6. ตอนที่ 5
ตอนที่ 5
ขณะที่ฝั่งพสุธากินข้าวกันแล้ว ฝั่งของปฐพีก็เพิ่งจะกลับมาถึงคอนโดมิเนียมหรูของตัวเอง และคนที่มาส่งอย่างเฮียโก้ ก็ไม่ยอมกลับ ยืนยันจะค้างคืนที่คอนโดมิเนียมของเพื่อน
“กูอนุญาตแล้วเหรอ” ปฐพีถามเพื่อนเสียงเย็น เมื่อเพื่อนนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา ท่าทางราวกับบ้านของตัวเอง
“ตอบแทนที่กูหาพ่อบ้านมือดีให้มึงไง ห้องมึงนี่สะอาดกว่าตอนพ่อบ้านประจำอยู่อีกนะ กลิ่นเหมือนจะหอมกว่าด้วย” เฮียโก้พูด
ปฐพีไม่ได้เถียงในเรื่องนี้ เพราะว่าพสุธาคล้ายจะทำงานดีกว่าพ่อบ้านประจำที่ลาพักร้อนไป อย่างเช่นเรื่องกลิ่นหอมในห้อง ทั้ง ๆ ที่ใช้น้ำยาปรับอากาศกลิ่นเดียวกัน แต่พ่อบ้านประจำ หากไม่ฉีดมากไป ก็ฉีดน้อยไป ไม่พอดิบพอดีแบบนี้
“แขกมาเยือนทั้งที มึงไม่คิดจะหาน้ำหาท่ามาต้อนรับแขกเลยเหรอ” เฮียโก้เปลี่ยนเรื่อง
“มีแขกที่ไหนทำตัวยิ่งกว่าเจ้าบ้านแบบมึง อยากแดกก็เดินไปหยิบเอง” ปฐพีเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง
เฮียโก้ก็ไม่ถือสา เดินไปเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่มเอง แต่แล้วตาเขาก็สะดุดกับหูฉลามในตู้เย็น
“เสี่ยเอาหูฉลามมาฝากแช่อีกแล้วเหรอ” เฮียโก้พูดถึงพี่ชายของปฐพี
“ถ้ามึงเห็น ก็แปลว่าตามนั้น”
“มึงตอบแค่ใช่ ไม่สั้นกว่าเหรอวะ” เฮียโก้ส่ายหน้า แล้วก็หยิบโค้กกระป๋องมาเปิดดื่ม
“ว่าแต่พี่มึงก็กวนไม่น้อยนะ รู้ว่ามึงกินไม่ได้ ยังเอามาฝาก ไม่ใช่ว่าต้องการยั่วน้ำลายมึงเหรอ” เฮียโก้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“กูไม่คิดกินหูฉลามอยู่แล้ว ถึงกินได้ก็ไม่กิน” ปฐพีพูดเสียงเรียบ
“ไอ้ดินก็ไม่กิน กูเคยพามันไปกินเลี้ยงโต๊ะจีน มีหูฉลามน้ำแดง มันไม่กินสักคำ”
“เพราะอะไร” ปฐพีเอ่ยปากถาม
“มันบอกว่าล้มหมูหนึ่งตัว กินได้ทุกส่วน ฆ่าแล้ว ต้องเคารพต่อชีวิตสัตว์ที่ฆ่า อย่าได้ให้เสียเปล่า แต่หูฉลาม เป็นอาหารฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นต่อการมีชีวิต” เฮียโก้จำคำพูดของพสุธาได้อย่างขึ้นใจ ตอนนั้นเขาก็ได้แต่ผงกศีรษะ แล้วพาลไม่กินหูฉลามไปด้วย
ปฐพีได้ยินแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เขาลุกขึ้นยืน
“กูจะไปอาบน้ำนอนแล้ว มึงก็ตามสบาย”
“กูตามสบายอยู่แล้ว มึงไม่ต้องห่วงหรอก” เฮียโก้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ ปฐพีแค่นเสียงในลำคอครั้งหนึ่ง แล้วก็เดินหายเข้าห้องนอนไป
“หิน เมื่อไรจะเปลี่ยนงาน” พสุธาที่นอนลืมตาโพลาง มองดูเพดานห้อง พูดถามพี่ชาย
เขาถามคำถามนี้อยู่ทุกวัน ก็ได้แต่คำตอบเดิมซ้ำ ๆ คือยังไม่คิดเปลี่ยนงาน
