LNCrawler

54. ตอนที่ 53

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 53

“คุณหาผู้ช่วยมาเพิ่มสักสิบคนก็ได้ ผมให้สิทธิ์คุณเลือกคนเอง แต่ว่าข้อกำหนดของผมคือทุกคนต้องไว้ใจได้” พสุธาได้ยินเสียงสั่น ๆ ของคุณวินิจ ก็รู้ว่าตัวเองเพิ่มงานให้คุณวินิจแล้ว ดังนั้นเขาจึงให้อีกฝ่ายประกาศรับสมัครผู้ช่วยได้เลย ซึ่งผู้ช่วยที่รับมาเพิ่มเหล่านี้ จะให้อยู่ภายใต้อำนาจของคุณวินิจ

เห็นได้ว่าพสุธาไว้ใจคุณวินิจมากจริง ๆ

ตอนแรกเป็นเพราะการรับรองจากระบบ แต่ต่อมาก็เป็นเพราะการทำงานของคุณวินิจเอง

“ขอบคุณครับท่านประธาน ผมจะไม่ทำให้ท่านประธานผิดหวังแน่นอนครับ” คุณวินิจรีบน้อมรับความใจดีของพสุธาเอาไว้ทันที

ในที่สุดเขาก็จะมีผู้ช่วยเพิ่มแล้ว จากเดิมที่มีห้าคน ตอนนี้เขาก็จะได้รับเพิ่มอีกสิบคน เป็นสิบห้าคน

เดิมผู้ช่วยห้าคน ก็เป็นคนที่คุณวินิจเลือกมาด้วยตัวเอง แต่เป็นการเลือกจากพนักงานภายใน ตอนนี้เขาก็คิดจะดูจากพนักงานภายในของบริษัทก่อน คนไหนที่ความสามารถถึง เขาก็จะเลื่อนตำแหน่งให้ แต่ถ้าเกิดว่าไม่พอจริง ๆ เขาก็จะประกาศรับสมัครจากข้างนอก

คุณวินิจคิดแล้วก็ลงมือดูประวัติพนักงานแต่ละคนในทันที

 

ขณะที่คุณวินิจกำลังหาผู้ช่วยเพิ่มตามคำสั่งของเจ้านาย ทางฝั่งของเซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ตอนนี้ก็ได้มีการประกาศให้พนักงานทั้งบริษัทได้รู้แล้ว ว่าบริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะพนักงาน หรือศิลปินในสังกัด ต่างก็แตกตื่นกับเรื่องนี้ทั้งนั้น

“อะไร ทำไมอยู่ ๆ ถึงเปลี่ยนบอสล่ะ ไม่เห็นจะมีวี่แววมาก่อนเลย”

“ไม่เคยมีข่าวมาก่อนเลยนะ ที่ผ่านมาบริษัทก็ทำกำไรได้ดีนี่ ทำไมอยู่ ๆ ถึงขายบริษัทให้คนอื่นล่ะ”

“บอสคนใหม่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเนี่ย ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนจนมันวุ่นวายไปหมดหรอกนะ”

“ขอให้เจ้าของคนใหม่เป็นพวกนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ดี ๆ มองการณ์ไกล ไม่ใช่แค่พวกที่มองผลประโยชน์ระยะสั้น ๆ นะ”

“อยากรู้จริง ๆ เลยว่าเจ้าของบริษัทคนใหม่ของพวกเราเป็นใคร”

พนักงานตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับสูง ๆ ต่างก็คุยกันเรื่องนี้ ตั้งแต่ที่ได้ยินข่าว

ผู้บริหารระดับสูงเองก็ไม่ต่างกัน เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องนี้ ก็ตื่นตะลึงพรึงเพริดไปเลย โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจบริหาร พวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย ไม่เคยได้ยินแม้แต่ข่าวลือ

“ท่านประธานครับ ทำไมถึงได้ขายบริษัทล่ะครับ” โฆษิต ผู้เป็นรองประธานบริษัท ถามเจ้านายที่กำลังจะกลายเป็นอดีตเจ้านายของตัวเอง

