46. ตอนที่ 45
ตอนที่ 45
ขณะที่พสุธากำลังคุยผ่านทางสายตากับพีรีวิชญ์ คนอื่นก็อ้าปากค้างไปแล้ว
หมายถึงนอกจากคุณวินิจ และปลื้มปีติที่รู้ฐานะของพสุธาดีอยู่แล้ว อ้อ ยังมีปฐพีด้วยอีกคน ที่ดูจะไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร คนอื่น ๆ ก็สับสนมาก
ทำไมเพื่อนร่วมงานของศิลา ถึงได้ดูจะเคารพพสุธาถึงขนาดนี้ จะบอกว่าเป็นเพราะพสุธาคือน้องชายของเพื่อนร่วมงานก็ไม่ถูก เพราะมีใครที่ไหนเคารพน้องชายของเพื่อนร่วมงานบ้างไหมล่ะ
หรือต่อให้มี พวกเขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ศิลากะพริบตาปริบ ๆ มองน้องชาย เฮียโก้ก็มองพสุธาอย่างสงสัย นะโมหรี่ตามองเพื่อน พันไมล์แววตาสับสนมึนงง แสงจันทร์เอียงคอครุ่นคิด คุณจันทิมามองอย่างไม่เข้าใจ คุณพันแสงก็วิเคราะห์สถานการณ์ ส่วนปฐพีนั้นแววตาลุ่มลึก เหมือนคนที่พอจะจับทางอะไรบางอย่างได้แล้ว
ฝั่งพนักงานสิบห้าคน เมื่อเห็นว่าหลังจากที่พวกตัวเองทักทายพสุธาไปนั้น ทั่วทั้งบริเวณก็เต็มไปด้วยความเงียบสงัด พวกเขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรออกไป
“เอ่อ คือว่าพวกเราเกรงใจที่คุณพสุธาทำอาหารสำหรับวันนี้คนเดียวเลย ก็เลยเกรงใจมากน่ะครับ”
“ใช่ครับ ทั้งเกรงใจ ทั้งรู้สึกขอบคุณมากที่ตั้งใจทำอาหารอร่อย ๆ ให้พวกเรากิน พวกเราเลยอยากจะขอบคุณน่ะครับ” คนที่หัวไวหน่อย ก็รีบแถ แค่ก หมายถึงรีบอธิบายในทันที แต่ว่าจะมีสักกี่คนที่เชื่อนั้น ก็สุดจะรู้ได้
พสุธาถอนหายใจ เขารู้สึกว่าตัวตนของเขาอาจจะถูกเปิดเผยในเร็ว ๆ นี้แล้ว
เร็ว ๆ นี้ที่หมายถึงอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว
“ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ผมได้ยินจากหินว่าทุกคนดีกับหินมาก เวลาอยู่ที่ทำงาน ผมเลยอยากจะทำอาหารตอบแทนทุกคนน่ะครับ ที่ดีกับหิน ผมมีพี่ชายเพียงคนเดียว รักมาก แล้วก็เป็นห่วงมาก ใครที่ดีกับเขา ผมก็จะดีตอบแทน ใครที่ทำไม่ดีกับเขา ผมก็จะทำให้พวกเขาได้รู้ว่าการที่เจอคนใจดีน่ะ มันดีแค่ไหน” ประโยคสุดท้ายพสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ทำให้แต่ละคนขนลุกซู่ แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความคิดที่ไม่ดีอยู่เลย แต่ก็ยังอดกลัวแทนคนอื่นไม่ได้
บรรดาพนักงานของบริษัทเท็นซี ต่างก็ลอบยินดีกับตัวเองในใจ ที่ไม่เคยทำอะไรไม่ดีต่อศิลา ถึงแม้ว่าการทำดีกับศิลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเห็นแก่ที่อีกฝ่ายเป็นพี่ชายของพสุธา แต่เมื่อพวกเขาได้รู้จักกันนานวันเข้า พวกเขาก็เป็นมิตรกับศิลาด้วยใจจริง
