LNCrawler

55. ตอนที่ 54

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 54

“ร้านนี้จองยากมากเลยนะ ตอนแรกพี่ก็จองเอาไว้ แต่ว่าได้แค่คิวสำรอง โชคดีที่มีคนยกเลิก ทำให้พี่ได้โต๊ะ พี่ก็เลยเลื่อนจองอีกร้านที่จองเผื่อเอาไว้ ดีที่สนิทกับเจ้าของร้านนั้นดี ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร” หญิงสาวเพื่อนที่ทำงานของศิลาพูดขึ้นมา

ตอนนี้ศิลา นะโม นั่งอยู่ในร้านอาหารสนามเด็กเล่นของพันไมล์ ก็ตามที่นะโมบอกพสุธาไป พี่ที่ทำงานของเขา และเพื่อนที่ทำงานของศิลา จดทะเบียนสมรสกันวันนี้ ทั้งคู่ไม่ได้เลือกจัดงานแต่งใหญ่โต แค่นัดเพื่อน ๆ มากินเลี้ยงที่ร้านอาหาร เป็นการฉลอง

“แต่ตอนเดินเข้ามา เจ้าของร้านทักทายนะโม กับคุณหินอย่างสนิทสนมเลยนี่นา รู้จักกันใช่ไหม” เพื่อนอีกคนหนึ่งพูดถามขึ้นมา

ทั้งเจ้าตัว และเจ้าสาว ไม่ได้ไปร่วมงานวันเกิดของศิลา ไม่อย่างนั้นก็คงจะรู้แล้วว่าทั้งนะโม และศิลา สนิทสนมกันดีกับพันไมล์

“ก็ครับ เขาเป็นเพื่อนกับพี่ที่ผมสนิท” นะโมไม่อยากอธิบายว่าพสุธาก็เป็นหุ้นส่วนของร้านนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะกลัวว่าวันหลัง จะถูกขอให้ใช้เส้นสายในการจองร้าน หรือขอส่วนลด

“อ้อ แบบนี้นี่เอง” คนที่ถามก็พยักหน้าอย่างรับรู้ ไม่นานอาหารที่สั่งเอาไว้ ก็ทยอยมาเสิร์ฟ

“น่าเสียดายที่จองอาหารจานพิเศษไม่ทัน แต่ว่าไม่เป็นไร ก็สั่งหมูตุ๋นสูตรพิเศษแต่ฝีมือเชฟมาแล้ว ได้ยินว่าเชฟหกคนเป็นลูกศิษย์ของเจ้าของสูตร รสชาติอาหารเกือบจะเทียบเท่าเจ้าของสูตรแล้ว ขาดไปอีกนิดเดียวเท่านั้น” คนเป็นเจ้าบ่าวพูดขึ้นมา ก่อนที่จะมาที่ร้าน พวกเขาได้สั่งรายการอาหารเอาไว้ก่อนแล้ว แต่น่าเสียดายที่จองอาหารพิเศษ ที่ทำให้ร้านโด่งดังจนต้องจองคิวข้ามเดือนแบบนี้ไม่ทัน

“ไม่แน่นะพี่ อาจจะมีเซอร์ไพรส์” นะโมพูดอย่างมีเลศนัย เพราะว่าพสุธาได้บอกกับเขาแล้ว ว่าเจ้าตัวจะทำอาหารจานพิเศษให้สองจาน

“เซอร์ไพรส์อะไร เอ็งรู้อะไรมา หรือว่าร้านมีเซอร์ไพรส์สำหรับวันพิเศษของลูกค้าอย่างนี้เหรอ” คนเป็นเจ้าบ่าวถามอย่างกระตือรือร้น และเขาพูดจบยังไม่ทันไร เจ้าของร้านอย่างพันไมล์ก็เดินยกอาหารมาเสิร์ฟด้วยตัวเอง

“คือว่าผิดโต๊ะหรือเปล่าครับ” เจ้าบ่าวพูดอย่างสับสน เมื่อเห็นอาหารสองจานที่ถูกยกมา แต่อาหารสองจานนี้ ไม่ได้อยู่ในออเดอร์ที่เขาสั่งไป

