LNCrawler

58. ตอนที่ 57

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 57

 

“อยากรู้จริง ๆ เลยว่านายน้อยเป็นใคร”

“อาจจะเป็นพวกรุ่นพี่หรือเปล่า”

“ไม่น่าใช่นะ ได้ยินว่าพวกรุ่นพี่ก็คิดว่าเป็นเด็กปีหนึ่ง เพราะว่าถ้าเป็นพวกรุ่นพี่ พวกเขาก็น่าจะเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนสิ”

“คนนั้นจะเป็นนายน้อยจริง ๆ เหรอ บางทีอาจจะแค่เช่ารถมาสร้างกระแสให้ตัวเองไหม”

“ถ้าจะสร้างกระแสให้ตัวเอง ทำไมต้องปิดหน้าปิดตาด้วยล่ะ”

“ข่าวใหม่ ได้ยินว่าขบวนรถคันนั้น ก่อนที่จะมาส่งคนที่ตึกคณะเรา ไปส่งพวกแก๊งพี่ป๋าที่ตึกวิศวะฯการบินมาก่อน”

“หรือว่าจะเป็นรถของพี่ป๋า ก็น่าจะใช่ ในมอนี้ได้ยินว่ามีแค่พี่ป๋าที่รวยระดับแสนล้าน ส่วนใหญ่อยู่ที่ร้อยล้าน พันล้านกัน หมื่นล้านก็มีไม่กี่คน”

“แต่บอดี้การ์ดเรียกคนที่มาคณะเราว่านายน้อยนะ ถ้าเป็นคนของพี่ป๋า จะเรียกคนอื่นว่านายน้อยทำไม”

พสุธานั่งฟังเพื่อนร่วมห้องพูดคุยกันเรื่องของตัวเอง แต่ไม่มีใครรู้ว่า ‘นายน้อย’ ที่ทุกคนพูดถึงคือเขาเอง

เขาลอบถอนหายใจเบา ๆ นึกดีใจที่คนไม่รู้ว่าเป็นเขา ขณะเดียวกันก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันว่าเพราะลูคัสแท้ ๆ ตัวเองถึงได้ต้องมาถูกจับตามองอย่างนี้

พสุธาไม่ได้มีความคิดจะทำตัวแกล้งจน แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะทำตัวอวดรวยด้วยเหมือนกัน เขาแค่อยากใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติ ตามประสาของเขา แต่ลูคัสทำความตั้งใจของเขาพังตั้งแต่วันแรก

มันน่าจับโยนออกไปนอกโลกจริง ๆ

“ดิน มึงไม่อยากรู้บ้างเหรอว่าใครคือนายน้อย” สีไม้ถามพสุธา เพราะทุกคนในคลาสเรียนต่างก็คุยกันเรื่องนี้ มีแค่พสุธาเท่านั้นที่ไม่พูดอะไรเลย

“ไม่อยากรู้ บางทีอาจจะเป็นคนที่ชื่อน้อยหรือเปล่า บอดี้การ์ดเลยเรียกนายน้อย เหมือนมึงที่เป็นนายสีไม้ หรือกูที่เป็นนายปฐพี” พสุธาตอบออกไป คำตอบของเขาทำให้คนทั้งคลาสเรียนหันมามองเขาเป็นตาเดียว ด้วยสายตาประมาณว่า

‘นั่นคิดแล้วใช่ไหม ถึงได้พูดออกมา’

“ไอ้ห่า มึงตลกหน้าตายเกิน” สีเทียนหัวเราะขำ เขาไม่คิดว่าพสุธาจะตลกขนาดนี้ วันที่รู้จักกันวันแรกตอนวันมอบตัว พสุธาดูจะเย็นชาอยู่ไม่น้อย

“ดินตลกจริงด้วย สเปคเลย ผู้ชายที่น่ารักก็ได้ ตลกก็ได้ ชอบนะ จีบได้ไหม” น้ำทิพย์พูดแล้วกะพริบตาวิบวับใส่พสุธา