เพราะเจ้าตัวจริงใจเกินกว่าที่พวกเขาจะทำตัวไม่ดีใส่ได้
“คุณพสุธาไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ด้วยนิสัยของคุณหิน ไม่ว่าอย่างไร ไปที่ไหนก็ต้องได้รับความรักอยู่แล้ว”
พสุธายิ้มรับ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก เขาพูดว่า
“วันนี้ทุกคนให้เกียรติมาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดของหิน ผมยินดี และมีความสุขมาก งานของเราแม้ว่าจะจัดขึ้นเล็ก ๆ แต่ก็ตั้งใจอย่างเต็มที่ ถ้ามีอะไรผิดพลาด ก็ขอโทษล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ” พสุธาพูดก่อนจะโค้งศีรษะลงน้อย ๆ
บรรดาคนที่ยังไม่รู้ฐานะของพสุธา ก็มองว่าเจ้าตัวนั้นมีบุคลิกที่ดี และโตกว่าวัย แต่คนที่รู้จักฐานะทางการเงินของพสุธาดี ก็ลอบขยับตัวเงียบ ๆ พวกเขารับการก้มหัวจากมหาเศรษฐีระดับล้านล้านไม่ไหว
“หินพูดอะไรบ้างสิ” พสุธาหันไปพูดกับพี่ชายของตัวเอง เขาไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรต่อการกระทำของเขาเมื่อครู่นี้
“อืม ผมพูดไม่ค่อยเก่ง แต่อยากจะบอกทุกคนว่าขอบคุณนะครับที่มาในวันนี้ ปกติแล้ววันเกิดของผมทุกปีที่ผ่านมา เราจะทานอาหารอย่างเรียบง่ายกันอยู่ไม่กี่คน แต่วันนี้ทุกคนให้เกียรติมาร่วมงาน ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณมาก กับความอบอุ่นที่ทุกคนมอบให้นี้ หวังว่าปีหน้า ผมจะยังได้เจอทุกคนที่นี่อีก สุดท้ายแล้ว ผมขอขอบคุณดิน น้องชายที่คอยดูแลพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างผมมาตลอด ขอบคุณที่อดทนและทุ่มเทเพื่อพี่ พี่จะเป็นพี่ที่ดีกว่าเดิมนะ” สองประโยคสุดท้าย ศิลาหันไปพูดกับพสุธาด้วยดวงตาแดงเรื่อ
พสุธาถอนหายใจที่พี่ชายจะร้องไห้ตั้งแต่เริ่มงาน เขายื่นมือไปลูบผมเจ้าตัวเบา ๆ ก่อนจะพูด
“ไม่ได้อยากให้เป็นพี่ชายที่ดี อยากให้เป็นพี่ชายที่มีความสุขในทุก ๆ วัน” พสุธาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ไม่ว่าจะศิลา หรือคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
หลายคนส่งสายตาอิจฉาไปที่ศิลา พวกเขาก็อยากมีน้องชายเหมือนพสุธาบ้าง
ไม่ใช่เพราะความร่ำรวย แต่เพราะความรักและความหวังดีที่บริสุทธิ์อย่างนี้ พวกเขาอิจฉาจริง ๆ
“เอาล่ะ วันนี้พวกเราควรจะสนุกกัน อย่าไปทางซาบซึ้งเลย เริ่มงานเลี้ยงกันเถอะ ใครอยากเล่นน้ำ ก็กระโดดลงสระได้เลย ใครอยากทานอาหาร ซุ้มอาหารของเราก็มีไว้พร้อม สายดื่มสายเมา เชิญที่ซุ้มเครื่องดื่ม คุณลุงคุณป้า คุณวินิจ ผมทำอาหารพิเศษสำหรับพวกคุณไว้ด้วยนะครับ” พสุธาพูดก่อนที่จะหันไปทางปฐพี ให้อีกฝ่ายไปยกมา