เป็นปลาเก๋าดำนึ่งซีอิ๊ว และอีกจานหนึ่งก็คือ กระเพาะปลาสดตุ๋นเห็ดหอมแฮมยูนาน

“ไม่ผิดครับ สองจานนี้เป็นของขวัญอวยพรวันแต่งงานของพวกคุณ เจ้าของสูตรอาหารจานเด็ดของร้านเรา ลงมือทำด้วยตัวเองเลยนะครับ” พันไมล์พูดด้วยรอยยิ้ม นั่นทำให้ทั้งโต๊ะส่งเสียงฮือฮา เพราะเป็นที่รู้กันดี ว่าเจ้าของอาหารจานเด็ดนั้น ทำอาหารในแต่งละวันน้อยมาก เพียงแค่วันละสี่สิบจานเท่านั้น แต่คราวนี้ทำอาหารจานพิเศษสองจาน ทั้งยังไม่ใช่เมนูที่ทำขายปกติด้วย

“น่าอิจฉาเกินไปแล้ว”

“แบบนี้ถ้าเราแต่งงาน เรามาฉลองที่นี่ ก็จะได้อาหารจานพิเศษเหมือนกันใช่ไหม”

“เจ้าของร้าน ถ้าผมจดทะเบียนสมรสกับแฟน แล้วมาฉลองกันที่ร้าน ก็จะได้อาหารฝีมือเชฟเทพเหมือนกันใช่ไหม”

ลูกค้าโต๊ะอื่นที่ได้ยินคำพูดของพันไมล์ ก็ส่งเสียงถามกันระงม และ ‘เชฟเทพ’ ที่พวกเขาพูดถึง ก็เอาไว้เรียกพสุธา เพราะว่าพวกเขาไม่รู้ชื่อพสุธา และไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี ก็เลยสถาปนาเจ้าตัวเป็น ‘เชฟเทพ’ เพราะฝีมือการทำอาหารระดับเทพของเจ้าตัว

พันไมล์เหงื่อตกทันทีที่ได้ยินคำขอนี้ เขารีบอธิบาย

“ขอโทษด้วยครับ ที่อธิบายไม่ชัดเจน เชฟเทพทำอาหารสองจานนี้ เพราะว่าเจ้าสาวเป็นเพื่อนร่วมงานกับพี่ชายของเชฟเทพ และเจ้าบ่าวเป็นเพื่อนร่วมงานของเพื่อนสนิทเชฟเทพ ดังนั้นเชฟเทพจึงได้ลงมือทำอาหารสองจานนี้ด้วยตัวเองครับ”

เมื่อพันไมล์ประกาศออกไป ลูกค้าโต๊ะอื่น ๆ ก็ส่งเสียงร้องอย่างเสียดายทันที จากนั้นก็พูดกันว่าพี่ชาย และเพื่อนสนิทของเชฟเทพทำงานที่ไหน บางทีพวกเขาอาจจะย้ายงานตามไปได้

เพื่ออาหารฝีมือเชฟเทพ พวกเขาถึงกับคิดจะย้ายงานกันเลยทีเดียว

พสุธาที่ได้ยินเรื่องนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมุมปากกระตุก

ขณะที่โต๊ะอาหารที่ศิลา และนะโมร่วมโต๊ะอยู่ เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของพันไมล์ ก็หันขวับไปมองศิลา และนะโมในทันที

เพื่อนฝ่ายเจ้าสาว ที่ทำงานที่บริษัทเท็นซี ต่างก็รู้ว่าศิลาเป็นพี่ชายของผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัท และมีทรัพย์สินนับล้านล้านบาท ขณะที่เพื่อนฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งทำงานที่คาร์ พิท เซอร์วิส ก็รู้เรื่องที่นะโมเป็นเพื่อนสนิทเจ้าของบริษัทเช่นกัน ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงอดทึ่งไม่ได้

เชฟเทพคือเจ้าของบริษัทของพวกเขาเหรอ คนระดับนั้นมาเป็นเชฟทำอาหารเนี่ยนะ พวกเขาได้มีโอกาสลิ้มรสชาติฝีมือของมหาเศรษฐีด้วยเหรอ

คำถามนี้ เป็นคำถามเดียวกับที่เพื่อนร่วมงานที่ได้ไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดของศิลา ถามกัน

ว่าแต่ว่ามหาเศรษฐีว่างขนาดมารับจ๊อบเสริมเป็นเชฟเลยเหรอ

หรือว่านี่คือคู่มือความรวยของมหาเศรษฐี

ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน!

