49. ตอนที่ 48
ตอนที่ 48
ขณะที่พ่อบุญธรรมอย่างลูคัส วางแผนที่จะมาส่งพสุธาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยวันแรก พ่อแท้ ๆ อย่างเด่นชัย ตอนนี้ก็กำลังวิ่งพล่านในการหางาน และหาเงินลงทุนให้กับบริษัท เพื่อไม่ให้บริษัทของตัวเองต้องล้มละลาย
หลังจากที่พวกเขาพลาดโครงการสำคัญไป ธนาคารต่าง ๆ ก็เริ่มมาทวงเงินกู้ของพวกเขาแล้ว ไหนจะเรื่องเช่าสำนักงาน พวกเขาไม่มีเงินไปต่อสัญญา ก็มีเวลาอีกไม่ถึงห้าวันในการย้ายข้าวของออก ไม่อย่างนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับจำนวนไม่น้อย
ปัญหาทุกอย่างที่ประดังประเดเข้ามา ทำให้เด่นชัยอารมณ์ไม่ดี อาละวาดใส่ลูกเมีย แม้แต่ลูกรักอย่างดุจฝัน ก็ยังไม่ได้รับการละเว้น
“ร้องไห้ ๆ ร้องไห้อะไรนักหนา วัน ๆ ทำเป็นแต่ร้องไห้ ฉันเลี้ยงตัวไร้ประโยชน์อย่างแกมาได้ยังไง!”
“พ่ออย่าดุน้องดุจสิ น้องดุจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้สักหน่อย” เด่นคุณรีบกางปีกปกป้องน้องชายที่รักของตัวเองทันที ก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไอ้เด็กสกปรกนั่นสิ ต้องเป็นเพราะมันแน่ ๆ ที่ทำให้เจ้าของตึกเกรซไม่พอใจ ทำให้เราชวดโครงการนี้ ได้ยินว่าเจ้าของตึกเกรซ ก็ถือหุ้นฟาสท์ แบตเตอร์รี่ สิบเปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง บางทีเขาอาจจะยังโกรธเรื่องนั้นอยู่ เลยพาลมาถึงพวกเราด้วย”
หากพสุธามาได้ยินคำพูดพวกนี้ เขาคงจะต้องหัวเราะออกมา
เขาไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการประมูลเลยด้วยซ้ำ เขาแค่ต้องการตัดขาดกับครอบครัวกิจอนันต์ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นต้องการทำลายให้สิ้นซาก
ก็แค่ไม่ยอมรับเขาเป็นคนในครอบครัวเองไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร จนเขาถึงกับต้องการกำจัดให้พ้นทาง เขายังคิดว่าถ้าประมูลโครงการไปได้ ก็ถือว่ายังพอมีความสามารถ
แต่ประมูลไม่ได้ ก็ต้องถือว่าไร้ความสามารถเองไม่ใช่เหรอ จะมาโทษว่าเป็นความผิดของเขาได้ยังไงกันล่ะ
“จริงด้วยสิคะคุณ ต้องเป็นเพราะไอ้ลูกอกตัญญูนั่นแน่ ๆ เลย” ดาวิการีบพูด ขณะที่มือก็ยังลูบหลังปลอบลูกรักของเธอให้หยุดร้องไห้
“พ่อว่าถ้าพวกเราลากตัวหมอนั่นไปกราบขอโทษเจ้าของตึกเกรซได้ เจ้าของตึกเกรซจะให้อภัยเราไหม ให้โอกาสเราได้เข้าร่วมโครงการด้วยหรือเปล่า” เด่นหล้าถามขึ้นมาอย่างมีความหวัง
เด่นชัยเองก็ดวงตาวาววับขึ้นมา เพราะเขาเองก็คาดหวังว่ามันจะได้ผลเช่นกัน
