LNCrawler

59. ตอนที่ 58

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 58

“อีกอย่างหนึ่งถ้ารุ่นพี่ไม่ช่วยเหลือรุ่นน้อง แค่เพราะรุ่นน้องคนนั้นมีเหตุจำเป็นจริง ๆ จนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ผมคิดว่ารุ่นพี่ที่เป็นแบบนั้น ก็คงจะไม่ใช่รุ่นพี่ที่ให้คำปรึกษาที่ดีสักเท่าไร เพราะเรื่องแค่นี้ยังแยกแยะไม่ได้ ไม่เข้าใจความจำเป็นของคนอื่น จะไปเข้าใจอะไรได้อีกล่ะครับ”

“นายปากดีเกินไปแล้ว คนที่ไม่เคารพผู้อาวุโส จะให้ผู้อาวุโสเอ็นดูได้ยังไง”

“นอกจากอายุที่เอามาข่มรุ่นน้องอย่างผม รุ่นพี่มีอะไรที่สามารถเอามาข่มได้อีกไหมครับ ตอนสอบเข้ามา รุ่นพี่สอบได้เป็นอันดับที่เท่าไรครับ แล้วสองภาคเรียนที่ผ่านมา รุ่นพี่ได้เกรดเฉลี่ย และเกรดสะสมเท่าไรครับ” พสุธาถามออกไปอย่างเยือกเย็น

คำถามของพสุธาทำให้อีกฝ่ายโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่ไม่มีคำตอบให้พสุธา เพราะว่าเกรดของเจ้าตัว ไม่พอที่จะโอ้อวดได้ ไม่ต้องพูดที่สามารถเข้าเรียนได้ เพราะเป็นอันดับหนึ่งของตัวสำรอง แต่ที่ติดตัวจริงทำการสละสิทธิ์ ตัวเองจึงมีโอกาสเลื่อนขั้นเข้ามาเรียนแทน

เพื่อนร่วมรุ่นอย่างเปรมปรีดิ์ ก็รู้เรื่องนี้ดี เปรมปรีดิ์มองเพื่อนแล้วก็ไม่ได้รู้สึกสงสารที่ถูกจี้ใจดำ แต่คิดว่าสมควรแล้ว

“ทำไมรุ่นพี่ไม่ตอบคำถามของผมล่ะครับ หรือว่าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” พสุธาพูดจบแล้วเขาก็หยิบกระเป๋าขึ้นมา แล้วเดินออกจากห้องมาเลย

พวกเพื่อนร่วมชั้นของเขามองสบตากัน ก่อนที่สีไม้ สีเทียน และน้ำทิพย์จะเดินตามพสุธาออกมาด้วย

“พวกเราก็ขอตัวก่อนนะครับรุ่นพี่” สีเทียนตอนนี้ไม่คิดจะประกวดเดือนคณะแล้ว น้ำทิพย์เองก็ด้วยเหมือนกัน

ไม่ใช่แค่ไม่ลงประกวดเท่านั้น พวกเขาจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องของคณะด้วย

เมื่อพวกสีไม้เดินตามพสุธาออกไป ก็มีเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ เดินตามพวกเขาออกไป เหลือคนที่ยืนละล้าละลังอย่างไม่กล้าตัดสินใจอยู่ไม่กี่คน

“นี่.. เดินออกไปกันหมดแบบนี้หมายความว่ายังไง ไม่เห็นหัวรุ่นพี่อย่างพวกเราเลยใช่ไหม” กิตติพูดเสียงโมโห ใบหน้าบูดบึ้งจนยับย่น

“มึงยังมีหน้ามาโวยวายอีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะมึงไปหาเรื่องน้องดิน เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดหรอก” เปรมปรีดิ์หันไปตำหนิเพื่อน

“มึงเข้าข้างมันอีกแล้วเหรอ ทำไม มึงรู้จักกับมันหรือไง” กิตติหันมาชี้หน้าเปรมปรีดิ์ ทำเอาเปรมปรีดิ์หน้าตึง

