50. ตอนที่ 49
ตอนที่ 49
“อะไรนะ เป็นไปไม่ได้ พวกแกต้องเป็นมิจฉาชีพแน่ ๆ” เสียงของเด่นชัยหยาบกระด้างอย่างชัดเจน เมื่อเขาได้รับสายโทรศัพท์ที่แจ้งว่าให้เขารีบไปที่โรงพยาบาล เพื่อเซ็นอนุญาตให้ลูกชายทั้งสองคนของเขาได้รับการผ่าตัด
ลูกชายของเขาแข็งแรงดีอยู่ จะต้องผ่าตัดอะไร
เด่นชัยลืมสิ้นแล้วว่าเมื่อคืนนี้สั่งลูกชายให้ไปทำอะไร ทว่าหลังวางสายแล้ว เขาก็นึกขึ้นได้
“เมื่อวานคุณชายกลับมาบ้านหรือยัง” เด่นชัยเรียกพ่อบ้านมาถาม
“ยังไม่กลับมาเลยครับ” พ่อบ้านส่ายหน้าตอบ เมื่อคืนเขารออยู่ทั้งขึ้น คุณชายฝาแฝดของบ้านก็ไม่ได้กลับมา
“มันไปไหนของมันกันแน่” เด่นชัยขมวดคิ้วมุ่น ไม่พอใจขึ้นมา เพราะว่าฝากความหวังไว้กับเรื่องที่เขาสั่งลูกชายไปทำเป็นอย่างมาก
ถ้าสองคนนั้นพาตัวเด็กนั่นกลับมาไม่ได้ แล้วบริษัทของเขายังจะมีโอกาสรอดอยู่อีกเหรอ
เด่นชัยคิดแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาติดต่อหาลูกชายคนโตอย่างเด่นหล้า
เด่นชัยรอสายอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็มีสัญญาณตอบรับ ทว่าเสียงที่ดังขึ้นนั้นไม่ใช่เสียงของเด่นหล้า ทว่าเป็นเสียงของสตรีที่เขาเพิ่งจะได้ยินไปก่อนหน้านี้
“สวัสดีค่ะ คุณคือคุณพ่อของเจ้าของโทรศัพท์ใช่ไหมคะ ตอนนี้เจ้าของโทรศัพท์ได้รับบาดเจ็บ มีพลเมืองดีเป็นผู้นำส่งโรงพยาบาล เจ้าของโทรศัพท์ได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน ญาติรีบติดต่อมาที่โรงพยาบาลรัศมีอินเตอร์นะคะ” พยายามพูดอย่างสุภาพ แต่ก็แฝงความขุ่นมัวเอาไว้เล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้เธอได้โทรศัพท์แจ้งเด่นชัยไปแล้ว ทว่าอีกฝ่ายด่าว่าเธอเป็นมิจฉาชีพ แล้วตัดสายทิ้งไปเลย
เด่นชัยนิ่งอึ้งไป เมื่อได้ยินว่าลูกชายของเขาบาดเจ็บ ตอนแรกเขาคิดจะด่าว่าเป็นมิจฉาชีพอีก แต่ก็นึกได้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายโทรศัพท์หาลูกชายเอง เด่นชัยวางสาย ก่อนจะติดต่อไปยังโรงพยาบาลรัศมีอินเตอร์ แล้วถามว่าลูกชายของตัวเองรักษาตัวอยู่ที่นั่นจริงหรือไม่
เด่นชัยถือหุ้นของรัศมีอินเตอร์อยู่เล็กน้อย พอจะนับได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่เขาก็ชอบใช้บริการที่โรงพยาบาลนี้ หากว่ามีการเจ็บป่วย แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม นั่นทำให้เจ้าหน้าที่พอจะคุ้นเคยกับเขาอยู่บ้าง
“มีจริง ๆ ครับ คุณเด่นหล้า และคุณเด่นคุณ ถูกพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บ ขาทั้งสองข้างหัก ข้อมือ แขน ซี่โครงหัก ปากฉีก...” ทางโรงพยาบาลแจ้งอาการของสองฝาแฝด