ตอนนี้พวกเขาใกล้จะถึงทางตันแล้ว ดังนั้นเมื่อเจอหนทางที่คิดว่าจะทำให้ผ่านไปได้ ต่อให้มันจะริบหรี่แค่ไหน พวกเขาก็จะพยายามฝ่ามันไปให้ได้
น่าเสียดายความมุ่งมั่นเช่นนี้ ถูกนำมาใช้อย่างผิด ๆ ถ้ามุ่งมั่นได้ถูกทาง ก็คงจะมีโอกาสรอดจริง ๆ แต่เพราะมุ่งมั่นอย่างผิดทาง สิ่งที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า ก็คือความมืดมนที่มากกว่าเดิม
“ว่าแต่พวกเราจะไปหาตัวหมอนั่นได้จากที่ไหน”
“มันทำงานที่ร้านอาหารเพื่อนของคุณปฐพีไม่ใช่เหรอ พวกเราไปหามันที่นั่นสิ”
“จะดีเหรอพ่อ ถ้าเราไปที่นั่น คนอื่นก็รู้สิว่าเด็กล้างจานสกปรก ๆ นั่นเกี่ยวข้องกับพวกเรา น่าอายจะตาย” เด่นคุณพูดอย่างรังเกียจ
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ใกล้จะเป็นคุณชายตกยาก เพราะครอบครัวจวนเจียนจะล้มละลายอยู่แล้ว ก็ยังจะดูถูกคนอื่นอยู่อีก
“พวกแกไปดักรอมันตอนมันเลิกงาน พาตัวมันมาตอนดึก ๆ แค่นี้ก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นแล้ว”
เด่นชัยไม่รู้ เพราะคำสั่งนี้ของตัวเอง ทำให้เจ้าตัวได้เห็นลูกชายของตัวเองอีกที ก็ตอนที่โรงพยาบาลโทรศัพท์มาตามตัวญาติผู้บาดเจ็บ
วันถัดมาพสุธายังคงมาทำงานเป็นพนักงานล้างจานที่ร้านอาหารของพันไมล์ และตอนนี้ก็กำลังจะเลิกงานแล้ว เขาไม่รู้เลยว่าพี่ชายในสายเลือดของเขาสองคน ตอนนี้จอดรถซุ่มอยู่ข้างทาง เตรียมจะลักพาตัวเขาขึ้นรถ เพื่อบังคับให้ไปกราบขอโทษ ‘เจ้าของตึกเกรซ’
“วันนี้พี่ไปส่งนะน้องดิน ไอ้ป๋ามันติดธุระที่บ้าน เลยฝากพี่ไปส่งน้องดินแทน” พันไมล์พูดกับพสุธา
พสุธาปกติแล้วจะปั่นจักรยานมาทำงาน แต่ตอนเลิกงาน ปฐพีจะเป็นคนพาเจ้าตัวไปส่งที่บ้าน โดยรถยนต์ของเขาต่ออุปกรณ์สำหรับวางจักรยานไว้โดยเฉพาะเลย
“ไม่เป็นไรเลยครับ ผมกลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก พี่ก็รู้แล้วนี่นาว่าพ่อบุญธรรมของผมเป็นใคร เขาไม่ปล่อยให้ผมเป็นอันตรายหรอก” พสุธายกลูคัสขึ้นมาอ้าง
เขาบอกว่าไม่ยอมรับลูคัสเป็นพ่อบุญธรรมม แต่ถึงเวลา เขาก็หยิบยกอีกฝ่ายมาอ้างได้อย่างคล่องปาก
พันไมล์ยิ้มกับคำพูดของพสุธา เขาพูดอย่างคึกครึ้นว่า
“นั่นพ่อบุญธรรมส่งมา พี่ก็เป็นพ่อทูลหัวส่งมายังไงล่ะครับ”
พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะถามพสุธาอย่างจริงจังว่า
“ทำไมพี่ชอบแซวผมกับเพื่อนพี่ เพื่อนพี่ไม่ได้ชอบผมสักหน่อย”