 

“อร่อย อร่อยโคตร ๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมร้านถึงคนเยอะขนาดนี้”

“สมกับที่พวกนั้นอวดไว้จริง ๆ ด้วย ตอนแรกยังคิดว่าพูดเวอร์เกินไป คุณพสุธาทำอาหารได้อร่อยจริง ๆ สมกับฉายาเชฟเทพ”

“เนื้อปลาอย่างสด ใส่เครื่องปรุงเครื่องเทศครบ แต่ก็ไม่กลบรสชาติของเนื้อปลา ฝีมือระดับเทพจริง ๆ ด้วย”

“เคยได้ลองกินอาหารฝีมือเชฟมิชลินสามดาว รู้สึกว่ายังด้อยกว่าอาหารจานนี้อยู่หลายขั้นเลยนะ”

เสียงชมระงม เมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสอาหารฝีมือของพสุธา เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ไม่รักษามารยาทของเจ้าภาพ ร่วมมือกันแย่งชิงอาหารฝีมือพสุธากับแขกที่เชิญมา มีเพียงแค่ศิลา และนะโมเท่านั้นที่ไม่ได้ร่วมวงด้วย

ไม่ใช่อะไรหรอก แค่พวกเขายังมีโอกาสได้กินฝีมือของพสุธาบ่อย ๆ จึงได้เปิดโอกาสให้คนอื่น ๆ ที่อาจจะมีโอกาสนี้โอกาสเดียว ได้ลิ้มชิมรสฝีมือของพสุธา

“คุณนะโม คุณหิน ไม่กินเหรอคะ” เพื่อนเจ้าสาวจากเท็นซีถามขึ้นมา แต่ว่าตอนที่เธอถามน่ะ ทั้งปลาเก๋าดำนึ่งซีอิ๊ว และกระเพาะปลาตุ๋นเห็ดหอมแฮมยูนานก็หมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม่แต่เศษซาก

“กินกันเลยครับ พวกเรามีโอกาสได้กินบ่อย ๆ อยู่แล้ว” นะโมพูดตอบกลับไป นั่นทำให้เขาได้รับสายตาอิจฉาอย่างท่วมท้นในทันที

“อิจฉาจังเลย พวกเราอยากกินอาหารอร่อย ๆ แบบนี้ทุกวันบ้าง”

“นั่นน่ะสิ ที่บ้านพวกคุณขาดคนสวนหรือเปล่า หรือขาดคนขับรถไหม ผมอยากจะไปสมัคร เงินเดือนแค่ห้าพันก็พอ แต่ขออาหารฝีมือคุณพสุธาสามมื้อนะครับ”

ศิลา และนะโมหัวเราะแห้ง ๆ กับคำพูดพวกนี้

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนั้นเป็นไปอย่างครึกครื้น นอกจากคู่บ่าวสาวที่เป็นจุดสนใจแล้ว ยังมีศิลากับนะโม ที่ทุกคนหาเรื่องมาคุยด้วยบ่อย ๆ เพราะว่าทั้งคู่ต่างก็เป็นพี่ชาย และเพื่อนสนิทของพสุธา คนที่เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ได้ ไม่มีใครโง่หรอก พวกเขารู้ว่าไม่อาจโชคดีได้เจอกับมหาเศรษฐีอย่างพสุธา แต่ก็สามารถผูกมิตรกับพี่ชาย และเพื่อนสนิทของพสุธาได้

พสุธาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ข้างนอกกำลังสนุกสนานกันแค่ไหน เขายังคงตั้งใจล้างานอยู่ในห้องล้างจาน จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน

“อ้าว ผมบอกคุณป๋าไปแล้วนี่ครับว่าวันนี้หินกับโมมาด้วย ผมจะกลับกับพวกเขา” พสุธาพูด เมื่อปฐพีแสดงตัวว่าจะพาเขาไปส่งที่บ้าน

“แต่พี่ก็ไม่ได้ตกลงนี่นา หน้าที่ส่งนายกลับบ้านเป็นของพี่ สองคนนั้นจะมาแย่งไปได้ยังไง” ปฐพีพูดราวกับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้องตามหลักการทุกอย่าง แต่ว่านะ

“การไปส่งผมมันเป็นหน้าที่ของคุณป๋าตั้งแต่เมื่อไรครับ” พสุธาถามอย่างจนใจ

“ก็ตั้งแต่ที่นายมาทำงานร้านนี้นั่นแหละ” ปฐพีตอบอย่างหน้าตาย

“ผมคิดว่ามันเป็นน้ำใจมาตลอดเลย สรุปว่าเป็นหน้าที่ไปแล้วเหรอครับ” พสุธาถามเสียงเย้าแหย่

“ก็ทั้งสองอย่าง อนาคตก็อาจจะมีเหตุผลที่สามด้วย” ปฐพีพูดแล้วยักคิ้วส่งให้พสุธา

พสุธาหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่เลือกที่จะไม่ถามว่าเหตุผลที่สามเป็นเหตุผลอะไร เพราะว่าเขามีลางสังหรณ์ว่าคำตอบที่ได้รับ จะทำให้เขาถูกแซวไปอีกหลายวัน

เขาสามารถแซวคนอื่นได้ แต่คนอื่นจะมาแซวเขาไม่ได้นะ

“แต่ไม่ว่าจะมีกี่เหตุผล วันนี้ผมก็ต้องกลับพร้อมกับหิน แล้วก็นะโมครับ” พสุธาพูดตอบ

“แต่หินกับนะโมกลับไปแล้วนะ” ปฐพีพูดแล้วยิ้มมุมปาก

พสุธาหันไปมอง ก็พบว่าไม่เห็นพี่ชาย และเพื่อนสนิทแล้วจริง ๆ

“ไหนบอกว่าจะรอกลับพร้อมกัน ทำไมสองคนนั้นถึงกลับไปก่อนล่ะ” พสุธาพูดเสียงขึ้นจมูก

“น้องโมโดนมอมเหล้าน่ะสิ พี่เลยให้หินขับรถพานะโมกลับไปพักที่บ้าน แล้วพี่จะไปส่งนายเอง” ปฐพีตอบกลับ

“ใครมันมอมเหล้าเพื่อนผม” พสุธากัดฟันถาม เขาคิดว่าเพื่อนที่ทำงานของเจ้าตัวต้องไม่กล้าแน่ เพราะรู้ว่านะโมคือเพื่อนสนิทของเขา

“เล่นเกมหมุนขวดเหล้ากัน ปากขวดมันไปตกที่นะโมบ่อย” นี่คือเหตุผลที่ปฐพีก็ฟังมาจากศิลาอีกทอดหนึ่ง

พสุธาไม่รู้ว่าจะหัวเราะ หรือเสียใจกับดวงของนะโมจริง ๆ

เป็นคนที่เล่นเกมพวกนี้แล้วดวงซวยเสมอต้นเสมอปลายดีจริง ๆ แล้วก็ช่างไม่เข็ด รู้ว่าตัวเองดวงไม่ดี ก็ยังเล่นทุกครั้งที่มีคนชวนเล่น

“งั้นผมก็ต้องรบกวนคุณป๋าไปส่งแล้วล่ะครับ” พสุธาถอนหายใจ วันนี้เขามาพร้อมกับศิลา และนะโม ไม่ได้เอาจักรยานมา ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่สามารถกลับบ้านเองได้ ยกเว้นก็แต่จะเรียกรถ

แต่ในเมื่อมีราชรถมาเกยถึงที่แล้ว เขายังจะเรียกรถอีกทำไมล่ะ

 

“วันพรุ่งนี้พี่มารับนะ นายพร้อมกี่โมง” ปฐพีถามพสุธา หลังจากที่เขาขับมาส่งเจ้าตัวถึงบ้านแล้ว