ที่พสุธาถามคำถามนี้กับพี่ชาย เพราะแม้ว่าเขาจะต้องทำงานตามที่ระบบบังคับ แต่รางวัลที่เขาได้จากระบบ พวกทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นเงินรางวัล หุ้นจากบริษัทต่าง ๆ หรืออสังหาริมทรัพย์ สามารถใช้กับคนอื่นได้
อย่างเช่นเขาสามารถยกวิลล่าหรูที่ระบบให้เขาเป็นรางวัล ให้คนอื่นไปอยู่ได้
พสุธาก็อยากจะให้พี่ชายตัวเองไปอยู่ แต่ถ้าเขาให้พี่ชายไปอยู่ อีกฝ่ายจะต้องสงสัยแน่ว่าวิลล่านี้เป็นของใคร และเขาก็ไม่สามารถบอกเรื่องระบบแก่อีกฝ่ายได้ ดังนั้นจึงต้องให้อีกฝ่ายทนลำบากอยู่ที่นี่กับเขาไปก่อน
ทว่าไม่สามารถมอบวิลล่าได้ แต่ตำแหน่งงานดี ๆ ในบริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่ ยังสามารถให้พี่ชายของเขาไปทำได้
พี่ชายของเขาแม้ว่าจะซื่อบื้อ แต่ก็ยังเรียนจบชั้นอนุปริญญาด้านบัญชีมา ให้เข้าไปรับตำแหน่งงานในแผนกบัญชี ยังไม่มีปัญหาอะไร
ประเด็นคือศิลาไม่ยอมลาออกจากงานที่เก่า ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่จบ เจ้านายเป็นญาติของเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน ศิลาซึ้งใจที่อีกฝ่ายยอมให้เขาร่วมทำงาน ตั้งแต่ยังไม่มีวุฒิการศึกษา
พสุธาก็ไม่ได้อยากให้พี่ชายอกตัญญู แต่ว่าทำงานมาหลายปี เงินเดือนยังเท่าเดิม คือวันละสามร้อย ทั้งยังโดนเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้ง พสุธาไม่อยากให้พี่ชายทนอีกต่อไป
แต่จนใจที่คนซื่อบื้อไม่พอ ยังดื้อรั้นอีกด้วย
“ดินเห็นบริษัทอินเทอร์เน็ตเท็นซีรับสมัครพนักงานบัญชี รับตั้งแต่วุฒิปวศ. เงินเดือนเริ่มต้นที่หมื่นเจ็ด มีโอ มีสวัสดิการ ญาติป่วยยังเบิกค่ารักษาได้ หินลองไปสมัครดูไหม” พสุธาเกลี้ยกล่อม เขากลอกตารอบหนึ่ง แล้วลองใช้วิธีการอ้างถึงผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับดู
พสุธารู้ดีว่าจุดอ่อนของพี่ชายเขา อยู่ที่เขานี่เอง ขอเพียงเห็นว่าเขาจะได้ประโยชน์ ศิลาจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน
“เนี่ย ถ้าหินได้งานนี้ เงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ดินไปเรียนมหาวิทยาลัย หินก็จะมีค่าขนมให้ดินไง” พสุธาสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว และต้นเดือนแปดนี้เขาก็จะไปเข้าเรียน
เมื่อไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พสุธาก็ไม่สามารถทำงานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าเพ็ญได้อีกแล้ว เขายังต้องหางานรับจ้างล้างจานจากร้านอาหารที่เปิดตอนเย็นแทน เพื่อที่เขาจะได้มีเวลาไปทำงานหลังเลิกเรียน
ทางฝั่งของศิลา เมื่อได้ยินคำพูดของน้องชาย ก็มีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจได้
