56. ตอนที่ 55
ตอนที่ 55
“ไหนมึงบอกว่าพี่ป๋าไม่ได้ชอบมึงไง นี่แจ้งให้มึงทราบอย่างเป็นทางการแล้วนะว่าจะจีบมึง” นะโมแซวเพื่อนด้วยเสียงกรุ้มกริ่ม
พสุธามองหน้าเพื่อน
“นี่แอบฟังแบบคำต่อคำเลยสินะ” พสุธาแกล้งพูดเสียงขรึม
“ไม่ต้องมาวางมาดกลบเกลื่อนเลยมึง บอกมาว่าตอนที่พี่ป๋าบอกชอบ มึงใจสั่นไหม” นะโมเค้นถามเพื่อนต่อ ขณะที่ศิลาก็จ้องมองด้วยสายตารอคอยคำตอบเช่นกัน
“ไม่”
“อะไร ไม่สั่นเลยเหรอ นั่นพี่ป๋าที่ทั้งหน้าตาดี ทั้งรวย ที่สำคัญคือดีกับมึงมากนะ มึงไม่ใจสั่นเลยจริงดิ” นะโมแปลกใจจนถึงขั้นตกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนจะใจแข็งอย่างที่เคยพูดไว้จริง ๆ
“กูหมายถึงไม่บอกมึงหรอก” พสุธายิ้มมุมปาก ก่อนจะหลับตาหนีการเค้นถามของเพื่อน
“หึ ตอบแบบนี้แสดงว่าตอนนั้นมึงก็ใจสั่นสินะ” นะโมยิ้มมุมปาก หยิกแก้มเพื่อนไปทีหนึ่ง แล้วค่อยยอมเลิกรา ยอมหลับตานอนบ้างแล้ว
ศิลามองน้องชาย ความรู้สึกของเขาซับซ้อนเล็กน้อย ดีใจที่มีคนดี ๆ มาชอบน้องชาย แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าน้องชายยังเด็ก ยังไม่อยากให้รีบมีแฟนเลย
ดินเคยบอกให้พี่มีแฟนตอนอายุสามสิบห้านี่นา งั้นดินก็ค่อยมีแฟนตอนอายุสามสิบห้าด้วยได้ไหมนะ
ศิลาคิดก่อนจะค่อย ๆ ผล็อยหลับไป
เช้าวันจันทร์ที่ทำให้หลาย ๆ คนตื่นเต้น พสุธาก็ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่ไก่โห่
“หิน อีกแล้วนะ เพิ่งจะหกโมงเช้าเอง มีเรียนตั้งเก้าโมงนู่น” พสุธาบ่นพึมพำใส่พี่ชายที่ตื่นเต้นเหมือนวันที่เขาไปมอบตัวไม่มีผิด
“วันนี้วันแรกนะ ดินต้องกระตือรือร้นกว่านี้ซี่” คนเป็นพี่ชายที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าน้องชาย ก็ฉุดน้องชายให้ลุกจากที่นอน
นะโมที่ถูกปลุกไปด้วยก็นอนแผ่ แล้วพูดเสียงงัวเงีย
“ดิน เดี๋ยวมึงก็เอาคืนพี่หินสิ วันอาทิตย์หน้าพี่หินก็ต้องไปเรียนเหมือนกันนี่”
และใช่แล้ว ศิลาก็ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยเหมือนกัน จากใบสมัครที่ทนายความเกษมใช้เส้นสายจนได้มา ศิลาก็สามารถสอบติดเข้าเรียนภาคพิเศษคณะบัญชีของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ได้ และเรียนทุกวันอาทิตย์
เพราะสามารถเรียนในวันอาทิตย์ได้นี่แหละ ศิลาถึงได้ยอมสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย เพราะว่าไม่กระทบกับการทำงานหาเงินของตัวเอง