“เขาให้ราคาดี ผมก็ขายสิ อีกอย่างผมก็อยากเกษียณไปใช้เงินแล้ว ไม่อยากคอยปวดหัวกับเรื่องแย่ ๆ ที่ดาราพวกนั้นก่อขึ้น แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอก เจ้าของคนใหม่ไม่ใช่พวกบ้าอำนาจ หรือเผด็จการ แล้วก็ไม่ใช่คนโง่ด้วย พวกคุณตั้งใจทำงานต่อไป วันดี ๆ ของพวกคุณก็ยังดำเนินต่อไปได้ เอาล่ะ เรื่องของบริษัทต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับผมแล้ว ถ้ามีเรื่องอะไร ก็ติดต่อไปหาเจ้านายใหม่ของคุณได้เลย”

โฆษิตกะพริบตาปริบ ๆ เมื่ออดีตเจ้านายของตัวเองตัดสายไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้เขาต้องเผชิญกับโลกใหม่ตามลำพัง

ใช่ โฆษิตคิดว่าถึงแม้ตัวเองจะมีตำแหน่งเป็นรองประธานบริษัท แต่ก็เป็นลูกจ้างคนหนึ่ง สำหรับลูกจ้างแล้ว เปลี่ยนเจ้านายคนใหม่ ก็เหมือนเปลี่ยนโลกใหม่นั่นแหละ

โฆษิตนวดขมับตัวเอง ก่อนจะกัดฟันเปิดดูข้อมูลเจ้าของคนใหม่ของบริษัท เมื่อเห็นรูปภาพ และอายุ เขาก็กะพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา

อายุสิบแปด อายุสิบแปดเนี่ยนะ!

ข้อมูลผิดพลาดหรือเปล่าเนี่ย!

โฆษิตอดไม่ได้ที่จะสงสัย และไม่อยากจะเชื่อ

เขาเคยได้ยินว่ามีลูกเศรษฐีหลายคนสร้างธุรกิจของตัวเอง มูลค่าหลายร้อยล้านก็มี หลายพันล้านก็เคยได้ยิน ทว่านั่นก็เป็นการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ของธุรกิจ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีลูกเศรษฐีคนไหน เริ่มต้นก็ธุรกิจระดับหมื่นล้านเลย

เป็นลูกมหาเศรษฐีคนไหนกันแน่

โฆษิตข้องใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเขาก็ลงมือสืบหาประวัติของพสุธา

ประวัติของพสุธาไม่ใช่ความลับอะไร แม้ว่าเขาจะไม่เคยเปิดเผย แต่ก็ไม่เคยปกปิดเช่นกัน ดังนั้นโฆษิตจึงใช้เวลาไม่นาน ก็ได้รู้ประวัติของพสุธา

ว่าที่นักศึกษาคณะกฎหมาย มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์

เจ้าของตึกเกรซ ตึกสำนักงานให้เช่าที่ดีที่สุดในประเทศ

ผู้ถือหุ้นห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์โรงแรมกาแล็กซี่ที่ดีที่สุดในประเทศ

ผู้ถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์โรงงานแบตเตอร์รี่มูลค่าหลายแสนล้าน

ผู้ถือหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ บริษัทเท็นซี บริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศ

ผู้ถือหุ้นยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ สำนักงานทนายความเกษม สำนักงานทนายความที่ดีที่สุดอันดับต้น ๆ ของประเทศ

ผู้ก่อตั้งซอร์กรุ๊ปที่มีทุนจดทะเบียนหนึ่งหมื่นล้าน

ผู้ถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์บริษัทเลสต์เน่!

