57. ตอนที่ 56
ตอนที่ 56
ในลีมูซีนคันยาว เบาะโซฟาหนังหรูหรารูปตัวแอล ชายเจ็ดคนนั่งรวมตัวกันอยู่ด้วยบรรยากาศที่อึมครึมอึดอัด
ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ มีเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้สึกอึดอัด ก็คือพันไมล์ และเฮียโก้
‘เป็นไงล่ะมึง ชวนกูหาข้ออ้างไปนอนบ้านไอ้ดิน เพราะเห็นแก่แดก นี่ก็เลยจะได้แดกลูกปืนพ่อบุญธรรมของมันแล้ว’ เฮียโก้ส่งข้อความผ่านแชทกลุ่มที่มีตัวเอง ปฐพี และพันไมล์ รวมกันสามคน
‘มาโทษอะไรกู ต้องโทษไอ้ป๋านู่น ไอ้ห่านี่เบื่อจะมีชีวิตแล้วมั้ง ดันไปท้าทายพ่อตามาเฟียเข้าให้’ พันไมล์ก็พิมพ์ตอบกลับไปอย่างดุดัน แล้วหันไปถลึงตาใส่เพื่อนสนิท ที่ดูจะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะทำตัววอนกินลูกกระสุนปืนมาหมาด ๆ
‘ว่าแต่พ่อน้องดินเขม่นไอ้ป๋าก็ไม่แปลก มันจ้องจะงาบลูกชายเขาจริง ๆ แต่พาลมาเขม่นเราด้วยทำไมวะ เราไม่ได้จ้องจะงาบลูกเขาสักหน่อย’ พันไมล์พิมพ์คำถาม แล้วส่งไป
‘หรือเขาคิดว่าพวกเราจะจีบน้องดินด้วยวะ’ พันไมล์ส่งไปอีกคำถาม
เฮียโก้ชำเลืองสายตามองเพื่อน ก่อนจะมองไปยังนะโม แล้วก็มองไปที่ศิลา แล้วเขาก็ก้มหน้าจะพิมพ์ตอบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบ ก็มีข้อความจากปฐพีส่งเข้ามาก่อน
‘พ่อตาคิดว่าพวกมึงสองคนจีบหิน กับนะโมต่างหาก เฉลยให้ เดี๋ยวพวกมึงจะเผลอแสดงความโง่ให้พ่อตาเห็น แล้วพาลให้คะแนนกูถูกลดไปด้วย พ่อตาต้องไม่ชอบคนโง่แน่ ๆ’
เฮียโก้ และพันไมล์ เมื่ออ่านข้อความของปฐพี พวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะให้ความสำคัญกับประเด็นไหนก่อนดี
เอาประเด็นที่ด่าพวกเขาโง่ก่อนดีกว่า
‘มึงปากเก่งแบบนี้ ขอให้วิ่งหลบกระสุนพ่อตาให้เก่งกว่านะ คนโง่ ๆ อย่างพวกกูคงไม่มีปัญญาช่วยมึง’ เฮียโก้พิมพ์ตอบกลับไปด้วยสีหน้าโมโห พันไมล์ก็ส่งข้อความเข้าไปด้วยเหมือนกัน
‘ใช่ ๆ คนโง่อย่างพวกกูคงช่วยอะไรพวกมึงไม่ได้ คงทำได้แค่ช่วยเก็บศพมึง หลังจากถูกพ่อตายิงทิ้งล่ะนะ’
“คุยอะไรกันอยู่ครับ” เสียงของพสุธาดังขึ้น ทำให้หมู แค่ก หมายถึงทำให้แก๊งวิศวฯการบินสามคนเงยหน้าขึ้นมามอง