“สักแปดโมงก็ได้ครับ คุณป๋ามาทานอาหารเช้าด้วยกันเลย”

“ตกลง” ปฐพีก็ตอบตกลงอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด

เขาก็เหมือนกับพันไมล์ ระหว่างรักษามารยาท กับอาหารอร่อย ๆ เขาเลือกอาหารอร่อย ๆ

“ว่าแต่เลือกได้หรือยังครับ ว่าจะทำเมนูอะไร” พสุธาถาม

“คุณแม่พี่ชอบทานเสี่ยวหลงเปา แล้วก็พวกสลัดครับ ส่วนคุณพ่อจะชอบอาหารสยามมากกว่า แต่ไม่ได้ชอบเมนูไหนเป็นพิเศษ นายแนะนำได้ไหม”

“อืม งั้นก็ทำเสี่ยวหลงเปา คุณป้าชอบพวกสลัด งั้นทำยำส้มโอดีไหมครับ น่าจะแทนพวกสลัดได้ แล้วก็เป็นอาหารโบราณที่คุณลุงน่าจะชอบทานด้วย อีกเมนูก็หมูสร่ง สามเมนูนี้ คุณป๋าน่าจะทำได้ไม่ยาก” พสุธาคิดแล้วว่างานวันเกิดของปฐพี ก็ไม่ได้มีอาหารแค่สามเมนูหรอก แต่สามเมนูนี้เป็นจานพิเศษ ที่เจ้าของวันเกิดต้องการจะแสดงความกตัญญูต่อผู้ที่ทำให้เจ้าตัวได้เกิดมาบนโลกใบนี้ และมอบความรักความอบอุ่นให้กับเจ้าตัว

“แต่ว่า เสี่ยวหลงเปาจะดูไม่เข้าพวกหรือเปล่าครับ” ปฐพีถามขึ้น

“สนใจทำไมครับ แค่ชอบก็พอแล้ว” พสุธาถามกลับไป

“นั่นสิ แค่ชอบก็พอแล้วจริง ๆ ด้วย” ปฐพีคล้อยตามคำพูดของพสุธาอย่างรวดเร็ว

“หึ หึ ดึกแล้ว ผมเข้าบ้านก่อน ขับรถดี ๆ นะครับ”

“ได้ ราตรีสวัสดิ์นะ”

“ราตรีสวัสดิ์ครับ”

 

“เพราะแบบนี้หรือครับ เลยเรียกว่าหมูโสร่ง” ปฐพีถามขึ้นมา ขณะที่มือก็พยายามใช้เส้นมี่สั้วที่ผ่านการลวกแล้ว พันรอบก้อนหมูสับที่ปรุงด้วยรากผักชี พริกไทย น้ำปลา

“จริง ๆ มันต้องออกเสียงว่าหมูสร่งครับ สร่งที่หมายถึงวิธีการฝังเพชรเม็ดเล็ก ๆ ขนาดไข่ปลาลงไปบนพื้นที่ที่ทำให้โปร่ง” พสุธาตอบยิ้ม ๆ

“อ้าว พี่ก็นึกว่ามันเรียกหมูโสร่ง เพราะการพันเส้นหมี่สั้วแบบนี้ ก็เหมือนการนุ่งโสร่งให้หมู” ปฐพีดูแปลกใจมาก

“หลาย ๆ คนก็น่าจะคิดแบบคุณป๋านั่นแหละครับ จริง ๆ มันก็แค่ชื่อเรียกนั่นแหละครับ เข้าใจตรงกันว่าหมายถึงอะไรก็พอแล้ว” พสุธาก็ไม่ใช่ครูภาษา ที่จะต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชให้คนอื่นพูดให้ถูกต้อง

“อ้อ พี่จำได้แล้ว เหมือนคุณย่าพี่ก็เคยอธิบายแบบที่นายอธิบายให้พี่ฟังตอนเด็ก ๆ นะ แต่พอโตมาพี่ก็ลืมไปเลย”

