LNCrawler

48. ตอนที่ 47

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 47

“ห้องนะโมอยู่ชั้นสอง ห้องผมกับหินอยู่ชั้นสาม พวกเฮียจะนอนชั้นไหนกันล่ะ” พสุธาถามพวกเฮียโก้ วันนี้พวกเขาจะนอนค้างคืนกันที่คฤหาสน์หลังนี้ เพราะว่าดื่มกันไปไม่น้อย พสุธาจึงไม่วางใจให้ขับรถกลับ ส่วนเพื่อนร่วมงานของศิลา ก็ไม่ได้กลับเช่นกัน แต่ไปนอนคฤหาสน์หลังข้าง ๆ ที่เพิ่งจะได้รับมอบมา

ที่จริงคฤหาสน์ของเขาหลังนี้ก็มีห้องให้นอน แต่ว่าห้องพวกนั้นพวกเขาไม่ได้ทำความสะอาดเลย จึงไม่สะดวกรับแขก ต่างจากคฤหาสน์อีกหลัง ที่ลูคัสส่งคนเข้าไปทำความสะอาดล่วงหน้าแล้ว หลังจากที่เจ้าของเก่าย้ายไปได้ไม่กี่วัน สะดวกให้เพื่อนร่วมงานทั้งสิบห้าคนของศิลาเข้าไปพักอาศัยสักหนึ่งคืน

พสุธาไม่กลัวเลยว่าของในคฤหาสน์จะหาย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครกล้าขโมยของในนั้นหรอก อีกทั้งพสุธาก็ไม่เชื่อว่าที่นั่นจะไม่มีคนของลูคัสซ่อนตัวอยู่

กลับมาที่ตอนนี้ก่อน

“มีห้องว่างชั้นไหนก็นอนชั้นนั้นแหละ อันที่จริงกูนอนที่ห้องรับแขกก็ได้”

“มันมีห้องที่ยังไม่ได้ทำความสะอาด ไม่งั้นพวกเฮียนอนห้องไอ้โม หรือไม่ก็ห้องหินไปก่อนก็ได้ ไม่ต้องห่วงหรอก ตั้งแต่ย้ายเข้ามา สองคนนี้ไม่เคยไปนอนห้องตัวเองสักวัน”

“แล้วไปนอนที่ไหนกัน” พันไมล์ถามอย่างคนห้ามปากไม่อยู่

“นอนกับดิน โมก็นอนกับดินด้วย พวกเราสองคนนอนกอดดิน หลับสบายมาก” ศิลาตอบอย่างมีความสุข

พันไมล์ชำเลืองสายตามองเพื่อนอีกสองคน รู้สึกว่าเพื่อนของเขาอีกสองคนนั้นมีเรื่องให้ลำบากมากขึ้นแล้ว

สองพี่น้อง ไม่สิ สามพี่น้องตัวติดกันดีจริง ๆ เลย ถ้าแต่งงานกันไป เพื่อนของเขาจะได้เข้าห้องหอหรือเปล่านะ

พันไมล์ก็เริ่มคิดไปไกลแล้ว

“งั้นนอนห้องไอ้โมก็ได้ พวกกูสามคนนอนด้วยกัน” เฮียโก้เป็นคนพูด เขามองเพื่อนอีกสองคนด้วยแววตาตักเตือน

อยู่แค่ชั้นสอง ห้ามขึ้นไปชั้นสามเด็ดขาด!