เด่นชัยสีหน้ามืดครึ้มขึ้นเรื่อย ๆ ความคิดแรกของเขาไม่ได้เป็นห่วงลูกชาย แต่คิดว่าใครกันที่กล้าลงมือทำร้ายลูกชายของเขา จากนั้นก็คิดว่าอาการลูกชายเจ็บขนาดนี้ ต้องใช้ค่ารักษาเท่าไร แล้วต่อไปใครจะช่วยเขาแก้ปัญหาบริษัท
ทว่าแม้จะไร้ความเป็นห่วง แต่สุดท้ายเด่นชัยก็พาดาวิกาผู้เป็นภรรยา และดุจฝันลูกชายคนเล็กของตัวเองไปที่โรงพยาบาล
คุณดาวิกาเมื่อได้ยินว่าลูกชายแท้ ๆ สองคนของตัวเองได้รับบาดเจ็บหนัก ก็ร้องไห้เสียใจด้วยความเป็นห่วงทันที เมื่อถึงโรงพยาบาลก็โวยวาย ต้องการให้หมอที่ดีที่สุดมารักษาลูกชายของตัวเอง
“ญาติคนไข้กรุณาอยู่ในความสงบ ตอนนี้ทีมแพทย์กำลังทำการรักษาอย่างเต็มที่ และคนไข้ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว” พยาบาลแจ้งกับครอบครัวของฝาแฝด ทว่าเธอก็ถูกตบหน้าฉาดใหญ่จากดาวิกา
“แกกำลังสั่งใครหา! รู้ไหมว่าฉันเป็นผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาลนี้ คนที่นอนอยู่ในห้องผ่าตัดก็เป็นลูกชายของฉัน พวกแกต้องรักษาเขาให้ดี ๆ ถ้าเขาเป็นอะไรไป ฉันจะไล่พวกแกออกให้หมด” ดาวิกาอาละวาดไม่หยุด
พยาบาลที่ถูกตบหน้าก็นิ่งอึ้งไป ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกทำร้ายร่างกายแบบนี้ แต่ต่อมาเธอก็ยอมกัดฟันอดทน เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้มีอำนาจมากกว่า
เธอคิดว่าครั้งนี้ตัวเองก็ต้องได้รับความไม่เป็นธรรมแบบนี้ไปแล้ว ทว่า
“หุ้นแค่เล็กน้อยของพวกคุณ ไม่พอที่จะทำให้คุณมีอำนาจไล่ใครออกก็ได้หรอกนะ อีกอย่างหนึ่ง ต่อให้คุณมีหุ้นมากกว่านี้ ก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายบุคลากรของโรงพยาบาล พวกคุณเตรียมตัวรับหมายศาลข้อหาทำร้ายร่างกายได้เลย” เสียงเยือกเย็นดังออกมาจากปากของชายหนุ่มคนหนึ่ง
พยาบาลสาวหันไปมอง เธอก็ดีใจทันที
“คุณปฐพี” ใช่แล้ว คนที่พูดประโยคเมื่อครู่นี้ ก็คือปฐพีนั่นเอง เมื่อคืนปฐพีก็ค้างคืนอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ ที่เขาต้องให้พันไมล์ทำหน้าที่ไปส่งพสุธาที่บ้าน แล้วบอกว่าเขาติดธุระ ธุระของเขาก็คือการรักษาตัวที่โรงพยาบาลนี่เอง