“พี่จะลองไปสมัครดูนะ ถ้าได้จะลาออกจากงานเดิม” เพื่อน้องชายแล้ว ศิลายอมเปลี่ยนงาน แม้ว่าอาจจะถูกเพื่อนตำหนิว่าอกตัญญู
“จริงนะ หินห้ามเปลี่ยนใจนะ” พสุธาไม่กลัวว่าพี่ชายของตัวเองจะสมัครงานไม่ผ่าน
ในฐานะที่เขาถือหุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่สอง ถือหุ้นน้อยกว่าผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งอยู่ห้าเปอร์เซ็นต์ พสุธาไม่เชื่อว่าตัวเองจะฝากพี่ชายเข้าไปทำงานไม่ได้
อย่าว่าแต่ตำแหน่งพนักงานบัญชีตัวเล็ก ๆ เลย ต่อให้เขาต้องการตำแหน่งผู้จัดการก็ยังได้
“ไม่เปลี่ยนใจ แต่ว่าพี่ไม่รู้ว่าจะได้รับเลือกเข้าทำงานหรือเปล่านะ นั่นเป็นบริษัทใหญ่” ศิลาพูดอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะว่าสถาบันที่เขาเรียนจบมา ก็ไม่ใช่สถาบันระดับแนวหน้า อีกทั้งประสบการณ์การทำงานของเขา ก็มีแค่บริษัทเล็ก ๆ ที่เขาทำอยู่นี่เอง
ศิลาคิดว่าตัวเองน่าจะสู้เด็กจบใหม่จากสถาบันดังไม่ได้ด้วยซ้ำ
“หินเก่งจะตาย หินต้องได้งานแน่” พสุธาพูด ก่อนจะตั้งมั่นว่าตอนเช้า เขาจะโทรศัพท์ไปหาคุณพิชัย ผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง และประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทคนปัจจุบัน เรื่องฝากพี่ชายของเขาเข้าทำงาน
“ได้ครับ เรื่องเล็กน้อย ผมจะให้คนดูแลเป็นพิเศษครับ คุณพสุธาวางใจได้” คุณพิชัยพูดเสียงเป็นกันเอง หลังได้รับสายจากพสุธา และได้รับรู้ความต้องการของพสุธา
ตอนที่คุณพิชัยเห็นพสุธาโทรศัพท์มา เขาก็แปลกใจมาก เพราะว่าพสุธาถือหุ้นใหญ่บริษัทเขามาสองปีแล้ว แต่เจ้าตัวไม่เคยเข้าร่วมการประชุมใด ๆ เลย ไม่สนใจเรื่องการบริหารงาน รับเพียงแค่เงินปันผลในแต่ละไตรมาสเท่านั้น
ตอนแรกที่รู้ว่ามีคนซื้อหุ้นบริษัทเขาไปถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าหุ้นของเขาเพียงแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ พิชัยก็ตื่นตระหนก เพราะเหมือนว่าอยู่ ๆ พสุธาคนนี้ก็โผล่มาจากอากาศ ซื้อหุ้นไปอย่างรวบรัดเบ็ดเสร็จ ไม่มีใครรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกคุกคาม กลัวว่าพสุธาจะเข้ามาแทรกแซงการบริหารบริษัทที่ผู้เป็นปู่ของเขาก่อตั้งขึ้นมาด้วยตัวเอง
แต่เมื่อพสุธาไม่เคยก้าวก่าย ถึงกระทั่งไม่ถามไถ่ เขาก็แปลกใจ และยินดี ตอนนี้พสุธาต้องการฝากพี่ชายของตัวเองเข้ามาทำงาน ทั้งยังเป็นแค่ตำแหน่งเล็ก ๆ เขาจะไม่รับปากได้อย่างไร
“พี่ชายของผมค่อนข้างจะใสซื่อ คุณช่วยหาคนดูแลเขาห่าง ๆ อย่าให้ใครรังแกเขาก็พอ ที่เหลือก็ปฏิบัติกับเขาทั่วไป อ้อ เขาไม่รู้ว่าผมเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท คุณก็อย่าบอกออกไปนะ” พสุธาพูดกับคุณพิชัย