“ได้ ตามนั้นแหละ” พสุธาก็พอใจกับตัวเลือกของเฮียโก้มากทีเดียว เขาหันไปหานะโม

“มึงไม่ขัดข้องใช่ไหม”

“จะขัดข้องอะไรล่ะ ห้องนั้นก็มีไว้แค่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้นแหละ” นะโมตอบอย่างไม่ใส่ใจ ห้องนอนของเขากลายเป็นห้องแต่งตัวไปเรียบร้อยแล้ว

“งั้นก็ตามนี้ ดึกแล้ว ไปนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปทำงานกัน” พสุธาพูดพลางหาวไปด้วย วันนี้เขาเหนื่อยไม่น้อย ทำให้ง่วงขึ้นมา

“ราตรีสวัสดิ์” เสียงทุ้มต่ำดังจากปากของปฐพี

“แหม มีราตงราตรีสวัสดิ์นะมึง” พันไมล์แซวทันที

ปฐพีส่งสายตาเย็นเยียบให้เพื่อน ก่อนจะพูดกับเฮียโก้

“มึงให้มันนอนพื้น”

“เห็นด้วย” เฮียโก้ก็สนับสนุนทันที ทำให้พันไมล์ร้องเสียงหลง แล้วโวยวาย บอกว่าถ้าให้เขานอนพื้น เขาจะไปนอนที่ห้องของศิลา

“มึงกล้า?” เฮียโก้เลิกคิ้วใส่เพื่อน

“ทำไมจะไม่กล้า หรือมึงหวงห้องของหิน เป็นอะไรกับเขา ถึงได้ไปหวงห้องหวงเตียงเขา” พันไมล์ยักคิ้วท้าทาย

“กูไม่ได้หวง กูแค่ถามว่ามึงรู้ประวัติบ้านหลังนี้แล้ว ยังกล้านอนคนเดียวใช่ไหม” เฮียโก้ตอบกลับไป กลายเป็นนะโมที่โวยวายขึ้นมา

“เฮียจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกทำไม คนอุตส่าห์ลืมไปได้แล้วแท้ ๆ”

“มึงโตมาในวัด ยังกลัวผีอีกเหรอ” เฮียโก้พูด ก่อนจะถูกนะโมจ้องจนตาถลนยิ่งกว่าเดิม

“โกโก้เงียบไปเลย พูดคำนั้นออกมาได้ยังไง เราอุตส่าห์พยายามไม่นึกถึงแล้วนะ” ศิลาทำแก้มป่องใส่เฮียโก้

เฮียโก้ยกมือยอมแพ้

“โอเค ขอโทษนะ จะไม่พูดคำนั้นในบ้านหลังนี้อีกแล้ว อย่าโกรธเลย ถ้าโกรธจะนอนหลับฝันร้ายนะ”

“งั้นเราคงจะฝันเห็นโกโก้แล้วล่ะ” ศิลาพูดแล้วทำปากขมุบขมิบ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินขึ้นบันไดไป

นะโมก็รีบวิ่งตามไป พสุธามองสองคนที่งอนจนเดินหนีไปแล้ว เขาเลยต้องรับหน้าที่พาสามหนุ่มไปที่ห้องนอนของนะโม

“พวกหมอนผ้าห่มสำรองมีอยู่ในตู้ พวกเฮียก็จัดการกันเองเลยนะ”

“ไปนอนเถอะ พวกพี่จัดการกันเองได้” ปฐพีพูดเสียงทุ้ม เขามองใบหน้าที่มีความเหนื่อยล้าให้เห็นอยู่พอสมควร

วันนี้เขาได้เห็นชัดเจนว่าพสุธาเหนื่อยแค่ไหน แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้บ่นเหนื่อยเลยแม้แต่คำเดียว

“ราตรีสวัสดิ์ครับ” พสุธาพยักหน้า แล้วพูดกับคนอายุมากกว่าทั้งสามคน ก่อนจะเดินขึ้นชั้นสามไปยังห้องนอนของตัวเอง

เมื่อพสุธาเปิดประตูเข้าไป ก็ไม่เห็นใครเลย แต่ได้ยินเสียงน้ำไหล และเสียงพูดคุยกันของสองคนในห้อง