“กูไม่ได้เข้าข้างน้องดิน แต่กูเข้าข้างหลักการที่ถูกต้อง จริงอย่างที่น้องดินว่า กิจกรรมรับน้องไม่มีในหลักสูตรมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ว่าไม่เข้าร่วมแล้วจะเรียนจบไม่ได้ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ น้องเขาจะไม่เข้าร่วม แต่เขามีเหตุจำเป็น ถ้ารุ่นพี่อย่างพวกเราแยกแยะไม่ได้ แบบนี้ก็ไม่สมควรเป็นรุ่นพี่ให้น้องมาเคารพนับถือหรอก กูจะบอกไว้เลยตอนนี้ ต่อให้น้องดินไม่ได้รุ่น กูก็ยังเป็นรุ่นพี่ของน้องดิน น้องดินมีปัญหา กูจะช่วยจัดการ น้องดินถูกแกล้ง กูจะช่วยทวงความยุติธรรม ใครจงใจบอยคอตน้องดิน ก็ถือว่าต้องการตัดขาดความเป็นเพื่อนกับกู” เปรมปรีดิ์พูดแล้วก็เดินออกจากห้องมาด้วยเหมือนกัน

คำพูดของเปรมปรีดิ์ ทำให้เพื่อน ๆ ของเจ้าตัวนิ่งอึ้งไปทันที เพราะไม่คิดว่าเปรมปรีดิ์จะปกป้องพสุธาถึงขนาดนี้ ถึงขนาดขู่ตัดขาดความเป็นเพื่อนกับพวกเขา

แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะท้าทายการข่มขู่ของเปรมปรีดิ์ เพราะรู้ว่าเปรมปรีดิ์เป็นลูกชายของทนายความเกษม ซึ่งทนายความเกษมมีอิทธิพลมากในวงการกฎหมาย หากภายหน้าเขาไม่อยากถูกบอยคอตจากวงการกฎหมาย ก็อย่าได้มีเรื่องด้วย

อันที่จริงพวกเขาก็แค่กลัวกันไปเอง ทนายความเกษมไม่ได้ชอบรังแกเพื่อนร่วมอาชีพ แต่ถ้าเพื่อนร่วมอาชีพไร้จรรยาบรรณ เขาก็เลือกที่จะไม่ร่วมมือด้วย

ทางฝั่งของพสุธา หลังจากเขาออกมาจากห้อง เขาก็เลี้ยวไปยังขวามือ ซึ่งเป็นทางสำหรับไปโรงอาหาร โดยไม่ได้มองไปยังซ้ายมือสักแวบเดียว ไม่อย่างนั้นเขาจะได้เห็นนักศึกษาปีสาม คณะวิศวกรรมศาสตร์การบินสามคน ที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดี

ก็คือปฐพี เฮียโก้ และพันไมล์นั่นเอง

“เมื่อกี๊ทำไมมึงห้ามไม่ให้กูเข้าไป น้องดินโดนพวกนั้นรังแกเห็น ๆ อยู่” พันไมล์มองปฐพีอย่างไม่เข้าใจ พวกเขามาถึงก็ตั้งแต่ตอนที่กิตติพูดว่าพสุธาปัญหาเยอะ

“ดินสู้กลับเองได้ มึงไม่เห็นเหรอ ตอนที่ดินตอบโต้รุ่นพี่พวกนั้น เพื่อน ๆ ในชั้นมองดินด้วยสายตาชื่นชมขนาดนั้น มึงจะเข้าไปขัดจังหวะทำไม ปล่อยให้ดินเปล่งประกายได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องถูกแสงของใครบดบัง” ปฐพีรู้ว่าเขาเป็นคนดังของมหาวิทยาลัย ถ้าเขาโผล่เข้าไปปกป้องพสุธา ความชื่นชมที่เพื่อน ๆ ของพสุธามีให้เจ้าตัวจะลดน้อยลง

เพื่อน ๆ ของพสุธาชื่นชมพสุธา เพราะคิดว่าพสุธาเป็นนักศึกษาที่ไม่มีพื้นหลังทางบ้านอะไร ถึงกระทั่งยากไร้เสียด้วยซ้ำ แต่เจ้าตัวก็ไม่เกรงกลัวที่จะมีปัญหากับรุ่นพี่ ยังคงยืนหยัดบนหลักการ และความถูกต้อง โดยไม่กลัวว่าวันหน้าตัวเองจะต้องตกที่นั่งลำบาก แต่ถ้าปฐพีโผล่เข้าไปช่วยปกป้อง ความรู้สึกชื่นชมเหล่านี้ก็อาจจะถูกลดทอนไปในทันที พวกเขาก็จะคิดว่า