สองในสามคนนี้เป็นพ่อแม่ของเพื่อนรักเจ้าตัว ดังนั้นต้องบริการหน่อย
ปฐพีก็ลุกขึ้นไปอย่างว่าง่าย ทำเอาเพื่อนสองคน และพ่อแม่ของเพื่อนอีกคน ถึงกับมองเขาด้วยความแปลกใจ
คุณชายรองของตระกูลรัศมีภาณุมาศ เป็นคนพูดง่ายตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย
คุณจันทิมาหันไปส่งสายตาให้ลูกชาย
เห็นไหมว่ามีคนทำคะแนนแล้ว ลูกต้องสู้ ๆ นะ
แสงจันทร์เห็นสายตาของมารดา เขาก็ยิ้มแห้ง เขาชอบพสุธา แต่ไม่ใช่ในแง่ของคนรัก แต่เป็นในแง่ของน้องชาย ของเพื่อน ของมิตรภาพดี ๆ และของผู้มีพระคุณ ส่วนคนที่เขาอยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต ก็คือพี่ชายของคนที่แม่เห็นว่าเป็นคู่แข่งความรักของเขาเนี่ยแหละ
ช่างซับซ้อนจริง ๆ เลย
“อาหารพวกนั้นเกรงว่าจะไม่ถูกปากคุณลุงคุณป้า ผมเลยทำเพิ่มเป็นพิเศษครับ แล้วก็คุณจันทร์ ความจริงวันนี้ผมควรจะทำซุปไก่ดำให้ตามกำหนด แต่เพราะว่าวันนี้จะจัดงานวันเกิดของพี่ชาย ผมเลยขอเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้ แต่ไหน ๆ วันนี้คุณจันทร์มาร่วมงานแล้ว ผมก็ทำซุปไก่ดำให้คุณจันทร์ด้วยเลยครับ แน่นอนว่าบนโต๊ะนี้ อาหารจานอื่น คุณจันทร์ก็สามารถทานได้ ผมได้ทำเผื่อเอาไว้แล้ว” พสุธาพูดเมื่ออาหารถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
โต๊ะอาหารโต๊ะนี้ มีพสุธา ปฐพี คุณวินิจ ปลื้มปีติ พีรวิชญ์ คุณจันทิมา คุณพันแสง และแสงจันทร์ เท่านั้น ส่วนที่เหลือไปรุมล้อมกันอยู่ที่ซุ้มอาหาร เจ้าของวันเกิดก็ถูกนะโมลากลงสระว่ายน้ำไปแล้วเรียบร้อย พนักงานคนอื่น ๆ ตอนแรกก็เกร็ง ๆ กันอยู่บ้าง ทว่าสุดท้ายก็พากันลงสระว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน
ฝั่งครอบครัวแสงจันทร์ เมื่อได้ยินว่าอาหารบนโต๊ะนี้ พสุธาทำเพื่อครอบครัวเธอโดยเฉพาะ ก็รู้สึกทั้งซาบซึ้ง ทั้งเกรงใจ
“โธ่ พวกเราแค่อยากมาขอบคุณ และอยากมาอวยพรวันเกิดพี่หินเท่านั้นเอง กลายเป็นว่ามาเพิ่มภาระให้น้องดินจนได้” คุณจันทิมาพูดอย่างรู้สึกผิด
“อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ ทุกคนมาร่วมงานวันนี้ ผมก็ดีใจมาก อีกอย่างทำอาหารแค่นี้ จะเรียกว่าเป็นภาระได้ยังไงล่ะครับ” พสุธาพูดอย่างจริงใจ วันเกิดของหินไม่เคยคึกคักเท่าปีนี้มาก่อนเลย ดังนั้นพสุธาจึงเต็มใจที่จะเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้พี่ชายเพียงคนเดียวของเขามีความสุขมากยิ่งขึ้น
