LNCrawler

60. ตอนที่ 59

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 59

“อาหารที่โรงอาหารนี้ ทำไมอร่อยกว่าที่คณะเราวะ” เฮียโก้พูดขึ้นมา

“ใช่ ถึงจะสู้ร้านข้างนอกไม่ได้ แต่ก็อร่อยกว่าของคณะเราเยอะ นี่มันลำเอียงหรือเปล่าเนี่ย” พันไมล์พยักหน้าหงึกหงัก

พสุธากินแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติใช้ได้ ไม่ได้อร่อยจนต้องร้องว้าว แต่ก็กินได้อย่างไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน

แต่ถึงอย่างนั้น พสุธาก็รู้สึกว่าเขากินอาหารได้ไม่อร่อยเลย เพราะสายตาของคนในโรงอาหารที่จ้องมายังโต๊ะพวกเขา และคนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็จ้องด้วยเหมือนกัน

แค่จ้องก็ไม่เท่าไร บางคนถึงขนาดชี้ไม้ชี้มือมาด้วย พสุธาอยากรู้จริง ๆ เลย ว่าไม่มีใครสอนเหรอ ว่าถ้าจะนินทาคนอื่น ก็อย่ามองมาก มือไม้นี่ยิ่งต้องเก็บให้ดี ไม่อย่างนั้นคนถูกนินทาจะรู้ตัวเอาได้

“คราวหน้าพวกเฮียไปกินข้างนอกกันเหมือนเดิมเถอะ” พสุธาพูดขึ้นมา น้ำเสียงแฝงความเหนื่อยใขเอาไว้

“ทำไมล่ะ มึงหวงเหรอ” เฮียโก้เลิกคิ้วถาม

“พอพวกเฮียมา คนก็มองกัน ดูสิ มองจนตอนนี้ผมนึกว่าตัวเองเป็นหมีแพนด้าในสวนสัตว์แล้วเนี่ย” พสุธาพูดแล้วก็ทำปากยื่นอย่างลืมตัว นั่นทำให้ได้รับสายตาเอ็นดูจากคนที่นั่งร่วมโต๊ะอย่างล้นหลาม

“มึงก็ไม่ต้องสนใจสิ กูยังไม่สนใจเลย เวลาเดินไปไหนมาไหนกับไอ้ป๋า คนก็มองกันไม่พอ ยังหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปด้วย กูนึกว่ากูเดินอยู่กับซูเปอร์สตาร์” เฮียโก้พูดเสียงชินชา แต่ก็แฝงความประชดประชันเอาไว้เล็กน้อย

พสุธาอยากกุมขมับ

“ผมไม่อยากเป็นเป้าสายตา ผมอยากเป็นธาตุอากาศในมหาวิทยาลัย” พสุธาพูดเสียงเหนื่อยใจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหนทางการเป็นธาตุอากาศของเขา ถึงได้ยากลำบากขนาดนี้

“อย่างมึงเนี่ยนะเป็นธาตุอากาศ แค่หน้าตามึงก็ไม่ตอบรับความต้องการนี้ของมึงแล้ว แก้มกลม ๆ ของมึงโดดเด่นเกินหน้าเกินตาใครเลย” เฮียโก้พูดแล้วก็ยื่นมือจะไปแตะแก้มพสุธา แต่ก็ต้องรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เมื่อมองไป ก็เห็นว่าปฐพีจ้องเขม็งมายังตัวเอง

เฮียโก้ดึงมือของตัวเองกลับมา แล้วพึมพำ

“หวงได้หวงดีจริง ๆ เป็นแค่คนตามจีบเขาแท้ ๆ ยังกล้าที่จะหึง”

“ใครจีบใครเหรอครับ” สีเทียนโพล่งถามอย่างอยากรู้อยากเห็น เมื่อได้ยินคำพึมพำของเฮียโก้

“อ้อ ไม่มีอะไร แค่คิดว่าน่าเสียดายที่โรงอาหารไม่มีขนมจีบ อยู่ ๆ ก็อยากกินขึ้นมา” ตอนแรกเฮียโก้จะตอบว่าปฐพีจีบพสุธา แต่เห็นสายตาพิฆาตของพสุธาที่จ้องมองมา เฮียโก้ถึงได้เนียนแถไปเรื่องอื่นแทน