“ได้ครับ รับรองว่าจะไม่เปิดเผย ว่าแต่คุณยังไม่เลิกหาประสบการณ์อีกเหรอครับ” พิชัยถามพสุธา
หลังจากที่พสุธาเข้าครอบครองหุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเขา พิชัยก็ได้สืบหาตัวตนของพสุธา ก็ได้พบว่าพสุธานั้น นอกจากจะถือหุ้นบริษัทเขาแล้ว ยังมีหุ้นอยู่ในบริษัทอื่น ๆ อีก ทั้งยังเป็นกิจการระดับแนวหน้าของประเทศ อย่างเช่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงแรมกาแล็กซี่ ซึ่งเป็นโรงแรมใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้ยังถือหุ้นบริษัทขนส่ง เป็นเจ้าของตึกห้าสิบชั้นใจกลางเมือง ซึ่งเปิดให้เช่าพื้นที่ มีบริษัทแนวหน้ามากมายที่เช่าพื้นที่ของตึกนี้ทำออฟฟิศ
นอกจากนี้ยังมีหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งมูลค่าของโรงงานนี้ แค่การก่อสร้างก็เป็นแสนล้านแล้ว
สินทรัพย์โดยรวมของพสุธา เขาคาดการณ์ว่าน่าจะมีมากกว่าห้าหมื่นล้าน แต่ว่าอีกฝ่ายยังทำงานเป็นเด็กล้างจานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ นี่ไม่เรียกว่าหาประสบการณ์ชีวิต จะเรียกว่าอะไรได้อีก
พสุธาไม่รู้ว่าพิชัยมีความคิดนี้ ไม่อย่างนั้นเขาจะบอกออกไปแล้วว่า
‘เรียกว่าถูกระบบโฉดบีบบังคับน่ะสิ!’
“ยังครับ ประสบการณ์ผมยังไม่เพียงพอ” พสุธาตอบคำถามของพิชัย เขาพูดเสียงเนิบช้า แต่ว่าแววตาขุ่นเคือง
เขาเคืองระบบขึ้นมาอีกแล้ว
“คุณพสุธาอายุยังน้อย แต่สามารถครอบครองสินทรัพย์มากมายได้ ยังต้องหาประสบการณ์อีกหรือครับ” พิชัยรู้ว่าพสุธาตอนนี้อายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น ตอนที่ครอบครองหุ้นของบริษัทเขา ยังอายุน้อยกว่านี้ เรื่องนี้ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าพสุธาครอบครองหุ้นมากมายหลายบริษัท
“ก็เพราะผมหาประสบการณ์นี่แหละครับ ถึงได้มีของไร้ประโยชน์พวกนั้นในครอบครอง” คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้พิชัยแทบอยากจะล้มโต๊ะ
คนคนนี้พูดจาเป็นไหมเนี่ย สินทรัพย์หลายหมื่นล้าน หรืออาจจะมากกว่านั้น เป็นของที่ไร้ประโยชน์หรือ อย่างนั้นมอบสิ่งของไร้ประโยชน์นี้ให้เขาได้ไหมล่ะ
พิชัยไม่รู้ว่าพสุธามีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลจริง ๆ แต่ก็แค่มี ทว่าไม่สามารถใช้เสพสุขกับตัวเองได้ ดังนั้นสำหรับพสุธาแล้ว มันคือของไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง
ไม่สู้ได้เป็นทักษะติดตัวอย่างพวกทักษะภาษา หรือทักษะทำอาหาร แล้วยังมีทักษะการขับขี่ด้วย
“คุณพสุธาสมกับเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ครับ ความคิดไม่เหมือนใคร” พิชัยได้แต่พูดประโยคนี้