ส่วนนะโม เพราะว่าจบแค่เทียบชั้นมัธยมสาม จึงต้องรอสอบเทียบชั้นมัธยมหกให้เรียบร้อยก่อน จึงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ซึ่งพสุธาก็ตั้งใจจะติวเข้มให้นะโม ให้เจ้าตัวสอบเทียบชั้นมัธยมหกให้จบในปีนี้ และปีการศึกษาหน้า ก็จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย ระหว่างนี้ นะโมก็ทำงานเก็บเงินไปก่อน เพื่อที่จะได้ไม่มีแรงกดดันเรื่องเงิน
อันที่จริงหากนะโมไม่คิดมาก ด้วยเงินที่พสุธามี นะโมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย แต่นะโมไม่ยอม และพสุธาก็ไม่คิดจะบังคับ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ก็ต้องเคารพในหลักการของเพื่อนด้วย
กลับมาที่ตอนนี้ก่อน พสุธาฟังคำแนะนำของนะโม เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิดเดียว
หินซื่อบื้อตื่นเช้าเป็นปกติอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ให้เขาตื่นมาปลุกเจ้าตัวเลย ดีไม่ดีเจ้าตัวจะตื่นก่อนเขาปลุกเสียอีก
“หินไปปลุกสามคนนั้นก่อนเถอะ” พสุธาหลอกล่อให้ศิลาไปปลุกสามหนุ่ม ที่เมื่อคืนนี้นอนค้างคืนที่บ้านนี้ และนอนในห้องของนะโมเหมือนเดิม
พสุธารู้สึกจนใจมาก เฮียโก้กับพันไมล์นั้นไม่เท่าไร แต่ปฐพีนี่สิ เพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน จึงต้องให้พ่อบ้านเอาเสื้อผ้าของใช้ รวมถึงสัมภาระที่จะเอาไปมหาวิทยาลัยวันนี้ มาส่งตั้งแต่กลางดึกเมื่อคืน นอกจากนี้แล้ว ที่บ้านเขาก็ไม่มีท่อน้ำแร่ต่อตรง ดังนั้นตอนนี้ที่ลานหน้าบ้านเขา จึงมีรถห้องน้ำสุดหรูจอดอยู่
รถห้องน้ำของปฐพี ไม่เหมือนกับรถห้องน้ำที่เคยเห็นทั่ว ๆ ไป เพราะมันถูกสั่งทำเป็นพิเศษ และตกแต่งเสียจนเหมือนกับห้องน้ำในคฤหาสน์หรูไม่มีผิด เพียงแค่คับแคบกว่าเท่านั้นเอง
พสุธาเคยมีโอกาสได้ขึ้นไปครั้งหนึ่ง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะทึ่งกับความทุ่มเทที่ครอบครัวของปฐพีมีให้เจ้าตัว รถห้องน้ำยังต้องทำหรูหราขนาดนี้ ถ้าครอบครัวไม่รักมาก จะยอมเสียเงินให้ขนาดนี้เลยเหรอ
และเขายังยืนยันคำเดิม โชคดีที่ปฐพีเกิดมารวย ถ้าโรคแพ้น้ำประปานี่เกิดกับลูกคนจน ชีวิตคงจะยากลำบากจนน่าเศร้าเลยทีเดียว
“ได้ ดินไปอาบน้ำนะ พี่กับโมจะไปปลุกสามคนนั้นเอง” ศิลาก็รับคำอย่างรวดเร็ว ดึงนะโมให้ไปปลุกสามหนุ่มด้วยกัน
หลอกพี่ชายไปได้แล้ว พสุธาก็นอนต่อ รอจนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วโมง ศิลากลับมาพร้อมกับหน้ามุ่ย ๆ และนะโมที่หัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง พสุธาถึงได้ตื่นขึ้นมา
“เป็นอะไรกัน” พสุธาถามเสียงงัวเงีย