‘อ๋อ ที่กล้าสู้รุ่นพี่แบบท้าชนขนาดนั้น เป็นเพราะมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอยู่นั่นเอง’

แน่นอนต่อให้คิดแบบนี้ ปฐพีก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวไม่รู้จักกับพสุธาในรั้วมหาวิทยาลัย

ไม่เพียงแค่จะไม่ทำเป็นไม่รู้จัก แต่เขายังจะประกาศให้รู้โดยทั่วกันด้วย ว่าเขากำลังตามจีบพสุธาอยู่ ถ้ามีใครคิดว่าสามารถเป็นคู่แข่งของเขาได้ ก็เชิญเลย

ปฐพียิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินตามพสุธาไปห่าง ๆ เขามองดูเพื่อน ๆ ที่วิ่งเข้าหาพสุธา และชื่นชมในความกล้าหาญของเจ้าตัวไม่หยุดปาก

“มึงแมร่งโคตรเจ๋ง สมแล้วที่กูเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้าห้อง” สีไม้พูดอย่างชื่นชม

“ต่อไปนี้กลุ่มเรายกให้มึงเป็นพี่ใหญ่เลย กูเป็นน้องรองเอง” สีเทียนพูดขึ้นมาบ้าง แต่ถูกสีไม้ทุบเข้าให้

“กูแก่กว่ามึงนะ กูต่างหากที่ต้องเป็นพี่รอง” สีไม้ไม่ยอม

“มึงแก่กว่ากูแค่ไม่กี่วันเอง” สีเทียนก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน

“ไม่ต้องเถียงกัน เจ๊เป็นพี่รองเอง” น้ำทิพย์ฉวยโอกาสทันที และไม่เปิดโอกาสให้สองพี่น้องได้สู้ด้วย

“เลดี้เฟิร์สน่ะ รู้จักไหม”

“ก็ได้ ๆ งั้นฉันยอมเป็นน้องเล็กก็ได้” สีเทียนยอมเป็นน้องเล็ก คิดในแง่ดีว่าพอเป็นน้องเล็ก ก็ต้องมีพี่ ๆ คอยเอาใจ และปกป้อง

แต่ว่าสีเทียนเหมือนจะมองโลกในแง่ดีเกินไป

“น้องเล็ก ในฐานะที่นายเป็นน้องเล็กสุด งั้นหน้าที่ซื้ออาหารกลางวันของวันนี้ ก็ยกให้นายนะ” สีไม้พูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความเมตตา ราวกับเป็นพี่ชายผู้ใจดี

สีเทียนมีสีหน้าแข็งค้าง

“เขามีแต่พี่ที่ต้องดูแลน้อง มึงนั่นแหละที่ต้องไปซื้อ” สีเทียนเถียงกลับ หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว

“น้องโตแล้ว ก็ต้องถึงเวลากตัญญูต่อพี่แล้ว” สีไม้สู้กลับ

“เมื่อกี๊ดินก็เพิ่งพูดไปว่าอย่าเอาความอาวุโสมาข่มรุ่นน้องไม่ใช่หรือไง” สีเทียนยกคำพูดของพสุธามาอ้าง ทำให้สีไม้ต้องเงียบไป เป็นน้ำทิพย์ที่พูดขึ้นมา

“ไม่ต้องเถียงกันไป พวกนายสองคนนั้นแหละที่ต้องไปซื้อมา ฉันกับดินจะเฝ้าโต๊ะเอง”

“ไม่เป็นไร เธอเฝ้าโต๊ะไปเถอะ ฉันจะไปซื้อน้ำเอง แบ่งหน้าที่กันไป หลังจากนี้ถ้ากินข้าวด้วยกัน ก็สลับกันซื้อแบบนี้ จะได้ไม่มีใครเอาเปรียบใคร” พสุธาพูดขึ้นมา

สองพี่น้องสีเทียน สีไม้ ชูนิ้วโป้งสองนิ้วให้พสุธา

“ยอดเยี่ยม สมแล้วที่เป็นพี่ใหญ่”