“งั้นคุณป๋าก็เคยทานหมูสร่งใช่ไหมครับ”

“ใช่ ตอนเด็ก ๆ คุณย่าเคยทำให้ทาน แต่พอท่านเสียไปแล้ว พี่ก็ไม่ได้ทานอีกเลย คุณปู่ก็ชอบหมูสร่งฝีมือคุณย่า”

“งั้นคุณป๋าพอจะจำรสชาติหมูสร่งฝีมือคุณย่าได้ไหมครับ เดี๋ยวผมจะลองปรุงดู ถ้าได้ ก็จะได้ทำให้คุณปู่มีความสุขเพิ่มขึ้น”

“พี่ก็จำไม่ได้แล้วครับ” ปฐพีส่ายหน้าอย่างเสียดาย

“งั้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อว่าคุณป๋าตั้งใจทำ ยังไงคนทานก็ต้องสัมผัสได้ถึงความรักที่คุณป๋าใส่ลงไปในอาหารอยู่แล้ว”

“แล้วนายล่ะ”

“ครับ?” พสุธาเลิกคิ้วมองปฐพีอย่างงง ๆ

“ตอนที่นายทำอาหารให้พี่ ได้ใส่ความรักลงไปด้วยหรือเปล่า”

“ระดับผม ใส่หัวใจลงไปทั้งดวงเลยแหละครับ” พสุธาตอบกลับไปแล้วยิ้มหวาน ก่อนจะหัวเราะ เมื่อเห็นสีหน้าเหวอ ๆ ของปฐพี เขาหัวเราะจนตาเป็นพระจันทร์เสี้ยว ด้วยไม่เคยเห็นหน้าเหวอ ๆ แบบนี้ของปฐพีมาก่อนเลย

“ผมหมายถึงใส่หัวใจที่รักในการทำอาหารลงไปน่ะครับ” พสุธาพูดแก้ หลังจากที่เขาหยุดหัวเราะแล้ว ก่อนที่จะหัวเราะออกมาอีก เมื่อเห็นปฐพีมีสีหน้ามืดครึ้ม

“ว่าแต่แบบนี้ พี่ก็ได้รับหัวใจจากนายทุกวันเลยน่ะสิ” ปฐพีก็ตั้งตัวได้เร็ว ไม่ยอมจำนน เขาตอบกลับไป

“ใช่ครับ นอกจากคุณป๋าแล้ว ก็ยังมีเฮียโก้ พี่พันไมล์ แล้วก็ลูกค้าอีกหลายคนของร้าน ที่ได้หัวใจของผมไปด้วย”

“นายมันคนหลายใจสินะ” ปฐพีพึมพำ

พสุธาหัวเราะร่วน ก่อนที่พวกเขาจะเลิกแหย่กัน แล้วตั้งใจเรียนทำอาหารต่อไป

พสุธาสอนปฐพีทำอาหารตั้งแต่เช้าจรดเย็น เมื่อมั่นใจว่าปฐพีทำได้แน่นอนแล้ว เขาก็ขอตัวกลับ

“พี่ไปส่ง จริงสิ พรุ่งนี้เปิดเทอม นายเตรียมตัวพร้อมแล้ววหรือยัง ชุดนักศึกษา เข็มกลัด เข็มขัด พร้อมหมดแล้วใช่ไหม”

“พร้อมแล้วครับ”

“เหมือนพี่จะไม่เคยเห็นนายใช้แท็ปเล็ตเลย สมัยนี้เขาใช้แท็ปเล็ตเวลาเรียนกันแล้วนะ นายมีหรือยัง”

“ไม่มีครับ ผมใช้กระดาษจดเอาก็ได้” พสุธาไม่เห็นความจำเป็น

ถ้าเขามี เขาก็จะใช้ แต่ถ้าไม่มี เขาก็ไม่วิ่งไปหาซื้อ

“งั้นก็เอาของพี่ไป พี่ซื้อมาเกินเครื่องหนึ่งพอดี” ปฐพีพูดจบก็เดินไปหยิบแท็ปเล็ตรุ่นล่าสุดมาส่งให้กับพสุธา