พสุธาได้ยินเฮียโก้ตอบไปอย่างนั้น เขาก็ค่อยดึงสายตาของตัวเองกลับมา ถ้าเฮียโก้ตอบออกไปตามจริงว่าปฐพีกำลังตามจีบเขา พสุธาจะชวนเฮียโก้ไปซ้อมมวยสักยกหนึ่ง ข้อหาเพิ่มความยุ่งยากให้เขา

แค่ปฐพีมาหาเขาพร้อมกับเพื่อนเจ้าตัวอีกสองคน เขายังถูกจ้องมองจนเหมือนสัตว์หายาก ถ้าเกิดคนอื่นรู้ว่าปฐพีจีบเขา ก็ไม่รู้ว่าเขาต้องเผชิญหน้ากับความยุ่งยากแบบไหน

ฝั่งเพื่อนของพสุธา ได้ยินคำตอบของเฮียโก้ ก็ไม่มีใครเชื่อเลยสักนิดเดียว สายตาสามคู่มองไปยังพันไมล์ จากนั้นก็มองไปยังปฐพี แล้วค่อยมองไปที่พสุธา

ไม่พี่ป๋า ก็พี่พันไมล์แน่ ๆ ที่จีบดินของพวกเรา

น้ำทิพย์ สีไม้ และสีเทียน ต่างก็คิดพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

“จริงสิ วันนี้น้องดินเลิกเรียนกี่โมง” พันไมล์ถามพสุธา

“สี่โมงเย็นครับ” วิชาต่อไปที่พสุธาจะต้องเรียน ก็คือคณิตศาสตร์หนึ่ง ซึ่งเริ่มเรียนตั้งแต่บ่ายโมงตรง จนถึงสี่โมงเย็น

“เลิกพร้อมพวกพี่เลย งั้นไปร้านพร้อมพวกพี่เลยไหม” พันไมล์ถาม

“รถพวกพี่ยังจอดอยู่ที่บ้านของผม แล้วจะไปกันยังไงครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ แต่ต่อมาเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองเขาเป็นตาเดียว

ไม่ใช่สายตาจากคนอื่น ๆ ที่ลอบมองมา แต่เป็นสายตาของเพื่อนใหม่ของเขาทั้งสามคน

ถึงตอนนี้พสุธาอยากบีบคอตัวเอง เขาหลุดปากพูดอะไรออกไป นี่จะไม่ทำให้คนอื่นคิดไปไกลหรอกใช่ไหม!

“พี่ให้คนที่บ้านเอารถอีกคันมาส่งให้แล้ว” ปฐพีเป็นผู้ตอบ

“พี่ด้วย” พันไมล์ก็ยกมือขึ้นพูดเหมือนกัน

“กูไปรถไอ้ไมล์” เฮียโก้พูดบ้าง

พสุธาพยักหน้าหงึก ๆ นึกรู้โดยปริยายว่าตัวเองต้องไปรถของปฐพีแน่ ๆ

“เลิกเรียนแล้วก็รอพี่ที่หน้าตึก” ปฐพีพูดกับพสุธา ตอนแรกพสุธาจะปฏิเสธ แต่ว่าเมื่อนึกถึงว่าตอนนี้ยังนั่งกินข้าวด้วยกันแล้ว เขายังจะกลัวอะไรอีก

เอาเถอะ มองก็ไปมอง จะคิดอะไรก็คิดไป ตามแต่ทุกคนจะสามารถจินตนาการกันได้เลย

พสุธาทำใจแล้วว่าเดี๋ยวต้องมีข่าวลือว่าเขาเป็นเด็กของหนึ่งในแก๊งปฐพีเป็นแน่

ทว่าเมื่อเข้าคลาสเรียนช่วงบ่าย เป็นคลาสเรียนรวมสำหรับเด็กมหาวิทยาลัยปีหนึ่งทุกคณะ ตอนที่พวกพสุธาเข้าไปในห้องเรียน ยังไม่มีนักศึกษามาเลยสักคน พวกเขาจึงสามารถเลือกที่นั่งได้อย่างเต็มที่