พสุธาทำหน้าเบื่อใส่สองพี่น้อง แล้วไม่พูดอะไรอีก เขาเดินเงียบ ๆ ไปจนกระทั่งถึงโรงอาหารของคณะนิติศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ แต่ละคณะมีโรงอาหารเป็นของตัวเอง และยังมีโรงอาหารกลางด้วย ทว่านักศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องเลือกไปกินอาหารที่คณะของตัวเองเท่านั้น แต่ยังสามารถไปกินอาหารที่คณะอื่นได้ด้วย

ดังนั้นแล้วพวกปฐพี จึงเดินเข้าโรงอาหารคณะนิติศาสตร์ได้อย่างเปิดเผย เมื่อพวกเขาเดินเข้าไป ก็มีเสียงซุบซิบทันที

“นั่นพวกแก๊งพี่ป๋าไม่ใช่เหรอ มาทำอะไรที่คณะของเรา”

“พี่ป๋า พี่โก้ พี่ไมล์ อยู่กันพร้อมเลย มาทำอะไรกันที่นี่เนี่ย”

“เรียนมาปีนึงแล้ว เพิ่งเคยเห็นพวกพี่ป๋ามาที่โรงอาหารคณะเรา ได้ยินว่าปกติพวกพี่ป๋าถ้าไม่ไปกินข้าวข้างนอก ก็อาหารข้างนอกมากินที่โรงอาหารคณะตัวเองนี่นา”

เสียงซุบซิบเหล่านี้ดังไม่ขาดสาย พสุธาได้ยินจึงหันไปมองตามสายตาของคนส่วนใหญ่ ก็เห็นพวกปฐพีเดินเข้ามา และยังเดินมาทางตัวเองด้วย

คนอื่นสงสัยว่าพวกปฐพีมาทำไม แต่พสุธาไม่สงสัยเลย

สามคนนี้ต้องมาหาเขาแน่ ๆ

ไม่ใช่ว่าพสุธาหลงตัวเอง และความมั่นใจของเขาก็ได้รับคำยืนยัน

“อาหารของโรงอาหารไม่ค่อยอร่อย มึงตามกูไปกินข้างนอกกันไหม” เฮียโก้พูดขึ้นมา

“นั่นสิน้องดิน ไปกินข้างนอก พี่มีร้านแนะนำด้วยนะ ถึงจะอร่อยไม่เท่าที่น้องดินทำ แต่ก็อร่อยกว่าในโรงอาหารนี้แน่ ๆ”

“ไปไหม” ปฐพีพูดสั้นที่สุด แต่น้ำเสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยน ทำให้คนที่ลอบมองอยู่ตื่นตะลึงที่สุด

“คนนั้นเป็นใคร ใส่ชุดนักศึกษาถูกระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบนี้ นักศึกษาใหม่แน่ ๆ แต่ทำไมดูเหมือนจะสนิทกับพวกพี่ป๋า พวกพี่ป๋ามาหาถึงคณะ เพื่อชวนไปกินเข้าวข้างนอกเลยนะ”

“ดูจากคำพูดแล้ว เหมือนจะสนิทกับพี่โก้ที่สุดไหม พี่โก้เรียกมึงเรียกกูเลย ส่วนพี่ไมล์ดูเหมือนจะเอ็นดู แต่ก็เหมือนจะสุภาพมากด้วย แต่พี่ป๋านี่น่าแปลกใจสุด ทั้ง ๆ ที่พูดแค่สองคำเท่านั้น แต่ทำไมรู้สึกเขินแทนคนนั้นก็ไม่รู้”

พสุธากลอกตา เมื่อเขากลายเป็นจุดสนใจอีกแล้ว ตั้งแต่เช้า เขาก็ถูกสนใจเพราะลูคัส แต่นั่นยังดีหน่อย ที่ทุกคนยังไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองพากันเรียกตามแฟรงค์ว่า ‘นายน้อย’ ก็คือเขาเอง แต่ตอนนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะพวกปฐพีเล่นทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาแบบไม่สามารถปิดบังร่องรอยได้เลย

“เอ่อ ไม่เป็นไร พวกเฮียไปกินกันเถอะ ผมอยากลองอาหารที่โรงอาหารเนี่ยแหละ” พสุธาฏิเสธ และเขาก็คิดว่าพวกปฐพีจะต้องพากันไปข้างนอกเพื่อกินอาหารกลางวันแน่ ทว่า