พสุธาค่อย ๆ ขยับตัวออกห่างจากเพื่อนสาวคนนี้ เขายังจำได้ว่าเจ้าตัวมือไวแค่ไหน วันมอบตัวนั่นก็แอบเนียนบีบแก้มเขาไปหลายรอบนะ

“ไม่ได้” พสุธาตอบปฏิเสธออกไปด้วย

“ทำไมล่ะ” น้ำทิพย์แกล้งทำหน้าตัดพ้อ

“เราเหมาะจะเป็นเพื่อนกันมากกว่า เธอดีเกินไป ฉันไม่คู่ควรกับเธอ” พสุธาตอบจริงจัง แต่ก็เหมือนท่องบทละครด้วย ทำเอาพี่น้องสองสีหัวเราะดังลั่น น้ำทิพย์ก็หัวเราะจนตัวงอ ขณะที่เพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ก็ขำด้วย แล้วรู้สึกสนิทสนมกับพสุธาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

ทำไมมีคนที่ตลกหน้าตายขนาดนี้อยู่ในคลาสเรียนของพวกเขาด้วยเนี่ย

แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ตลกไปมากกว่านี้ ก็มีชายหนุ่มในชุดภูมิฐานเดินเข้ามา

“สวัสดีนักศึกษาทุกคน ผมชื่อปริญญา พวกคุณจะเรียกอาจารย์ปริญ หรือพี่ปริญก็ได้ ตลอดสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ของพวกคุณ จะมีผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา มีปัญญาอะไรก็มาปรึกษาผมได้ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเงิน หรือแม้กระทั่งเรื่องหัวใจ” อาจารย์ปริญญาพูดแล้วก็ยิ้มอย่างใจดี

พสุธาไม่คิดว่าอาจารย์คณะนิติศาสตร์จะเป็นมิตรขนาดนี้ เขานึกว่าจะมีแต่พวกเคร่งขรึม เอาแต่พูดถึงหลักการ พูดถึงกฎหมายเสียอีก

“อาจารย์ปริญเป็นรุ่นพี่ของพวกเขาใช่ไหมคะ” มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งยกมือถาม

“ใช่ ผมเรียนจบปริญญาตรีและโทจากที่นี่ ก่อนจะไปเรียนต่อที่อเมริกา กลับมาแล้วก็ถูกทาบทามให้มาเป็นอาจารย์ของพวกคุณ”

“ว้าว หนุ่มนอก สเปคเลย” น้ำทิพย์พูดเสียงวี๊ดว้าย

“เมื่อกี๊เธอบอกว่าสเปคเธอคือหนุ่มที่น่ารักก็ได้ ตลกก็ได้ไม่ใช่เหรอ” สีเทียนพูดขัดทันที

น้ำทิพย์หันมาตวัดตาค้อนใส่เพื่อนใหม่

“ไม่รู้หรือไงว่าคนเราจะมีสเปคกี่แบบก็ย่อมได้”

“นักศึกษาท่านนี้ ต้องแจ้งให้ทราบว่าคุณมีสเปคเป็นหนุ่มนอกได้ แต่หนุ่มนอกคนนั้นจะเป็นอาจารย์ของคุณไม่ได้ มันผิดจรรยาบรรณ” อาจารย์ปริญญาก็พูดตอบกลับมา เรียกเสียงหัวเราะจากบรรดานักศึกษาได้เป็นอย่างดี

“เอาล่ะ พวกคุณต่อจากนี้จะเป็นเพื่อนร่วมคลาสเรียนกัน อยากจะแนะนำตัวกันสักหน่อยไหม เพราะเดี๋ยวจะต้องมีการเลือกหัวหน้าชั้น แล้วก็ต้องเลือกเหรัญญิกด้วย ว่าแต่มีใครจะลงสมัครบ้าง” สิ้นเสียงนี้ นักศึกษาก็หันหน้ามองกัน

พสุธาไม่ลงสมัครอย่างแน่นอน เขายังต้องทำภารกิจของระบบ ไม่มีเวลามารับหน้าที่นี้หรอก

แต่ว่าพสุธาไม่อยากรับหน้าที่นี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครอยากให้เขารับหน้าที่นี้