เมื่อวานเขาเผลอไปโดนน้ำประปาเข้าอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดผื่นขึ้นทั้งตัว ต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาล เช้าวันนี้เขาก็เตรียมตัวจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ได้ยินข่าวเรื่องที่สองฝาแฝดถูกส่งตัวมาโรงพยาบาล เขาเลยมาดูสักหน่อย เพราะรู้ว่าเมื่อคืนนี้สองแฝดไปทำเรื่องอะไรมา และถูกใครพาตัวไป แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นฉากทำร้ายร่างกายคนเข้า
ปฐพีโกรธมาก และไม่คิดจะประนีประนอม เขาจะให้ฝ่ายกฎหมายของโรงพยาบาล ฟ้องร้องดาวิกาข้อหาทำร้ายร่างกายอย่างแน่นอน
พยาบาลที่ถูกปฐพีปกป้อง ก็ซาบซึ้งใจ ขณะที่ดาวิกาสีหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าปฐพีจะมาเห็นเข้า และยังพูดจาอย่างไม่ไว้หน้ากันขนาดนี้
“คุณ คุณปฐพี คุณแม่แค่เป็นห่วงพี่ชายของผมมาก ท่านเลยพลั้งมือไป คุณปฐพีอย่าโกรธเลยนะครับ” ดุจฝันพูดเสียงเบา เดินหน้าเข้าหาปฐพี มือสองข้างยื่นไปจะจับแขนปฐพี
ปกติเวลาเขาทำท่าแบบนี้ในการอ้อนพี่ชายฝาแฝด ทั้งคู่ก็ใจอ่อนอย่างรวดเร็ว ดุจฝันคิดว่าปฐพีก็ต้องไม่ต่างกันแน่ ทว่า
“อย่ามาโดนตัวผม ผมเป็นโรครักความสะอาด” ปฐพีพูดอย่างเย็นชา
ดุจฝันตัวแข็งทื่อ สีหน้าและแววตาไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย จากนั้นก็น้ำตาคลอ เม้มริมฝีปากเข้าหากัน ประหนึ่งว่าตัวเองถูกรังแกอย่างหนัก ท่าทางดูน่าสงสารยิ่งกว่าพยาบาลที่เพิ่งโดนตบไปเสียอีก
“คุณปฐพีเข้าใจอะไรผมผิดหรือเปล่าครับ หรือว่าพี่ดินไปพูดอะไรกับคุณหรือเปล่า” ดุจฝันถามเสียงสั่นเครือ
ปฐพีมองดุจฝันอย่างเย็นชายิ่งกว่าเดิม
“อย่าสำคัญตัวผิดไปนักเลย ดินไม่เคยพูดอะไรถึงพวกคุณ เพราะว่าเขาไม่เคยเสียเวลาพูดเรื่องไร้สาระ” ปฐพีตอบกลับด้วยประโยคที่ทำให้สามคนพ่อแม่ลูกนั้นสีหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ถ้าเด็กนั่นไม่เคยใส่ร้ายอะไรพวกเรา แล้วทำไมคุณถึงได้พูดกับพวกเราแบบนี้ พวกเราเคยทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือ” ดาวิกาพูดอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แม้ว่าเธอจะกลับปฐพี แต่ก็ไม่อาจทนเสียหน้าได้เช่นกัน
“คุณใช้อำนาจสร้างความวุ่นวายในโรงพยาบาล อวดอ้างด้วยเศษหุ้นที่มีอยู่ในมือ ลงมือทำร้ายบุคลากรของโรงพยาบาล แค่นี้ยังไม่เพียงพอที่ผมจะไม่พอใจอีกหรือ” ปฐพียกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบจ้องไปยังเด่นชัย ดาวิกา และดุจฝัน
เป็นแววตาที่ทำให้ทั้งสามคนนั้นกลัวจนต้องหลบสายตา
ดุจฝันกำมือแน่นอย่างไม่เข้าใจ
ทำไมคนอย่างพสุธาที่โตมาในสลัม ถึงสามารถเข้าใกล้ปฐพีได้ แต่ทำไมเขาถึงทำไม่ได้ เขาสู้มันไม่ได้ตรงไหน!