กลัวถึงขนาดต้องอาบน้ำพร้อมกันเลยเหรอ

พสุธาตาโตอยู่บ้าง แต่พสุธาไม่รู้ว่าศิลา และนะโมนั้นแบ่งกันอาบน้ำ เพราะอย่างไรห้องอาบน้ำก็แยกเป็นสองส่วนอยู่แล้ว แบ่งเป็นอ่างแช่ตัว และฝักบัวอาบน้ำ ระหว่างสองส่วนก็มีกระจกฝ้ากันเอาไว้ ไม่สามารถมองเห็นกันและกันได้อย่างชัดเจน แต่ยังคุยกันได้อยู่

พสุธาที่ทั้งเพลีย ทั้งเหนื่อย ก็หยิบเสื้อผ้าไปอาบน้ำอีกห้องหนึ่ง ก็คือห้องของศิลานั่นแหละ ก่อนจะกลับมานอน

ตอนที่พสุธากลับมานอน ศิลา และนะโมก็อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ต่างนอนรอเขาอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว

“ง่วงมาก ฝันดีนะ” พสุธาพูดทันทีที่แทรกตัวลงตรงกลางเตียงแล้ว พูดจบเขาก็หลับตาทันที

นะโมที่มีเรื่องอยากจะถามพสุธา เมื่อเห็นเจ้าตัวหลับไปแล้ว เขาก็ไม่รบกวน หลับตามไปบ้าง

ศิลามองน้องชายทั้งสองคน ก่อนจะหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ริมฝีปาก

ฝันดีนะน้องชายทั้งสองของพี่

 

เพราะเมื่อคืนไม่ได้สนใจดูรถมากนัก มัวแต่แก้ตัว ไม่ใช่ หมายถึงมัวแต่อธิบายกับพวกศิลา ดังนั้นเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา พสุธาก็มาดูรถที่จอดตากน้ำค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้

รถห้าสิบหกคัน เป็นของศิลายี่สิบคัน ของเขาและนะโมคนละสิบแปดคัน ในห้าสิบหกคันนี้ มีทั้งสิบแปดรุ่น รุ่นละสามสี แต่มีรุ่นหนึ่งที่มีทั้งหมดห้าสี

รุ่นที่เพิ่มมาสองสี ก็คือรถของศิลานั่นเอง

ใช่ พวกเขาทั้งสามคน ได้รถสิบแปดคัน สิบแปดรุ่นเหมือนกันทั้งหมด ต่างกันแค่คนละสีเท่านั้น ของศิลาส่วนมากเป็นสีขาวมุก ของนะโมส่วนมากเป็นสีแดง และของพสุธาเป็นสีเงินวาววาม

“พ่อบุญธรรมมึงคิดรอบคอบดีนะ กลัวว่าพวกมึงจะรู้สึกไม่เท่าเทียมหรือไง ถึงได้เลือกรถมาเหมือนกันแบบนี้” เฮียโก้พูดกับพสุธา

พสุธาก็ยิ้มอย่างจนใจ หันไปหาศิลา และนะโม

“วันนี้จะขับรถคันไหนไปทำงานดีล่ะ”

“พี่ขับรถไฟฟ้าต่อไปดีกว่า รถแบบนี้พี่ไม่กล้าขับหรอก ยกให้ดินหมดเลย” ศิลาตอบก่อน

“ใช่ มึงเอาไปให้หมดเลย กูขับมอ’ไซด์ของกูก็พอแล้ว” นะโมพูดแล้วคิดว่า เงินเดือนของเขา ไม่พอค่าน้ำมันรถพวกนี้หรอกนะ

“เขาให้มาแล้วก็ใช้ ๆ ไปเถอะ รถพวกนี้ทนทาน เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา รถพังยับเยิน แต่คนยังปลอดภัยได้อยู่” พสุธาพูดบอก เขาลูบไปที่รถเบา ๆ บอกตามตรงว่าเขาก็ถูกใจรถพวกนี้อยู่เหมือนกัน คิดว่าเอาไปขับเล่น ๆ สักคันก็ไม่เลว อย่างน้อยก็ดีกว่ารถที่ระบบให้มา นั่นมันสะดุดตาเกินไป