“ขอเสนอดิน หมายถึงขอเสนอพสุธาครับ” สีไม้อยู่ ๆ ก็ชูมือขึ้นแล้วพูดเสียงดัง

พสุธาที่ไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่าจะมีคนเสนอชื่อตัวเอง ก็ห้ามเอาไว้ไม่ทัน กว่าจะตั้งตัวได้ อีกฝ่ายก็พูดจบประโยคแล้ว

“ไม่เอา ไม่เหมาะ ไม่มีเวลา” พสุธาปฏิเสธ

“ทำไมมึงจะไม่เหมาะ กูไปตรวจสอบดูแล้ว มึงสอบเข้าได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเลยนะ สายสังคมเนี่ย” สีเทียนพูดขึ้นมา และนั่นทำให้บางคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ หันมามองพสุธาเป็นตาเดียว

“จริงเหรอ นายก็คือคนที่สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของประเทศในสายสังคมเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันเลือกนายด้วย” เพื่อนร่วมคลาสคนหนึ่งพูดขึ้นมา และอีกหลาย ๆ คนก็ส่งเสียงเห็นด้วย

“ไม่ ๆ ฉันไม่มีเวลาจริง ๆ เลิกเรียนแล้วยังต้องไปทำงานพิเศษ ไม่มีเวลารับหน้าที่หัวหน้าห้องจริง ๆ เลือกคนอื่นเถอะ” พสุธารีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดชี้แจงอย่างจริงจัง

“นักศึกษา คุณมีปัญหาเรื่องเงินหรือ ต้องการยื่นขอทุนหรือเปล่า ทางมหาวิทยาลัยมีทุนสำหรับเด็กเรียนเก่งอย่างคุณ ขอทุนค่าเทอม และครองชีพได้เลยนะ” อาจารย์ปริญญาพูดให้คำแนะนำทันที เมื่อได้ยินว่าพสุธาต้องทำงานพิเศษ ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา การได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเด็กเทพอย่างพสุธา เขาก็ปลื้มใจมาก ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายมีปัญหา เขาจึงอยากจะช่วยให้เต็มที่

“ไม่เป็นไรครับ ผมคิดว่าทำงานพิเศษเอาก็ได้ครับ ปล่อยให้โควต้าขอทุนสำหรับคนที่ต้องการมันมากกว่าผมจะดีกว่า” พสุธาจะบอกได้เหรอว่าที่เขาต้องทำงานพิเศษ ไม่ใช่เพราะว่าขาดแคลนเงิน แต่เป็นเพราะเขาต้องทำภารกิจของระบบ

ฝั่งอาจารย์ปริญญา เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“คุณเป็นคนเก่ง แล้วก็อนาคตอาจจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ อย่าให้ปัญหาเรื่องเงิน มาทำให้คุณเสียเวลา คุณควรทุ่มเทเวลาไปกับการเรียนมากกว่า”

“ผมคิดว่าผมแบ่งเวลาได้ครับ ที่ผ่านมาผมก็ทำงานพิเศษมาตลอด ถึงกระทั่งเรียนนอกระบบ เพราะต้องทำงาน ผมก็ยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ใช่เหรอครับ” พสุธาพูดออกไป เขาไม่ได้พูดอย่างเย่อหยิ่ง แต่กำลังชี้แจงให้เห็นว่า การทำงาน ไม่ใช่ตัวถ่วงเรื่องการเรียนสำหรับเขา

อาจารย์ปริญญาเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็อยากจะบอกว่าการเรียนมัธยม และมหาวิทยาลัยนั้นไม่เหมือนกัน แต่เห็นท่าทางแน่วแน่ของพสุธา เขาก็รู้ว่าเกลี้ยกล่อมไปก็ไม่เป็นผล ดังนั้นจึงได้ยอมแพ้

“ในเมื่อนักศึกษาพสุธาไม่พร้อม เช่นนั้นก็เสนอชื่อคนอื่น หรือไม่คนอื่นก็เสนอชื่อตัวเอง”

“งั้นผมขอเสนอตัวเองครับ” สีไม้อาสาเอง เขาคิดว่าถ้าเขาเจอปัญหาตอนเป็นหัวหน้าชั้น เขาก็ขอคำแนะนำจากพสุธาได้