พสุธาไม่ได้เลือกที่นั่งหน้าสุด แล้วก็ไม่ได้เลือกที่นั่งหลังสุด แต่เขาเลือกที่นั่งกลาง ๆ แน่นอนว่าเพื่อนใหม่ทั้งสามคนของเขา ก็นั่งอยู่กับเขาเนี่ยแหละ

“ดิน นายไปสนิทกับพวกพี่ป๋าได้ยังไงน่ะ เล่าให้ฟังหน่อยซี่” น้ำทิพย์ถามเสียงออดอ้อน

พสุธากลอกตา เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เลย แต่สุดท้ายก็ยอมเล่าไป ดีกว่าให้มีข่าวลือผิด ๆ ออกไป

“สนิทกับเฮียโก้มาหลายปีแล้ว ก่อนจะมารู้จักกับคุณป๋าแล้วก็พี่พันไมล์ เฮียโก้แนะนำให้รู้จักกับคุณป๋า ส่วนคุณป๋าก็แนะนำให้รู้จักกับพี่พันไมล์ ตอนนี้ฉันทำงานอยู่ที่ร้านพี่พันไมล์” พสุธาเล่าออกไป

“ร้านพี่พันไมล์ ร้านสนามเด็กเล่นใช่ไหม ญาติของกูเคยไปกินอาหารที่นั่น บอกว่าอาหารจานเด็ดของร้านอย่างกระดูกหมูอ่อนตุ๋นน้ำแดง รสชาติอร่อยจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก ตอนแรกกูคิดว่าเกินจริงไปหน่อย แต่พอเห็นคนแห่กันไปที่ร้าน แล้วผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่เคยเห็นคนตำหนิเรื่องรสชาติอาหารเลย นอกจากบอกว่าอาหารจานพิเศษทำน้อยเกินไป แบบนี้แสดงว่าเรื่องรสชาติก็คงจะเป็นเรื่องจริง มึงทำงานที่นั่น เคยเห็นหน้าเชฟเทพไหม” สีเทียนพูดอย่างตื่นเต้น เขารู้สึกว่าเพื่อนใหม่ของเขาคนนี้ไม่ธรรมดาเลย รู้จักแต่คนดัง ๆ ทั้งนั้น

น่าเสียดายที่สีเทียนไม่รู้ว่า ‘คนดัง’ อย่างเชฟเทพ กับคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาในตอนนี้ เป็นคนคนเดียวกัน

พสุธาเมื่อได้ยินคำถามของสีเทียน เขาก็กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะพูดตอบ

“แน่นอนว่าต้องเคยเห็นสิ อันที่จริงต้องบอกว่าเห็นอยู่ทุกวัน”

“จริงเหรอ หน้าตาเชฟเทพเป็นแบบไหน จริงไหมที่บอกว่ามีนายทุนพยายามจะซื้อตัวเชฟเทพ” สีไม้ถามบ้าง อีกสองคนก็รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

“หน้าตาก็ปกติทั่วไป สองตา สองหู หนึ่งปาก หนึ่งจมูก” พสุธาตอบเสียงเนิบ

“แบบนั้นใคร ๆ ก็รู้ คนที่ไหนจะมีสามตาบ้างล่ะ ไม่ใช่ปลั๊กไฟสักหน่อย ที่อยากรู้คือหล่อหรือเปล่า หนุ่มอยู่ไหม หรือว่าแก่แล้ว แต่ฝีมือระดับนั้นแล้ว ต้องอายุเยอะนั่นแหละ ถึงจะฝึกฝนจนมีฝีมือระดับเทพแบบนั้น”

“หล่อสิ หล่อมากด้วย ยังไม่แก่ อายุยังน้อย เรียกได้ว่าเป้นคนอายุน้อยอนาคตไหล เรื่องมีนายทุนมาขอซื้อตัวก็เป็นเรื่องจริง แต่ถูกปฏิเสธไปหมดแล้ว”

“เชฟเทพอายุน้อยเหรอ อายุประมาณเท่าไร” น้ำทิพย์ถามอย่างกระตือรือร้น เธออยากรู้ว่าเชฟเทพจะเหมือนตัวเอกในนิยายหรือเปล่า ที่ทั้งหล่อ ทั้งมีฝีมือเหนือระดับ