“งั้นพวกพี่นั่งร่วมโต๊ะด้วยก็แล้วกัน เผื่อว่าอาหารที่โรงอาหารคณะนิติ จะอร่อยกว่าของคณะพี่” ปฐพีพูดเสียงเนิบช้า แต่ทำให้เพื่อนของพสุธาจ้องมองเป็นตาเดียว

แม้ว่าพวกเขาจะเข้าเรียนวันแรก แต่เรื่องความดังของปฐพี พวกเขาก็รู้มาตั้งนานแล้ว ก็ตั้งแต่ตอนที่ร้านสนามเด็กเล่นของพันไมล์โด่งดังขึ้นมาจาก #เจ้าของร้านหล่อบอกต่อด้วย #เพื่อนเจ้าของร้านหล่อบอกต่อด้วย

ในฐานะที่พวกเขากำลังจะเป็นนักศึกษาปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยเดียวกัน เขาก็ต้องตามส่องตามดูสักหน่อย นั่นทำให้รู้จักพวกปฐพีไปโดยปริยาย

“มึงกินอะไร เดี๋ยวกูไปซื้อให้” ยังไม่ทันที่พสุธาจะได้ตอบตกลง เฮียโก้ก็ถามขึ้นมา พร้อมกับเอากระเป๋าของตัวเองวางไว้บนโต๊ะอาหาร

โชคดีที่โต๊ะอาหารยาวพอที่จะนั่งได้ถึงเจ็ดคน ไม่อย่างนั้นคงนั่งรวมโต๊ะกันไม่ได้แล้ว

“พวกพี่นั่งกันเลยครับ เดี๋ยวพวกเราไปซื้อให้เอง” เป็นสีไม้ที่พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะได้ใกล้ชิดกับรุ่นพี่คนดังของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันแรกแบบนี้

อีกทั้งรุ่นพี่ทั้งสาม ก็ไม่ใช่แค่ดัง แต่ฐานะทางบ้านยังดีมาก โดยเฉพาะปฐพี ที่เป็นทายาทมหาเศรษฐีระดับแสนล้าน

“ไม่เป็นไร เอ็งซื้อของพวกเอ็งไป พี่ก็ซื้อของพวกพี่ เดี๋ยวไอ้ดินมันจะไม่พอใจ หาว่าพวกพี่วางตัวเป็นรุ่นพี่ข่มมัน” ประโยคหลังเฮียโก้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธามุมปากกระตุก จ้องมองเฮียโก้

“เฮียได้ข่าวเร็วดีนะ” พสุธามั่นใจมากว่าเรื่องที่เขาปะทะวาจากับรุ่นพี่ปีสอง เฮียโก้ได้ยินข่าวแล้ว

“ได้ข่าวที่ไหนล่ะ ได้เห็นกับตาเลย ไอ้ป๋าชวนพวกกูไปรับมึงไปกินข้าว ไปจังหวะมึงโดนหาว่ามีปัญหาเยอะพอดี ไอ้ไมล์แทบจะพุ่งไปเอาเรื่องแทนมึงแล้ว แต่ไอ้ป๋าห้ามไว้” เฮียโก้พูดยืดยาว

คนอื่น ๆ มองพสุธาด้วยสายตาแปลกใจอีกครั้ง ก่อนหน้านี้พวกเขารู้สึกว่าพสุธาดูเหมือนจะสนิทสนมกับรุ่นพี่คนดังทั้งสามของมหาวิทยาลัย ตอนนี้ใม่ใช่แค่ดูเหมือน แต่สนิทสนมจริง ๆ และดูท่าว่าจะได้รับความเอ็นดูอย่างมากด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่ถึงขั้นตั้งใจมารับไปกินข้าวถึงคณะ แล้วยังจะออกตัวปกป้องอีกด้วย

“คุณป๋าทำถูกแล้วครับ” พสุธาพูดพลางพยักหน้า นึกขอบคุณปฐพีอยู่ในใจที่ห้ามพันไมล์เอาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะถูกเพ่งเล็งยิ่งกว่าเดิม

“พี่รู้ใจนายใช่ไหมล่ะ” ปฐพีพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ แล้วหันไปพูดกับเพื่อนสนิทสองคนว่า

“พวกมึงสองคนไปซื้อข้าวเผื่อกูกับดินด้วย ส่วนกูจะไปซื้อน้ำกับดิน พวกน้องเอาน้ำอะไร” ปฐพีพูดกับเพื่อนเสร็จแล้ว ก็หันไปถามเพื่อนใหม่ของพสุธาทั้งสามคน