ปฐพีมองมือที่กำเข้าหากันแน่นของดุจฝันด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะพูดว่า
“ผมรังเกียจพวกคุณ ก็เพราะพฤติกรรมของพวกคุณเอง อย่าได้โยนความผิดให้คนอื่นไปทั่ว เพราะมันยิ่งทำให้พวกคุณน่ารังเกียจยิ่งขึ้น อ้อ ผมขอเตือนอะไรบางอย่าง แทนที่จะเสียเวลาโยนความผิด และความรับผิดชอบให้คนอื่น พวกคุณไปหาวิธีการกอบกู้ธุรกิจด้วยความสามารถของตัวเองเถอะ หรือถ้าคิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ ยื่นล้มละลายไปเลยเถอะ” พูดจบปฐพีก็เดินจากมาทันที
ถึงตอนนี้เขายิ่งมั่นใจว่าการที่พสุธาเลือกจะตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวนี้อย่างเด็ดขาด ไม่ให้โอกาสเลยแม้แต่น้อย เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดของเจ้าตัว
คล้องหลังปฐพีไปได้ไม่เท่าไร ก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้น เป็นเสียงของดาวิกานั่นเอง หล่อนกรี๊ดอย่างอัดอั้นตันใจ โกรธจนหน้ามืดตามัวไปหมด เพราะคำพูดของปฐพี
แต่เธอก็กรี๊ดได้เพียงแค่ไม่นาน ก็ถูกสามีอย่างเด่นชัยตบด้วยความอับอาย เด่นชัยคิดว่าเป็นเพราะดาวิกาที่อาละวาดตบพยาบาลก่อนหน้านี้ ถึงทำให้ปฐพีโกรธพวกเขา
เด่นชัยก็ยังโยนความผิดได้เก่งเช่นเคย
พยาบาลสาวที่โดนตบ เห็นดาวิกาโดนสามีตบ เธอก็ไม่ได้สงสาร แต่ก็ไม่ได้สะใจเช่นกัน เธอมองเด่นชัยด้วยสายตารังเกียจ จากนั้นก็หันไปเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ให้มาเชิญคนพวกนี้ออกไป
คุณชายรองแสดงท่าทีแบบนั้นแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องกลัวที่จะล่วงเกินคนครอบครัวนี้อีก
เมื่อถูกบังคับพาตัวออกจากโรงพยาบาล เด่นชัย ดาวิกา และดุจฝันก็รู้สึกเสียหน้ามาก โดยเฉพาะเด่นชัย เสียหน้าจนต้องระบายอารมณ์กับภรรยา
“นี่ นี่คุณตบฉันทำไม” ดาวิกาอึ้ง ไม่คิดว่าสามีจะหันมาตบหน้าเธออีกครั้ง หลังจากที่โดยออกมาจากโรงพยาบาล
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธออาละวาด คุณปฐพีจะรังเกียจพวกเราได้ยังไง เธอมันทำให้ฉันเสียหน้าหมดแล้ว ฉันไม่น่าแต่งงานกับผู้หญิงโง่ ๆ อย่างเธอเลย”
ดาวิกาเมื่อได้ยินคำพูดของสามี เธอก็โกรธจนตัวสั่น กระโจนเข้าหาผู้เป็นสามี ตบหน้าเข้าไปฉาดใหญ่ ก่อนจะจิกผมแล้วด่าเสียงดัง
“กล้าด่าฉันแบบนี้เลยเหรอ ฉันยังไม่พูดเลยว่าฉันก็ไม่น่าไปแต่งงานกับคนไม่ได้เรื่องอย่างแก ธุรกิจดี ๆ ก็ล่มจมเพราะอยู่ในมือแก อีเมียน้อยที่เลี้ยงไว้ข้างนอกนั่นก็อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ!”