“พวกเราอย่ามัวเกรงใจกันอยู่เลยครับ ทานอาหารกันเถอะ” พสุธาพูดพลางภายมือ และทุกคนก็ลงมือทานอาหารกันทันที
ที่โต๊ะอาหารนี้ มีเพียงแค่ปฐพี และแสงจันทร์เท่านั้นที่เคยกินอาหารฝีมือของพสุธา คนอื่นยังไม่เคย แม้กระทั่งพ่อแม่ของแสงจันทร์ ที่พสุธาเคยทำซุปไก่ดำไปเผื่อ ทั้งคู่ก็ไม่ได้กิน เพราะต้องการเก็บเอาไว้ให้ลูกชายกินทั้งหมด
“อร่อย อร่อยมาก ท่าน.. คุณพสุธาทำเองจริง ๆ น่ะเหรอครับ” คุณวินิจพูดอย่างตื่นตะลึง หลังจากได้ชิมอาหารคำแรกเข้าไปแล้ว
คนอื่น ๆ ก็มีท่าทางเหมือนคุณวินิจ ปลื้มปีติ พีรวิชญ์ มองพสุธาด้วยสายตาสับสน
คนคนนี้คืออัจฉริยะในวงการธุรกิจ อายุเพียงสิบแปดปีมีทรัพย์สินนับล้านล้านบาท แล้วยังทำอาหารได้เก่งด้วยเหรอ ไม่ใช่สิ นี่ไม่เรียกว่าแค่เก่งแล้ว เรียกว่าไร้เทียมทานเลยเถอะ พวกเขาแม้ว่าจะไม่ใช่คนที่รวยระดับพสุธา แต่มีของดีอะไรบ้างที่ไม่เคยกิน พวกเขาเคยกินอาหารที่ร้านดัง ๆ มาหมดแล้ว ทั้งในและต่างประเทศ แต่ไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย
“ผมคิดว่าต่อไปผมคงมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุขแล้วล่ะครับ ได้กินของอร่อยแบบนี้แล้ว วันหน้าผมจะกินอะไรอร่อยอีกได้ยังไง” ปลื้มปีติพูดอย่างทอดถอนใจ จากนั้นเขาก็ลงมือเร็วขึ้น
โอกาสที่จะได้กินอาหารอร่อยขนาดนี้ในวันข้างหน้าช่างเลือนลางเหลือเกิน ดังนั้นเขาจะต้องรีบกอบโกยตอนนี้ก่อน
เมื่อเห็นปลื้มปีติลงมือแล้ว คนอื่น ๆ ก็ไม่สนใจจะพูดต่อแล้ว พวกเขาลงมือกินอาหารอย่างไม่มีใครยอมใคร ด้วยรู้สึกว่าถ้าตัวเองกินช้าไปสักหน่อย ก็จะเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น
ไม่ใช่แค่ที่โต๊ะอาหารเท่านั้น แต่ที่ซุ้มอาหาร เมื่อพนักงานทั้งหลายได้ลิ้มรสชาติอาหาร พวกเขาก็ส่งเสียงอื้ออึงกันอย่างตื่นตาตื่นใจ
“ให้ตายสิ อร่อยมาก อร่อยขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย”
“นี่ฉันตายแล้วได้มาอยู่บนสวรรค์หรือเปล่า โลกมนุษย์จะมีอาหารที่อร่อยขนาดนี้ได้ยังไง นี่ต้องเป็นอาหารทิพย์แน่ ๆ”
“พูดเวอร์ไปแล้ว แต่พระเจ้าลงมือทำอาหารเอง อาการก็เลยอร่อยแบบนี้สินะ” ในใจของพนักงานคนนี้ พสุธากลายเป็นพระเจ้าไปแล้ว
“อิจฉาคุณหินจริง ๆ เลย ที่ได้กินของอร่อยทุกวันแบบนี้”
“ใช่ อิจฉาคุณหินจริง ๆ ที่มีน้องชายอย่างคุณพสุธา ได้กินของอร่อยแบบนี้ทุกวัน”
“ฉันไม่หวังอยากเป็นน้องชายของคุณพสุธา ฉันขอแค่ได้อยู่บ้านนี้ ได้กินอาหารฝีมือคุณพสุธาทุกวัน ให้ฉันเป็นหมาก็ยังได้”