ทั้ง ๆ ที่พสุธายังไม่เคยแสดงภาวะผู้นำอะไรเลย แต่สีไม้ก็ฝากความไว้วางใจไว้ที่พสุธาอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว

“ได้ มีคนอื่นอีกไหม”

“ผมครับ” นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้น แว่นกรอบเหลี่ยมสีเงินที่อยู่บนใบหน้าของเจ้าตัว ทำให้เจ้าตัวดูเป็นคนที่ภูมิฐาน ดูน่าไว้ใจกว่าสีไม้

ทว่าสุดท้ายแล้วตอนลงคะแนน พสุธาก็ยังเลือกสีไม้อยู่ดี ไม่ใช่เพราะว่าสีไม้เป็นเพื่อนใหม่ของเขา แต่เป็นเพราะตอนที่อาจารย์ให้ออกไปพูดหาเสียง สีไม้พูดได้ตรงใจพสุธามากกว่า

“ผลคะแนนออกมาแล้ว สีไม้ได้เป็นหัวหน้าห้อง ส่วนเหรัญญิกคือน้ำทิพย์” อาจารย์ปริญญาพูดสรุป หลังตรวจนับคะแนนเรียบร้อยแล้ว

และใช่ น้ำทิพย์เสนอตัวเองลงตำแหน่งเหรัญญิก และมีนักศึกษาอีกสามคนที่ลงแข่งขัน ทว่าสุดท้ายน้ำทิพย์ก็เอาชนะมาได้อย่างเฉียดฉิว

“แบบนี้กลุ่มเราก็มีทั้งหัวหน้า มีทั้งเหรัญญิกเลยน่ะสิ” สีเทียนพูดอย่างภูมิใจ

“เอาล่ะ จบเรื่องนี้แล้ว เรามาเริ่มเรียนกันเลยดีกว่า” อาจารย์ปริญญา นอกจากจะเป็นที่ปรึกษาแล้ว ยังเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย

ใช่แล้ว เปิดมาคาบแล้ว พวกเขาก็ได้เรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญเลย

เมื่ออาจารย์เริ่มสอน นักศึกษาก็ตั้งใจเรียนกันอย่างกระตือรือร้น อาจจะเพราะพวกเขารักเรียนกันอยู่แล้ว หรืออาจจะเพราะกำลังไฟแรงที่ได้เป็นนักศึกษาวันแรก แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายแล้วคาบเรียนนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี พสุธาได้ความรู้มาไม่น้อยเลยทีเดียว

“เอกสารสำหรับเรียนครั้งต่อไป ผมจะส่งเป็นไฟล์เข้าไปในไลน์กลุ่มของพวกคุณ หัวหน้าห้อง คุณตั้งกลุ่มด้วยนะ แล้วเพิ่มผมเข้าไปในกลุ่มด้วย” อาจารย์ปริญญาพูดกับสีไม้

“ได้ครับอาจารย์”

“อ้อ สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะใช้ไฟล์เอกสารเรียนผ่านแท็ปเล็ต ต้องการเป็นกระดาษ ก็แจ้งที่หัวหน้าห้องมาได้เลย ผมจะให้เอาไปถ่ายเอกสารกันเอง” หลังจากที่พูดจบ อาจารย์ปริญญาก็เดินออกจากห้องไป

เมื่ออาจารย์ออกจากห้องไปแล้ว นักศึกษาแต่ละคนก็จะออกจากห้องไปหาอาหารกินกันบ้าง เพราะคาบเรียนที่ผ่านมา พวกเขาเรียนกันสามชั่วโมงเต็ม ๆ ทำให้ตอนนี้ได้เวลาพักเที่ยงแล้ว และเมื่อถึงเวลาบ่ายโมงตรง พวกเขาก็ต้องเข้าเรียนวิชาต่อไป