ดุจฝันมองคนสองคนที่ทะเลาะกันตรงหน้า เขาละล้าละลังไม่รู้ว่าจะห้ามอย่างไรดี ขณะเดียวกันก็ลอบด่าอยู่ในใจด้วย เพราะการทะเลาะกันของทั้งคู่ ทำให้คนอื่นมองมาด้วยสายตารังเกียจ
พสุธาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ครอบครัวกิจอนันต์ที่ก่อนหน้านี้สามัคคีกันตัดขาดความสัมพันธ์กับเขา ตอนนี้ก็กัดกันเองเหมือนหมาแล้ว
หลังสั่งให้กว้านซื้อหนี้ของครอบครัวกิจอนันต์ เขาก็ติดต่อหาแฟรงค์ ถามว่าเจ้าตัวจัดการสองฝาแฝดนั่นอย่างไรบ้าง
“พวกเราไม่ได้ลงมือรุนแรงมาก แค่หักขา หักแขน แล้วก็ซี่โครงของมันไม่กี่ซี่ แล้วก็ฉีกปากหมา ๆ ของพวกมันด้วยครับ” แฟรงค์พูดตอบ
พสุธาฟังโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ไม่มีความสงสารเห็นใจ แล้วก็ไม่ได้มีความสะใจ
เขาแค่ไม่เข้าใจ ในเมื่อตัดสัมพันธ์กันไปแล้ว ทำไมคนพวกนั้นถึงยังจะมาวุ่นวายกับเขาอยู่ได้ แค่เพราะไม่สามารถยอมรับได้ว่าตัวเองไร้ความสามารถ จนทำให้บริษัทล่มจมน่ะเหรอ
“แล้วเอาพวกนั้นไปโยนทิ้งไว้ที่ไหนแล้ว”
“ส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้วครับ ผมเป็นพลเมืองดี ชอบช่วยชีวิตคน” แฟรงค์พูดตอบเสียงใสซื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะประโยคก่อนหน้าที่คุยกัน และไม่รู้ตัวตนของแฟรงค์ พสุธาก็คงจะเชื่อไปแล้ว
“พวกนั้นไม่รู้ใช่ไหมว่าเป็นฝีมือของนาย แล้วรู้หรือเปล่าว่าพวกนายซ้อมพวกมันเพราะอะไร” พสุธาถามต่อ เขาจะได้เตรียมตัวถูก
“พวกมันเป็นหนี้คาสิโนของนายใหญ่ พวกเราก็อ้างเหตุผลทวงหนี้นั่นแหละครับ”
“หืม พวกมันเล่นการพนันด้วยเหรอ” พสุธาแปลกใจ
“หึ ลูกค้าขาประจำสาขามาเก๊าเลยล่ะครับ แล้วไม่ใช่แค่ตัวลูกนะครับ ตัวพ่อก็ด้วย ยังหนักกว่าด้วย”
“ไม่แปลกใจเลยที่นับวันจะยิ่งตกต่ำเรื่อย ๆ” พสุธาพูดเสียงเนิบ
“พวกมันเอาหุ้นบางส่วนมาจำนองที่คาสิโน นายใหญ่สั่งว่าให้โอนหุ้นพวกนั้นเป็นชื่อของนายน้อยครับ”
“ฉันไม่อยากได้หรอก ฉันสั่งให้คนของฉันซื้อหนี้ของพวกมันแล้ว แต่ไปของพวกมันทั้งหมด ก็ต้องเป็นของฉันอยู่แล้ว”
“งั้นจะโอนหนี้ของพวกมันที่อยู่ในมือของนายใหญ่ ไปให้นายน้อยนะครับ” แฟรงค์ก็รู้ใจผู้เป็นนาย เขาตัดสินใจเรื่องนี้ได้เอง โดยไม่ต้องถามด้วยซ้ำ
ก็มูลค่าหนี้ที่ครอบครัวกิจอนันต์ติดคาสิโนอยู่ ยังน้อยกว่ามูลค่ารถห้าสิบหกคันที่นายใหญ่ซื้อให้นายน้อยเสียอีก นี่ยังไม่รวมถึงหุ้นของบริษัททาร์เลสอีกนะ
“เรื่องนี้นายไม่ต้องปรึกษานายใหญ่ของนายอีกหรือไง”
“นายใหญ่อนุญาตอยู่แล้วครับ” แฟรงค์พูดตอบ ก่อนที่จะขอตัววางสายไป เพราะมีลูกน้องเข้ามาพอดี
พสุธาก็ไม่ได้ยื้อไว้ เขากดตัดสายทิ้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงกับโซฟา ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าลงมาจากชั้นบน เป็นพันไมล์นั่นเอง
“พี่ตื่นสาย” พันไมล์ยิ้มแห้ง เมื่อคืนเขาเล่นเกมจนถึงดึก ราว ๆ ตีสามถึงจะได้นอน นั่นทำให้เขาตื่นสาย
“ไม่เป็นไรครับ พี่จะกลับเลย หรือว่าจะกินมื้อเช้าที่นี่ก่อน” พสุธาเหลือบสายตามองเวลา ก็เห็นว่าเก้าโมงกว่าแล้ว อาหารเช้าเรียกว่ากลายเป็นอาหารสายแล้ว
“กินก่อนสิครับ” พันไมล์ตอบอย่างไม่เสียเวลาคิด โยนความเกรงใจทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
ความเกรงใจมันกินได้เหรอ มันสู้อาหารอร่อย ๆ ของน้องดินได้ไหม!