“พวกพี่ไม่ได้พูดอะไรกันนะ” พันไมล์รีบตอบทันที
“ใช่ครับ พวกพี่ไม่ได้พูดอะไรกัน แต่ส่งข้อความหากันใช่ไหมล่ะ” พสุธาพูดกลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม
พันไมล์สะดุ้ง ลอบมองลูคัสที่นั่งวางท่าอยู่ไม่ไกล เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
คุณพ่อมาเฟียคนนี้ คงไม่รู้หรอกใช่ไหมว่าพวกเขาพูดถึงเจ้าตัวในกลุ่มแชทน่ะ
“พวกกูคุยเรื่องเรียนกันเฉย ๆ” เฮียโก้ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะโกหกเพื่อเอาตัวรอด
“อ้อ ครับ แต่จริง ๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับอะไร ก็พูดกันได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ” พสุธาตอบกลับไป
“ก็กลัวว่าจะทำให้รำคาญกันน่ะสิ”
“ไม่รำคาญหรอก ไม่ได้ตะโกนคุยกันสักหน่อย ใช่ไหมลูคัส” พสุธาหันไปถามความเห็นเจ้าของรถ
พสุธาไม่เรียกลูคัสว่าพ่อ เขาเรียกชื่อเจ้าตัวตรง ๆ ซึ่งก็เรียกมาตั้งแต่ต้นแล้ว และลูคัสก็ไม่มีความคิดเห็นอะไร
อันที่จริงเจ้าตัวก็พอใจกับการที่พสุธาเรียกแบบนี้ เพราะมันให้ความรู้สึกสนิทสนมดี
“ใช่ ถ้าไม่ได้วางแผนจะขโมยผักกาดขาวของฉัน ก็พูดคุยกันได้” ลูคัสตอบลูกชายเสียงเป็นกันเอง ก่อนจะหันไปตอบพวกสามหนุ่มด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ทำเอาสองในสามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่ศิลา และนะโม ก็กะพริบตาปริบ ๆ
พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมลูคัสถึงพูดแบบนั้น เพราะลูคัสคิดว่เฮียโก้ และพันไมล์จีบพวกเขา แต่ที่พวกเขาสงสัยก็คือ อะไรที่ทำให้ลูคัสคิดแบบนั้น
“พ่อบุญธรรมเข้าใจอะไรผิดไหม มีแค่พี่ป๋าที่จีบมึง อีกสองคนไม่ได้จีบกูกับพี่หินสักหน่อย ทำไมพ่อบุญธรรมถึงเข้าใจไปแบบนั้น” นะโอเอียงตัวกระซิบถามพสุธา
พสุธาไม่ได้ตอบนะโม แต่มองไปยังเฮียโก้ และพันไมล์
เขาไม่ได้คิดไปเองสินะ สองคนนี้จ้องจะขโมยพี่ชาย กับเพื่อนสนิทของเขาจริง ๆ ด้วย ขนาดลูคัสยังมองออก
หรือว่าเขาจะยืมมือลูคัสจัดการกับสองหัวขโมยนี่ดีนะ
เฮอะ เขาเห็นทั้งสองเป็นพี่ แต่คนหนึ่งก็คิดจะเป็นพี่เขยเขา อีกคนก็จ้องจะเห็นเพื่อนเขยของเขาเหมือนกันใช่ไหม!
พสุธาคิดอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในใจวางแผนไปร้อยแปดแผนการสำหรับการขัดขวาง แต่วินาทีต่อมาเขาก็ถอนหายใจ
เฮ้อ เลี้ยงลูกได้แต่ตัว หัวใจเลี้ยงไม่ได้ วันหนึ่งลูก ๆ ก็ต้องแต่งงาน
“แล้วถ้าไม่ใช่เรื่องเขาใจผิด พี่เขาจีบมึงจริง ๆ มึงจะรังเกียจไหม” พสุธาก็กระซิบถามกลับไป
“มึงหมายถึงคนไหน เฮียโก้ หรือพี่พันไมล์” นะโมถามออกไป
คำถามของนะโม ทำให้พสุธาถอนหายใจ
ถามแบบนี้ แสดงว่าขึ้นอยู่กับใครเป็นคนจีบสินะ
“ถ้าเป็นเฮียโก้ล่ะ” พสุธาแกล้งถามออกไป ก่อนที่เขาจะเห็นศิลามองมาด้วยสายตาเบิกกว้าง ขณะที่นะโมก็โพล่งตอบเสียงหลง
“ไม่ได้! ฟ้าผ่าตายพอดี”
“ฟ้าผ่าอะไร ใครสาบานอะไรไว้เหรอ” พันไมล์ที่กำลังคุยอยู่กับเฮียโก้เหมือนกัน ก็ถามขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงของนะโม
พสุธามุมปากกระตุก มองเพื่อนสนิทของตัวเอง แล้วมองไปยังพันไมล์
“ไอ้โมน่ะ มันบอกว่าถ้ามีแฟน จะให้แฟนสาบานว่าจะไม่นอกใจ ถ้าผิดคำสาบาน ขอให้ฟ้าผ่าตาย แต่ผมคิดว่าฟ้าผ่ามันไม่แน่นอนเกินไป ยิงทิ้งเลยดีกว่า เร็วดี” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ราวกับเป็นเรื่องตลก แต่ทำให้พันไมล์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รู้สึกหนาวสั่นอย่างไม่รู้เหตุผล
“มึงว่านั่นคือความในใจของไอ้ดินถึงมึงหรือเปล่า” เฮียโก้กระซิบถามปฐพี
“ถึงใช่กูก็ไม่กลัว เพราะกูไม่เคยมีความคิดจะนอกใจ” ปฐพีไม่รู้หรอกว่าต่อไปถ้าตัวเองจีบพสุธาติด แล้วได้คบกัน พวกเขาจะรักกันตลอดไปได้ไหม ไม่แน่ว่าวันหน้าเขาอาจจะหมดรักก่อน หรือพสุธาหมดรักก่อน หรือพวกเขาอาจจะเบื่อหน่ายกันและกันจนแยกทางกันไป หรือจะรักกันหวานชื่นไปตลอดชีวิต มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่เขามั่นใจมากว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้นระหว่างเขาและพสุธา ก็คือการนอกใจ
ฝั่งลูคัสเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ยิ้มออกมาทันที
“ใช่ ลูกรักพูดได้ถูกต้อง ตัดสินใจได้สมกับเป็นลูกรักของพ่อ ถ้าเจอพวกนอกใจ ยิงทิ้งไปเลย จะต้องไปพึ่งฟ้าผ่าทำไม ยิงทิ้ง หรือจับมันตอนยังรวดเร็วกว่า” ลูคัสสนับสนุนลูกชายเป็นอย่างยิ่ง เขายังพูดต่อ
“หรือถ้าไม่กล้าทำ โทรศัพท์หาพ่อได้เลย รับรองว่าแค่กริ๊งเดียวเท่านั้น พ่อจะส่งคนมาบริการให้ถึงที่”
พสุธมองลูคัสอย่างเบื่อหน่าย ขณะที่ศิลา และนะโมยิ้มแห้ง