“อายุก็พอ ๆ กับพวกเรานั่นแหละ” 

พสุธาพูดความจริง แต่คราวนี้เพื่อนสามคนของเขามีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“จะเป็นไปได้ยังไง อายุเท่าพวกเรา แต่มีฝีมือทำอาหารจนได้ฉายาเชฟเทพเนี่ยนะ นี่ไม่ต้องฝึกทำอาหารตั้งแต่ชาติที่แล้วเลยหรือไง” สีเทียนพูดอย่างไม่เข้าใจ เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องที่มีแต่ในนิยายเท่านั้น

อายุเท่าพวกเขา สามารถทำอาหารได้อร่อย จนเป็นสามารถเป็นเชฟได้ เขาเชื่อว่ามีอยู่จริง แต่ทำได้อร่อยขนาดที่เชฟระดับมิชลินยังถูกวิจารณ์ว่าฝีมือสู้ไม่ได้ นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไป

พสุธายักไหล่ เขาพูดความจริงก็ไม่มีใครเชื่อ ดังนั้นก็ช่างเถอะ

พสุธาไม่อธิบาย พอดีกับที่มีนักศึกกลุ่มใหญ่เดินเข้ามา พวกเขาไม่ใช่นักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ เมื่อเดินเข้ามาแล้ว ก็พากันไปยังที่นั่งด้านหลังจนเกือบเต็ม

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีนักศึกษากลุ่มใหญ่อีกกลุ่มเดินเข้ามา คราวนี้พวกเขาเลือกไปนั่งฝั่งด้านซ้ายของห้องจนเกือบเต็ม เหลือที่นั่งว่างทางฝั่งซ้ายมือของกลุ่มพสุธาอีกไม่กี่ที่เท่านั้น

ต่อมาก็มีนักศึกษาอีกกลุ่มเข้ามา คราวนี้พวกเขาไปนั่งกันที่ฝั่งขวามือ

พสุธาไม่แปลกใจอะไรกับการเลือกที่นั่งแบบนี้ เพราะถึงอย่างไรปกติแล้วคนเราก็อยากรวมกลุ่มกับพวกพ้องของตัวเองทั้งนั้น จนกระทั่งนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ เพื่อนร่วมคลาสเรียนของพสุธาเมื่อเช้านี้ เดินเข้ามา พสุธาก็คิดว่าเพื่อน ๆ เหล่านี้จะเดินมานั่งกลับพวกตน ทว่าอีกฝ่ายกลับพากันไปนั่งด้านหน้าแทน แม้กระทั่งโต๊ะแถวแรกที่ปกติแล้วผู้คนจะหลีกเลี่ยง ก็ยังถูกนั่งจนเต็ม

“มีอะไรแปลก ๆ ไหม ทำไมฉันรู้สึกเหมือนว่าพวกเราถูกทุกคนรังเกียจเลยล่ะ ดูสิ พวกเขาเลือกจะเว้นที่ว่างรอบ ๆ พวกเราเอาไว้ ตอนนี้เราเป็นเหมือนไข่แดงที่อยู่ตรงกลางเลยนะ” น้ำทิพย์พูดขึ้นมา สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความสับสน

ไม่ใช่แค่น้ำทิพย์ สีไม้ สีเทียน หรือแม้แต่พสุธาเองก็ยังแปลกใจ

เกิดอะไรขึ้น บังเอิญ หรือแค่จงใจ

“เพราะเรื่องเมื่อเช้า เลยจงใจบอยคอตมึงหรือเปล่า ดิน” สีเทียนพูดขึ้นมา

“ไม่น่าใช่ ถ้าบอยคอต ก็น่าจะแค่คณะเรา แต่นี่คนจากต่างคณะก็ด้วย” สีไม้ส่ายหน้าคัดค้านข้อคาดเดาของสีเทียน

พสุธาหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วเขาก็พบว่าไม่ว่าเขาจะมองไปที่ไหน คนที่ถูกมองก็จะหลบสายตาเขาอย่างรวดเร็ว บางคนถึงกับสะดุ้งด้วยซ้ำ