โฆษิตอ้าปากค้าง เมื่อเห็นข้อมูลของพสุธา ที่ยังไม่รวมทรัพย์สินอื่น ๆ อีกมากมายของเจ้าตัว

เขาขยี้ตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ รู้สึกว่าประวัติที่เขาเพิ่งได้เห็นนี้ น่าตกใจยิ่งกว่าตอนแรกที่เขารู้ว่าเจ้าตัวคือเจ้าของบริษัทคนใหม่เสียอีก

นี่มันอะไรเนี่ย บนโลกนี้มีเด็กอายุสิบแปดที่ครอบครองทรัพย์สินมูลค่าล้านล้านบาทด้วยตัวเองแบบนี้ได้ยังไง

หรือว่าจะเป็นลูกรักพระเจ้าในตำนาน

โฆษิตคิดอย่างอิจฉา แต่ต่อมาเขาก็ดีใจ มีเจ้านายที่รวยขนาดนี้ ดูจากอายุแล้วยังเป็นอัจฉริยะอีกด้วย ดังนั้นแล้วเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าธุรกิจจะไปไม่รอด หรือว่าจะตกต่ำลง มันต้องมีแต่พุ่งขึ้นสูงเท่านั้น

โฆษิตยิ่งคิดก็ยิ่งดีใจ เขาสูดลมหายใจเข้าออกลึก ก่อนจะโทรศัพท์หาพสุธาอย่างตื่นเต้น

 

พสุธามองหน้าจอโทรศัพท์ที่ปรากฏเบอร์แปลก เขาคิดเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจรับสาย

“สวัสดีครับ” พสุธากรอกเสียงของตัวเองลงไป

“สวัสดีครับคุณพสุธา ผมขออนุญาตแนะนำตัวนะครับ ผมโฆษิต เป็นรองประธานคณะบริหารบริษัทเซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ทางเราได้ทราบว่าคุณพสุธาได้เข้าซื้อบริษัทแล้ว คุณพสุธาต้องการจะเรียกประชุมเมื่อไรครับ”

“อ้อ จากเซเลปนี่เอง เรื่องประชุม ผมคงไม่เข้าไปร่วมด้วย แต่ผมจะส่งคนของผมเข้าไปตรวจสอบเรื่องบริษัท ระหว่างนี้บริษัทดำเนินการมาอย่างไร ก็ดำเนินการต่อไปอย่างนั้น อ้อ ไม่มีเรื่องหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ ศิลปินในสังกัด จะไม่มีความสามารถมากก็ไม่เป็นไร เพราะสามารถเรียนรู้ฝึกฝนได้ แต่ต้องมีคุณธรรม พวกที่ชอบวางท่าเย่อหยิ่ง ดูถูกคนอื่น ถ้าผมเจอ ผมจะลงดาบทันที ไม่รอให้สร้างความเสียหายแก่บริษัทก่อนหรอกนะ”

โฆษิตได้ยินคำพูดประโยคท้าย ๆ ของพสุธา เขาก็รู้สึกหนาววูบที่แผ่นหลังขึ้นมา จากนั้นเขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ตอนนี้บริษัทก็มีประเด็นดาราที่เย่อหยิ่งชอบดูถูกคนอื่นไม่ใช่เหรอ อเล็กซ์ ดาราที่กำลังมาแรง มีฐานแฟนคลับค่อนข้างมาก บริษัทตั้งใจจะปั้นให้อันดับหนึ่งของบริษัทคนถัดไป ทรัพยากรมากมายก็ป้อนให้เจ้าตัว แต่เจ้าทำเสียเรื่อง ขับรถไม่ระวังไปเฉี่ยวคนอื่นเขาแล้ว ยังจะไปดูถูกคนเขาอีก จนเขาตั้งทนายมาฟ้องแล้ว ที่สำคัญเลยก็คือ คนคนนั้นคือมหาเศรษฐีระดับล้านล้าน อยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย พวกเขาก็เป็นได้แค่ฝุ่นผง

เดี๋ยวนะ เหมือนว่าฝ่ายโจทก์คนนั้นจะชื่อ พสุธา เป็นผู้ถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์บริษัทเลสต์เน่

นี่ นี่มันไม่ใช่ท่านประธานคนใหม่ของพวกเขาเหรอ!