ทำไมคนคนนี้ถึงพูดเรื่องแบบนี้ได้อย่างสบาย ๆ เลยนะ นี่มันยิงคนนะ ไม่ใช่ยิงนกตกปลา
“เอ่อ ถ้าถูกนอกใจ เลิกกันไปก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ จำเป็นต้องทำร้ายกันด้วยเหรอ” ศิลาถามเสียงเบา เขาคิดว่าถ้าเขาถูกแฟนนอกใจ เขาก็คงจะเสียใจมาก แต่ไม่ไปทำร้ายอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
เพราะว่าคนที่นอกใจ ไม่มีค่าพอให้เขาต้องทำผิดกฎหมาย
นี่คือความคิดของศิลา แต่คนอื่น ๆ คิดว่าศิลาใจอ่อน และใจดีเกินไป
“ไม่ได้ ถ้าวันหน้าหินมีแฟน แล้วแฟนนอกใจ มาบอกโก้ โก้จะจัดการให้เอง มันกล้าทำให้หินเสียใจ มันก็ต้องเจ็บตัว” เฮียโก้โพล่งขึ้นมา
ทุกคนหันมองเฮียโก้เป็นตาเดียว
“เป็นไปได้ไหมว่าคนคนนั้นก็คือมึง” พันไมล์พูดออกมา หลังจากที่ทุกคนเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง
“จะเป็นกูได้ยังไง กูจะไปนอกใจหินได้ยังไงล่ะ ที่มึงพูดนี่ผ่านสมองแล้วหรือยัง” เฮียโก้ด่าเพื่อน
“ใช่ โกโก้ไม่ใช่แฟนเราสักหน่อย จะไปนอกใจเราได้ยังไงล่ะ” ศิลาก็พูดขึ้นบ้าง คล้ายไม่เข้าใจ แต่ก็คล้ายงอนมากกว่า
“ได้ยินแล้วใช่ไหมครับ เฮียโก้ไม่ใช่แฟนของหิน นอกใจหินไม่ได้อย่างแน่นอน” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
แต่เฮียโก้กลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองทำอะไรพลาดไป และในอนาคต ตัวเองอาจจะเจอเรื่องยากลำบากบางอย่าง
“ฉัน...” เฮียโก้อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรดี และกว่าเขาจะคิดออก ก็มาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว
ขบวนรถหรูที่ดึงดูดสายตานี้ บนถนนก็ทำให้ผู้คนมองไม่รู้ตั้งเท่าไร พอเข้ามาในมหาวิทยาลัย ก็ยิ่งดึงดูดสายตามากยิ่งขึ้น
มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ นักศึกษาที่สอบเข้าที่นี่ได้ ส่วนใหญ่แล้วมีฐานะทางบ้านที่ดี เพราะว่าเมื่อมีฐานะทางบ้านดี ก็ยิ่งมีโอกาสในการเรียนรู้มากกว่า โอกาสที่จะสอบผ่านก็มีมากกว่า และเพราะแบบนี้ รถหรู ๆ ในมหาวิทยาลัยก็มีให้เห็นไม่ขาด แต่ว่าพวกเขาก็ไม่เคยเห็นใครนั่งลีมูซีน แล้วมีโรสลอยด์ตามประกบหน้าหลังถึงสี่คันมาก่อน
“รถใครน่ะ ไม่น่าจะใช่รถนักศึกษาหรือเปล่า”
“ไม่น่าจะใช่รถนักศึกษานะ ระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัย ยังไม่ได้นั่งรถขบวนหรูหราขนาดนี้เลย”
