LNCrawler

53. ตอนที่ 52

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 52

ขณะที่พสุธากำลังช่วยตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงให้กับศิลา ก็ยังมีคนที่พยายามหลบหนีพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองอยู่ นั่นก็คือดุจฝัน

ตอนนี้ดุจฝันไม่กล้าออกจากบ้านไปไหน ไม่สิ เจ้าตัวไม่กล้าแม้จะออกจากห้องนอนด้วยซ้ำ ตั้งแต่วันที่พ่อแม่ที่แท้จริงเจ้าตัวไปดักรอที่ตึกเกรซ และเปิดเผยเรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงของเจ้าตัว จนกลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโซเชียล โดยเฉพาะในวงสังคมของผู้มีเงิน ดุจฝันก็ไม่กล้าออกไปไหนเลย เจ้าตัวรู้สึกเหมือนว่าสายตาทุกคู่จับจ้องมองมา และในใจของคนเหล่านั้นก็กำลังเยาะเย้ย หรือเหยียดหยามตัวเอง

แม้แต่เพื่อนที่เมื่อก่อนเคยสนิทสนมกันดี ตอนนี้แต่ละคนก็เอาแต่โทรศัพท์มาถามดุจฝันว่า ดุจฝันเป็นลูกชายของสองผัวเมียจน ๆ นั่นจริงไหม

น้ำเสียงของแต่ละคนที่ถาม ไม่คล้ายอยากรู้คำตอบ แต่คล้ายว่าต้องการจะเยาะเย้ยกันมากกว่า

ดุจฝันอับอายมาก แต่เมื่อโดนถามเยอะ ๆ เข้า ความอับอายก็กลายเป็นความโกรธแค้น

มีสิทธิ์อะไร คนพวกนั้นมีสิทธิ์อะไรมาเยาะเย้ยเขา ก็แค่เกิดในตระกูลที่ดีกว่าไม่ใช่หรือไง เขาเองถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดในตระกูลเด่นดังอะไร แต่ก็ยังเติบโตมาในตระกูลเศรษฐีนะ

ดุจฝันคิดอย่างไม่ยินยอม จากนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าตัวเองเกิดเป็นลูกชายแท้ ๆ ของตระกูลกิจอนันต์จะดีแค่ไหน ถ้าบนโลกนี้ไม่มีพสุธา ก็คงจะดีมากเช่นกัน ถ้าไม่มีพสุธา ฉันจะต้องได้เป็นลูกชายแท้ ๆ ของคุณพ่อคุณแม่แน่

ดุจฝันเริ่มหลอกตัวเองในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต่อให้ไม่มีพสุธา ดุจฝันก็ยังคงเป็นลูกของนางราตรี และนายธีรดลอยู่ดี

แต่ดุจฝันไม่ยอมตระหนักรู้ในเรื่องนี้ เขาหลอกตัวเองจนสำเร็จ หลอกตัวเองว่าเป็นเพราะพสุธา ตัวเองจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องอับอาย กลายเป็นตัวตลกของทุกคนแบบนี้

“ต้องเป็นมันแน่ ๆ ที่เอาเรื่องนี้ไปบอกกับสองผัวเมียนั่น ใช่ มันต้องการที่จะมาแย่งพ่อกับแม่คืนไป มันถึงได้ให้สองผัวเมียนั่นมารังควาญฉัน” ดุจฝันพึมพำซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งพูดก็ยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นเป็นเรื่องจริง

ดุจฝันไม่รู้ว่าพสุธาเคยคิดที่จะส่งสองผัวเมียมารังควาญตัวเองจริง ๆ แต่พสุธาก็ยุ่งเกินกว่าจะมาจัดการกับเรื่องคนไม่สำคัญ ดังนั้นมันจึงลากยาวมาจนถึงตอนนี้ จะว่าไปหากดุจฝันไม่ฝันหวาน คิดอยากจะไต่ขึ้นที่สูงด้วยการล่อลวงปฐพี ไม่ไปสืบหาความเคลื่อนไหวของเจ้าตัว ปฐพีก็คงจะไม่เหลือบแลดุจฝันเลยแม้แต่น้อย แล้วก็จะไม่ส่งพ่อแม่ที่แท้จริงของดุจฝัน มารังควาญเจ้าตัวด้วย