ทว่ายังไม่ทันที่แต่ละคนจะได้ลุกออกจากโต๊ะ ก็มีรุ่นพี่ในชุดนักศึกษาเดินเข้ามาก่อน

“น้อง ๆ ทุกคน พวกพี่ขอเวลาสักครู่นะ” รุ่นพี่ที่เดินนำหน้าเข้ามา พูดเสียงดัง

นักศึกษาปีหนึ่งหันไปมองรุ่นพี่ พสุธาก็มองด้วย พบว่าหนึ่งในรุ่นพี่ที่เดินเข้ามา มีคนที่เขารู้จักอยู่ด้วย

ก็คือเปรมปรีดิ์ ลูกชายของทนายความเกษม และยังเป็นคนที่ดูแลเขาในวันมอบตัวอีกด้วย

เปรมปรีดิ์เห็นพสุธามองไป ก็ส่งยิ้มและโบกมือให้อย่างกระตือรือร้นทันที ทำเอาคนอื่น ๆ หันมองที่เจ้าตัว แล้วก็มองมายังพสุธา และเมื่อพวกรุ่นพี่เห็นพสุธา สายตาก็วาววับขึ้นมาทันที โดยเฉพาะรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่วิ่งมาหาพสุธา

“รุ่นน้องชื่ออะไรน่ะ ทำไมน่ารักขนาดนี้ ลงประกวดเดือนคณะดีไหมลูก” น้ำเสียงเอ็นดูระดับเต็มสิบไม่หัก สายตาก็จ้องไปยังแก้มกลม ๆ ของพสุธา

พสุธาเห็นสายตาของเจ้าตัว เขาก็ขยับตัวออกห่างอย่างระแวง

“ขอโทษครับ ผมไม่มีความคิดจะเข้าประกวดครับ” พสุธาพูดปฏิเสธ และยังคงเป็นเหตุผลเดียวกับที่เขาปฏิเสธการลงสมัครเป็นหัวหน้าห้องนั่นแหละ

“ทำไมล่ะคะ น้องหน้าตาน่ารักแบบนี้ ต้องชนะแน่ ๆ พอไปแข่งเดือนมหาวิทยาลัย ก็ต้องพาคณะของเราชนะได้แน่นอน พี่เอาความโสดของพี่เป็นตัวรับประกันเลย” รุ่นพี่สาวพูดอย่างเกลี้ยกล่อม สายตาที่มองพสุธานั้นทั้งเสียดาย ทั้งไม่เข้าใจ และอยากจะจับพสุธามัดไปส่งขึ้นเวทีประกวดตั้งแต่ตอนนี้

“ไม่ได้หรอกครับ การจะแข่งต้องมีรอบซ้อม รอบเก็บตัว ผมไม่มีเวลา ยิ่งถ้าฟลุกชนะขึ้นมา ต้องทำกิจกรรมให้คณะและมหาวิทยาลัย ผมก็ยิ่งไม่มีเวลาครับ ผมต้องทำงานพิเศษ ดังนั้นแล้วผมหลีกทางให้กับคนที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่จะดีกว่าครับ” พสุธาพูดตอบอย่างจริงจัง

รุ่นพี่เมื่อได้ยินคำตอบของพสุธาแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะเสียดาย แต่ก็ไม่สามารถคัดค้านอะไรได้

คนเขาต้องทำมาหากิน จะให้เอาเวลามาทำกิจกรรมก็ไม่ได้หรอก

“น่าเสียดายจังเลย” รุ่นพี่หลายคนพึมพำประโยคเดียวกัน แล้วก็บ่นอุบ

“พระเจ้าประทานหน้าตาแบบนี้มาให้แล้ว ทำไมไม่ประทานเงินมาให้ด้วยนะ”

เมื่อเปรมปรีดิ์ได้ยินเพื่อนพูดประโยคนี้ เขาก็อยากจะร้องไห้

อย่างคุณพสุธา ไม่เรียกว่าเทพพระเจ้าประธานเงินให้หรอก เรียกว่าเจ้าตัวเป็นเทพพระเจ้าแห่งเงินทองเลยจะดีกว่า ตอนนี้เจ้าตัวมีทรัพย์สินล้านล้าน ได้ยินว่าพ่อบุญธรรมของเจ้าตัวยังส่งเปอร์คาร์หรูเป็นของขวัญวันเกิดให้หลายสิบคัน มูลค่ารวมนับพันล้านบาท แสดงให้เห็นว่าพ่อบุญธรรมของเจ้าตัว ก็ร่ำรวยอย่างมหาศาลเช่นกัน

