่าตัวเองได้เพื่อนใหม่ รีบเดินเข้าไปคล้องแขนศิลา แล้วก็ชวนศิลาคุยไม่หยุดปาก แต่หลัก ๆ ก็คือพูดเรื่องของพสุธา

เมื่อพูดเรื่องของพสุธา ศิลาที่เป็นพี่ชายที่หลงน้องหนักมาก ก็สามารถชื่นชมพสุธาได้ไม่หยุดเหมือนกัน ดังนั้นแล้วแฟนคลับอันดับหนึ่ง กับแฟนคลับอันดับสอง จึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี

คุณจันทิมายิ้มตาแดงเรื่อ เพราะลูกชายของเธอไม่เคยพูดเยอะขนาดนี้มาหลายปีแล้ว หลังจากที่อาการป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าตัวก็ทรมานเกินกว่าจะยิ้มอย่างสดใสได้

“ดีจริง ๆ เลยที่ลูกเราได้เจอกับน้องดิน และพี่หิน” คุณจันทิมาพูดเสียงเครือกับสามี คุณพันแสงก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนที่พวกเขาจะเดินตามศิลา และแสงจันทร์เข้าไปด้านใน

“โก้ก็อยู่ด้วยเหรอลูก แล้วป๋าล่ะ” คุณจันทิมาทักทายเฮียโก้ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวนั่งอยู่ในห้องรับแขกก่อนแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้รอคำตอบจากเฮียโก้ เพราะเธอเพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีอีกสามคนที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก และก็เป็นคนที่พวกเธอคุ้นหน้าคุ้นตาดี ด้วยเคยเจอที่งานสังคมต่าง ๆ

“คุณวินิจจากตึกเกรซใช่ไหมคะ ท่านนี้ก็คือคุณปลื้มปีติจากสำนักงานทนายความเกษม ท่านนี้ก็คุณพีรวิชญ์จากบริษัทเท็นซี” คุณจันทิมาทักทายอย่างแปลกใจ เธอไม่แปลกใจที่ปฐพีมาที่นี่ เพราะอย่างไรก็สนิทสนมกับพสุธา แต่ว่าทั้งสามคนนี้ ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาเยือนที่นี่ได้

เธอไม่รู้ว่าทั้งสามคนนี้ มีหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยพิเศษ และอีกสองคนเป็นหุ้นส่วนกับพสุธา

“สวัสดีครับคุณจันทิมา คุณพันแสง ไม่คิดเลยนะครับว่าจะได้เจอพวกคุณที่นี่ ว่าแต่หนุ่มน้อยคนนี้คือ..” คุณวินิจมองไปยังแสงจันทร์

อันที่จริงเขาก็พอจะเดาได้ เพราะสองสามีภรรยามีลูกชายเพียงคนเดียว ทว่าเขาก็ไม่ค่อยกล้าเชื่อสักเท่าไร ด้วยรู้ดีอีกเช่นกันว่าลูกชายของทั้งคู่นั้น ป่วยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แทบจะใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล ไม่เคยออกไปไหนเลย

ซึ่งคนตรงหน้าเขานี่ แม้จะดูบอบบางไปอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนคนป่วยหนักอะไร

คุณวินิจไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจ้านายของตัวเองช่วยเอาไว้ แสงจันทร์ถึงได้มายืนสร้างความแปลกใจให้เขาตรงนี้ได้

“อ้อ ลูกชายของผมเองครับ แสงจันทร์ พวกเรารู้จักกับน้องดิน ก็เลยมาร่วมสนุกด้วยน่ะครับ” คุณพันแสงพูดตอบ

เมื่อคุณพันแสงพูดจบแล้ว คุณวินิจ ปลื้มปีติ และพีรวิชญ์ต่างก็รู้สึกเหมือนมีสัญญาณเตือนภัย

มีคู่แข่งมาเพิ่มอีกแล้วหรือเปล่า!

 

พสุธาไม่รู้สถานการณ์ภายนอกเลย เขาตั้งใจทำอาหารอยู่แต่ในครัว จนกระทั่งทำอาหารเสร็จแล้ว ถึงได้ขอให้ปฐพีที่เป็นลูกมืออยู่ ช่วยไปหาคนมาช่วยกันยกออกไปที่ซุ้มอาหารที่สระว่ายน้ำ ส่วนเขาจะขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย

ปฐพีก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ทำตามที่พสุธาขอในทันที จากนั้นไม่นาน อาหารหอม ๆ ก็ถูกพวกมีตำแหน่งทั้งหลายช่วยกันยกออกไป

พนักงานสิบห้าคนจากบริษัทเท็นซี เมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้ลำเลียงอาหารออกมา ก็รีบเข้ามาช่วยทันที

“มีบาร์บีคิวใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจุดเตาเอง ผมเชี่ยวชาญมากครับเรื่องนี้” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น ก่อนที่เขาและเพื่อนอีกสองสามคนจะกรูกันไปช่วยจุดเตาสำหรับย่างบาร์บีคิว

แต่คนที่บอกว่าชำนาญการจุดเตา ก็ใช้เวลาอยู่หลายนาที ก็ไม่สามารถจุดเตาได้สำเร็จ ร้อนถึงนะโมต้องเป็นคนไปจุดเตาด้วยตัวเอง นั่นแหละถึงได้สำเร็จ และก็พอดีกับที่พสุธามาถึง

“หืม เพิ่งจะจุดเตากันเสร็จเหรอเนี่ย” พสุธาที่รีบอาบน้ำ ด้วยไม่อยากให้แขกรอนาน ก็พูดขึ้นเสียงเนิบช้า

“ดิน มานี่เร็ว พี่แนะนำเพื่อน ๆ พี่ให้รู้จัก” ศิลาเรียกร้องชายอย่างดีใจ เขาอยากพาน้องชายไปอวดต่อหน้าเพื่อน ๆ

เมื่อเพื่อนร่วมงานของพสุธาได้ยินว่าพสุธาปรากฏตัวแล้ว ยังไม่ทันที่ศิลาจะได้เอ่ยแนะนำ พวกเขาก็โค้งตัวเก้าสิบองศา และประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกันว่า

“สวัสดีครับคุณพสุธา!”

พสุธาตบหน้าผากตัวเองฉาดหนึ่ง และอยากจะถอนหายใจแรง ๆ เขาหันไปมองพีรวิชญ์

ตัวตนของเขายังจะปิดมิดอยู่ไหม บอกแล้วไงว่าอย่าเล่นใหญ่!

พีรวิชญ์ทำสีหน้าเหมือนถูกใส่ร้าย

ผมไม่ได้สอนจริง ๆ พวกเขาเก่งเรื่องประจบกันเอง ผมไม่ได้สอนเลย!