ศิลาได้ยินคำพูดประโยคสุดท้าย จากที่ยิ้มอย่างมีความสุข ที่ทุกคนชมน้องชายของตัวเอง ก็เกือบจะสำลักขึ้นมา
“อาหารฝีมือไอ้ดินนี่กินเมื่อไรก็ไม่เคยชินเลย มันทำอร่อยขนาดนี้ได้ยังไง” เฮียโก้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากศิลา ก็พูดขึ้นมาขณะที่กินกุ้งผักชีมะนาวไปแล้วหลายคำ
เพราะปฐพีแพ้อาหารทะเล ดังนั้นกล่องข้าวที่พสุธาทำให้เขากินทุกวัน จึงไม่มีอาหารทะเลเลย เมื่อวันนี้มีอาหารทะเล เฮียโก้จึงแทบจะเมินอาหารอย่างอื่นไปเลย พันไมล์เองก็ด้วยเช่นกัน แต่เจ้าตัวก็ยังชิมบาร์บีคิวอยู่
“ขนาดบาร์บีคิวยังโคตรอร่อย ถ้าน้องดินทำซอสบาร์บีคิวขาย กูจะเป็นลูกค้าคนแรกเลย” พันไมล์พูดขึ้น และนั่นทำให้คนอื่นตาเป็นประกาย
“นั่นสิคะ ถ้าคุณพสุธาเปิดโรงงานผลิตซอสบาร์บีคิว พวกเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้กินของอร่อยแล้ว” พนักงานสาวสวยคนหนึ่งพูดขึ้นมา ในมือของเธอมีจานบาร์บีคิวกว่าสิบไม้
“สลัดมันฝรั่งก็อร่อยมาก ถ้าคุณพสุธาทำน้ำสลัดขาย ก็ต้องขายดีไม่แพ้ซอสบาร์บีคิวแน่”
“ผมให้ทะเลถังชนะเลิศไปเลย ถ้าคุณพสุธาทำซอสทะเลถังขาย ก็ต้องขายดีไม่แพ้อย่างอื่นแน่นอน”
พสุธาไม่รู้เลยว่าในวันนี้ มีคนอยากให้เขาเปิดโรงงานผลิตสินค้าไปแล้วกี่ชนิด
เขานั่งร่วมโต๊ะอาหาร คุยกับพ่อของแสงจันทร์ บางครั้งก็คุยกับคุณวินิจ และทายาทหุ้นส่วนอีกสองคนอย่างปลื้มปีติ และพีรวิช
“อีกไม่กี่วันน้องดินก็จะเปิดเทอมแล้วใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ” พสุธาพยักหน้าหน้าตอบ
“มหาวิทยาลัยเดียวกับป๋า ป๋าดูแลน้องดินด้วยนะ” คุณจันทิมาพูดกับปฐพี ก่อนที่จะพูดอีกว่า
“น่าเสียดายที่พี่จันทร์หายไม่ทันสอบเข้า ไม่อย่างนั้นพี่จันทร์จะช่วยดูแลน้องดินอีกคน”
“คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ผมดูแลคนเดียวก็พอแล้ว” สิ้นประโยคนี้ คุณวินิจและปลื้มปีติก็หันหน้าไปสบสายตากันทันที พีรวิชญ์ก็หรี่ตาลงอย่างจับสังเกต แสงจันทร์อมยิ้มอย่างกรุ้มกริ่ม ขณะที่คุณพันแสงนั้นทอดถอนใจอย่างเสียดาย
ดูท่าแล้ว เขาอดได้ลูกเขยอย่างพสุธาแล้ว หรือว่าจะเบนเข็มไปหาศิลาดี พี่ชายของพสุธาก็ไม่เลวนะ
คุณพันแสงคิด ก่อนจะหันไปมองศิลา ก็เห็นว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังขี่คอเฮียโก้ เล่นเกมอยู่กับเพื่อน ๆ ในสระว่ายน้ำ
อืม เหมือนจะหมดหวังแล้วอย่างสิ้นเชิง
“น้องดิน ไม่ไปเล่นน้ำกับเพื่อน ๆ บ้างเหรอครับ” แสงจันทร์ที่มองตามสายตาของผู้เป็นพ่อไป ก็พูดถามพสุธาอย่างเสียดาย
หมายถึงเสียดายที่ตัวเองยังไม่แข็งแรงพอที่จะไปเล่นน้ำแบบนั้นได้