ทั้งสามคนมองหน้ากัน คิดจะปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่ปฐพีก็พูดขึ้นก่อนว่า

“ไม่ต้องเกรงใจ บอกมาเลย เดี๋ยวเลี้ยงเอง ถือว่าต้อนรับน้องใหม่”

“เอ่อ ขอบคุณนะครับ ผมขอแค่น้ำเปล่าก็พอครับ” สีไม้พูดอย่างเกรงใจ สีเทียน และน้ำทิพย์ก็เลือกแค่น้ำเปล่าเหมือนกัน

พสุธารู้ว่าเพื่อนเกรงใจ เพราะก่อนหน้านี้ได้ยินน้ำทิพย์พูดว่าอยากกินอะไรเปรี้ยว ๆ ซ่า ๆ ดังนั้นเมื่อไปถึงร้าน นอกจากน้ำเปล่าแล้ว พสุธายังสั่งน้ำแดงมะนาวโซดาให้กับน้ำทิพย์ และน้ำอัดลมสองขวดให้กับสีเทียน และสีไม้ด้วย

ถ้าทั้งสองไม่ดื่ม เขาก็จะเก็บเอาไว้ดื่มเอง

“พี่จ่ายเอง บอกแล้วไงว่าพี่เลี้ยง” ปฐพีพูด เมื่อพสุธากำลังจะจ่ายเงิน

พสุธาเมื่อถูกปฐพีแย่งจ่าย เขาก็ไม่ได้พยายามจะแย่งคืน ปล่อยให้ปฐพีจ่ายเงินไป

“งั้นวันหลังผมเลี้ยงพี่บ้าง”

“ได้สิ วันพรุ่งนี้นายค่อยเลี้ยงน้ำพี่คืน” ปฐพีพูดแบบนี้ พวกนักศึกษาที่รายล้อมอยู่ และมีประสบการณ์มีแฟนแล้ว ต่างก็มองพสุธาอย่างอิจฉา

นี่มันชวนกินข้าวด้วยกันอีกครั้งทางอ้อมไม่ใช่เหรอ!

พสุธาที่อยู่ ๆ ก็ได้รับสายตาทิ่มแทงเพราะความอิจฉา เขาก็ลอบถอนหายใจ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำใจ ก็มีเสียงอ่อนโยนดังขึ้น

“น้องดิน ซื้อน้ำหรือครับ มา พี่เลี้ยงเอง”

“พี่เปรม” พสุธาหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นเปรมปรีดิ์ ที่นับได้ว่าเป็นคนกันเอง เพราะเป็นลูกชายของทนายความเกษม และน้องชายของปลื้มปีติ เขาจึงเรียกออกไป

“ดีใจจัง น้องดินจำพี่ได้ด้วย จริงสิ พี่ขอโทษแทนเพื่อนพี่ด้วยนะ น้องดินไม่ต้องไปสนใจหรอก เรื่องรุ่นอะไรนั่นก็ไม่จำเป็น ต่อให้น้องดินไม่เข้ารับน้อง น้องดินก็ยังเป็นรุ่นน้องของพี่ มีปัญหาอะไรมาบอกพี่ได้เลย พี่จะช่วยจัดการเอง” คำพูดเหล่านี้ของเปรมปรีด์ ทำให้นักศึกษาที่ลอบมองดูอยู่แปลกใจ และตื่นตะลึง

พวกปฐพีเป็นคนดังของมหาวิทยาลัย แต่เปรมปรีดิ์ก็เป็นคนดังของคณะนิติศาสตร์ เพราะบิดาของเจ้าตัวเป็นทนายความชื่อดัง ที่มีอัตราการชนะคดีแทบจะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอิทธิพลในวงการกฎหมายมาก นักธุรกิจ ผู้มีอำนาจ ส่วนใหญ่หากต้องมีเรื่องที่ต้องใช้ทนายความ ก็จะเลือกทนายความเกษมกันทั้งนั้น พวกเขาที่เป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ วันหน้าออกไปทำงานก็ต้องเกี่ยวข้องกับวงการกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครไม่อยากหาเส้นสายไว้ล่วงหน้า ต่างก็อยากจะเข้าหาเปรมปรีดิ์กันทั้งนั้น