“พี่บอกให้ดินไปอาบน้ำนี่นา ทำไมยังนอนอยู่อีกล่ะ” ศิลาพูดเสียงดุ แต่สำหรับพสุธาแล้วเหมือนเสียงแมวขู่มากกว่า
“ก็มันง่วงนี่ หิน อุตส่าห์มีบ้านอยู่ใกล้มอ เดินทางไม่ถึงสิบนาที เพราะงั้นให้ตื่นสักแปดโมงก็ยังได้เลย หินจะรีบไปไหน ไม่กลัวว่าตื่นเช้าไป ดินจะง่วงจนไม่มีสมาธิเรียนหรือไง” พสุธาถามโดยที่ไม่ยอมลุกออกจากเตียง
ศิลาหน้าจ๋อย ก่อนจะพึมพำ
“แต่วันนี้ดินไปเรียนวันแรกนี่นา ก็ต้องเตรียมตัวเผื่อไว้ไม่ใช่เหรอ ไหนจะต้องไปทำความคุ้นเคยกับเพื่อนใหม่ไว้ก่อน ไหนจะต้องไปเดินหาห้องเรียน แล้วพวกอุปกรณ์การเรียน ดินก็ยังไม่ได้ซื้อด้วยซ้ำ” ศิลาหมายถึงพวกสมุด ปากกาที่ต้องเอาไว้ใช้จดเลคเชอร์
“คุณป๋าซื้อไอแพดให้แล้ว พวกกระดาษปากกาก็ไม่จำเป็นแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาอาจารย์สั่งงาน ก็จะให้ทำในไอแพดแล้วส่งเป็นไฟล์แล้ว” พสุธาพูดอย่างเกียจคร้าน เขารู้ถึงความตื่นเต้นของศิลาดี แต่เขาก็ง่วงมากอยู่ดีเช่นกัน
“เดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้แล้วเหรอ” ศิลาพึมพำ
พสุธาลอบถอนหายใจ หินซื่อบื้อของเขาพูดเหมือนไม่ได้เรียนมาหลายปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวเพิ่งจะเรียนจบได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
“ใช่ หินเองก็ซื้อแท็ปเล็ตสักเครื่องเหมือนกัน” พสุธาพูด ก่อนจะหันไปหานะโม
“มึงด้วย ปีนี้ต้องสอบเทียบให้จบมอหก ปีหน้าจะได้เข้าเป็นรุ่นน้องกู สยามปราชญ์มีเทคโนโลยียานยนต์ มึงเรียนคณะนั้นก็เข้าทางมึงพอดี”
“มึงคาดหวังกับกูสูงไปไหม กูที่ไม่ได้เรียนตามระบบ มึงจะให้กูสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศเนี่ยนะ”
“กูก็ไม่ได้เรียนตามระบบ ยังสอบเข้าได้เลย”
“ก็มึงฉลาด กูไม่ได้ฉลาดเหมือนมึงนี่หว่า”
“มึงก็ฉลาด แค่มึงคิดว่าตัวเองโง่เฉย ๆ มึงเลิกคิดว่าตัวเองโง่เมื่อไร มึงก็จะเป็นคนฉลาดเมื่อนั้นแหละ”
“รู้สึกเหมือนมึงด่ามากกว่าให้กำลังใจ” นะโมพูดเสียงอุบอิบ
“แล้วใครบอกว่ากูให้กำลังใจ กูกำลังด่ามึงอยู่เนี่ย เก่งอะไรไม่เก่ง เสือกเก่งเรื่องดูถูกตัวเอง ใครเขาสั่งเขาสอนมึงมา”
“กูสงสัยว่ามึงกำลังพาล เลยด่ากูแก้หงุดหงิด แต่กูไม่มีหลักฐาน” นะโมเท้าเอวมองเพื่อน
“ไม่มีหลักฐาน เขาเรียกปรักปำ ระวังจะโดนข้อหาหมิ่นประมาทนะมึง” พสุธาพูดขู่ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา เมื่อนะโมชี้หน้า
“กูมั่นใจมากว่าวันหน้า มึงจะใช้หน้าที่การงานมาข่มขู่กู”