โฆษิตลุกขึ้นพรวด มือที่โทรศัพท์อยู่ก็อ่อนแรงจนทำโทรศัพท์ร่วง แล้วสายก็ตัดไป โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

คุณพสุธา ก็คือโจทก์ที่ทำการยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทอเล็กซ์ อเล็กซ์ก็คือดาราที่มีสัญญาอยู่กับบริษัท ตอนนี้คุณพสุธาซื้อบริษัท และกลายเป็นเจ้านายใหญ่ของอเล็กซ์ บอกเขาทีว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะคุณพสุธาจงใจแก้แค้น

ฝั่งพสุธาที่อยู่ ๆ ก็ตัดไป เขาก็แปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่คิดใส่ใจอะไรมาก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้โฆษิตนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ ถ้ารู้ เขาคงจะต้องจับโฆษิตมาปรับทัศนคติ

จะมีใครที่ไหนซื้อบริษัทมูลค่ามากกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท เพื่อแก้แค้นดาราตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งบ้าง

ต่อทรัพย์สินที่พสุธามี ดาราอย่างอเล็กซ์ ก็เป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ หลังจากที่สั่งฟ้อง พสุธาก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่ายแล้ว กระทั่งลืมไปแล้วด้วยซ้ำ จนกระทั่งคุณวินิจพูดถึงเรื่องคดี และเขาได้รางวัลจากระบบ เขาจึงได้นึกถึงเรื่องที่อเล็กซ์ก่อไว้ขึ้นมาได้ แล้วกำชับกับโฆษิตไปประโยคหนึ่ง

ถึงเขาจะได้บริษัทมาฟรี ๆ แต่เขาก็ไม่ยอมให้บริษัทต้องเสียผลประโยชน์เพราะเรื่องพวกนี้หรอกนะ!

พสุธามองโทรศัพท์ ก่อนจะกดต่อสายหาทนายความเกษม

“คุณเกษม ดูเหมือนว่าพินัยกรรมจะต้องแก้อีกรอบแล้วล่ะครับ” พสุธาพูดออกไป เมื่อทนายความเกษมรับโทรศัพท์

ทนายความเกษมเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ตัวแข็งทื่อในทันที

แก้พินัยกรรมอีกรอบ? แก้ทำไม มีตรงไหนผิดพลาด หรือว่าคุณพสุธามีเวลาว่างไปซื้อบริษัทมาเพิ่มอีกแล้ว

“เอ่อ แก้ตรงไหนเหรอครับ” ทนายความเกษมถามออกไป

“ตรงรายการทรัพย์สินนั่นแหละครับ พอดีช่วงนี้ผมค่อนข้างจะเบื่อ ๆ ก็เลยซื้อบริษัทมาเล่น ๆ บริษัทหนึ่ง คือเซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คุณช่วยเพิ่มเข้าไปในพินัยกรรมด้วยนะครับ จริงสิ ผมเคยได้ยินมาว่าดาราที่มีปัญหาเรื่องกฎหมาย จะใช้บริการสำนักงานทนายความเกษมเป็นส่วนใหญ่ ผมก็คิดว่าอยากจะให้บริษัทเซเลป ได้สำนักงานทนายความเกษมเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย คุณเห็นด้วยไหมครับ” พสุธาถามอย่างนึกขึ้นได้ในเรื่องหลัง

“เห็นด้วยครับ ผมยินดีอยู่แล้ว” ทนายความเกษมพูดตอบตกลงอย่างกระตือรือร้นในทันที หากเป็นบริษัทอื่น เขาคงจะไม่ตอบตกลง แต่เพราะเป็นบริษัทของพสุธา เขาจึงตอบตกลงอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย

ว่าแต่คุณพสุธาแก้เบื่อโดยการซื้อหุ้นอีกแล้วเหรอ คราวก่อนซื้อสิบเปอร์เซ็นต์ แต่คราวนี้ซื้อทั้งบริษัทเลย