เกรงว่าถ้าพสุธาไม่มีเงิน คนบนโลกนี้ก็เป็นขอทานกันหมดแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นมีใครอยากสมัครลงแข่งดาวเดือนของคณะไหม จะว่าไปน้องคนนี้ก็เหมาะเหมือนกันนะ น้องสาวคนนี้ก็ด้วย” พวกเขาชี้ไปยังสีเทียน และน้ำทิพย์

สีเทียนกะพริบตาปริบ ๆ ไม่คิดว่ารุ่นพี่จะเบนเป้าหมายมาที่ตัวเอง แต่ก็พยักหน้าตอบตกลง เขาเองก็สนใจเหมือนกัน

ลูกพี่ลูกน้องได้เป็นหัวหน้าชั้นไปแล้ว เขาก็ควรจะต้องมีตำแหน่งบ้างสิ

น้ำทิพย์เองก็เลือกลงแข่งดาวคณะด้วยเช่นกัน และยังมีนักศึกษาอีกหลายคนที่เสนอตัวลงแข่ง

“น้องดินไม่เปลี่ยนใจลงแข่งจริง ๆ เหรอ” เมื่อรวบรวมรายชื่อได้แล้ว รุ่นพี่ก็ยังไม่วายถามอย่างเสียดาย

“ผมไม่มีเวลาจริง ๆ ครับ” พสุธาปฏิเสธอีกครั้ง ทำให้รุ่นพี่ได้แต่ถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ก่อนที่พวกรุ่นพี่จะพูดเรื่องอื่น

“ตอนเย็นสี่โมงครึ่งมีประชุมเชียร์นะ น้อง ๆ ปีหนึ่งต้องเข้ากับทุกคน คนที่ขาดเกินสามครั้งจะไม่ได้รุ่น”

“ผมต้องทำงานครับ” พสุธาพูดอีกครั้ง

“ประชุมเชียร์แค่ถึงหกโมงครึ่ง น้องทำงานหลังจากนั้นได้ไหม” รุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมา

“นอกจากผับแล้ว จะมีงานไหนที่เริ่มงานมืดแบบนั้นอีกครับ” พสุธาถามออกไป

“ทำไมปัญหาของน้องเยอะจังเลย น้องคนอื่น ๆ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร” รุ่นพี่คนเดิมพูดขึ้นอีก

เปรมปรีดิ์ได้ยินอีกฝ่ายพูดอย่างนั้น เขาก็ขนลุกซู่ อยากจะปิดปาก แล้วลากออกไปข้างนอก แต่เขาทำไม่ได้ ทำได้มากสุดก็แค่ขยับตัวออกห่างจากอีกฝ่าย แล้วส่งสายตาบอกพสุธาว่าเขาไม่เกี่ยวนะ เขาไม่เห็นด้วยกับที่อีกฝ่ายพูด ถ้าพสุธาจะโกรธ ก็โกรธอีกฝ่ายแค่คนเดียว อย่าโกรธเขาไปด้วยเลย

“พี่พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับ คนเรามีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน แล้วเพื่อนผมมันต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง มันเรียกว่ามีปัญหาเหรอครับ ผมคิดว่าปัญหามันคือกิจกรรมต่างหาก ทำไมเราต้องเข้าประชุมเชียร์ด้วยครับ เข้าไปแล้วได้อะไร มีประโยชน์อะไรที่เป็นรูปธรรมบ้างครับ ผมคิดว่ายุคสมัยนี้แล้ว จะไม่มีแล้วไอ้การบังคับรับน้องแบบนี้” สีไม้พูดออกไปก่อนที่พสุธาจะทันได้พูดอะไร

พสุธาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณ และชื่นชมอีกฝ่าย ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อน หรือในฐานะหัวหน้าห้อง อีกฝ่ายก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมจริง ๆ