แต่ที่จริงรถที่ลูคัสส่งมา ก็มีรุ่นหนึ่งที่มีราคาหลักร้อยล้าน ซึ่งเป็นคันที่แพงที่สุดในบรรดารถทั้งสิบแปดรุ่น พสุธาก็ไม่คิดจะเอาคันนั้นไปขับเช่นกัน เขาเลือกคันที่ถูกที่สุด อยู่ที่ยี่สิบล้านกว่าบาทเท่านั้น

“มึงลองคิดดูสิว่ารถแบบนี้ต้องใช้เงินเท่าไรในการเติมน้ำมัน เงินเดือนกูพอเติมได้กี่ครั้ง” นะโมเลิกคิ้วถามเพื่อน

“ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนที่แฟรงค์ทิ้งเอกสารเอาไว้ ในนั้นมีบัตรอยู่สามใบ เอาไว้ใช้เติมน้ำมัน” พสุธาพูดแล้วก็ยื่นบัตรสามใบให้กับศิลา และนะโม

“ให้รถแล้วยังให้บัตรเติมน้ำมันอีกเหรอ พี่เกรงใจ รับไว้ไม่ได้หรอก” ศิลาปฏิเสธทันที เขาเอาสองมือไปไขว้หลัง ไม่ยอมรับบัตรจากพสุธา

“รับไปเถอะ แค่นี้ขนหน้าแข้งเขาไม่ร่วงหรอก รวยจะตาย” เพราะพสุธาแค้นที่เมื่อวานลูคัสทำให้เขาเกือบโป๊ะแตก ดังนั้นแล้วเขาจึงแก้แขนด้วยการใช้เงินของลูคัสอย่างไม่เกรงใจ

แม้จะรู้ว่าต่อให้เขาใช้เต็มที่แค่ไหน ก็ไม่มีทางทำให้ลูคัสล้มละลายได้ก็ตาม

ฝั่งศิลา และนะโม ก็ยังไม่ยอมรับบัตรเติมน้ำมันอยู่ดี จนพสุธาต้องจับยัดใส่มือทั้งคู่ แล้วพูดว่า

“เก็บเอาไว้ แล้วก็เอาไปใช้ด้วย ถ้าไม่ใช้จะโกรธ” คำขู่ที่ได้ผลทุกครั้ง ครั้งนี้ก็แทบจะไม่ต่างกัน เพราะมันได้ผลแค่ครึ่งเดียว ก็คือยอมเก็บเอาไว้ แต่ตั้งใจว่าจะไม่ใช้อย่างเด็ดขาด

“บ้านนี้จอดรถได้สามสิบคัน แต่ตอนนี้เหลือที่ให้จอดได้แค่ยี่สิบแปดคัน โม กูกับหินใช้พื้นที่จอดรถไปแล้วคนละคัน แบ่งที่จอดกันอย่างเท่าเทียม คนละสิบที่ กูกับหินเหลือคนละเก้า มึงเหลือสิบ ก็เลือกมาว่าจะเอารถสิบคันไหนจอดไว้ที่นี่ ที่เหลือก็ขับไปเก็บไว้ที่บ้านข้าง ๆ” พสุธาจัดการ พูดถึงบ้านข้าง ๆ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานของศิลาจะตื่นกันแล้วหรือยัง

ไม่สิ ต้องถามว่าตื่นกันไหวหรือเปล่า เมื่อคืนแต่ละคนสนุกกันจนสุดเหวี่ยง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เขาเตรียมเอาไว้ ไม่เหลือเลยแม้แต่หยดเดียว

กลุ่มคนที่พสุธาคิดว่าอาจจะตื่นไม่ไหว ที่จริงก็ตื่นมาได้สักพักแล้ว เพราะว่าเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าที่ดังรัว ๆ จนพวกเขาหลับต่อไปไม่ได้ ต้องตื่นขึ้นมาตอบ

‘ทำไมหายเงียบกันไปหมดเลย พวกที่ได้ไปงานวันเกิด ไม่คิดจะมาเล่าอะไรหน่อยเหรอ’