ช่างเป็นงานอดิเรกแก้เบื่อที่ทำตามได้ยากจริง ๆ

“แล้วเรื่องการฟ้องร้องนายอเล็กซ์ล่ะครับ” ทนายเกษมถามพสุธาอย่างนึกขึ้นได้ ว่าอเล็กซ์ก็เป็นดาราในสังกัดเซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์เหมือนกัน

“จัดการไปตามขั้นตอนเถอะ”

“แบบนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทที่คุณพสุธาเพิ่งจะซื้อมานะครับ”

“เดี๋ยวผมจะให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ถือโอกาสนี้เปิดเผยเรื่องเปลี่ยนเจ้าของ และเน้นย้ำให้ทุกคนได้รู้ว่า บริษัทจะดำเนินการลงโทษอย่างจริงจัง ต่อศิลปินในสังกัดที่ทำตัวไม่ดี ในขณะเดียวกัน ก็จะปกป้องศิลปินในสังกัด จากการกระทำที่ละเมิดทางกฎหมายด้วย”

ทนายเกษมเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม ขอเพียงฝ่ายประชาสัมพันธ์ใช้ถ้อยคำดี ๆ ที่ทำให้คนทั่วไปเชื่อใจได้ แผนการนี้ของพสุธาก็ถือว่าดีมากทีเดียว

“จริงสิ เรื่องซื้อหนี้ของกิจอนันต์ต่อจากคุณปฐพี ไปถึงไหนแล้วครับ” พสุธาถามทนายความเกษม

“สำเร็จแล้วครับ ตอนนี้คุณพสุธาเป็นเจ้าหนี้เพียงรายเดียวของตระกูลกิจอนันต์แล้วครับ”

“แล้วตามตัวบทกฎหมาย ผมที่เป็นลูกชายโดยสายเลือด สามารถทวงหนี้ได้หรือเปล่า” พสุธาถามต่อไป

“ทำได้ครับ เพราะว่าตามกฎหมายฉบับใหม่ หากว่าบิดามารดาไม่ได้เลี้ยงดู และได้มีการทำหนังสือตัดขาดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นบุคคลอื่นต่อกัน สามารถดำเนินการทุกอย่างได้ตามกฎหมายระหว่างเจ้าหนี้ และลูกหนี้เลยครับ” ทนายความเกษมให้คำตอบแก่พสุธา

พสุธาก็สบายใจ อันที่จริงถ้าตามกฎหมายแล้วทำไม่ได้ พสุธาก็ไม่ได้เสียหายอะไร เขาแค่ขายหนี้ต่อให้กับลูคัสก็ได้แล้ว ด้วยวิธีการของแฟรงค์ เขายังจะกลัวว่าจะทวงหนี้อีกไม่ได้อย่างนั้นเหรอ

“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ส่งทีมทนายไปเร่งรัดทวงหนี้สินให้ผมด้วยนะ อันดับแรก ยึดคฤหาสน์มาก่อนเลย หินชอบสุนัข ผมจะใช้คฤหาสน์หลังนั้นเป็นบ้านสุนัขให้หิน” พสุธาพูดอย่างอารมณ์ดี แค่คิดว่าศิลาจะต้องทำตาโต เมื่อเดินเข้าบ้านไปแล้วพบสุนัขมากมาย

ฝั่งทนายความเกษม เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงดี สะใจ หรือแอบเห็นใจครอบครัวกิจอนันต์ได้หรือเปล่า บ้านที่พวกเขาอยู่กันมาหลายสิบปี เป็นหน้าเป็นตาของวงศ์ตระกูล กำลังจะกลายเป็นบ้านสุนัขไปแล้ว!