พสุธาหัวเราะในลำคอครั้งหนึ่ง พูดกับพิชัยอีกสองสามประโยค ก่อนที่จะวางสาย
หลังวางสายจากพิชัย พสุธาก็เตรียมตัวไปทำงาน
ทางฝั่งของพิชัย หลังวางสายจากพสุธา เขาก็หันไปสั่งการลูกชายของเขา
“แจ้งฝ่ายบุคลไป ถ้ามีคนชื่อศิลา กัมปนาท มาสมัครงาน ก็ให้สัมภาษณ์ตามปกติ แล้วให้ผ่านสัมภาษณ์ จัดเตรียมสวัสดิการดี ๆ แล้วบอกหัวหน้าฝ่ายบัญชี คอยดูอย่าให้ใครหาเรื่อง ถ้ามีคนหาเรื่องเขา หัวหน้าฝ่ายบัญชีจะถูกไล่ออก ส่วนแก พยายามคบหาเป็นเพื่อนกับเขาได้ ก็จะดีมาก”
พีรวิชญ์ได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ ก็แปลกใจมาก
คนคนนี้เป็นใครกัน ถึงขนาดให้พ่อของเขาต้องออกคำสั่งแบบนี้ด้วยตัวเอง ยังถึงขนาดให้เขาคบหาเจ้าตัวเป็นเพื่อนอีก
“ศิลา กัมปนาท? เป็นใครเหรอครับ ทำไมพ่อต้องให้ความสำคัญขนาดนี้ด้วย” บริษัทของพวกเขา มีมูลค่าเป็นแสนล้าน พ่อของเขายังจะต้องให้เขาเข้าหาใครด้วยหรือ
“ฉันบอกแกแล้ว แกอย่าไปบอกคนอื่น ศิลาคนนี้ เป็นพี่ชายของผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทเรา”
“พี่ชายเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะอายุเยอะแล้ว พ่อจะให้ผมไปเป็นเพื่อนกับเขาเนี่ยนะ ไม่สิ ทำไมพี่ชายของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง ถึงจะมาเป็นพนักงานบัญชีตัวเล็ก ๆ ในบริษัทเราล่ะ” พีรวิชญ์ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
“อายุเยอะอะไรกัน อายุแค่ยี่สิบเท่านั้น ส่วนผู้ถือหุ้นคนนั้น อายุยังน้อยกว่า ตอนนี้แค่สิบแปดปี แต่ตอนถือหุ้น อายุยังแค่สิบหกปีเท่านั้น”
“นี่พ่อไม่ได้โกหกผมใช่ไหม” พีรวิชญ์เพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศ เขาไม่ค่อยรู้เรื่องของบริษัทเท่าไรนัก ด้วยเพิ่งจะเข้าไปเริ่มเรียนรู้งานได้แค่ไม่กี่วัน
“ฉันจะโกหกแกทำไม ผู้ถือหุ้นคนนี้ ไม่ได้ถือหุ้นแค่บริษัทเราเท่านั้น แต่ยังมีหุ้นในอีกหลายบริษัท ทรัพย์สินรวมกันแล้ว ไม่ควรจะน้อยไปกว่าของครอบครัวเรา หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ที่สำคัญ พื้นเพครอบครัวไม่ดี ฉันไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไง ถึงสามารถครอบครองหุ้นพวกนี้ได้ แต่ว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน ก็พิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ คนแบบนี้ ถ้าเป็นเพื่อนได้ ก็ควรจะเป็นเพื่อน ถ้าเป็นเพื่อนไม่ได้ ก็อย่าตอแยหาเรื่องเป็นศัตรู” พิชัยกลัวว่าลูกชายของตัวเองจะทำตัวเป็นลูกล้างผลาญ ไปหาเรื่องพสุธา ถึงตอนนั้นพสุธาโมโห กวาดซื้อหุ้นบริษัทของเขาเพิ่ม แย่งชิงบริษัทไป