‘พวกที่ไปงานวันเกิด บอกหน่อยว่าหินรวยจริงอย่างที่เล่าลือกันไหม’

‘หุ้นส่วนอันดับสองของบริษัทหน้าตาเป็นยังไงบ้าง ได้แอบถ่ายรูปมาบ้างหรือเปล่า’

นี่เป็นเพียงตัวอย่างข้อความที่ถูกส่งเข้ามาในกลุ่มใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกอยู่ถึงหนึ่งร้อยคน พวกเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่อยากมาร่วมงานวันเกิดของศิลา แต่ไม่ได้รับเลือก ดังนั้นจึงได้แต่ผิดหวัง และอยากรู้อยากเห็นว่าวันเกิดของพี่ชายผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัท ใหญ่โตเหมือนงานเลี้ยงวันเกิดของคนรวยในหนังหรือเปล่า

พวกที่ได้มาร่วมงานวันเกิด เมื่อถูกปลุกโดยข้อความพวกนี้ นอกจากจะไม่หงุดหงิดแล้ว ยังยิ้มอย่างอารมณ์ดี รีบอวด แค่ก ไม่ใช่ หมายถึงรีบตอบข้อความกลับไป

‘บ้านของคุณหินใหญ่มาก เป็นวังเก่า งานวันเกิดเป็นปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ที่สำคัญคืออาหารในงานเลี้ยง ทุกอย่างเป็นฝีมือของคุณพสุธาหมดเลย ใช่ คุณพสุธาที่เป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทเรานั่นแหละ ลงมือทำอาหารให้พวกเรากินเองเลย สุดยอดเลยไหมล่ะ’

‘ประเด็นไม่ใช่แค่ว่าคุณพสุธาลงมือทำอาหารเอง แต่อาหารฝีมือของคุณพสุธาโคตรจะอร่อย อร่อยแบบที่หากินที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ ไม่เข้าใจเลย พระเจ้ารักคุณพสุธาขนาดไหนกันแน่ นอกจากจะรวยแล้ว ยังจะเก่งอีก นี่กะจะไม่ให้คนอื่นมีที่ยืนเลยมั้ง’

‘คุณพสุธาห่างไกลจากคำว่ารวยเยอะ หมายถึงแค่คำว่ารวยไม่ยังไม่คู่ควร ต้อใช้คำว่ามหาเศรษฐี ที่สำคัญคือคุณพสุธามีพ่อบุญธรรม พ่อบุญธรรมที่ส่งซูเปอร์คาร์ห้าสิบหกคันมาเป็นของขวัญวันเกิดให้กับคุณหิน และของขวัญวันเกิดย้อนหลังให้คุณพสุธา และเพื่อนของเขา ให้ตายเถอะ พ่อบุญธรรมที่นอกจากรักลูกบุญธรรมแล้ว ยังเอ็นดูไปถึงคนรอบข้างแบบนี้ ฉันเองก็อยากจะมีบ้างสักคน’

‘รถหรูห้าสิบหกคันไม่พอ รู้ว่าคฤหาสน์ของลูกชายจอดรถได้แค่สามสิบคัน ก็ยังซื้อคฤหาสน์หลังข้าง ๆ ให้ลูกชายด้วย เพื่อที่จะเอาไว้จอดรถโดยเฉพาะ และตอนนี้พวกเราก็นอนอยู่ในคฤหาสน์หลังที่ว่านั้นด้วยแหล่ะ’

เมื่อคนที่ได้มาร่วมงานวันเกิดของศิลาตอบกลับไป ก็ขึ้นจำนวนตัวเลขคนที่เข้ามาอ่าน ก็คือเกือบทั้งหมด แต่ผ่านไปจนเกือบหนึ่งนาที ก็ยังไม่มีคนตอบอะไรกลับมา ทำให้คนที่ตั้งใจอวด รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย จนกระทั่ง