“จะเร่งดำเนินการให้นะครับ แต่ว่าในรายการทรัพย์สินที่พวกเขาเอามาจำนอง ไม่มีคฤหาสน์หลังใหญ่นั้นอยู่ด้วย หากคุณพสุธาต้องการยึดคฤหาสน์หลังนั้น จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางศาล ขอให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ครับ”

“ผมทราบ ก็ดำเนินการไปตามนั้นนั่นแหละ” พสุธาก็ไม่ได้จะให้ใช้วิธีลัดอะไร

พสุธาคุยกับทนายความเกษมต่ออีกสองสามเรื่อง ก่อนจะวางสาย พอดีกับที่เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น แล้วนะโมก็เดินเข้ามา

“บ่ายสามแล้วนะ วันนี้มึงไปทำงานใช่ไหม” นะโมพูดกับพสุธา พลางเดินมาที่โต๊ะทำงานของเจ้าตัว

“ใช่ ไปทำ กูทำงานที่ร้านพี่พันไมล์จนถึงวันที่เจ็ดนี้นี่แหละ” พสุธาพูดตอบ

“วันนี้กูกับพี่หินจะไปที่ร้านด้วย”

“ทำไมอยู่ ๆ ถึงจะไป” พสุธาถามอย่างแปลกใจ

“บังเอิญมาก แฟนพี่ที่ทำงานกู เป็นเพื่อนที่ทำงานของพี่หิน วันนี้เขาจะจัดปาร์ตี้ฉลองจดทะเบียนสมรส เขาจะจัดงานเลี้ยงที่ร้านอาหารของพี่พันไมล์ แล้วชวนกูกับพี่หินไปด้วย ตอนแรกพวกเขายังไม่บอกว่าจัดร้านไหน กูเลยว่าจะไม่ไป พี่หินก็ด้วย แต่พอรู้ว่าจัดร้านพี่พันไมล์ กูกับพี่หินก็เลยจะไป”

“อ้อ แล้วเตรียมของขวัญหรือยังล่ะ” พสุธาถาม เพราะดูท่าแล้วจะกระชั้นชิดไม่น้อย

“เตรียมไว้แล้ว ตอนแรกคิดว่าถึงจะไม่ไป ก็ต้องให้ของขวัญตามมารยาทอยู่แล้ว ก็เลยเตรียมไว้”

“มึงให้อะไรเป็นของขวัญ” พสุธาถาม

“กูให้เทียนหอมอะ ส่วนพี่หินซื้อเครื่องชงกาแฟให้ เห็นว่าพี่แกชอบดื่มกาแฟ”

“อ้อ งั้นกูควรจะให้ด้วยไหม” พสุธาถาม

“มึงไม่ต้องก็ได้มั้ง มึงไม่ใช่เพื่อนร่วมงานของฝ่ายไหนเลยนี่นา”

“ก็ได้ งั้นเดี๋ยวกูทำอาหารจานพิเศษให้สองจานก็แล้วกัน” พสุธาพูดออกไป

นะโมทำตาโต

“กูจะได้กินของอร่อย แล้วยังได้อวดเพื่อนที่ทำงานอีกด้วย”

“ตื่นเต้นอะไร ทำอย่างกับว่าไม่ได้กินฝีมือกูอยู่ทุกวัน”

“ก็ไม่ทุกวันจริง ๆ นี่ บางวันก็ไม่ได้กินเถอะ” นะโมเถียง

พสุธาก็เถียงกลับไม่ได้ เพราะว่ามีหลายวันที่เขาตื่นสายจนไม่ทันทำอาหารให้เพื่อนกับพี่ชายจริง ๆ

“เอาน่า เดี๋ยวต่อไปกูก็น่าจะมีเวลาทำอาหารเหมือนเดิมแล้ว”

“จริงจังอะไร เรื่องทำอาหารไม่ใช่หน้าที่มึงสักหน่อย ถึงมึงจะทำอร่อย แต่ก็ให้มึงทำคนเดียวไม่ได้ไหม ถ้าไม่ติดว่ากูทำอร่อยไม่เท่าซื้อที่ร้าน กูก็ทำให้มึงกินบ้างแล้ว”

“งั้นกูสอนมึงทำอาหารดีไหมล่ะ” พสุธาถามไป

“พรุ่งนี้มึงจะไปสอนคุณป๋าของมึงทำอาหารใช่ไหม” นะโมไม่ได้ตอบเพื่อน แต่ถามออกไปแทน

“ใช่ ใกล้วันเกิดคุณป๋าแล้ว เขาอยากจะทำอาหารให้พ่อแม่ของเขาในวันเกิด”