“ไม่ต้องวันหน้าหรอก วันนี้กูก็ข่มขู่มึงได้ ลองไหม” พสุธายกมุมปาก
“มึงมาถามว่าลองไหมทำไม มึงก็กำลังข่มขู่กูอยู่เนี่ย” นะโมตอบโต้กลับ
“เอาล่ะ เลิกเถียงกันได้แล้ว ดินไปอาบน้ำ ส่วนโมไปอาบน้ำที่ห้องพี่ พี่จะลงไปทำอาหารเช้าให้” ศิลารีบห้ามทัพ ก่อนที่น้องสองคนจะตะปบเล็บใส่กัน
“ก็ได้ เห็นแก่พี่หินหรอกนะ วันนี้จะปล่อยมึงรอดตัวไปสักวัน” นะโมพูดอย่างอวดเก่ง แต่วิ่งฉิวออกนอกห้องไปแล้ว
พสุธาหัวเราะในลำคอตามหลัง แต่เห็นพี่ชายมองมา เขาก็ตีหน้านิ่งแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ปล่อยให้ศิลาส่ายหน้าอย่างจนใจ
เหมือนแมวทำเสียงแง้ว ๆ ใส่กันไม่มีผิดเลย เจ้าเด็กสองคนนี้
“ดิน พี่ได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่น แต่ว่าหาไม่เจอว่าเครื่องของใคร พี่ดูของพี่กับโมแล้วก็ไม่ใช่ ของดินที่วางอยู่หัวเตียงก็ไม่ใช่เหมือนกัน” เมื่อพสุธาออกมาจากห้องน้ำ ศิลาก็พูดขึ้น
เขาทำอาหารเสร็จแล้ว จะขึ้นมาตามน้องชายลงไปกินข้าวเช้า แต่ได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่นเสียก่อน ทว่าดูแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร
พสุธาได้ยินพี่ชายพูด เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเป็นโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งของเขา ที่เอาไว้ติดต่อพวกลูคัสโดยเฉพาะ
แต่ว่าลูคัสติดต่อเขามาทำไมตั้งแต่เช้า
พสุธาขมวดคิ้ว รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเท่าไร เหมือนว่าการติดต่อมาครั้งนี้ของลูคัส จะนำเรื่องปวดหัวมาให้เขาด้วย
ไม่สิ มีครั้งไหนบ้างที่คุยกับลูคัสแล้วเขาไม่ปวดหัว
“ดิน เป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่สบาย เพราะพี่ปลุกเช้าไปเหรอ งั้น งั้นนอนพักอีกสักหน่อยไหม” ศิลาเห็นน้องชายขมวดคิ้ว เขาก็กังวลขึ้นมา และตามด้วยความรู้สึกผิด คิดว่าตัวเองปลุกน้องชายเร็วเกินไป
“เปล่าหรอก แค่กำลังคิดว่าใครกันที่โทรฯมาแต่เช้า”
“งั้นดินโทรฯกลับไปเสร็จแล้ว ก็ลงไปกินข้าวนะ พี่ทำข้าวต้มหมูเอาไว้แล้ว” ศิลาพูดก่อนจะเดินออกจากห้องไป
พสุธามองตามแผ่นหลังของพี่ชาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายออกจากห้องไปแล้ว เขาก็ค่อยไปเปิดลิ้นชักที่ล็อกเอาไว้ หยิบโทรศัพท์ออกมาดู ก็เห็นว่าเบอร์โทรศัพท์ของลูคัสจริง ๆ
พสุธาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกัดฟันโทรศัพท์กลับไป
“ลูกชาย ในที่สุดก็โทรฯกลับหาพ่อคนนี้ได้ พ่อเกือบจะคิดว่าต้องกลายเป็นคนกำพร้าลูกซะแล้ว” ยังไม่ทันที่พสุธาจะได้กรอกเสียงของตัวเองลงไป เสียงแหบกระด้างของลูคัสก็ดังขึ้นเสียก่อน
พสุธามุมปากกระตุก
ลูคัสอาจจะไม่อยากกำพร้าลูก แต่เขาอยากจะกำพร้าพ่อเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะพ่อแท้ พ่อปลอม หรือพ่อบุญธรรมที่ยัดเยียดตัวเองอย่างลูคัส
“โทรศัพท์มาทำไมแต่เช้า” พสุธาถามออกไป เขาเมินคำพูดของลูคัส
“วันนี้ลูกชายของพ่อไปเรียนวันแรก พ่อก็ต้องมีของขวัญให้สักหน่อยน่ะสิ”
“ของขวัญอะไร อย่าบอกว่ารถอีกนะ พอเลย ไม่มีที่จะจอดแล้ว ขับไม่ทันแล้วด้วย” พสุธารีบห้ามปรามในทันที
“รู้ไหม” เสียงแหบกระด้างอันเป็นเอกลักษณ์ของลูคัส คราวนี้แฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้
“ผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณจะให้ของขวัญอะไร” พสุธาขมวดคิ้ว เขาถามเจ้าตัว แต่เจ้าตัวมาถามกลับ เขาจะรู้ไหมล่ะว่าของขวัญจากลูคัสคืออะไร
“ไม่ใช่ หมายถึงรู้ตัวไหมว่าลูกชายที่น่ารักของพ่อ ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นพ่อลูกของเราสองแล้ว” ลูคัสพูดราวกับซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
พสุธามุมปากกระตุก
“เพราะรู้ว่าปฏิเสธไป คุณก็ไม่รู้สึกรู้สายังไงล่ะ” พสุธาพูดเสียงขึ้นจมูก แต่คนที่ ‘ไม่รู้สึกรู้สา’ ก็หัวเราะอย่างเบิกบานใจ
“ถือว่าลูกชายรู้จักพ่อดี เอาล่ะ เตรียมตัวรับของขวัญจากพ่อที่หล่อเหลาคนนี้นะ ของขวัญกำลังเดินทางไปที่คฤหาสน์หลังงามของลูกแล้ว” ลูคัสพูดจบก็ตัดสายทิ้งไปทันที
พสุธาที่เตรียมจะอ้าปากปฏิเสธแต่ไม่ทัน เขาก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ครั้งหนึ่งอย่างเอือมระอา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าลูคัสก็คงจะให้แฟรงค์มาส่งของขวัญเหมือนครั้งที่แล้ว จนกระทั่งเขาได้เห็นขบวนรถที่มีลีมูซีนคันยาวอยู่ตรงกลาง ขนาบหัวขบวน และท้ายขบวนด้วยโรสลอยด์ หน้าสองหลังสอง
พสุธาจ้องเขม็งไปยังลีมูซีนที่อยู่ตรงกลาง ตาขวาของเขากระตุกไม่หยุด สังหรณ์ใจว่าจะเจอเรื่องปวดหัว
“มึงบอกว่าพ่อบุญธรรมมึงจะส่งของขวัญมาไม่ใช่เหรอ แค่ส่งของขวัญ ต้องใช้ขบวนรถหรูหราขนาดนี้เลยเหรอ” นะโมถาม แล้วชี้ไปยังขบวนรถหรูที่เขาเคยเห็นแต่ในโทรทัศน์ ไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตาตัวเองจริง ๆ ในวันนี้
คนอื่น ๆ ก็มองพสุธา สลับกับขบวนรถที่จอดอยู่ตรงหน้า จนกระทั่งมีบอดี้การ์ดวิ่งลงจากรถโรสลอยด์ มาเปิดประตูรถลีมูซีน