“ทำไมรู้สึกเหมือนว่าทุกคนกลัวฉัน” พสุธาพึมพำขึ้นมา ก่อนจะคาดเดาว่าเป็นเพราะพวกปฐพีหรือเปล่า

เรื่องที่พวกปฐพีมาหาเขาที่คณะเมื่อกลางวันนี้ พสุธาคิดว่าข่าวน่าจะแพร่กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัยแล้ว ดีไม่ดียังรู้ไปถึงพวกคนในวงการนักธุรกิจด้วย

คนในวงการธุรกิจหลายคนไม่ได้มองข้ามเรื่องพวกนี้ เพราะว่าหากถึงคราวจำเป็น มันก็สามารถใช้ประโยชน์ได้

อย่างเช่นบางคนที่ต้องการประจบปฐพี แต่เข้าหาคนในครอบครัวของเจ้าตัวไม่ได้เลย ดังนั้นจึงต้องเข้าหาเพื่อน หรือคนที่ปฐพีให้ความสำคัญ

ดังนั้นแล้ว ตอนนี้พสุธาไม่ใช่แค่ชื่อเสียงโด่งดังในมหาวิทยาลัย แต่ยังโด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงนักธุรกิจด้วย พวกเขาอยากจะรู้กันใจแทบขาดว่าพสุธามีความเกี่ยวข้องอะไรกับปฐพี โดยเฉพาะพวกที่ต้องการให้ลูกหลานของตัวเองได้แต่งงานกับปฐพี เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ต่างก็อยากรู้เรื่องของพสุธามา เพื่อที่จะได้วางแผนรับมือถูก

กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อพวกสีไม้ได้ยินคำพูดของพสุธา พวกเขาก็มองไปรอบ ๆ บ้าง

“เหมือนจะจริงอย่างที่มึงพูดเลย ทำไมวะ หรือเพราะพวกพี่ป๋า” สีเทียนคาดเดา

ครั้งนี้สีไม้ และน้ำทิพย์ก็คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกัน

พสุธาขมวดคิ้ว แม้ว่าเขาจะอยากเป็นธาตุอากาศ เป็นบุคคลจืดจางในมหาวิทยาลัย เพราะหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย แต่เมื่อกลายเป็นคนอื่นหลีกเลี่ยงเขา ราวกับเขาเป็นโรคระบาดแบบนี้ ก็ทำให้พสุธารู้สึกหงุดหงิดใจ

เพราะสามคนนั้นแท้ ๆ เลย เขาถึงได้ต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้

พสุธาไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะจะให้เขาเดินไปผูกมิตรกับทุกคนเอง เขาคิดว่าให้ทุกคนหลีกเลี่ยงเขาแบบนี้ต่อไป ยังจะดีเสียกว่า ดังนั้นแล้ว เขาจึงนั่งเงียบ ๆ ทำเหมือนไม่มีอะไร เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาสอน เขาก็ตั้งใจเรียนของเขาไป

เมื่อเรียนไปได้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง อาจารย์ก็ปล่อยให้นักศึกษาพักห้านาที เพื่อไปเข้าห้องน้ำ หรือไปดื่มน้ำ ขณะนี้ก็ถือโอกาสให้นักศึกษาที่ไม่ได้ลุกไปไหน เซ็นชื่อเข้าเรียนด้วย

“เซ็นชื่อแล้วส่งต่อไปเรื่อย ๆ นะ” อาจารย์ผู้สอนพูด แล้ววางกระดาษรายชื่อลงบนโต๊ะของนักศึกษาคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวแรก ซึ่งพวกเขาก็ทยอยเซ็นชื่อกันทีละคน จนกระทั่งคนสุดท้ายของกลุ่มแถวหน้าเซ็นเสร็จ เจ้าตัวก็หน้าซีดขึ้นมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองต้องเป็นคนเอากระดาษรายชื่อไปให้พวกพสุธาเซ็น

“เอ่อ นี่ กระดาษรายชื่อ” เพื่อนร่วมคลาสเรียนของพสุธา พูดแล้วใช้มือสองข้างวางกระดาษรายชื่อวางลงบนโต๊ะพสุธาเบา ๆ