พูดไปพูดมา ก็สามารถพูดได้ว่าดุจฝันนั้นทำตัวเอง หากว่าไม่คาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ต่อให้อนาคตไม่สามารถกินหรูอยู่สบายเป็นคุณชายได้เหมือนเดิม ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุข ไม่ต้องถูกรังควาญรีดไถเหมือนทุกวันนี้

 

พสุธาไม่รู้สถานการณ์ของดุจฝัน เพราะสำหรับเขาแล้ว ดุจฝันไม่มีความสำคัญให้เขาต้องเสียเวลาด้วยเลย แม้ว่าจะจัดการกับเจ้าตัว เขายังคิดว่าเป็นการเสียเวลา ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เขาเคยพูดว่าจะให้พ่อแม่ที่แท้จริงของเจ้าตัว ไปตามขูดรีดที่เจ้าตัว เขาคงจะทำไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ดุจฝันอยู่อย่างสงบสุขมาจนถึงทุกวันนี้

พสุธาไม่ให้ความสำคัญกับดุจฝัน แต่เขาให้ความสำคัญกับศิลามาก ดังนั้นนอกจากจะให้ทีมของปลื้มปีติช่วยสืบแล้ว พสุธายังให้แฟรงค์ช่วยสืบด้วย

นอกจากนี้พสุธายังนึกถึงกำไลทองคำของศิลาขึ้นมาได้ กำไลคู่นั้นผู้มารดาของราตรีบอกว่าราตรีซื้อให้ศิลาตอนอายุหนึ่งขวบ แต่เพราะตอนหลังเธอติดสุรา ยายของศิลาจึงถอดไปเก็บซ่อนไว้

ตอนแรกเขาไม่คิดสงสัยในเรื่องนี้เลย เพราะไม่มีเหตุผลที่ผู้เป็นยายต้องโกหก แต่ตอนนี้พสุธาสงสัยขึ้นมาแล้วว่า บางทีสิ่งที่ผู้เป็นยายเล่านั้น อาจจะไม่ใช่ความจริง

ถ้ากำไลวงนั้น ศิลาใส่มันมาตั้งแต่เกิดล่ะ ถ้ามันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ของหินซื่อบื้อสวมใส่ไว้ให้เจ้าตัว มันอาจจะมีเบาะแสอะไรหรือเปล่า คิดได้ดังนั้น พสุธาจึงรีบวิ่งขึ้นไปเปิดตู้เซฟ หยิบกำไลทองคำของศิลามาดู

ทว่าพสุธาก็ต้องผิดหวัง เพราะว่ามันไม่มีสัญลักษณ์อะไรที่สามารถเป็นเบาะแสได้เลย

พสุธานวดขมับของตัวเอง ก่อนจะถามว่าถ้าสืบหาจนเจอพ่อแม่ของศิลาแล้วจะเป็นยังไงต่อล่ะ

มันคงจะเป็นเรื่องดี ถ้าอีกฝ่ายตามหาหินซื่อบื้อของเขามาตลอด และพร้อมที่จะโอบรับเจ้าตัวกลับสู่ครอบครัวอย่างอบอุ่น แต่ถ้าเกิดว่ามันไม่เป็นแบบนั้นล่ะ ถ้าเกิดว่าตั้งแต่แรก พวกเขาก็จงใจทิ้งศิลาไป แล้วตอนนี้ก็ไม่เต็มใจที่จะรับศิลากลับบ้าน นั่นจะทำให้ศิลาต้องเจ็บปวดอีกครั้ง

หรือว่าบางที เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบนะ

พสุธาเริ่มจะไม่แน่ใจ แต่ต่อมาเขาก็คิดว่า

ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องสืบหาความจริง ส่วนที่ว่าความจริงนั้นจะดีหรือร้าย ค่อยดูอีกทีหนึ่ง หากว่ามันเป็นข่าวดี เขาก็จะแจ้งต่อศิลา แต่ถ้าหากว่ามันเป็นข่าวร้าย เขาก็จะเก็บความลับนั้นไว้ แล้วแสร้งทำเป็นว่าตามหาความจริงไม่เจอ

 

“เสี่ยก้อนไปซานฟรานฯ พานักมวยในค่ายไปแข่ง กว่าจะกลับมาก็กลางเดือน พรุ่งนี้เราไม่ต้องไปหาเสี่ยก้อนแล้วล่ะ” พสุธาพูดกับศิลา เมื่อเขาเลิกงานกลับมาถึงบ้านแล้ว

ศิลาชะงักไป ก่อนจะพยักหน้า จากนั้นก็มีสีหน้าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง

“มีอะไรหรือเปล่า” พสุธาถามพี่ชายที่แสนซื่อบื้อของตัวเอง

“ถ้าพี่ไม่อยากตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงแล้ว พี่จะเป็นคนไม่ดีไหม” ศิลาถามออกมาเสียงเบา มือกำชายเสื้อของตัวเองแน่น ดูกังวลใจจริง ๆ

“ไม่หรอก ถ้าเลือกได้ ดินก็ไม่อยากรู้เหมือนกันว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของดินเป็นใคร” พสุธาพูดตอบ แต่ก็ถามต่อ

“แล้วทำไมถึงเปลี่ยนใจไม่อยากตามหาแล้วล่ะ เมื่อคืนยังอยากไปถามเสี่ยก้อนอยู่เลย”

“วันนี้พี่คิดเรื่องนี้ทั้งวัน คิดวนไปวนมา คิดซ้ำ ๆ ถามตัวเองว่าถ้าเจอพ่อแม่ที่แท้จริงแล้ว ชีวิตของพี่จะเป็นอย่างไรต่อไป จะเปลี่ยนแปลงไปไหม จะยังได้อยู่กับดินหรือเปล่า คิดไปคิดมา พี่ก็คิดว่าพี่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง พี่ชอบชีวิตตอนนี้มาก ถ้าการเจอพ่อแม่ที่แท้จริง ทำให้ชีวิตตอนนี้ต้องเปลี่ยนไป พี่ก็ไม่อยากเจอ” ศิลาพูดตอบเสียงเบา เขารู้สึกว่าความคิดนี้ของเขา เป็นความคิดของคนไม่ดี เพราะบางทีพ่อกับแม่ที่แท้จริงของเขา กำลังทุกข์ใจกับการหายไปของเขา หรือกำลังลำบาก รอให้เขาไปช่วยเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่ง

แต่ถ้าพ่อแม่ที่แท้จริงของเขา เป็นเหมือนกับพ่อแม่ในตอนนี้ล่ะ

ศิลาคิดแล้วก็ยิ่งกังวลใจ

พสุธาลูบผมพี่ชายเบา ๆ ก่อนจะพูด

“ไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าหินไม่อยากให้มีอะไรเปลี่ยน อย่างนั้นเราก็ไม่ต้องเปลี่ยน ไม่ว่าจะเจอหรือไม่เจอ พวกเราก็จะใช้ชีวิตของพวกเราต่อไป ดีไหม”

“ดี พี่ชอบ มีดิน มีโม อยู่ด้วยกันสามคน”

“อยู่กันสี่คนได้ไหม เผื่อวันหนึ่งโมมีแฟน” นะโมที่ยืนฟังอยู่ ก็พูดขึ้นมาอย่างหยอกล้อ

“ไหนมึงบอกว่าจะไม่มีแฟนไง” พสุธาหันไปหาเพื่อน

“ตอนนี้ก็ยังไม่อยากมี แต่อนาคตก็ไม่แน่” นะโมยักไหล่

“บอกมาเลย มึงไปตกหลุมรักใครมาใช่ไหม” พสุธาหรี่ตาคาดคั้นเพื่อน

“อย่าเพ้อเจ้อน่า วัน ๆ กูอยู่แต่ที่อู่ อยู่แต่ใต้ท้องรถ จะไปตกหลุมรักใครได้”

“ก็ไม่แน่ ช่างที่ทำงานด้วยกัน หรือลูกค้าก็ยังได้”

“ไม่มีคนแบบนั้นหรอก” นะโมตอบอย่างหนักแน่น

เมื่อเห็นว่านะโมดูเหมือนว่าจะไม่ได้โกหกจริง ๆ พสุธาจึงได้ยอมปล่อยนะโมไป

 

“โจ๊กป้าอ้วนไม่ขาย อีกร้านมึงก็ไม่ชอบ กูเลยเปลี่ยนไปซื้อข้าวต้มร้านป้าแหววมา” นะโมพูดกับพสุธา ที่เพิ่งจะเดินลงบันไดมา

วันนี้เป็นวันเสาร์ ศิลา และนะโมไม่ต้องไปทำงาน ทำให้พวกเขาสามคนมีเวลาอยู่ด้วยกันในช่วงกลางวัน ก่อนที่ตอนเย็นพสุธาจะออกไปทำงาน