เมื่อประตูรถลีมูซีนเปิดออก เท้าที่สวมด้วยคัทชูวาววับก็ก้าวลงมาจากรถ จากนั้นก็เผยให้เห็นร่างสูงแกร่งของชายวัยสามสิบปีที่สวมชุดสูทสุดเนี้ยบ เส้นผมสีดำถูกจัดแต่งอย่างดี สวมแว่นกันแดดสีดำสนิท ทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ก็รู้ได้ว่าหล่อมาก ที่ข้อมือก็สวมนาฬิกาแบรนด์หรูที่มีเพียงแค่สิบเรือนในโลก
“คราวนี้พ่อบุญธรรมมึงให้นายแบบมาส่งของขวัญเลยเหรอวะ” นะโมสะกิดถามพสุธาอีกครั้ง
พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะกัดฟันพูดอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไร
“นายแบบอะไร นั่นน่ะพ่อบุญธรรมกู”
ประโยคนี้ทำให้สายตาห้าคู่จ้องมองมาที่พสุธาเป็นตาเดียว
“มึงจะบอกว่าหนุ่มหล่อที่ราวกับหลุดมาจากนิตยสาร คือพ่อบุญธรรมของมึงเหรอ นี่เขาอายุเท่าไร น่าจะยังไม่ถึงสามสิบหรือเปล่า อายุแค่นี้ก็เป็นพ่อบุญธรรมแล้วเหรอ” นะโมแปลกใจ คนอื่นก็แปลกใจด้วยเช่นกัน
ปฐพีที่เพิ่งจะประกาศจีบพสุธาไปเมื่อวานนี้ ดวงตาก็ทอประกายลุ่มลึกชั่วแวบหนึ่ง
“สามสิบปีพอดิบพอดี ส่วนที่ว่าอายุแค่นี้เป็นพ่อบุญธรรมได้เหรอ ก็ต้องไปถามเจ้าตัวเอาเอง เพราะเจ้าตัวนั่นแหละ ที่ยัดเยียดตัวเอมาเป็นพ่อบุญธรรม” พสุธาพูดเสียงเหนื่อยใจ
“ลูกรัก พูดแบบนี้พ่อเสียใจนะ” เสียงแหบกระด้างของลูคัสดังจากทางเบื้องหลัง
พสุธามุมปากกระตุก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเดินมาถึงเร็วขนาดนี้
“หูดีจริงนะ” พสุธากัดฟันพูดออกไป
“ขอบคุณสำหรับคำชมนะ พ่อก็ดีทุกอย่างนั่นแหละ ไม่ใช่แค่หู รับรองว่าลูกพาไปอวดเพื่อนได้อย่างไม่อายใคร”
“ใครจะพาคุณไปอวดกัน” พสุธารีบพูดทันที
หมอนี่ยัดเยียดตัวเองมาเป็นพ่อบุญธรรมของเขาไม่พอ ยังจะอยากออกหน้าออกตาอีกเหรอ
ฝันไปแล้ว!
“เฮ้อ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปี ลูกรักของพ่อก็กลายเป็นวัยต่อต้านไปเสียแล้ว ดีนะที่พ่อทิ้งงานมาเพื่อส่งลูกเข้าเรียนวันแรก ไม่อย่างนั้นลูกคงจะมีปม กลายเป็นเด็กต่อต้านยิ่งกว่าเดิม” ลูคัสพูดอย่างเศร้าโศก แต่พสุธาอยากจะต่อยสักหมัด
“คุณเป็นพ่อของไอ้ดินจริง ๆ เหรอ” เฮียโก้พูดถาม เขามองประเมินลูคัส
เขาพบว่าตอนที่ลูคัสก้าวลงมาจากรถ ภาพลักษณ์ของเจ้าตัวนั้นเหมาะกับคำว่ามาเฟียเป็นอย่างยิ่ง แต่พอได้ยินเจ้าตัวต่อปากต่อคำกับพสุธา มาดมาเฟียที่เห็นก่อนหน้านี้ ก็ราวกับเป็นภาพลวงตา
“ใช่ นายก็คือโก้ใช่ไหม” ลูคัสพูดกับเฮียโก้เสียงเรียบ ต่างจากตอนที่พูดกับพสุธาอย่างสิ้นเชิง ทำให้เฮียโก้รู้ว่า ที่จริงแล้วภาพลักษณ์มาเฟียของเจ้าตัวก็ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เจ้าตัวเป็นมาเฟียโดยสายเลือดจริง ๆ ส่วนที่ปฏิบัติต่อพสุธา นั่นคือข้อยกเว้น