“อ้อ ขอบใจนะ” พสุธาก็พูดขอบใจที่อีกฝ่ายเดินเอามาให้ถึงที่ ก่อนจะหาชื่อของตัวเอง แล้วเซ็นชื่อลงไป

พสุธาเซ็นชื่อเสร็จแล้ว เงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าคนที่เอากระดาษรายชื่อมาให้ กลับไปนั่งที่ของเจ้าตัวเรียบร้อยแล้ว

“เดินไวจัง” พสุธาพึมพำ เขาเซ็นชื่อไม่กี่อึดใจเลย อีกฝ่ายเดินไปนั่งที่เรียบร้อยแล้ว

“เดินไวที่ไหนล่ะ วิ่งต่างหากเล่า เขาดูลนลานมากเลยนะ มันแปลก ๆ ไหม ต่อให้นายจะสนิทกับพวกพี่ป๋า ก็ไม่เห็นจะต้องกลัวนายขนาดนี้เลยนะ” น้ำทิพย์พูดอย่างไม่เข้าใจ สีเทียน และสีไม้ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“จะว่าไปก็แปลกจริง ๆ นะ พวกนั้นไม่กลัวพวกพี่ป๋า จำได้ว่าเมื่อกลางวันมีหลายคนเอาโทรศัพท์มาถ่ายรูปพวกพี่ป๋าอยู่เลย แล้วทำไมถึงได้กลัวมึง แค่เพราะมึงรู้จักกับพวกพี่ป๋า” สีไม้พูดเสียงสับสน

พสุธาขมวดคิ้ว เพราะที่สีไม้พูด มันก็ตรงกับข้อสงสัยของเขา

หรือว่าจะมีใครแอบพูดอะไรลับหลังเขา ซึ่งเรื่องที่พูด จะต้องเป็นเรื่องที่ทำให้เขาดูน่ากลัวมากในสายตาของคนอื่น

หรือว่าจะเป็นฝีมือของลูคัส หมอนั่นคงจะไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ ให้คนเข้าใจเขาผิดหรอกใช่ไหม

คราวนี้นับได้ว่าลูคัสถูกใส่ร้ายแล้ว เพราะตั้งแต่ที่เจ้าตัวมาส่งพสุธาเมื่อเช้านี้ เจ้าตัวก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรอีกเลย

ส่วนตัวต้นเหตุจริง ๆ น่ะ คือเปรมปรีดิ์ เพราะคำพูดที่เจ้าตัวหวังดีเตือนสติพี่รหัสของเจ้าตัวนั้น ทำให้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็มีข่าวลือเกี่ยวกับพสุธาแพร่กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัยแล้ว

เริ่มจากคำเตือนว่า ‘ลูกชายทนายความเกษมออกปากเองเลยว่า ถ้าไม่อยากล้มละลาย อย่าหาเรื่องพสุธา นิติปีหนึ่ง’

จากนั้นมันก็แพร่กระจายไปเรื่อย ๆ แล้วก็ผิดเพี้ยนไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็น

‘ลูกชายทนายความเกษมออกปากเตือนเองนะว่า ถ้าไม่อยากตาย อย่าหาเรื่องพสุธา นิติปีหนึ่ง นั่นน่ะลูกมาเฟีย แค่ใครทำให้ไม่พอใจนิดเดียว ก็สั่งเก็บได้ง่าย ๆ เลย’

ที่จริงข้อความหลังนี้ ก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นเชื่อสักเท่าไร เพราะพวกเขาคิดว่าจะมีใครกล้าทำตัวผิดกฎหมายขนาดนั้น ทุกคนต่างก็เป็นคนฉลาดที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้ จะไปเชื่อข่าวลือง่าย ๆ ได้ยังไง

จนกระทั่งมีคนเอาเหตุการณ์เมื่อเช้ามาวิเคราะห์ร่วมด้วย

‘มีคนเห็นว่าก่อนที่ขบวนรถหรูนั่นจะไปส่งนายน้อยที่ตึกนิติ ได้แวะส่งแก๊งพี่ป๋าที่คณะก่อนด้วย แล้วตอนเที่ยงพวกพี่ป๋าก็ยังไปหาพสุธาเองอีกด้วย เป็นไปได้ไหมว่าพสุธา ก็คือนายน้อยที่ลึกลับคนนั้น ถ้าใครทันเห็นเหตุการณ์ที่หน้าตึกคณะนิติ จะเห็นเลยว่าพวกชายชุดดำที่เป็นบอดี้การ์ดนั่น ไม่เหมือนบอดี้การ์ดทั่วไปเลย เหมือนพวกมาเฟียมากกว่า’