ทุกวันเสาร์ นะโมจะเป็นคนออกไปซื้ออาหารเช้ากลับมา และโดยปกติแล้ว ก็จะเป็นโจ๊กหมูร้านโปรดของพสุธา แต่ว่าวันนี้ร้านโปรดของพสุธาไม่ขาย เขาจึงได้เปลี่ยนไปซื้อร้านอื่นแทน

“จริง ๆ มึงซื้อร้านไหนมาก็ได้ ไม่เห็นต้องยุ่งยาก” พสุธาพูดแล้วนั่งลงบนเก้าอี้

ระหว่างพวกเขาไม่ต้องมีคำขอบคุณใด ๆ คนหนึ่งให้ อีกสองคนก็รับไป อีกสองคนให้ อีกคนหนึ่งก็รับไป หรือทั้งสามคนให้ ทั้งสามคนก็รับไปเช่นเดียวกัน

“กินทั้งที ก็กินของที่มันอร่อยสิวะ”

“อีกร้านก็ไม่ใช่ว่าจะไม่อร่อย แค่ไม่ถูกปากกูเท่านั้นแหละ” พสุธาไม่อยากใช้คำว่าไม่อร่อย กับร้านอาหารเล็ก ๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าเบื้องหลังร้านนั้น มีภาระอะไรอยู่บ้าง อีกอย่างร้านก็ขายมาได้นานหลายปี แสดงว่ายังมีคนที่พอใจรสชาติเช่นนั้นอยู่ ซึ่งก็หมายความว่ามันไม่ใช่ไม่อร่อย แค่ไม่ถูกปากคนบางกลุ่มก็เท่านั้น

“สมกับเป็นมึงจริง ๆ ว่าแต่ได้ยินว่ามึงจะลาออกจากงานแล้วเหรอ” นะโมถามขึ้นมา

“มึงรู้ได้ยังไงน่ะ กูยังไม่ได้บอกเลยนี่” พสุธามองนะโมอย่างแปลกใจ ก่อนจะนึกถึงพันไมล์ขึ้นมา

“พี่พันไมล์บอกมึง?”

“ใช่ เมื่อกี๊เล่นเกมด้วยกัน เขาก็เลยบอกมา”

“นี่ยังไม่แปดโมงเลย พี่เขาตื่นแล้วเหรอ” พสุธาแปลกใจ

“หึ ยังไม่ได้นอน เพิ่งจะกลับถึงบ้าน เมื่อคืนไปกินเหล้ากับเพื่อนมา”

“มึงก็รู้เยอะดีนะ กูทำงานที่ร้านเขายังไม่รู้เลย” พสุธาหรี่ตามองเพื่อน เมื่อวานเขาเลิกงานตอนเที่ยงคืน พันไมล์ยังไม่ออกจากร้านเลยด้วยซ้ำ

“ก็กูชวนเขาเล่นเกม เขาก็บอกว่ากินเหล้าอยู่ กูก็เลยรู้น่ะสิ” นะโมตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“แน่ใจนะว่าไม่มีอะไรในกอไผ่” พสุธาหรี่ตามอง

“โอ๊ย เอาเวลามาจับผิดกูเนี่ย ไปสนใจเรื่องของตัวเองดีกว่าไหม คุณป๋าของมึงมาส่งทุกคืน ถึงขนาดเปลี่ยนรถที่ติดตั้งอุปกรณ์วางจักรยานได้ ถ้าบอกว่าไม่มีใจนี่ก็ไม่เชื่อนะ”

“ก็ไม่จำเป็นต้องมีใจ แค่มีเงินกับมีเวลา ก็ทำได้แล้วไม่ใช่เหรอ” พสุธายักไหล่ตอบ

“ปากแข็ง ปากแข็งไปเถอะ กูจะรอดูว่าจะปากแข็งไปได้นานแค่ไหน”

“หึ ปากกูแข็งไม่เท่าใจกูหรอกนะ จะบอกให้” พสุธายักคิ้วใส่เพื่อนอย่างไม่สลด

นะโมเบ้ปาก

“กูจะรอดู”

 

“คุณวินิจ วันนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอ” พสุธาถามคุณวินิจ หลังจากที่กดรับสายโทรศัพท์

“ผมทำโอทีครับ” คุณวินิจตอบเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ในใจนั้นรอบโอดครวญ

เจ้านายสั่งงานใหญ่ให้เขา เขายังจะมีวันหยุดได้อีกเหรอ อย่าว่าแต่วันเสาร์ไม่ได้หยุดเลย วันอาทิตย์พรุ่งนี้ เขาก็จะไม่ได้หยุดงานเหมือนกัน