“หรือว่าจะเป็นพวกคนใหญ่คนโตมาเยือนมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่มีประกาศเลยนี่นา”
“หรือว่าจะเป็นพวกเชื้อพระวงศ์”
“ไม่น่าใช่ ไม่มีรถตำรวจนำขบวน”
“อยากรู้จังว่าจะไปตึกไหน วิ่งตามได้มะ”
“มึงบ้าหรือเปล่า จะวิ่งตามรถเนี่ยนะ”
“มึงสิโง่ ในมหา’ลัย ขับรถช้ากันจะตาย วิ่งยังเร็วกว่า”
และเพราะประโยคนี้ ก็เลยมีหลายคนที่อดไม่ได้จะเดินตามขบวนรถไป พวกเขาอยากรู้ว่าเป็นใครที่นั่งมาในรถคันนั้น
ถ้าเป็นพวกคนใหญ่คนโตก็แล้วกันไป แต่ถ้าเป็นนักศึกษา พวกเขาก็ต้องหาทางตีสนิทให้ได้
คนที่สามารถนั่งในขบวนรถหรูขนาดนี้ได้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว
“ดูสิ บอกว่าไม่ต้องมาส่ง ไม่ต้องมาส่ง ต่อไปผมจะใช้ชีวิตสงบสุขในมหา’ลัยได้ยังไง” พสุธาเห็นคนมองมาไม่ขาด บางคนถึงขนาดเดินตามรถมาด้วยซ้ำ เขาก็ถอนหายใจหนัก ๆ ครั้งหนึ่ง
“มันจะไปยากอะไร ลูกรักก็ทำให้คนกลัวสิ พอคนกลัวแล้ว ก็ไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายกับลูกอีก” ลูคัสสอนพสุธาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
พสุธามุมปากกระตุก นึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ ของลูคัส และไม่ได้ถูกลูคัสเลี้ยงดูมา ไม่อย่างนั้นเขาจะโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหน นั่นก็พูดยากแล้ว
ว่าแต่ทำไมเขาจะมีพ่อมีแม่ที่ปกติเหมือนคนอื่น ๆ บ้างไม่ได้ พระเจ้าเกลียดอะไรเขาหรือเปล่า ถึงได้แต่ส่งพ่อแม่ที่ไม่ปกติมาให้
“มาทางนี้จะต้องผ่านคณะวิศวฯการบินก่อนใช่ไหม งั้นผมลงที่คณะนี้เลยก็แล้วกัน” พสุธาคิดว่าเขาลงรถพร้อมกับพวกปฐพี ปฐพีจะต้องดึงความสนใจไปหมดแน่ ซึ่งนั่นก็จะทำให้ไม่มีใครสนใจเขา ทำให้เขาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยแบบสบาย ๆ ได้ ไม่ต้องถูกจับจ้องแบบปฐพี
“ไม่ได้สิ พ่อจะต้องส่งลูกรักถึงหน้าตึกคณะเท่านั้น” ลูคัสปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
พสุธาจ้องหน้าลูคัส สายตาถามว่ายังจะเอาอยู่ไหม ตำแหน่งพ่อบุญธรรมเนี่ย ไม่รู้หรือไงว่าคนเป็นพ่อต้องตามใจลูกน่ะ
ลูคัสที่ตั้งแต่รับตำแหน่งหัวหน้าแก๊ง ก็ไม่เคยมีใครออกคำสั่งกับเขาได้ ตอนนี้จึงตอบไปว่า
“ก็ได้ แต่พ่อจะเดินไปที่ตึกเรียนพร้อมกับลูกรักด้วย” ลูคัสต่อรอง
พสุธารู้สึกเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ เขาอยากจะโยนลูคัสออกไปนอกโลก จะได้ไม่สามารถสร้างความปวดหัวให้เขาได้อีก