พสุธามองแท็ปเล็ตราคาครึ่งแสนที่ปฐพียื่นให้ ของแบบนี้ก็ซื้อเกินได้ด้วยเหรอ

“ถ้าอย่างนั้นผมจ่ายเงินให้คุณป๋าแล้วกันนะครับ” พสุธารับแท็ปเล็ตมา แล้วพูดตอบกลับไปอย่างเกรงใจ ทว่าสิ่งที่ได้รับคือสายตาไม่พอใจจากปฐพี

“พี่ให้นาย ไม่ได้ขายต่อให้นาย จะจ่ายเงินทำไม ต้องการแบ่งแยกอย่างชัดเจนกับพี่หรือไง”

“อ่า ก็ไม่ใช่แบบนั้นครับ แต่นี่มันของแพง ผมจะรับมาได้ยังไงล่ะ”

“แค่ไม่กี่หมื่น อย่างนายก็เรียกว่าแพงได้ด้วยเหรอ แค่เศษเงินของนายเองมั้ง” ปฐพีมองพสุธา

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ ทำหน้าใสซื่อ กำลังคิดว่าที่ปฐพีพูดแบบนี้ เป็นเพราะพ่อบุญธรรมของเขา หรือเป็นเพราะเจ้าตัวรู้ถึงสินทรัพย์ที่เขาได้มาจากระบบ เขาไม่แปลกใจหรอก ถ้าปฐพีจะรู้เรื่องพวกนั้น เพราะถ้าตั้งใจสืบโดยใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อย ก็จะรู้ได้

แต่รู้ก็รู้ไปสิ เขาไม่ยอมรับสักอย่าง

พสุธาไม่รู้ว่า จริง ๆ ปฐพีก็ไม่ได้รู้อย่างชัดเจน แค่เขามั่นใจว่าพสุธาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจ เจ้าตัวมีความลับที่ปกปิดไว้ และความลับนั้นก็น่าจะทำให้คนตกตะลึงได้ไม่ยาก

ปฐพีแม้ว่าจะอยากรู้ แต่เขาก็ค่อย ๆ อยากค้นพบจากตัวพสุธาด้วยตัวเอง ไม่อยากไปสืบหาความจริง

พสุธาเหมือนกล่องแพนโดร่าสำหรับเขา ทำให้เขาสนใจอย่างไม่สิ้นสุด

“หึ ไปเถอะ พี่จะพาไปส่งเอง” ปฐพีพูดพร้อมกับพาพสุธาออกจากคอนโดมิเนียมของเขา

ใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น จากคอนโดมิเนียมของปฐพี มาถึงบ้านของพสุธา เมื่อมาถึงพสุธาก็แปลกใจ เพราะว่านอกจากศิลา และนะโมแล้ว ที่บ้านยังมีเฮียโก้ และพันไมล์อยู่ด้วย

“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กันได้ล่ะ” พสุธากะพริบตาปริบ ๆ ถามออกไป

“ก็พรุ่งนี้มึงไปเรียนวันแรก กลัวจะตื่นเต้น พวกกูเลยมาจะมานอนที่นี่ พรุ่งนี้จะได้ไปมหา’ลัยพร้อมมึงไง” เฮียโก้ยักคิ้วพูด

พสุธาหรี่ตา เขารู้สึกว่าเหตุผลนี้ไม่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางด้านหลัง หันไปมองก็เห็นว่าเป็นปฐพี

“อ้าว คุณป๋าไม่ใช่ว่ากลับไปแล้วเหรอครับ” พสุธาเห็นกับตาตัวเองว่าปฐพีขับรถออกไปแล้ว เขาถึงได้เดินเข้าบ้านมา

“พี่เห็นรถไอ้โก้กับไอ้ไมล์ ก็เลยกลับเข้ามา” ปฐพีพูดตอบ

“ตาดีนี่หว่า พวกกูจอดรถกันแอบ ๆ แล้วนะ” เฮียโก้พูด

“พวกมึงมาทำอะไรกันที่นี่” ปฐพีถามเพื่อนเสียงเย็น

“มึงมาได้ ทำไมกูจะมาไม่ได้ล่ะ อย่าลืมนะว่ากูรู้จักกับไอ้ดินมาก่อนมึงอีก รู้จักมานานกว่ามาก” เฮียโก้ยืดอกโชว์เหนือ