“ที่ดินทั้งสองผืน ทำการโอนสำเร็จแล้วนะครับ เรื่องการก่อสร้าง ท่านประธานมีแผนการอย่างไรครับ” คุณวินิจพูดถาม

“คุณก่อตั้งบริษัทซอร์ เทคโนโลยีขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ให้บริษัทซอร์ เทคเช่าที่ดินทั้งสองผืน ทำสัญญาเป็นเวลาแปดสิบปี จ่ายค่าเช่าทุกปี และค่าเช่าในแต่ละปีจะขึ้นตามค่าเฉลี่ยนของการเพิ่มราคาที่ดินในปีนั้น ๆ ในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ดิน ผมอนุญาตให้ซอร์เทค ค้างชำระค่าเช่างวดแรก เมื่อซอร์เทคทำกำไรได้ จะต้องจ่ายค่าเช่าในทันที” พสุธาสั่งงาน

ถึงแม้ว่าทั้งที่ดิน ทั้งบริษัทจะเป็นของเขาทั้งหมด แต่ในอนาคต บริษัทอาจจะมีหุ้นส่วนเพิ่มขึ้น หรืออาจจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ บริษัทก็จะไม่ได้เป็นของเขาคนเดียวอีกแล้ว ดังนั้นเรื่องที่ดินของโรงงาน จึงต้องมีการทำสัญญาอย่างชัดเจน

แต่พสุธาก็ตั้งใจว่าถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ เขาก็จะไม่มอบหุ้นของบริษัทซอร์ เทคโนโลยีให้กับใคร เพราะด้วยเทคโนโลยีที่เขามีอยู่ในมือ แค่ชิปขนาดศูนย์จุดห้านาโนเมตร นี่ก็เพียงพอแล้วจะทำให้บริษัทชิปที่เป็นยักษ์ใหญ่ของโลกในตอนนี้ต้องเดือดร้อน แม้แต่ประเทศมหาอำนาจ ยังต้องหาทางโจรกรรมเทคโนโลยีนี้ เพราะว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่พวกเขาพยายามปิดกั้น เพื่อสามารถสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิน และอำนาจไว้ในมือ

เมื่อโรงงานชิปของพสุธาประสบความสำเร็จ ความได้เปรียบเหล่านั้นของคนพวกนั้นก็จะหายไป เรื่องนี้จะมีใครยอมได้ง่าย ๆ กัน ถึงตอนนั้นเกรงว่าพสุธาจะต้องมีบอดี้การ์ดฝีมือดีคอยตามคุ้มครองแล้วจริง ๆ

แต่เมื่อคิดว่าต้องคาดหวังกับการปกป้องของบอดี้การ์ด พสุธาคิดว่าเขาควรจะคาดหวังกับระบบมากกว่า

ถึงระบบจะโหดเหี้ยม ไม่มีมนุษยธรรม แต่รางวัลที่ได้จากระบบ ก็เป็นของดีทั้งนั้น

กลับมาที่ตอนนี้ก่อน เมื่อคุณวินิจได้รับคำสั่งของพสุธา เขาก็ไม่ได้แปลกใจเลยสักนิดเดียว เพราะวิธีการของพสุธา ก็เป็นวิธีการที่นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในวงการใช้กัน มีความรอบคอบ และมองการณ์ไกล

“หลังจากจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว ก็เปิดคัดเลือกผลงานการก่อสร้างโรงงาน ผมมีข้อกำหนดแค่สองอย่าง หนึ่งคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สองคือยากต่อการบุกรุก”

“ทราบแล้วครับ” คุณวินิจก็รับคำสั่ง ก่อนจะพูดเรื่องต่อไป

“ท่านประธานยังจำดาราคนนั้นได้ไหมครับ”

“ดาราคนไหน” พสุธาขมวดคิ้ว

“คนที่ขับรถเฉี่ยวท่านประธานน่ะครับ” คุณวินิจทบทวนความจำให้พสุธา

“อ้อ ผมลืมไปแล้ว ทำไม มีอะไรเหรอ” หลังจากที่สั่งให้คุณวินิจเป็นตัวแทนเขาฟ้องร้องดาราคนนั้น พสุธาก็ไม่ได้ตามเรื่องต่อเลย เขาถึงกับลืมไปแล้วด้วยซ้ำ

“ทางนั้นต้องการไกล่เกลี่ยครับ อยากจะยกกระเช้ามาขอโทษท่านประธาน”