“โห มาเฝ้าทุกวัน เลิกงานดึกก็รอไปส่ง ปกติขับซูเปอร์คาร์ แต่เปลี่ยนมาขับเอสยูวี เพื่อให้บรรทุกจักรยานนายได้ แบบนี้ยังเรียกว่าไม่ชอบอีกหรอ” พันไมล์ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เรียกว่าสวัสดิการพนักงานครับ ผมเป็นพ่อครัวให้คุณป๋าสองปี คุณป๋าก็ต้องมีสวัสดิการดี ๆ ให้ผมบ้างสิ” พสุธาตอบเสียงกลั้วหัวเราะ
พันไมล์เขม้นสายตามองพสุธา ก่อนจะพูด
“ไม่เห็นมันมีสวัสดิการดี ๆ แบบนี้ให้พ่อบ้านของมันบ้างเลย นั่นก็ทำงานกับมันมาหลายปีแล้วนะ”
“เรื่องนี้พี่ก็ต้องไปถามเพื่อนพี่เองแล้วล่ะครับ แต่เรื่องที่พี่คิดว่าคุณป๋าชอบผม ผมถามแล้ว คุณป๋าบอกว่าแค่สนใจ ยังไม่ถึงขั้นชอบ” พสุธาพูดเรื่องนี้ได้เป็นธรรมชาติ ไร้ความเขินอายใด ๆ
พันไมล์มองท่าทางที่เป็นธรรมชาติของพสุธา เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าสองคนนี้เก็บอาการได้เก่งเกินไป หรือว่าเพราะยังไม่รู้ใจตัวเองกันจริง ๆ
คนหนึ่งก็ตามรับตามส่ง มาเฝ้าที่ทำงานอย่างไม่เคยทำแบบนี้กับใคร
อีกคนหนึ่งก็ยอมให้อีกฝ่ายก้าวเข้าไปในโลกของตัวเองช้า ๆ ได้ยินว่าปกติไม่ชอบให้ใครเข้าไปยุ่งในห้องครัว ขนาดพี่ชายที่เจ้าตัวรักที่สุด ก็ยังไม่ได้รับการยกเว้น แต่ว่าวันนั้น เพื่อนของเขากลับอยู่ในห้องครัวได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ
ให้อีกฝ่ายเป็นข้อยกเว้นของตัวเองขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าชอบกัน
“เอาเถอะ ถือว่าพี่อยากผันตัวจากเจ้าของร้านไปเป็นบาริสต้าก็แล้วกัน ถึงได้ขยันชง” พันไมล์พูดแล้วทอดถอนใจ ส่วนพสุธาหลุดหัวเราะออกมา เพราะพันไมล์แซวตัวเองเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องรอให้เขาพูดเลย
“ไปพี่ไปส่ง น้องโมชวนพี่เล่นเกมด้วย คืนนี้พี่จะไปเล่นเกมกับน้องโม” พันไมล์พูดพลางเดินนำพสุธาไปที่รถของตัวเอง รถของเขาก็มีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับรถจักรยานเหมือนกัน
แน่นอนว่ามันคือฝีมือของปฐพี
“พี่กับโมสนิทกันตั้งแต่เมื่อไร” พสุธาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“ก็ตั้งแต่งานวันเกิดหินนั่นแหละ ตอนเล่นเกมในน้ำ เราอยู่ทีมเดียวกัน หลังจากวันนั้นก็บังเอิญเจอกันในเกม ก็เลยเล่นด้วยกันบ่อย ๆ” พันไมล์ตอบคำถามอย่างสบาย ๆ
พสุธาเอียงคอครุ่นคิด เขาก็นึกไม่ออกว่านะโมเล่นเกมตอนไหน แต่ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวเลิกงานแล้ว และเขายังไม่ได้กลับบ้าน
พสุธาคาดเดาไม่ผิดเลย นะโมเล่นเกมในช่วงกลับถึงบ้านหลังเลิกงาน และหยุดเล่นตอนที่พสุธากำลังจะเลิกงาน