“โห ความคิดน่ารักเชียว วันเกิดตัวเอง แต่ทำอาหารให้พ่อแม่ จะว่าไปเขาก็ดูเป็นคนอบอุ่นดีนะมึง”

“อันนี้คือวิจารณ์ หรือกำลังเชียร์” พสุธาถามออกไป

“เชียร์สิวะ มึงมีพ่อบุญธรรมรวยแล้ว มีผัวรวยเพิ่มอีกคน ก็ยิ่งดีนะ”

“แล้วทำไมกูไม่รวยเอง” พสุธาเลิกคิ้วถามออกไป

“ถ้ามึงเลิกทำงานล้างจาน แล้วไปเปิดร้านอาหาร หรือเปิดบริษัทแปลภาษา มึงก็น่าจะรวยได้จริง ๆ นั่นแหละ”

พสุธาอยากบอกเพื่อนว่า เพราะทำงานล้างจานเนี่ยแหละ เขาถึงได้รวยอย่างทุกวันนี้

 

“ป๋า วันพรุ่งนี้ว่างใช่ไหม ไปชอปปิงเป็นเพื่อนแม่หน่อยนะ” คุณมาธาวีพูดกับลูกชาย วันนี้เธอมาที่คอนโดมิเนียมของลูกชายเพราะงอนสามี และมีแผนการว่าจะอยู่หลายวัน จนกว่าสามีจะมาง้อ

แต่เธอไม่รู้หรอก ลูกชายคนเล็กของเธอ ส่งข้อความหาคนเป็นบิดาของเจ้าตัว ให้รีบมารับเธอโดยเร็ว

“แม่จะซื้ออะไร ไปวันนี้เลยได้ไหม พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง” ปฐพีไม่อยากปฏิเสธมารดาอย่างสิ้นเชิง จึงได้ต่อรองดู

“ทำไมพรุ่งนี้ป๋าไม่ว่างล่ะ หรือว่าเพราะวันจันทร์จะเปิดเทอมแล้ว เลยจะเตรียมตัวเหรอลูก” คุณมาธาวีถามลูกชายอย่างแปลกใจ

“ไม่ใช่ครับ พรุ่งนี้ดินจะมาสอนผมทำอาหาร” ปฐพีตอบความจริงออกไป

“จริงเหรอ น้องดินจะมาสอนลูกทำอาหารเหรอ ไม่ได้แล้ว แม่ต้องไปเตรียมตัวก่อนแล้ว”

“ดินจะมาสอนผมทำอาหาร ทำไมแม่ต้องเตรียมตัวด้วย” ปฐพีถามมารดาอย่างไม่เข้าใจ เขามองท่าทางกระตือรือร้นของท่านแล้วกะพริบตาปริบ ๆ

“จะได้เจอว่าที่ลูกสะใภ้ทั้งที แม่ก็ต้องเตรียมตัวหน่อยสิ” คุณมาธาวีพูดอย่างจริงจัง

“ว่าที่ลูกสะใภ้อะไร ผมยังไม่ได้จีบเลย”

“แล้วลูกรอใครให้มาตัดริบบิ้นหรือไง ทำไมถึงไม่จีบ ถ้าน้องดินถูกคนอื่นแย่งไป แม่จะหาลูกสะใภ้อย่างน้องดินได้จากที่ไหนอีก”

“แม่ยังไม่เคยเจอดินเลย ทำไมถึงได้ถูกใจนัก”

“คนที่แตะตัวลูกได้ ถ้าแม่ไม่ถูกใจคนนี้ แม่ยังจะถูกใจคนไหนได้อีกล่ะ”

“แม่ถูกใจดิน แต่แม่คิดบ้างไหมว่าดินถูกใจลูกชายแม่บ้างหรือเปล่า” ปฐพีถามเสียงจนใจ

“เพราะฉะนั้นหน้าที่ของลูก ก็คือทำให้น้องดินถูกใจลูกให้ได้ยังไงล่ะ”