‘พวกฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ถึงทำให้พวกเธอคิดว่าบ้านฉันอินเทอร์เน็ตเข้าไปถึง ฉากในซีรีส์แนวตั้งแบบนั้น ก็ยังเอามาหลอกพวกเราน่ะนะ’

‘ใช่ คิดว่าพวกเราไม่เคยดูซีรีส์แนวตั้งหรือไง ฉากในซีรีส์แบบนั้น พวกเราเคยดูมาแล้วหลายเรื่องเถอะ’

‘จะแต่งเรื่องก็เอาให้มันเนียนกว่านี้หน่อย ต่อให้จะรวยขนาดไหน แต่คนบ้าอะไรจะซื้อรถซูเปอร์คาร์เกือบหกสิบคันมาเป็นของขวัญรวดเดียวขนาดนั้น วันเกิดท่านรองปีก่อน ๆ ท่านประธานยังซื้อรถให้แค่คันเดียวเลย’

‘นั่นน่ะสิ ซูเปอร์คาร์ห้าสิบหกคันเนี่ยนะ ถ้าจะซื้อขนาดนี้ ไม่ซื้อหุ้นบริษัทผลิตรถยนต์ให้ไปเลยล่ะ’

 

“เรื่องหุ้นบริษัททาร์เลสไปถึงไหนแล้ว” ลูคัสถามลูกน้องของตัวเอง

“ยังรวบรวมแค่สองเปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ” คนเป็นลูกน้องตอบพลางปาดเหงื่อ

เจ้านายของเขามอบหมายงานยาก ให้เขาซื้อหุ้นบริษัททาร์เลส ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีมูลค่าสูงกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังต้องการหุ้นถึงห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งด้วยขนาดและมูลค่าของทาร์เลส เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะรวบรวมหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพียงแค่สองเปอร์เซ็นต์ที่ได้มานี้ พวกเขาก็หืดขึ้นคอแล้ว

อีกทั้งหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์นี้ เจ้านายของเขาไม่ได้ต้องการให้ตัวเอง แต่ต้องการมอบเป็นของขวัญเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้ลูกชายบุญธรรม

เมื่อวานเพิ่งส่งซูเปอร์คาร์ไปห้าสิบหกคัน คราวนี้ก็ต้องการซื้อหุ้นบริษัทรถยนต์อันดับต้น ๆ ของโลก

ก็แค่นายน้อยปั่นจักรยานไปทำงานเองไม่ใช่เหรอ จำเป็นต้องเล่นใหญ่เล่นโตถึงขนาดนี้ด้วยหรือไง!

 

พสุธาไม่รู้ว่าพ่อบุญธรรมที่ยัดเยียดตัวเองให้เขานั้น ยังเล่นใหญ่เล่นโตได้มากกว่าการส่งซูเปอร์คาร์ห้าสิบหกคัน พร้อมคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ให้ใช้เป็นที่จอดรถ ยังจะซื้อหุ้นที่มีมูลค่ากว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ตัวเอง เหตุผลเพียงแค่ทนไม่ได้ที่เห็นเขาปั่นจักรยานตากแดดตากลมไปทำงาน

หลังจากงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของศิลา พสุธาก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายของตัวเองต่อไป ยังคงปั่นจักรยานไปทำงาน แม้จะมีซูเปอร์คาร์หลายสิบคันจอดอยู่ในคฤหาสน์

ถ้าจะมีเหตุการณ์พิเศษอะไรสักอย่าง ก็คือเหตุการณ์ที่บริษัทเด่นการช่างของครอบครัวกิจอนันต์ พลาดงานใหญ่อย่างโครงการก่อสร้างโรงงานแบตเตอร์รี่ และสำนักงานโรงงาน นั่นทำให้เด่นการช่างอยู่ในสถานะใกล้จะล้มละลายเต็มทีแล้ว