“อยากโดนศัตรูลอบฆ่าก็ตามใจ” พสุธาพูด แต่ว่าต่อมาเขาก็ต้องนิ่งไป เพราะลูคัสถอดแว่นกันแดดออก จากนั้นก็แทนที่ด้วยแว่นสายตาอันใหญ่ที่บังไปครึ่งหน้า ก่อนจะตามมาด้วยหนวดเคราปลอม ๆ และวิกผมสีทอง
พสุธามองลูคัส
“นี่น่ะเหรอ วิธีการปลอมตัวที่บอกว่าแม้แต่แม่แท้ ๆ มาเห็นก็จำไม่ได้น่ะ” พสุธากัดฟันถามออกไป
“ทำไมล่ะ มันไม่เนียนเหรอ” ลูคัสถาม แล้วก็หยิบเอากระจกมาส่อง ๆ ดู
“ก่อนหน้านี้เคยแต่งแบบนี้แล้วหรือยัง ลูกน้องได้บอกไหมว่ามันไม่เนียน” พสุธานวดขมับตัวเอง
“พ่อว่ามันก็เนียนอยู่นะ” ลูคัสยังคงเห็นต่างจากทุกคน
“ถ้าเนียนเป็นคนบ้า ก็น่าจะได้อยู่”
“ถ้าเอาหนวดกับวิกผมออก ก็น่าจะดีกว่านี้นะครับ แล้วก็เปลี่ยนเป็นสวมหมวกที่มีปีกปิดหน้า ก็น่าจะพอถู ๆ ไถ ๆ ไปได้” ศิลาแนะนำขึ้นมา
พสุธาก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยในทันที แต่ต่อมาพสุธาก็เปลี่ยนใจ
“ผมเปลี่ยนใจแล้ว พวกพี่ลงกันไปก่อนเลย เดี๋ยวผมไปลงที่ตึกคณะผมเอง” พสุธาเห็นหมวกของนะโม เขาก็คิดว่าแทนที่จะให้ลูคัสลงจากรถ ไม่สู้เขาใส่หมวกปิดหน้า สวมหน้ากากอนามัย แล้ววิ่งลงจากรถไปเร็ว ๆ หาที่ลับตาคนแล้วค่อยถอดหมวก ถอดหน้ากากอนามัย ดูจะสะดวกกว่า
“ทำไมล่ะ” ลูคัสถามพสุธา เมื่อเจ้าตัวเปลี่ยนใจ
“เอาเถอะน่า คิดจะเป็นพ่อคน ไม่เคยเข้าหลักสูตรอบรมคุณพ่อที่ดีหรือไง รู้ไหมว่าวิธีการเป็นคุณพ่อที่ดี ข้อแรกคืออะไร” พสุธาถามออกไป
“ไม่รู้” ลูคัสเคยเป็นพ่อคนที่ไหนล่ะ แม้เขาจะเป็นเจ้าพ่อในสายตาของใครต่อใครก็ตาม
“ก็คือการตามใจลูกยังไงล่ะ” พสุธายิ้มอย่างได้ใจ
“อ้อ ได้ งั้นพ่อก็ตามใจลูกรัก”
อีกห้าคนที่เหลือ มองการตอบโต้ของสองพ่อลูกแล้วก็มีความคิดที่หลากหลาย
ศิลา ดีใจที่มีคนรักเอ็นดูพสุธาเพิ่มขึ้น
นะโม ดีใจที่เพื่อนรักมีคนคอยหนุนหลัง
เฮียโก้ สงสัยว่าคนตรงหน้าเขาเป็นเจ้าพ่อมาเฟียตัวจริงหรือเปล่า หรือบางทีอาจจะเป็นโรคสองบุคลิก ไม่อย่างนั้นทำไมถึงดูเดี๋ยวน่ากลัว เดี๋ยวตลก
พันไมล์ พ่อบุญธรรมของน้องดินคนนี้ ช่างแปลกจากมาเฟียในหนังจริง ๆ
ปฐพี ว่าที่พ่อตาแพ้ทางลูกชายแบบนี้ เขาก็ไม่ต้องหาทางเอาชนะใจพ่อตาแล้ว เอาชนะใจพสุธาคนเดียวก็พอ
พสุธาไม่รู้เลยว่าแต่ละคนคิดอย่างไรกันอยู่ พอดีกับที่รถมาถึงคณะวิศวกรรมศาสตร์การบิน สามหนุ่มจึงได้ลงจากรถไปก่อน
เมื่อพวกปฐพีลงจากรถ คนที่เดินตามมาก็ส่งเสียงพึมพำกันทันที