พสุธาก็ไม่แปลกใจ เขาไปอุ่นกับข้าวให้พันไมล์ ขณะที่พันไมล์ก็เดินเข้าครัวไปด้วย
“พี่กินในครัวเนี่ยแหละ ไม่ต้องยกออกไปหรอก” พันไมล์นั่งลงที่โต๊ะในครัว เป็นโต๊ะที่เอาไว้วางวัตถุดิบ แต่ก็ใช้เป็นโต๊ะอาหารได้เหมือนกัน
“น้องดินกินแล้วเหรอ” พันไมล์ถาม เมื่อพสุธาตักข้าวให้เขาแค่จานเดียว
“กินไปพร้อมกับบหิน และนะโมแล้วครับ”
“นะโมตื่นไปทำงานได้ด้วยเหรอ” พันไมล์รู้สึกละอายใจเล็กน้อย คนอื่นก็นอนดึกพร้อมเขา แต่ยังตื่นเช้าไปทำงานได้ เขาเหมือนคนขี้เกียจเลย
“ไปทำงานแล้วครับ นะโมตื่นเช้าจนชินแล้ว จริงสิ ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่” พสุธาพูดอย่างนึกขึ้นได้ เมื่อวานเขาก็จะพูดเรื่องนี้ แต่ก็ชะงักไปเพราะเหตุการณ์แฟรงค์ลักพาตัวสองแฝด
“พูดมาเลยครับ พี่ฟังไปกินไป”
“ผมจะทำงานล้างจานที่ร้านอาหารของพี่ถึงวันที่เจ็ดเดือนหน้านะครับ พี่ต้องหาคนใหม่แล้วนะ”
“ในที่สุดน้องดินก็คิดได้สินะว่าความสามารถของตัวเอง ทำได้มากกว่าเป็นพนักงานล้างจาน” พันไมล์ไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินพสุธาบอกว่าจะลาออก แต่ก็แปลกใจว่าทำไมต้องเป็นวันที่เจ็ดเดือนหน้า ทำไมไม่ลาออกตั้งแต่สิ้นเดือนเลย
ไม่ใช่ว่าเขาอยากไล่พสุธาออก แต่เพิ่งเคยเห็นคนที่ลาออกแบบไม่ใช่สิ้นเดือนแบบนี้ และไม่ใช่การลาออกอย่างกะทันหัน
พันไมล์ไม่รู้ว่าที่ต้องเป็นวันที่เจ็ดเดือนหน้า ก็เพราะว่ามันคือวันที่พสุธาจะทำภารกิจเลื่อนระดับได้สำเร็จ
เมื่อภารกิจสำเร็จ ระบบก็จะมอบภารกิจอาชีพใหม่ให้เขา เขาก็ต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพใหม่ จะอยู่เป็นพนักงานล้างจานต่อไปทำไมกันล่ะ
พันไมล์จะถามพสุธาว่าเจ้าตัวจะเปลี่ยนไปทำงานอะไร แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพสุธามีพ่อบุญธรรมที่รวยขนาดไหน เขาก็เปลี่ยนใจไม่ถามแล้ว
“แล้วแบบนี้อาหารจานพิเศษที่ร้านพี่ล่ะ” พันไมล์มองพสุธาด้วยสายตาอ้อนวอน
ถึงตอนนี้พ่อครัวทั้งหกคนที่เป็นลูกศิษย์ของพสุธา สามารถทำอาหารเมนูพิเศษตามพสุธาได้หมดแล้ว แต่ว่าอาหารของพ่อครัวทั้งหกคน ก็ยังขาดอะไรบางอย่างไป
คนที่ไม่เคยกินอาหารของพสุธา เมื่อได้กินอาหารของพ่อครัว พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามีอะไรแตกต่างกัน พวกเขาติดใจจนมากินซ้ำ ๆ ทำให้ร้านโด่งดังขึ้นมาก แต่บรรดาคนที่เคยกินอาหารฝีมือของพสุธาแล้ว พวกเขาก็ยังต้องการกินอาหารฝีมือของพสุธามากกว่า เว้นเสียแต่ว่าวันนั้นพวกเขาจะมาไม่ทัน จึงจะตัดใจไปกินอาหารฝีมือพ่อครัว
“ถ้าวันไหนช่วงเย็นไม่มีเรียน ผมจะแวะไปทำอาหารให้ก่อนครับ แต่ถ้าวันไหนติดเรียน วันนั้นก็คงจะต้องงดไปก่อน”
เมื่อพันไมล์ได้ยินคำตอบนี้ เขาก็โล่งใจแล้ว พสุธายังคงไม่ทิ้งเขา!