เกมที่นะโมเล่น ก็เป็นเกมต่อสู้ในโทรศัพท์มือถือที่ฮิต ๆ กันนั่นแหละ เพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงนแนะนำมา นะโมลองเล่นแล้วติดใจ เขาก็เลยเล่นมาเรื่อย ๆ
“แล้วคืนนี้จะเล่นเกมกันข้ามคืนเลยเหรอ พรุ่งนี้วันอังคาร โมมันยังต้องทำงานนะ” พสุธาพูดขึ้นมา
เขาไม่ห้าม หรือโกรธ หากนะโมจะหยุดงาน แต่ที่เขาพูดแบบนี้ ก็เพราะรู้ว่านะโมจะต้องไม่หยุดงานแน่ แต่ถ้าเล่นเกมจนไม่ได้นอน ไปทำงานแล้วจะไปอันตรายหรือไง
“ไม่หรอก นะโมติดอยู่ด่านหนึ่ง เลยอยากให้พี่ช่วยเล่นให้ผ่าน ด่านนั้นพี่เล่นผ่านมาสักพักหนึ่งแล้ว คิดว่าเล่นอีกรอบ ก็น่าจะใช้เวลาไม่เท่าไร”
“อ้อครับ งั้นพี่จะค้างที่นั่นเลยไหม นอนห้องไอ้โมเหมือนเดิมก็ได้” เพราะไม่ต้องปิดบังเรื่องคฤหาสน์แล้ว อีกทั้งหลังจากงานเลี้ยงวันเกิดของหิน พวกเขาก็สนิทกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นพสุธาจึงได้เอ่ยปากออกไป
“ตกลง” พันไมล์ก็ตอบตกลงอย่างว่าง่าย
พสุธาไม่คิดว่าพันไมล์จะตกลงทันที แต่เมื่อหางตาเขาเห็นว่าเบาะหลังมีกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่ เขาก็มุมปากกระตุก
ที่แท้แล้ว คนคนนี้ก็มีแผนการจะไปค้างคืนที่บ้านของเขาอยู่แล้ว
“จริงสิ ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่ด้วย” พสุธาพูดอย่างนึกขึ้นได้
“เรื่องอะไร พูดมาได้เลย” พันไมล์พูด แต่พสุธายังไม่ทันจะพูดอะไร พันไมล์ก็อุทานออกมาจากลำคอ
“มีอะไรเหรอครับ” พสุธาถาม เมื่อเห็นท่าทางตื่นตะลึงของพันไมล์
“น้องดินเห็นรถคันข้างหน้าไหม เมื่อกี๊พี่เห็นเหมือนมีคนที่ถูกคลุมหัวด้วยกระสอบ จับยัดเข้าไปในรถ นั่นมันลักพาตัวหรือเปล่า” พันไมล์พูดอย่างเคร่งเครียด ในฐานะพลเมืองดี เห็นเรื่องแบบนี้เขา เขาก็ไม่กล้าเมินเฉย ต้องการจะช่วยเหลือ แต่ก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามอย่างโง่ ๆ ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุด และถูกต้องที่สุด คือแจ้งตำรวจ
คิดได้อย่างนั้นแล้ว พันไมล์ก็หยิบโทรศัพท์จะแจ้งตำรวจ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้กดโทรศัพท์ออกไป ก็ถูกพสุธาห้ามเอาไว้ก่อน
“เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งโทรศัพท์แจ้งตำรวจนะครับ”
“ทำไมครับ ถ้าช้าเกินไป อาจจะสายเกินแก้นะ” พันไมล์มองพสุธาอย่างไม่เข้าใจ
พสุธานวดขมับ ก่อนจะพูด
“รถคันนั้นที่ขับออกไป ผมมองแล้ว เหมือนว่าจะเป็นรถของแฟรงค์”
“แฟรงค์ ก็คือคนที่เอารถมาส่งให้น้องดินวันนั้นใช่ไหม” พันไมล์ถาม