“เป็นพวกพี่ป๋านี่เอง ก็ว่าแล้ว นอกจากทายาทสายการบินอันดับหนึ่งของเอเชีย จะมีใครที่นั่งขบวนรถหรูขนาดนี้ได้อีก”
“แต่แปลก ปกติแก๊งนี้เขาไม่เคยมาด้วยกันนี่ ต่างคนต่างขับรถมาตลอด ทำไมถึงมาด้วยกันได้ล่ะ”
“ตอนที่ประตูรถเปิด ฉันเหมือนเห็นคนแต่งชุดนักศึกษาอีกคนที่ยังไม่ลงมาจากรถด้วย ทำไมล่ะ หรือว่าจะเป็นเด็กคณะอื่น”
“เห็นเหมือนกันใช่ไหม ตอนแรกคิดว่ามองผิดไป แสดงว่ายังมีคนบนรถอีก ว่าแต่ใคร ทำไมถึงมาพร้อมกับพวกพี่ป๋าได้”
นักศึกษาที่อยากรู้อยากเห็น ก็ซุบซิบกันไป ส่วนขบวนรถก็เคลื่อนที่ต่อ จุดหมายถึงตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก ไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ ขบวนรถก็มาจอดที่หน้าตึก
พสุธาไม่ได้ลงจากรถในทันที เขาพูดกับพี่ชาย และเพื่อนสนิทว่า
“ส่งบนรถเนี่ยแหละ แล้วเดี๋ยวให้พวกเขาพาไปส่งกลับบ้าน” ถ้าศิลา และนะโมลงไป การปิดบังใบหน้าของเขาจะมีประโยชน์อะไรล่ะ
“ส่งพี่ชายกับเพื่อนผมให้ถึงบ้านด้วยนะ ถึงบ้านแบบไร้ร่องรอยขีดข่วน” พสุธาเน้นย้ำอย่างไม่ไว้ใจลูคัสเท่าไรนัก
“ลูกรักสบายใจได้ สองคนนี้ก็ลูกพ่อเหมือนกันนะ”
พสุธาส่ายหน้ากับคนที่อายุเพิ่งจะสามสิบ แต่กระตือรือร้นที่จะเป็นพ่อคนเสียเหลือเกิน แล้วก็ไม่ยอมไปมีลูกเป็นของตัวเอง หรือรับเด็กตัวเล็ก ๆ มาเลี้ยง ยืนยันจะรับเขาที่อายุสิบแปดเป็นลูก แล้วยังลามไปถึงศิลาที่อายุยี่สิบปีแล้วด้วย
นี่มันคุณพ่อวัยใสใช่ไหม
“เอาเถอะ ผมจะลงไปแล้ว” พสุธาพูด
“ตั้งใจเรียนนะ ถ้าเพื่อนแกล้งก็โทรฯบอกพ่อได้เลย พ่อจะมาทวงความยุติธรรมให้แน่นอน”
พสุธามุมปากกระตุก มาเฟียกับความยุติธรรมเนี่ยนะ ไม่คิดว่าสองคำนี้มันขัดแย้งกันไปหน่อยหรือไง
แต่ว่านั่นก็ไม่สำคัญเท่าหมอนี่มองเขาเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ เหรอ
“ลูคัส เผื่อจะลืมนะ ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ไม่ใช่อนุบาลหนึ่ง”
“สำหรับพ่อ ลูกยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ เสมอ”
พสุธากลอกตาจนแทบจะกลายเป็นเลขแปด ลูคัสอินบทพ่อจนเป็นบ้าไปแล้ว เขาไม่สนใจลูคัสอีก เอื้อมมือไปเปิดประตูรถ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้แตะ ประตูรถก็ถูกเปิดออกโดยบอดี้การ์ดที่ลงไปยืนเรียงแถวข้างรถตั้งนานแล้ว
การกระทำเช่นนี้ ดึงดูดสายตาได้มาก