“พลาดงานใหญ่แบบนี้ ซึ่งเป็นโอกาสฟื้นชีวิตบริษัทครั้งสุดท้าย พวกเขาคงจะทนยื้อเอาไว้ได้อีกไม่นาน เว้นแต่ว่าจะมีคนเอาเงินทุนมาช่วย เรื่องค่าเช่าสำนักงาน คาดว่าคงไม่มีเงินมาจ่ายแล้ว ถ้าพวกเขาหาเงินมาจ่ายไม่ทัน สิ้นเดือนหมดสัญญาก็ให้พวกเขาย้ายออกไป สำนักงานที่ว่างอยู่ ก็ใช้เป็นสำนักงานชั่วคราวของซอร์ กรุ๊ปไปก็แล้วกัน” พสุธาสั่งการกับคุณวินิจ

วันนี้เป็นวันประมูลโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอร์รี่ ซึ่งมีมูลค่ากว่าหนึ่งแสนล้านบาท ผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการนี้ ไม่ได้มีแค่ผู้รับเหมาบริษัทเดียวเท่านั้น แต่เลือกถึงสามบริษัท น่าเสียดายที่ถึงแม้จะเลือกถึงสามบริษัทแล้ว แต่เด่นการช่างก็ยังไม่ได้รับโอกาส

น่าเสียดายจริง ๆ เลยนะ หึหึ

“วันนี้มึงดูอารมณ์ดีผิดปกตินะ มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นเหรอ” นะโมถามเพื่อน

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ พสุธาจึงไม่ได้ไปทำงาน มีเวลาว่างอยู่กับพี่ชายและเพื่อน

พสุธาหันไปมองคนที่ไม่รู้ว่าเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร ทันได้ยินที่เขาคุยกับคุณวินิจหรือเปล่า แต่เมื่อพิจารณาดูจากสีหน้าของนะโม ก็น่าจะไม่ได้ยิน ถ้าได้ยินคงจะเค้นถามเขาไปแล้ว

“ใช่ มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นจริง ๆ”

“เรื่องดี ๆ อะไร หรือว่ามึงถูกหวยอีกแล้ว ไม่สิ แค่มีพ่อบุญธรรม มึงก็ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งแล้ว”

เมื่อได้ยินนะโมพูดถึง ‘พ่อบุญธรรม’ รอยยิ้มที่ริมฝีปากของพสุธาก็หายไปทันที

พูดถึงหมอนั่น เขายังอยากจะจับมาต่อยสักหลายหมัด

ไม่ใช่เพราะโกรธที่ทำให้เขาเกือบจะโป๊ะแตก แต่โกรธที่มัดมือชก ทำให้เขาต้องยอมรับเจ้าตัวเป็นพ่อบุญธรรมต่อหน้าคนอื่นต่างหาก

ลูคัส อย่าให้เจอหน้านะ จะซัดให้น่วม เอาให้ลูกน้องจำหน้าไม่ได้เลย!

 

“ฮัดชิ่ว!”

“นายใหญ่ไม่สบายหรือเปล่าครับ” มือขวาของลูคัสถามผู้เป็นเจ้านาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายจามหลายครั้งติดกัน

“ไม่ใช่ น่าจะมีคนคิดถึงฉันมากกว่า บางทีอาจจะเป็นลูกชายตัวน้อยที่น่ารักของฉัน จริงสิ กำหนดการณ์ไปสยามของฉัน ต้องเลื่อนให้เร็วขึ้นอีกสักหน่อยแล้ว” ลูคัสพูดกับมือขวาคนสนิทของเขา

“เลื่อนให้เร็วขึ้นอีกเหรอครับ” คนเป็นลูกน้องถามอย่างตกใจ เพราะการเดินทางของเจ้านาย ต้องเตรียมการเรื่องความปลอดภัยหลายอย่าง บางครั้งต้องวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน เพื่อยืนยันได้ว่าจะไม่ถูกศัตรูลอบฆ่า

“ใช่สิ ลูกชายของฉันจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว คนเป็นพ่ออย่างฉัน ก็ควรจะได้ไปส่งลูกเข้าเรียนวันแรกสิ”