พีรวิชญ์ได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ ก็นิ่งอึ้งไปหลายนาที ก่อนจะพูด
“ถ้าเป็นอย่างที่พ่อพูดจริง ๆ ก็น่ากลัวมาก แต่ว่าถ้าเขารวยขนาดนี้ ทำไมยังให้พี่ชายมาสมัครงานเป็นพนักงานบัญชีตัวเล็ก ๆ ล่ะ” พีรวิชญ์ยังสงสัยประเด็นนี้
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง แต่อย่าว่าแต่ให้พี่ชายเป็นพนักงานบัญชีตัวเล็ก ๆ เลย แม้กระทั่งตัวพสุธาเอง ยังเป็นลูกจ้างล้างจานร้านก๋วยเตี๋ยวเลย”
“พ่อ ทำไมที่พ่อพูดมันเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงเลยล่ะ แน่ใจนะว่าไม่ใช่นิยายเรื่องหนึ่ง”
พสุธาไม่รู้ว่าแค่สายเดียวของเขา ทำให้พ่อลูกมีเรื่องคุยกันยืดยาว หลังจากที่เขาอาบน้ำเรียบร้อย ก็ปั่นจักรยานออกไปทำงาน ส่วนพี่ชายของเขา ก็ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าแล้ว เจ้าตัวไปรับงานพิเศษตอนเช้า ก่อนจะไปทำงานประจำ
วันหนึ่งศิลาทำงานอย่างน้อยสองอย่าง นี่ทำให้พสุธาปวดใจ ตัวเองลำบากก็ช่างเถอะ แต่ว่าไม่อยากให้พี่ชายลำบากอีกต่อไป
ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง พสุธาก็ปั่นจักรยานมาถึงคอนโดมิเนียมของปฐพี
ด้วยความสามารถในการขับขี่ของเขา ทำให้ใช้เวลาน้อยลง จากที่สมควรใช้เวลาถึงสี่สิบห้านาที เมื่อปั่นจักรยาน แทนรถจักรยานยนต์
เมื่อวานปฐพีได้ให้บัตรผ่านชั่วคราวแก่เขา ทำให้เขาสามารถใช้ลิฟต์ที่ตรงไปยังห้องของปฐพีได้เลย
“คุณป๋า สวัสดีครับ” พสุธาทักทายเจ้าของบ้าน หลังจากที่ปฐพีเปิดประตูต้องรับเขา
“ไงไอ้ดิน มาแล้วเหรอ” เสียงของเฮียโก้ดังจากทางด้านหลังปฐพี พสุธาก็เพิ่งสังเกตเห็นเจ้าตัวในตอนนี้นี่เอง
“เมื่อคืนเฮียนอนที่นี่เหรอ” พสุธาถามเฮียโก้อย่างสนิทสนม ต่างจากท่าทางสุภาพที่เขามีต่อปฐพี
“เออ ขี้เกียจกลับ อีกอย่างจะอยู่กินข้าวเช้าที่มึงทำด้วย มึงจะทำอะไรกินล่ะ กูหิ้วท้องรอมึงเลยนะเนี่ย” เฮียโก้พูดแล้วก็ลูบท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของตัวเอง
“ขออนุญาตกูแล้วหรือยัง” เสียงเย็นของปฐพีดังขึ้นมา
“เมื่อคืนมึงบอกเองว่าตามสบาย กูยังต้องขออนุญาตอะไรอีกล่ะ” เฮียโก้พูดแล้วก็เดินเข้าหาพสุธา พาดแขนบนคอของพสุธา แล้วพาเจ้าตัวเดินไปที่ครัว
“มา มึงจะทำอะไรกิน” เฮียโก้พูดกับพสุธา เมื่อเข้ามาถึงโซนห้องครัวแล้ว
พสุธาไม่สนใจเฮียโก้ หันไปหาปฐพี
“คุณป๋ามีเมนูไหนที่อยากทานเป็นพิเศษไหมครับ”
“แหมไอ้นี่ รู้จักเอาใจนายจ้างนะมึง” ปฐพียังไม่ทันจะได้ตอบ เฮียโก้ก็พูดแซวขึ้นมา พสุธามองเฮียโก้ ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง
“ใครจ่ายเงิน ก็เอาใจคนนั้นแหละเฮีย เพราะนอกจากผมจะน่ารักแล้ว ผมยังหน้าเงินอีกด้วย”