แต่น่าเสียดายที่ที่ผ่านมา เปรมปรีดิ์แม้ว่าจะดูเป็นมิตรกับทุกคน แต่ก็ไม่เคยออกปากปกป้องอย่างที่เพิ่งพูดกับพสุธาไปเลย

“ได้ยินพี่ไมล์เรียกว่าน้องดินใช่ไหม เจ้าตัวน่าจะชื่อดิน หมอนั่นเป็นใครกันแน่ พวกพี่ป๋ามาหาถึงที่ เปรมยังออกตัวปกป้องอีก”

“ไม่ได้ยินข่าวเหรอ เด็กคนนั้นเถียงพวกกิตติเรื่องรับน้อง น่าจะต่อต้านการรับน้องอยู่ แล้วก็จะไม่เอารุ่นด้วย พวกไอ้ติอารมณ์เสียกันใหญ่ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเปรมมันขู่เอาไว้ บอกว่าถ้าใครกล้าหาเรื่องเด็กนั่น จะถือว่าต้องการยืนคนละฝั่งกับมัน” รุ่นพี่ปีสามคณะนิติศาสตร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก็พูดขึ้นมา

ตอนนี้พวกปีสอง และพวกชั้นปีสูงกว่านั้น ต่างก็รู้เรื่องที่พสุธาเถียงกับกิตติในห้องเรียนแล้ว ซึ่งเป็นกิตตินั่นแหละที่ไปฟ้อง แน่นอนว่าย่อมต้องใส่สีตีไข่ ทำให้พสุธาดูก้าวร้าวเกินจริง และนั่นทำให้พวกรุ่นพี่ ต่างก็เริ่มมีอคติกับพสุธาแล้ว

ตอนแรกหลายคนมีความคิดที่อยากจะสอนพสุธา ให้รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรกับรุ่นพี่ แต่เมื่อเห็นพวกปฐพี และเปรมปรีดิ์ที่ออกตัวปกป้องอย่างชัดเจน คนที่มีความคิดเหล่านั้น ก็รีบหยุดความคิดในทันที ต่างก็สงสัยว่าพสุธาเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้มีแบ็คเยอะขนาดนี้

ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่นั้น พวกเขาก็ได้ยินเปรมปรีดิ์พูดอีกว่า

“เมื่อวันเกิดพี่หิน พี่ก็อยากไปร่วมงานด้วยนะ แต่พ่อบอกว่าให้พี่ปลื้มไปคนเดียวก็พอ พี่เลยอดไปเลย จะฝากของขวัญไปก็ไม่ทัน”

พสุธาสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีสักเท่าไร เมื่อได้ยินเปรมปรีดิ์พูดถึงงานวันคล้ายวันเกิดของศิลา และของขวัญ

“เอ่อ ขอบคุณนะครับ จริง ๆ งานวันเกิดจัดเล็ก ๆ น่ะครับ ไม่ได้เชิญพี่ไปด้วยเพราะเกรงใจ” พสุธารีบพูด และจงใจเมินเรื่องของขวัญ ไม่ใช่อะไร กลัวเปรมปรีดิ์จะพูดเรื่องของขวัญที่ลูคัสส่งมา

แต่ว่ากลัวอะไรก็ได้อย่างนั้นจริง ๆ

“งั้นพี่ก็ต้องเริ่มเก็บเงินตั้งแต่ปีนี้แล้วล่ะครับ ไม่อย่างนั้นพี่คงอายแย่ ถ้าให้ของขวัญกิ๊กก๊อก ขณะที่พ่อของดินซื้อรถให้ห้า..”

“เอ่อ พี่เปรมครับ เรื่องราคาของขวัญไม่สำคัญเลยครับ แค่ร่วมอวยพรก็พอแล้ว เอ่อ พวกเราไปก่อนนะครับ ลืมตัวยืนขวางทางหน้าร้านคนอื่นเขานานแล้ว” พสุธารีบห้าม ก่อนที่เปรมปรีดิ์จะเปิดโปงฐานะของเขา ขณะที่ในใจก็คร่ำครวญมาก

ทำไมเหมือนว่าความลับของเขาพร้อมที่จะถูกเปิดโปงทุกวินาทีเลย ในซีรีส์แนวตั้ง ไม่ใช่ว่าเวลาตัวเอกตั้งใจจะเปิดเผยฐานะมหาเศรษฐีของตัวเอง ก็มักจะถูกขัดจังหวะอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาถึงไม่มีใครมาขัดจังหวะบ้างเลยล่ะ!