“รู้จักมานานแค่ไหน มึงก็เป็นได้แค่พี่ชายเท่านั้นแหละ”

“พี่ชายแล้วทำไม ก็ยังดีกว่ามึง ที่เป็นได้แค่เพื่อนพี่ชายอย่างกู” เฮียโก้ยักคิ้วให้เพื่อน

“ก็ไม่แน่ อนาคตก็อาจจะได้เป็นมากกว่านั้น”

“เป็นอะไร เลื่อนขั้นเป็นพี่ชายเหมือนกูหรือไง”

“ไม่ใช่ เป็นน้อง”

“อย่างมึงเนี่ยนะเป็นน้อง อายุมึงมากกว่าไอ้ดินอีก”

“หมายถึงน้องเขยของหิน”

 

“ไหนบอกว่าไม่ได้จีบไงครับ ที่พูดไปนั่นคือแค่กวนประสาทเฮียโก้เหรอ” พสุธากอดอกถามปฐพี แววตาของเขาแฝงความอันตรายเอาไว้ ปฐพีก็รู้ได้ว่าหากคำตอบของเขาไม่ดีพอ โอกาสที่เขาจะได้เป็นน้องเขยของศิลา เกรงว่าจะไม่มีแล้ว

“ไม่ได้กวนประสาทมันครับ พี่จะจีบนายแล้วจริง ๆ”

“ทำไมถึงเปลี่ยนใจล่ะครับ คุณป๋าแค่สนใจผมไม่ใช่เหรอครับ” พสุธาถามต่อเสียงเรียบ

“ตอนนี้จากสนใจ ก็เปลี่ยนเป็นชอบแล้ว” ปฐพีก็ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ทำเอาคนที่แอบฟังอยู่รู้สึกงุนงงไปตาม ๆ กัน

“นี่สองคนนั้นกำลังพูดเรื่องความรักกันอยู่จริง ๆ เหรอ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศเลย ไร้ซึ่งความเขินอายใด ๆ” พันไมล์เกาหัวแกรก ๆ

“หุบปากน่า แอบฟังเงียบ ๆ สิวะ” เฮียโก้อุดปากเพื่อน แล้วตั้งใจฟังบทสนทนาของพสุธา และปฐพีต่อ

“ทำไมอยู่ ๆ ถึงชอบขึ้นมาได้ล่ะครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ เมื่อไม่กี่วันก่อน ปฐพียังบอกว่าความรู้สึกที่มีต่อเขา ยังไม่ถึงขั้นชอบ เพียงแค่สนใจเท่านั้น ทำไมความรู้สึกถึงเพิ่มขึ้นเร็วนัก

“เพราะว่านายหัวเราะ”

“หือ” พสุธาส่งเสียงในลำคออย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก เกี่ยวอะไรกับที่เขาหัวเราะ

“ปกตินายจะหัวเราะในลำคอ หรือไม่ก็แค่ยิ้มมุมปาก ยิ้มบาง ๆ แต่วันนี้นายหัวเราะจนตาเป็นพระจันทร์เสี้ยว พี่ชอบตอนนายหัวเราะ แล้วตอนนั้นมันก็ผุดความคิดขึ้นมาว่า ในเมื่อนายหัวเราะได้น่ามองขนาดนั้น พี่ก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำให้เสียงหัวเราะของนายหายไป พอคิดแบบนั้น พี่ก็รู้ตัวว่าพี่ชอบนายเข้าให้แล้ว” ปฐพีพูดอย่างจริงจัง

พสุธานิ่งชะงักไป ไม่คิดว่าปฐพีจะจริงจังขนาดนี้

“นี่คือการสารภาพรักเหรอครับ” พสุธาถามออกไป

“ไม่ใช่ นี่คือการแจ้งให้ทราบ ว่าหลังจากนี้ พี่จะเริ่มจีบนายอย่างเป็นทางการแล้ว อย่าลืมให้คะแนนพี่ล่ะ”