“ใช่แล้ว นี่คือเฮียโก้ ถือเป็นพี่ชายคนหนึ่งของผม” พสุธาถือโอกาสนี้แนะนำแต่ละคน
“คนนี้พี่ชายของผม ศิลา หรือจะเรียกว่าหินก็ได้”
“สวัสดีครับ ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดนะครับ แล้วก็ขอบคุณที่เอ็นดูดินนะครับ” ศิลาขอบคุณลูคัสจากใจจริง
“สวัสดี นายเป็นพี่ชายของดิน ก็เหมือนลูกชายอีกคนของฉัน เรียกฉันว่าพ่อก็ได้” น้ำเสียงที่คุยกับศิลา ก็เปลี่ยนมาเป็นผู้ใหญ่ใจดีอีกครั้ง และเขายังใช้น้ำเสียงนี้พูดกับนะโมด้วย
“คนนี้ก็คือนะโม เพื่อนของลูกรักสินะ ต่อไปก็เรียกฉันว่าพ่อได้เหมือนกันนะ”
“สวัสดีครับ ขอบคุณสำหรับของขวัญเหมือนกันนะครับ เอ่อ ว่าแต่ขอเรียกพี่แทนได้ไหมครับ จะให้เรียกพ่อ มันก็ดูแก่เกินไปสำหรับคุณ” นะโมอดไม่ได้ที่จะต่อรอง
“ไม่ได้สิ เรียกพ่อนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะนับรุ่นกันสับสนนะ” ลูคัสปฏิเสธทันที ศิลา และนะโมจึงได้แต่เลยตามเลย
ลูคัสหันไปมองพันไมล์ และปฐพี เขามองพันไมล์ชั่วครู่หนึ่ง แล้วหยุดสายตาที่ปฐพี
“คนนี้คือพี่พันไมล์ เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ผมทำงานอยู่ แล้วก็เป็นหุ้นส่วนด้วย ส่วนคนนี้คือคุณป๋า เป็นเพื่อนของเฮียโก้ แล้วก็เป็นอดีตนายจ้างของผมด้วย” พสุธาพูดแนะนำอีกสองคน เมื่อเห็นว่าลูคัสจ้องไป
“หมูสามตัวสินะ หมูที่มาจ้องขโมยผักกาดขาวของฉัน” ลูคัสพูดเสียงเย็น
พสุธามองคนที่เป็นลูกครึ่งสยาม อิตาลี แต่พูดสำนวนจีน
“เอ่อ คุณพ่อเข้าใจผิดแล้วครับ ไม่ใช่หมูสามตัว มีหมูแค่หนึ่งตัวครับ” นะโมรีบปฏิเสธทันที เขาชี้ไปยังปฐพี
ปฐพีที่ถูกชี้ตัวก็ไม่ได้หวาดกลัวอะไร เป็นพสุธาที่หันไปถลึงตาใส่เพื่อน
หมอนี่ทรยศกันแล้ว!
“ไม่ผิด เป็นหมูสามตัวแน่ ๆ” ลูคัสเถียง
ศิลา กับนะโมหันหน้ามองกัน กะพริบตาปริบ ๆ
ทำไมถึงเป็นหมูสามตัวล่ะ มีแค่ปฐพีเท่านั้นที่จีบพสุธา ส่วนเฮียโก้กับพันไมล์ ไม่ได้จีบพวกเขาสักหน่อย
ทั้งศิลา และนะโมต่างก็คิดเหมือนกัน
“หรือพวกนายจะปฏิเสธว่าไม่ใช่หมูที่จ้องจะขโมยผักกาดขาวของฉัน” ลูคัสจ้องเขม็งไปยังสามหนุ่ม แม้ว่าจะเป็นการมองผ่านแว่นตาดำ แต่ก็ทำให้เฮียโก้ และพันไมล์รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาได้ ราวกับว่ามีมีดมาจ่ออยู่ที่คอ
แต่ปฐพีนั้นเยือกเย็นกว่าเพื่อนทั้งสองคน
“ถ้ายอมรับ คุณจะยอมรับผมเป็นลูกเขยเลยไหม”