“มีกองถ่ายมาถ่ายหนังเหรอ นี่มันซีนท่านประธานเผด็จการมาส่งเมีย หรือไม่ก็ลูกที่โรงเรียนใช่ไหม” ตอนที่ประโยคนี้ดังขึ้น พสุธาก็กำลังก้าวลงจากรถพอดี ทำเอาเขาสะดุดจนเกือบล้ม แต่แฟรงค์ที่มาด้วยก็รีบประคองเขาเอาไว้ได้ทัน ซึ่งจะดีมาก ถ้าเจ้าตัวขยับแค่มือ ไม่ขยับปากด้วย
“นายน้อยไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ” เสียงของแฟรงค์ไม่ได้ดังนัก แต่ก็ดังพอจะให้หลาย ๆ คนได้ยิน
“นายน้อย? กำลังถ่ายหนังจริง ๆ ด้วยสินะ”
“นายน้อยเหรอ นี่มันฉากพระเอกที่เป็นทายาทมาเฟียปรากฏตัวใช่ไหม โอ้โห ไม่ต้องเสียเงินก็ดูฉากนี้ได้นะเนี่ย”
“ว่าแต่กล้องอยู่ไหน ทำไมไม่เห็นมีกล้องเลย”
“ไม่เป็นไร ผมไปแล้ว” พสุธาพูดตอบแฟรงค์ แล้วฉวยโอกาสที่ตอนนี้คนยังคิดว่าเป็นการถ่ายทำหนัง รีบวิ่งเข้าตึกเรียนไปอย่างรวดเร็ว รอจนกระทั่งพสุธาหายไปแล้ว คนอื่น ๆ ถึงค่อยเข้าใจว่าไม่ได้ถ่ายทำซีรีส์แนวตั้ง แม้ว่านี่จะเป็นหนึ่งในฉากที่ต้องมีทุกเรื่องของซีรีส์แนวตั้งก็ตาม
“ไม่ใช่การถ่ายทำหนัง งั้นที่วิ่งลงมาจากรถ ก็ไม่ใช่ดารา แต่เป็นนักศึกษาที่เป็นทายาทมหาเศรษฐีจริง ๆ น่ะเหรอ มอเรานอกจากพี่ป๋าแล้ว ยังมีทายาทมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วสินะ”
“คนรวยมอเราเยอะจะตาย ตื่นเต้นอะไรกัน”
“คนรวยก็ยังมีการแบ่งระดับนะ รวยสิบล้าน รวยร้อยล้าน รวยพันล้าน รวยหมื่นล้าน หรือรวยล้านล้าน มันก็แตกต่างกันอยู่นะ อย่างพี่ป๋าน่ะรวยแสนล้าน เฮียโก้กับพี่พันไมล์นั่นก็ระดับร้อยล้านพันล้าน ที่มีเยอะของมอเราคือระดับร้อยล้าน หมื่นล้านมีไม่กี่คน พี่ป๋าเป็นระดับแสนล้านคนเดียวในตอนนี้ ส่วนนายน้อยที่เพิ่งลงจากรถนั่น ไม่รู้ว่าระดับไหน แต่ดูจากการปรากฏตัว ก็ไม่น่าจะต่ำกว่าแสนล้าน”
นักศึกษาคนหนึ่งพูดวิเคราะห์ขึ้นมา แต่มีคนไม่เห็นด้วย พวกเขาคิดว่าคนคนนี้ประเมินพสุธาสูงไป
“ฉันว่าอย่างมากก็แค่ระดับหมื่นล้านเท่านั้นแหละ ทายาทระดับแสนล้านในประเทศเรา ก็ออกสื่อมาครบแล้วนี่ ไม่เห็นจะมีใครคล้ายคนนั้น”
“ใช่ ฉันว่าแค่ระดับหมื่นล้านเท่านั้นแหละ ยังเทียบกับพี่ป๋าไม่ได้หรอก” แฟนคลับของปฐพีพูดขึ้น เธอไม่ยอมให้มีคนที่มาเทียบชั้นกับปฐพีได้หรอก
ซึ่งแฟนคลับคนนี้ก็ไม่รู้เลยว่า คนที่เธอชอบมากนั้น ตอนนี้กำลังจีบคนที่เธอไม่อยากจะยอมรับว่ามีฐานะเทียบเท่าปฐพี
แต่จะบอกว่าพวกเธอพูดผิดก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะพสุธาไม่ได้รวยระดับแสนล้านจริง ๆ
พสุธารวยระดับล้านล้านต่างหากเล่า!