เมื่อในเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยมีคนตั้งกระทู้วิเคราะห์นี้ขึ้นมา ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากนั้นก็พากันวิเคราะห์ไปต่าง ๆ นานา สุดท้ายก็ตกอยู่ในสภาพ สะกดจิตกันเอง แล้วก็กลัวกันเอง ทว่าคนที่กลัว ก็ถือว่ามีน้อยอยู่ จนกระทั่งมีคนเอาชื่อพสุธาไปเสิร์ชดู แล้วก็พบข้อมูลต่าง ๆ ของพสุธาในเรื่องการถือหุ้น

‘ช่วยดูหน่อยว่าแค่คนชื่อซ้ำ หรือว่าเป็นคนเดียวกับที่อยู่ในมหาวิทยาลัยของเราจริง ๆ’ คนตั้งกระทู้แคปชื่อของพสุธา พร้อมนามสกุล และรายการหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในมือ เอามาโพสในกระทู้ด้วย

‘ชื่อเหมือน พอทน นามสกุลเหมือนพอเลย นี่อายุก็ยังเหมือนด้วยนะ ชัดเลยว่าคนเดียวกันแน่’

‘หุ้นอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึง แค่หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของเลสต์เน่ นั่นก็เก้าแสนกว่าล้านบาทแล้วนะ ย้ำว่าบาท ไม่ใช่วอน แล้วก็ยิ่งไม่ใช่กีบ ให้ตายเถอะ น่ากลัวเป็นบ้า’

‘เม้นบน กลัวเหมือนกัน นี่เหงื่อตกเลย เรื่องนี้น่ากลัวว่าข่าวลือที่บอกว่าเจ้าตัวมีพ่อเป็นมาเฟียอีกนะ ดูสิ นี่ใช่ทรัพย์สินที่เด็กอายุสิบแปดปีคนหนึ่งจะมีได้เหรอ เจ้าชายของราชวงศ์อื่น ๆ ยังไม่รวยขนาดนี้เลยมั้ง’

‘หุ้นพวกนี้ ถ้าเกิดว่าคนคนนั้นได้มาเอง ไม่ใช่เพราะมรดก ก็ต้องบอกว่าเป็นคนที่น่ากลัวมาก ใครที่กล้ามีเรื่องด้วย ต้องเป็นคนที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าอย่างแน่นอน’

‘ตอนแรกที่น้องรหัสบอกว่าใครหาเรื่องเจ้าตัว เตรียมล้มละลายได้เลย ฉันยังลังเลอยู่บ้าง ต่อให้ข่าวจากปากของเปรมจะน่าเชื่อถือ แต่เรื่องนี้ก็น่าเหลือเชื่อเกินไป แต่พอเห็นรายการหุ้นแล้ว ก็รู้เลยว่าที่เปรมเตือนมาน่ะ ขี้ประติ๋วไปเลย’

กว่าพสุธาจะรู้เรื่องนี้ ก็ตอนเย็นแล้ว เขาได้รับสายจากทนายความเกษม ที่โทรศัพท์มาขอโทษพสุธา บอกว่าเพราะลูกชายคนเล็กของตัวเองปากไวเกินไป ทำให้พสุธาต้องเดือดร้อน

พสุธาเมื่อได้ยิน เขาก็เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ควรจะโทษใครดี

เปรมปรีดิ์ปากไว แต่ลูคัส และพวกปฐพีก็ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตา

จับมัดรวมกันแล้วเหวี่ยงออกไปนอกโลกเลยได้ไหม

พสุธาคิด ก่อนจะตอบทนายความเกษมไปว่า

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่โกรธ แต่นึกได้ว่าที่สำนักงานของบริษัทผม เหมือนว่าจะขาดพนักงานทำความสะอาดไปหนึ่งคน”