“ไม่ไปหรอกครับ ถ้าผมไป พวกเขาคงหมดสนุกกันพอดี” พสุธาหมายถึงพวกเพื่อนร่วมงานของศิลา
แต่ว่าแสงจันทร์นั้นเข้าใจผิด คิดว่าพสุธาหมายถึงคนอื่นอาจจะไม่ชอบเจ้าตัว
“น้องดินน่ารักขนาดนี้ จะมีคนไม่อยากเล่นกับน้องดินได้ยังไงล่ะครับ”
พสุธาเกือบจะสำลักเมื่อได้ยินประโยคนี้ เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเด็ก ๆ ที่ถูกอีกฝ่ายปลอบ เมื่อเพื่อนไม่ยอมเล่นด้วย
ฝั่งพวกคุณวินิจ เมื่อได้ยินคำพูดปลอบที่แสงจันทร์มีต่อพสุธา พวกเขาก็อดที่จะทึ่งไม่ได้
ฉากที่มหาเศรษฐีระดับล้านล้านถูกปลอบเหมือนเด็กไม่มีเพื่อนเล่น ฉากแบบนี้พวกเราไม่ต้องจ่ายเงินก็เห็นได้เหรอ
“คุณจันทร์อย่าพูดเหมือนผมเป็นเด็กแบบนั้นสิครับ ทำกำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่วันนี้แล้วนะ” พสุธาพูดเสียงจนใจ
“จะว่าไป น้องดินก็หน้าเด็กมาก ๆ เลยนะคะ อายุสิบแปดแล้ว แต่เหมือนเด็กอายุสิบหก” คุณจันทิมาพูดแล้วก็อยากบีบแก้มนิ่ม ๆ ของพสุธา เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าลูกชายของเธอมีแก้มนิ่ม ๆ แบบนั้นบ้างคงดี
แต่ว่าก็คงจะอีกไม่นานแล้ว เมื่อลูกชายเธอแข็งแรงขึ้น เธอจะขุนให้อ้วนเลยเชียว
พสุธาไม่รู้เลยว่ามีคนปองร้ายแก้มของเขาอีกแล้ว
พสุธาหัวเราะอย่างจนใจอีกครั้งกับคำพูดของคุณจันทิมา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องอื่นแทน พวกเขาพูดกันไปหลายเรื่อง จนกระทั่งถึงเรื่องธุรกิจ เป็นคุณพันแสงที่เปิดประเด็นขึ้นมา เขาปรึกษาเรื่องข้อกฎหมายบางอย่างกับปลื้มปีติ
“จะว่าไป ผมได้ยินว่าช่วงนี้คุณวินิจกำลังมองหาที่ดินอยู่เหรอครับ” คุณพันแสงพูดขึ้นมา และโดยอัตโนมัติ คุณวินิจหันไปมองพสุธาอย่างลืมตัว
พสุธามุมปากกระตุก
จะหันมามองเขาทำไมเล่า คิดว่าเขายังโป๊ะแตกไม่พออีกเหรอ
“อ้อ ใช่ครับ กำลังมองหาที่ดินอยู่ พอดีว่าเจ้านายของผมอยากจะสร้างโรงงานน่ะครับ ถ้าคุณพันแสงมีที่ดินทำเลดี ๆ แนะนำผมได้นะครับ” คุณวินิจรีบหันไปพูดตอบคุณพันแสง เขาลอบเหงื่อตกในใจ ขออย่าให้มีใครสังเกตเห็นเลยนะ ถ้าเกิดว่าความลับของท่านประธานถูกเปิดโปงเพราะเขา เขาต้องไปหางานใหม่แน่ ๆ
แต่ว่าดูเหมือนคุณวินิจจะทำบุญมาไม่เพียงพอ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็มีสองคนที่สังเกตเห็น นั่นก็คือปฐพี และคุณพันแสง
“จะว่าไปก็มีอยู่จริง ๆ นะครับ ได้ยินว่าคุณวินิจมองหาที่ดินผืนใหญ่ ที่ห่างไกลจากผู้คน ผมมีที่ดินอยู่ผืนหนึ่งอยู่ที่แปดริ้วครับ” คุณพันแสงพูดขึ้นมา