แต่ว่าพสุธาก็ไม่ได้รอให้เพื่อนมาปกป้องอย่างเดียว

“ผมไม่รู้ว่าการที่ผมต้องไปทำงานหาเงิน จนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ได้มีในหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัย จะสร้างปัญหาให้แก่คนอื่นตรงไหน กิจกรรมจะจัดขึ้นไม่ได้หากขาดผมไปหรือครับ หรือว่าจะมีใครหายใจไม่ออก ถ้าไม่มีผมเข้าร่วม”

คำพูดของพสุธาทำให้รุ่นพี่หลายคนหน้าชา แต่คนที่บอกว่าพสุธามีปัญหา ก็โกรธขึ้นมา

“เป็นรุ่นน้อง กล้าพูดแบบนี้กับรุ่นพี่ได้ยังไง ไม่มีมารยาทเลย”

“ผมมีมารยาทกับคนที่ทำตัวให้น่าเคารพนับถือครับ”

“นายกล้าว่าฉันเหรอ”

“กล้าครับ แต่ที่ผมพูดออกไปนั่นไม่ใช่การต่อว่านะครับ ผมพูดความจริง แต่ถ้ารุ่นพี่คิดว่าผมหมิ่นประมาท สามารถฟ้องผมได้นะครับ” พสุธาพูดกลับไปเสียงเนิบช้า

คำพูดของพสุธา ทำให้พวกเพื่อน ๆ ของเขาที่ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมประชุมเชียร์ ต่างก็ลอบเชียร์พสุธาอยู่ในใจ

“นี่..” รุ่นพี่คนนั้นก็รู้สึกหัวร้อนยิ่งกว่าเดิม เหมือนว่าตัวเองถูกท้าทาย พุ่งตัวเข้าหาพสุธา แต่ก็ถูกเพื่อนรั้งเอาไว้

“รุ่นพี่จะทำอะไรผมครับ จะพุ่งเข้ามาต่อยผมเหรอ มหาวิทยาลัยไม่มีกฎให้ต้องเข้ารับน้อง แต่มีกฎห้ามทำร้ายร่างกายนะครับ” พสุธาพูดเสียงเรียบ คำพูดของพสุธา ทำให้อีกฝ่ายหยุดชะงักไป แล้วก็รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังจะทำผิดกฎมหาวิทยาลัย เสี่ยงต่อการถูกไล่ออก

“คุณพะ.. เอ่อ น้องดินครับ อย่าไปถือสาหมอนี่เลยนะครับ มันปากหมา ใจร้อนจนคนอื่นเอือมระอาไปหมดแล้ว น้องดินก็อย่าลดตัวไปมีเรื่องกับมันเลยนะครับ” เป็นเปรมปรีดิ์ที่ออกตัวพูดขึ้นมา

“เฮ้ย มึงเข้าข้างมันเหรอ” ทว่าคนถูกช่วยเหลือนั้นไม่ได้ซาบซึ้งน้ำใจ หันมาโวยวายใส่เปรมปรีดิ์

“ไอ้ติ กูไม่ได้เข้าข้าง แต่พูดความจริง มึงอย่าทำตัวกร่างให้มาก อย่าคิดว่าตัวเองแค่เข้าเรียนเร็วกว่าน้อง ๆ แค่ปีเดียว แล้วจะมีอำนาจบารมีอะไรมากมายนะ” เปรมปรีดิ์พูดเสียงฉิว

เขาดูเหมือนจะออกหน้าช่วยพสุธาด่าเพื่อนตัวเอง แต่ที่จริงแล้ว เขากำลังปกป้องเพื่อนต่างหาก

หมอนี่มันหาเรื่องให้ที่บ้านล้มละลายหรือเปล่า รู้ไหมว่าถ้าคุณพสุธาโกรธขึ้นมา เพียงกระดิกนิ้วครั้งเดียว ก็ทำให้ครอบครัวของกิตติล้มละลายได้เลย

“เอาเถอะ ๆ อย่าทะเลาะกันเลย น้องดิน ไม่เข้าร่วมประชุมก็ได้นะ แต่ว่าตามกฎแล้ว ถ้าไม่เข้าร่วมประชุมเชียร์ ก็จะไม่ได้รุ่นนะ” รุ่นพี่หญิงตัวเล็กพูดกับพสุธา