“ท่านประธานครับ เรื่องที่ท่านสั่ง พวกเราช้าไปก้าวหนึ่งแล้วครับ” ก่อนที่พสุธาจะออกไปทำงาน เขาก็ได้รับสายโทรศัพท์จากคุณวินิจ
“หมายความว่ายังไงครับ” พสุธาขมวดคิ้วถาม
“หนี้ของพวกกิจอนันต์ มีคนซื้อตัดหน้าพวกเราไปแล้วครับ”
“ใครกัน” พสุธาถามอย่างสงสัย แต่เมื่อได้ยินคำตอบแล้ว เขาก็นิ่งไป
“คุณปฐพีครับ ท่านประธานคิดว่าคุณปฐพีซื้อหนี้ของกิจอนันต์ไป จะเพราะเรื่องของท่านประธานหรือเปล่าครับ” คุณวินิจถามอย่างอยากรู้
“ผมไม่รู้ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ขอบคุณคุณมาก เดี๋ยวผมจะไปถามเขาเอง” พสุธาพูดก่อนจะกดวางสาย จากนั้นเขาก็ลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่ง คิดว่าจะติดต่อหาปฐพีเลยดีหรือไม่ หรือรอไปคุยที่ร้านอาหารเลยดี
คิดไปคิดมา พสุธาก็คิดว่าคุยกันทางโทรศัพท์ก่อนดีกว่า ที่ร้านอาหารคนพลุกพล่านเกินไป คุยไม่สะดวก
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว พสุธาก็ติดต่อปฐพีทันที
“คุณป๋า สะดวกคุยหรือเปล่าครับ” พสุธาถามออกไป เมื่อปฐพีกดรับสาย
“คุยได้ พี่กำลังจะไปที่ร้าน”
“ไม่ได้ขับรถอยู่ใช่ไหมครับ”
“อยู่บนรถแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ขับออกไป”
“โอเค งั้นขอเวลาสักแป๊บนะครับ พอดีผมได้ยินมาว่าคุณป๊าซื้อหนี้ของครอบครัวกิจอนันต์ไป”
“ข่าวไวดีนะ แล้วนายถามเพราะต้องการจะซื้อต่อ หรือว่ามีเหตุผลอื่นล่ะ” ปฐพีค่อนข้างมั่นใจมากว่าพสุธาก็ต้องการซื้อหนี้ของกิจอนันต์ด้วยเช่นกัน
“ถ้าคุณป๋ายินดีจะขายต่อให้ผม ผมก็จะขอบคุณมากครับ”
“พี่ขายต่อให้นายก็ได้ แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้อะไรครับ หรือว่าจะผูกข้าวกล่องต่อไปอีกหนึ่งปี” พสุธาถาม เพราะสองเรื่องก่อนหน้า ปฐพีก็ใช้เงื่อนไขนี้
“เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมาก แต่พี่มีที่น่าสนใจกว่านั้น”
“สอนพี่ทำอาหาร”
“คุณป๋าอยากเรียนทำอาหารเหรอครับ มีใครที่อยากทำให้ทานเป็นพิเศษสินะครับ” พสุธาแซวยิ้ม ๆ เพราะก่อนหน้านี้ปฐพีดูไม่เหมือนคนอยากเรียนทำอาหารเลยสักนิดเดียว
“แล้วคิดบ้างไหมว่าคนคนนั้นอาจจะเป็นนาย”