“ใช่ครับ” พสุธาพยักหน้า
“งั้นพวกเขา..” พันไมล์มองพสุธา เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดี
เห็นคนถูกลักพาตัวต่อหน้าต่อตา แต่คนที่ลงมือก่อเหตุ ดันเป็นลูกน้องของพ่อบุญธรรมของพสุธา
“ผมจะถามพวกเขาดูก่อน พี่ก็ขับรถตามรถคันนั้นไปก่อน เผื่อว่าผมจะมองผิดพลาด” พสุธาพูด ก่อนจะหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมา จะติดต่อหาแฟรงค์ ทว่าเขายังไม่ทันจะได้ลงมือ โทรศัพท์ในมือของเขาก็หน้าจอสว่างวาบ ขึ้นว่ามีคนติดต่อมา
เป็นแฟรงค์นั่นเอง พสุธารับสายอย่างรวดเร็ว
“แฟรงค์” พสุธาเรียกแฟรงค์
“นายน้อยอยู่บนรถที่ขับตามพวกผมอยู่ใช่ไหมครับ” แฟรงค์ถามก่อนที่พสุธาจะทันได้พูดอะไร
“นั่นนายจริง ๆ สินะ พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่” พสุธาถามออกไปเสียงขรึม
“ช่วยนายน้อยกำจัดขยะครับ” แฟรงค์ก็ตอบกลับเสียงเรียบ
“ช่วยฉันกำจัดขยะ? หมายความว่ายังไงน่ะ” พสุธาขมวดคิ้วมุ่น พันไมล์ก็มองพสุธาอย่างสงสัยเช่นกัน
“ขยะที่หน้าตาเหมือนกันสองชิ้น มันจอดรถรอจะลักพาตัวนายน้อย เห็นบอกว่าจะให้ไปกราบเท้าขอโทษเจ้าของตึกเกรซอะไรนั่นแหละครับ บอกว่าที่ชวดงานโครงการสำคัญ เพราะนายน้อยไปทำให้เจ้าของตึกเกรซไม่พอใจ พวกมันไร้ค่าเอง จะมาโทษนายน้อยได้ยังไง ต้องสั่งสอนมันให้รู้สำนึก ว่าขยะอย่างมันต่างหากที่ไร้ความสามารถ”
พสุธาฟังคำพูดของแฟรงค์ จากนั้นเขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้
ดูเหมือนว่าพวกครอบครัวกิจอนันต์ จะผิดหวังจนเป็นบ้าไปแล้ว ถึงได้เอาเรื่องนี้มาโทษเขาได้ แต่เมื่อคิดถึงความสามารถในการหลอกตัวเอง และหลอกคนอื่นของบ้านนั้น พสุธาก็เข้าใจ
ก็แค่อยากหลอกตัวเองว่ายังมีหวัง ก็แค่อยากปัดความรับผิดชอบ ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าที่ตัวเองพลาดงานใหญ่ เป็นเพราะตัวเองไร้ความสามารถ ดังนั้นก็เลยต้องโยนความผิดให้เขา บอกว่าเป็นเพราะเขาที่ทำให้เจ้าของตึกเกรซ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนอันดับสองของบริษัทฟาสท์ แบตเตอร์รี่ บริษัทของตัวเองถึงได้โดนเล่นงานจนชวดงานใหญ่ไป
พสุธาหัวเราะในลำคออย่างเยาะหยัน ก่อนจะพูดตอบไป
“อย่าให้ถึงตายล่ะ”
“แน่นอนครับ” แฟรงค์รับคำอย่างดี ก่อนจะวางสายไป
“สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ” พันไมล์ถามพสุธา
“นั่นเป็นรถของแฟรงค์จริง ๆ นั่นแหละครับ คนที่พวกเขาจับตัวขึ้นรถไป เป็นพวกที่ตั้งใจมาดักรอลักพาตัวผม แฟรงค์ก็เลยเอาตัวไปสั่งสอนสักหน่อย” พสุธาพูดจบ เขาก็ร้องอุทานเสียงหลง เพราะว่ารถถูกเบรกอย่างกะทันหัน