“ไม่ได้รุ่นหมายถึงยังไงครับ” พสุธาถามออกไป

“ไม่มีพี่รหัส ไม่มีรุ่นพี่คอยช่วยติวสอบให้ ไม่มีรุ่นพี่คอยแนะแนวให้ แล้วก็ถ้าไปสมัครงานที่บริษัทที่มีรุ่นพี่อยู่ ก็อาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ”

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมรับผิดชอบทั้งหมดนั่นเองได้” พสุธาไม่เห็นว่าสิ่งที่เขาจะเสียไปจากการไม่ได้รุ่น จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร

ไม่มีคนช่วยติวให้? เขาอ่านหนังสือสอบเข้าเรียนเอง จนได้คะแนนสอบเป็นอันดับหนึ่งของประเทศในสายสังคม ยังต้อการให้ใครมาติวสอบให้อีกหรือไง เรื่องสุดท้ายนี่ยิ่งไม่สำคัญเลย

เขายังต้องหาสมัครงานอีกเหรอ ถ้าเขาต้องการทำงานในสำนักงานกฎหมาย ก็ยังมีสำนักงานกฎหมายที่เขาเป็นหุ้นส่วนอยู่ไม่ใช่หรือไง

หรือเขาจะสร้างสำนักงานกฎหมายอีกแห่งหนึ่งเป็นของตัวเองเลยก็ยังได้

“เฮอะ อวดเก่ง ฉันจะรอดูว่าถ้าไม่รุ่นพี่อย่างพวกฉันคอยช่วยสอน คอยช่วยติวให้ นายจะเรียนจบไหม”

“รุ่นพี่กำลังจะบอกว่าอาจารย์ที่นี่สอนไม่ดี จนต้องไปเรียนเสริมจากรุ่นพี่ ถึงจะเรียนจบได้เหรอครับ” พสุธาถามตาใสซื่อ แต่ทำเอารุ่นพี่คนอื่น ๆ หน้าซีดไปตาม ๆ กัน

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น อย่ามาใส่ร้ายบิดเบือนคำพูดฉันนะ”

“จริงเหรอครับ ผมเข้าใจรุ่นพี่ผิดไปเองสินะครับ” พสุธายิ้มบาง

ขณะที่รุ่นพี่คนอื่น ๆ นั้นต่างก็คิดว่า ปากของพสุธาเนี่ย เลือกเรียนกฎหมายน่ะ ถูกต้องแล้ว

“น้อง เพื่อนพี่มันอาจจะพูดจาโผงผางไปหน่อย แต่ว่าที่มันพูดก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลนะ เรื่องเรียน รุ่นพี่ช่วยรุ่นน้อง พวกเราผ่านมาก่อน พอจะให้แนวทางได้ เก็งข้อสอบให้ได้ ถ้ามีปัญหาไม่เข้าใจเรื่องเรียน ก็ยังมาถามพวกรุ่นพี่ได้ แต่ถ้าไม่มีรุ่น ไม่เคยไปพบไปเจอรุ่นพี่ น้องจะไปถามใคร ก็ไม่มีใครช่วยตอบหรอก”

“ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องเรียน ผมไปถามอาจารย์ไม่ได้เหรอครับ นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยนี่ครับ” พสุธาพูดตอบกลับไป ก่อนจะพูดต่อ

“อีกอย่างหนึ่งถ้ารุ่นพี่ไม่ช่วยเหลือรุ่นน้อง แค่เพราะรุ่นน้องคนนั้นมีเหตุจำเป็นจริง ๆ จนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ผมคิดว่ารุ่นพี่ที่เป็นแบบนั้น ก็คงจะไม่ใช่รุ่นพี่ที่ให้คำปรึกษาที่ดีสักเท่าไร เพราะเรื่องแค่นี้ยังแยกแยะไม่ได้ ไม่เข้าใจความจำเป็นของคนอื่น จะไปเข้าใจอะไรได้อีกล่ะครับ”