ขณะที่พสุธากำลังโอดครวญอยู่นั้น เปรมปรีดิ์ก็พูดขึ้นมาว่า

“พี่ได้ยินว่าพ่อน้องดินให้รถสปอร์ตห้าสิบหกคันเป็นของขวัญ น้องดินขับรถเป็นไหม พี่สอนให้ดีไหม”

เมื่อเปรมปรีดิ์พูดประโยคนี้ออกมา คนอื่นที่ลอบฟังอยู่ก็อ้าปากค้าง มองพสุธาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

รถสปอร์ตห้าสิบหกคัน? ของขวัญจากพ่อ?

ให้ตายสิ เรื่องจริงหรือหลอก อย่ามาหลอกคนใสซื่ออย่างพวกเขานะ

ขณะที่คนอื่นตื่นตะลึง พสุธาก็อยากจะทึ้งหัวตัวเอง

อุตส่าห์ห้ามไว้ได้ทัน ยังไม่ทันจะดีใจ อีกฝ่ายก็พูดออกมาแล้ว

“ฮ่า ๆ พี่เปรมได้ยินข่าวมาผิดแล้วครับ ไม่มีหรอกครับห้าสิบหกคันอะไรนั่น พ่อใครที่ไหนจะรวยขนาดนั้นล่ะครับ หรือต่อให้มีเงินซื้อ ก็ไม่ซื้อทีเดียวถึงห้าสิบหกคันเพื่อเป็นของขวัญให้ผมคนเดียวหรอกครับ” พสุธาพูดออกไป เขาหัวเราะเจื่อน ๆ ขณะที่ปฐพีลอบหัวเราะอยู่ในใจ

เด็กแสบ รู้จักพูดจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่กำลังปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้โกหกเลย เพราะว่าไม่ได้ซื้อให้เจ้าตัวคนเดียวอย่างไรล่ะ ซูเปอร์คาร์ห้าสิบหกคันนั่น มีของพสุธาแค่สิบแปดคันเท่านั้น

เปรมปรีดิ์เห็นสีหน้าของพสุธา ก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองทำพลาดไปแล้ว

แย่แล้ว ดูเหมือนว่าคุณพสุธาจะไม่อยากเปิดเผยความรวยของตัวเอง เขาจะทำยังไงดีล่ะ

เปรมปรีดิ์นึกภาพตัวเองกลับบ้านไปแล้วโดนพ่อดุได้ทันที หากเรื่องนี้ไปถึงหูเจ้าตัว

ขณะที่เปรมปรีดิ์กำลังคิดหาทางแก้จนหัวหมุน ก็มีเสียงห้าวดังขึ้นก่อน

“ไอ้ป๋า ไอ้ดิน ยังซื้อน้ำไม่เสร็จอีกเหรอ”

“เสร็จแล้วเฮีย จะรีบไปเดี๋ยวนี้” พสุธาพูดแล้วก็รีบถือน้ำตามเฮียโก้ไปทันที ปฐพีก็เดินตามไปด้วย ทิ้งให้เปรมปรีดิ์ยืนอยู่คนเดียว

เมื่อเจ้าของเรื่องไปแล้ว คนอื่น ๆ ที่พอจะสนิทสนมกับเปรมปรีด์ ก็รีบเข้ามาหาแล้วถามเรื่องพสุธาอย่างตื่นเต้น

“เปรม น้องคนนั้นเป็นใครกันแน่ ไม่ใช่ไอ้ติบอกว่าเป็นเด็กจน ๆ ต้องทำงานพิเศษเลยไม่ยอมเข้ารับน้องหรอกเหรอ ทำไมถึงสนิทกับพวกแก๊งดังนั่นได้ แล้วเรื่องที่นายพูดอีก รถสปอร์ตห้าสิบหกคันนั่นเรื่องจริงหรือเปล่า” เปรมปรีดิ์มองรุ่นพี่ปีสามที่เป็นพี่รหัสของเขา เขาก็ฝืนยิ้ม

“เปิดเผยไม่ได้พี่ บอกได้แค่ว่าถ้าไม่อยากให้ครอบครัวล้มละลาย อย่าหาเรื่องน้องดินจะดีที่สุด”