พันไมล์เหยียบเบรกจนตัวโก่ง เมื่อได้ยินคำตอบจากพสุธา
“มีคนต้องการลักพาตัวนายเหรอ พวกมันเป็นใคร เป็นพวกร้านคู่แข่ง หรือศัตรูทางธุรกิจของพ่อบุญธรรมของนาย หรือเป็นพวกค้ามนุษย์” พันไมล์ถามอย่างตื่นตระหนก เพราะเป้าหมายที่คนพวกนั้นต้องการลักพาตัว ก็คือคนใกล้ตัวของเขา
“อืม เป็นคนที่ครอบครัวกิจอนันต์ส่งมาน่ะครับ”
“ครอบครัวกิจอนันต์? นั่นไม่ใช่ครอบครัวตามสายเลือดของน้องดินเหรอ” พันไมล์รู้เรื่องของพสุธามากพอสมควร
พสุธาพยักหน้า
“เพราะอะไร”
“พวกเขาโทษว่าเป็นความผิดผม ที่ทำให้เมื่อวานนี้เขาประมูลโครงการก่อสร้างของฟาสท์ แบตเตอร์รี่ที่มีมูลค่ามหาศาลไม่ได้ ก็เลยอยากจะลักพาตัวผมไปสังเวยผู้มีอำนาจ” ซึ่งผู้มีอำนาจคนนั้นก็คือเขานั่นเอง
ประโยคสุดท้าย พสุธาไม่ได้พูดออกไป เขาคิดขำ ๆ อยู่ในใจ
พันไมล์ชะงักไป เมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา ก่อนจะมองพสุธาด้วยสายตาสงสาร
“ไม่เป็นไรนะ นายยังมีหิน มีนะโม มีพวกพี่ แล้วก็ยังมีพ่อบุญธรรมของนายด้วย”
“หึหึ ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ระหว่างผมกับครอบครัวกิจอนันต์ ความเกี่ยวข้องเดียวที่มีก็คือดีเอ็นเอนั่นแหละครับ” พสุธาตอบอย่างไม่แยแส เขาไม่แยแสจริง ๆ ไม่ใช่แค่แกล้งทำเป็นเข้มแข็ง
พันไมล์เห็นพสุธาไม่เป็นอะไรจริง ๆ เขาจึงได้ขับรถต่อ พาพสุธาไปส่งถึงบ้าน
เมื่อถึงคฤหาสน์ ก็มีศิลา และนะโมยืนรอรับอยู่เหมือนปกติทุกวัน
พสุธาเหนื่อยจะบ่นแล้ว เขาเดินนำพันไมล์เข้าบ้าน แล้วก็ทิ้งพันไมล์ไว้กับนะโม ส่วนตัวเองเดินขึ้นห้องนอนไป เขายังมีเรื่องต้องทำ
ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่ทำให้ครอบครัวกิจอนันต์ลำบากมากขึ้น เผื่อว่าจะไม่มีเวลามายุ่งกับเขา
ฝั่งนะโม เมื่อพสุธาขึ้นห้องไปแล้ว เขาก็หันไปถามพันไมล์
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าพี่ สีหน้าไอ้ดินเหมือนมีคนกำลังจะซวย”
“ระหว่างทางเกิดเรื่องนิดหน่อย แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก น้องดินไม่เป็นอะไร” พันไมล์ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้นะโมฟัง เพราะก่อนมาถึงบ้าน พสุธาได้ขอเอาไว้ก่อนแล้ว พันไมล์ก็รับปาก และไม่ได้แปลกใจเลยสักนิด เพราะรู้ว่าพสุธาก็เป็นแบบนี้ ไม่ยอมให้เพื่อนและพี่ชายเป็นห่วงมากเกินไป
แต่ไม่ได้เล่าให้นะโมฟัง ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เล่าให้คนอื่นฟัง