“ไม่จำเป็น เมื่อผมให้ฟ้อง ผมก็ไม่เปลี่ยนใจ คนแบบนั้นสมควรได้รับบทเรียน หากว่าวันนั้นที่เฉี่ยวโดนไม่ใช่ผม แต่เป็นคนที่หาเช้ากินค่ำ หรือเป็นคนแก่ เรื่องคงไม่ง่ายขนาดนี้ อีกอย่างหนึ่งตอนนี้ก็รู้กันทั่วแล้วว่าหมอนั่นหมิ่นประมาทเจ้าของตึกเกรซ ถ้าผมยอมความง่าย ๆ ต่อไปใครก็หาเรื่องเจ้าของตึกเกรซได้ง่าย ๆ น่ะสิ” พสุธาพูดอย่างไม่เห็นใจเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขายังนึกถึงสีหน้าและท่าทางกร่าง ๆ ของดาราคนนั้นได้เป็นอย่างดี

ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงจากระบบ

‘ติ๊ง ตรวจพบภารกิจลับ โฮสต์เป็นผู้ยืนหยัดต่อชื่อเสียงของตัวเอง มอบรางวัลเป็นกล่องสุ่มระดับเงินหนึ่งกล่อง โฮสต์ต้องการเปิดเลยหรือใหม่’

พสุธานิ่งอึ้งไป มีแบบนี้ด้วยเหรอ

‘เปิดสิ เปิดเลย’ พสุธารีบตอบระบบทันที ไม่ใช่อะไร เขากลัวว่าระบบแค่จะรวน ก็เลยใจดีแบบแปลก ๆ เกิดแก้ไขข้อผิดพลาดแล้วยึดกล่องรางวัลคืน จะทำอย่างไร

‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับบริษัท เซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์ มูลค่าหนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท’

เมื่อเสียงของระบบดังจบ บนโต๊ะทำงานของพสุธาก็มีหนังสือกรรมสิทธิ์หุ้นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ของบริษัท เซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ

พสุธามองดูแล้วไม่รู้ว่าจะยิ้ม หรือว่าจะรู้สึกยังไงดี

เขาฟ้องดารา ก็เลยส่งบริษัทบันเทิงมาให้เขาเลยเหรอ

ดูเหมือนว่าจะเป็นบริษัทสังกัดของดาราคนนั้นด้วยใช่ไหม

“ท่านประธานครับ ท่านประธานฟังอยู่หรือเปล่าครับ” เสียงของคุณวินิจดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมา ทำให้พสุธาหลุดออกจากเรื่องของระบบ

“คุณว่ายังไงนะ เมื่อครู่ผมมีธุระบางอย่างเข้ามา เลยไม่ทันได้ฟัง” พสุธาถามกลับไป

“ผมเพิ่งเห็นข่าว บอกว่าเจ้าของบริษัทต้นสังกัดของอเล็กซ์นั่น เปลี่ยนคนแล้วครับ แต่ผมยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นใคร เจ้าของคนเก่าตัดหางปล่อยวัดดารานั่น ไม่รู้ว่าเจ้าของคนใหม่จะเปลี่ยนความคิดหรือเปล่านะครับ” คุณวินิจพูดเสียงขรึม

พสุธาฟังแล้วก็อดจะแปลกใจไม่ได้ หมายถึงแปลกใจที่ข่าวมันไปเร็วมาก

เขาเพิ่งจะได้รับของรางวัลมาไม่ถึงนาทีเลยนะ ทำไมถึงมีข่าวแพร่ออกไปแล้วล่ะ

การทำงานของระบบนี่มันน่าตื่นตะลึงเกินไปหรือเปล่า

หลังจากที่พสุธาคิดจบแล้ว เขาก็พูดตอบคุณวินิจ

“อ้อ ไม่ต้องห่วงไปหรอก เจ้าของคนใหม่ไม่เปลี่ยนใจไปถือหางหมอนั่นหรอก”

“ท่านประธานรู้หรือครับว่าเจ้าของเซเลปคนใหม่เป็นใคร” คุณวินิจถามอย่างแปลกใจ ก่อนจะอ้าปากค้าง

“อ้อ ผมเบื่อ ๆ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยซื้อเซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์มาเลย ต่อไปก็ฝากคุณดูแลด้วยนะ”

คุณวินิจ : ท่านประธาน ท่านเบื่อ ๆ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยซื้อบริษัทมาเพิ่มงานให้ผมเหรอครับ!