“แปดริ้วเหรอครับ อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงเท่าไร ขึ้นทางด่วนไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ว่าแต่พอจะมีรูปภาพไหมครับ” คุณวินิจถาม
คุณพันแสงก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดให้รูปภาพที่ดินของเขาให้คุณวินิจดู จากนั้นก็ใช้แอปพลิเคชันแผนที่กดเข้าไป เพื่อให้คุณวินิจสามารถดูที่ดินได้แบบสามร้อยหกสิบองศา
“ทำเลเหมาะสมกับที่ดินที่ผมต้องการพอดีเลยครับ ขนาดก็ดูเหมือนจะใหญ่ไม่น้อย ประมาณกี่ไร่ครับเนี่ย” คุณวินิจถาม
“ห้าร้อยไร่ครับ” คุณพันแสงพูดตอบ
“อืม น่าสนใจมากครับ ผมจะนำไปเสนอท่านประธานดูนะครับ แต่ผมคิดว่าท่านคงจะสนใจไม่น้อย”
“ถ้าไม่พอใจที่ดินผืนนี้ ยังมีที่ดินอีกผืนนะครับ แต่ว่าค่อนข้างอยู่ใกล้กับเขตทหาร ใกล้มากครับ”
เมื่อพสุธาได้ยินประโยคนี้ เขาก็ขยับตัวเล็กน้อย แต่คุณวินิจที่สังเกตพสุธาอยู่ตลอด ก็รู้ว่าเจ้าตัวสนใจที่ดินผืนนี้มากกว่า
ใช่ พสุธาสนใจที่ดินผืนนี้มากกว่าจริง ๆ เพราะว่ามันอยู่ใกล้กับเขตทหาร หากมีพวกสายลับที่ต้องการขโมยเทคโนโลยีมาป้วนเปี้ยนแถวโรงงานเขา จะต้องถูกพวกทหารจับตามองอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่ว่าช่วยเขาลดปัญหาไปได้พอสมควรเลยเหรอ
“ใกล้มากไหมครับ ห่างกันกี่กิโลครับ” คุณวินิจถามคุณพันแสง
“ห่างกันแค่รั้วกั้นครับ” คุณพันแสงพูดตอบ
พสุธาส่งสายตาให้คุณวินิจทันที
“เยี่ยมไปเลยครับ ผมต้องการที่ดินแบบนี้นี่แหละ ว่าแต่มีขนาดใหญ่ไหมครับ”
“ที่ดินผืนนี้จะเล็กกว่าที่ดินที่แปดริ้วประมาณหนึ่งครับ ราว ๆ สามร้อยยี่สิบสองไร่” คุณพันแสงตอบ
พสุธาพยักหน้าเบา ๆ
“พรุ่งนี้คุณพันแสงว่างหรือเปล่าครับ พอจะมีเวลาพาผมไปดูที่ดินของจริงไหม หรือว่าพอจะส่งใครไปกับผมได้หรือเปล่า” คุณวินิจถามทันที
“ผมว่างพอดีครับ ผมจะพาคุณวินิจไปเอง”
เมื่อคุณพันแสงตอบไปอย่างนั้น คุณจันทิมาก็มองสามีอย่างแปลกใจทันที เพราะว่าเธอนั้นจำได้ว่าวันพรุ่งนี้สามีมีประชุมที่บริษัท
ทว่าถึงจะสงสัย แต่คุณจันทิมาก็ไม่ได้ถามออกไป
พอดีกับที่มีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาพอดี
“เอ๊ะ มีแขกมาเพิ่มอีกคนแล้ว แต่ทำไมเพิ่งมาล่ะ” แสงจันทร์ที่หันไปเห็น ก็พูดขึ้นอย่างแปลกใจ
พสุธามองตามไป เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่เดินเข้ามา เขาก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีในทันที
“นายน้อยครับ นายใหญ่ทราบว่าวันนี้เป็นวันเกิดของพี่ชายนายน้อย ในฐานะที่ท่านเป็นพ่อบุญธรรมของนายน้อย จึงได้ให้ผมมามอบของขวัญให้ครับ”