พันไมล์ใช้ข้ออ้างขอตัวเข้าห้องน้ำ จากนั้นก็ติดต่อหาปฐพี เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟัง
ปฐพีเมื่อได้ยินเรื่องที่เดขึ้นจากปากของเพื่อนสนิท สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มขึ้นมา
“ดูเหมือนว่ากิจอนันต์จะยังตกต่ำไม่พอ”
พันไมล์ได้ยินปฐพีพึมพำประโยคนี้ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสายทิ้งไป
พันไมล์ชะงัก ก่อนจะหัวเราะในลำคอ รู้ว่าปฐพีต้องลงมือทำอะไรสักอย่างกับครอบครัวนั้นอย่างแน่นอน
พันไมล์คิดไม่ผิดเลย เพราะว่าปฐพีลงมือทำอะไรบางอย่างจริง ๆ
“ไปกว้านซื้อหนี้ของครอบครัวกิจอนันต์มา ซื้อมาให้ได้มากที่สุด” ปฐพีสั่งการคนของตัวเอง
“ซื้อหนี้เหรอครับ” พงศ์ธรถามซ้ำอย่างสงสัย อยู่ ๆ ทำไมเจ้านายของเขาถึงได้สั่งให้ซื้อหนี้ของตระกูลกิจอนันต์กลางดึกแบบนี้
“ใช่ ฉันต้องการเป็นเจ้าหนี้ของครอบครัวกิจอนันต์” เมื่อเขาเป็นเจ้าหนี้ เขาก็สามารถยึดทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวกิจอนันต์ มาให้พสุธาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แต่ปฐพีไม่รู้เลยว่า พสุธาก็กำลังจะให้คุณวินิจซื้อหนี้ของครอบครัวกิจอนันต์เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้ดึกมากแล้ว เขาเกรงใจคุณวินิจ จึงตั้งใจจะสั่งงานตอนเช้า
นั่นทำให้พสุธาช้ากว่าปฐพีไปก้าวหนึ่ง
แต่เพราะพสุธายังไม่รู้ เมื่อยามเช้ามาถึง เขาก็ยังสั่งงานกับคุณวินิจ
“ใช้นามของซอร์กรุ๊ปซื้อหนี้ของเด่นการช่างมา รวมถึงหนี้ของครอบครัวเด่นชัย”
“ท่านประธานจะผันตัวไปเป็นเจ้าหนี้ของตระกูลกิจอนันต์เองหรือครับ” คุณวินิจถาม แล้วเขาก็สงสัยว่าครอบครัวนั้นรนหาที่ตายอะไรอีก ทำไมอยู่ ๆ ท่านประธานของเขาถึงได้คิดจะลงมือกับครอบครัวนั้น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาแทบจะไม่สนใจแล้ว
“ใช่ ถ้าผมเป็นเจ้าหนี้ แล้วคนพวกนั้นไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายหนี้ ผมจะได้มีอำนาจในการยึดทรัพย์สินของพวกนั้นไง จะว่าป้านของครอบครัวกิจอนันต์ก็ไม่เลว ผมอยากเลี้ยงสุนัข แต่ยังไม่มีบ้านสุนัข พอดีเลย ผมคิดว่าบ้านนั้นใช้เป็นบ้านสุนัขก็ไม่เลว”
คุณวินิจขนลุกแทนครอบครัวกิจอนันต์ การฆ่าคนแบบไหนที่ทำให้คนตายอย่างทรมานที่สุด ก็คือการฆ่าคนทางจิตใจยังไงล่ะ
ถ้าคนบ้านนั้นรู้ว่าคฤหาสน์ที่ตัวเองภาคภูมิใจนักหนา กลายเป็นบ้านสุนัข ไม่รู้ว่าจะกระอักเลือดจนตายเลยหรือเปล่า