LNCrawler

62. ตอนที่ 61

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 61

“ลูกรัก เลือกมาว่าจะกลับกับพ่อ หรือว่าจะกลับกันรุ่นพี่” ลูคัสเน้นคำว่ารุ่นพี่เสียงหนัก ทำให้รุ่นพี่ต่างคณะอย่างปฐพี มุมปากกระตุกไปครั้งหนึ่ง

ขณะที่พสุธาก็อยากจะกุมขมับ ปกติแล้วปฐพีจะเป็นคนไปส่งเขาที่บ้านหลังเลิกงาน แต่ว่าวันนี้ ดันมีอีกคนที่ดึงดันจะมารับเขาไปส่งบ้านด้วยน่ะสิ

ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพ่อบุญธรรมที่ยัดเยียดตัวเองให้เขานั่นแหละ

“ถ้าบอกว่าไม่อยากกลับกับใครเลย ได้ไหม” พสุธาถามออกไป

“ไม่ได้!”

“ไม่ได้!”

สองเสียงประสานกันอย่างพร้อมเพรียง

พสุธาคิ้วกระตุก เส้นเลือดที่ขมับก็เต้นตุบ ๆ ทีตอนนี้ล่ะสามัคคีกันตอบเชียวนะ

“งั้นก็กลับด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ” พสุธาพูดแล้วก็ดึงลูคัสให้ขึ้นมานั่งรถของปฐพี ซึ่งเขาคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาของเขาไม่เลวเลย ทว่า

“ดินนั่งหน้ากับพี่”

“ดินนั่งหลังกับพ่อ”

สองเสียงประสานกันอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้คำพูดพวกเขากลับขัดแย้งกันเอง

พสุธาสีหน้ามืดครึ้ม คราวนี้เขาไม่อยากเหวี่ยงใครออกนอกโลกอีกแล้ว เขาพบว่าหนทางที่ดีที่สุดก็คือ เหวี่ยงตัวเองออกไปนอกโลกคนเดียวก็พอ แล้วเขาจะพบกับความสงบสุข

พสุธาคิด ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดประตูหน้ารถ และนั่นทำให้ปฐพียิ้มขึ้นมาได้ ทว่า

“ไม่ต้องเถียงกัน ลูคัสนั่งหน้า ผมนั่งหลังคนเดียว” ใช่ ในเมื่อเขานั่งข้างใครก็เป็นปัญหา งั้นสองคนก็นั่งข้างกันไปเลย เขานั่งข้างหลังคนเดียวเอง

“ดิน”

“ลูกรัก”

ปฐพี และลูคัสเรียกพสุธาเสียงดัง ก่อนจะหุบปากฉับเมื่อ

“เงียบ แล้วขึ้นรถ ถ้ายังทะเลาะกันอีก ผมจะเดินกลับเอง ส่วนพวกคุณจะไปไหนก็ไป”

คำขาดนี้ ทำให้บรรยากาศกลับมาสงบราบรื่นได้อย่างรวดเร็ว ลูคัสยอมนั่งข้างคนขับ ปฐพีก็วิ่งขึ้นนั่งประจำที่คนขับ บอดี้การ์ดของลูคัส เมื่อเห็นว่านายใหญ่ของตัวเองจำนนต่อนายน้อยแล้ว พวกเขาก็ขึ้นรถประจำตำแหน่งของตัวเอง ปิดหัวปิดท้ายรถของปฐพี แล้วพากันขับออกจากร้านของพันไมล์

พันไมล์ และเฮียโก้ที่มองความวุ่นวายอยู่ตลอด ก็พากันลอบหัวเราะออกมา

“น้องดินนี่แข็งแกร่งจริง ๆ เอาอยู่หมด ไม่ว่าจะมาเฟีย หรือไอ้ป๋า”

“มึงก็ยอมจำนนต่อมันเหมือนกันนั่นแหละ” เฮียโก้ค่อนขอดเพื่อน แต่พันไมล์ไม่สลด ทั้งยังยิ้มระรื่น

“แน่นอนสิ ตอนนี้กูกลายเป็นลูกรักของบ้านแล้วนะรู้ยัง พอรู้ว่าน้องดินทำงานที่ร้านกู เป็นเชฟเทพของร้านกู โอ้โห จากที่ตำหนิกูทุกวัน ตอนนี้พูดเสียงอ่อนเสียงหวาน กูแทบจะกลายเป็นลูกเทวดาอยู่แล้ว” พันไมล์พูดด้วยรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงความเยาะหยันเอาไว้

พ่อแม่ของเขา แม้ว่าจะให้เงินทอง ให้การเป็นอยู่ที่สุขสบาย ให้การศึกษาที่ดี แต่สิ่งที่เขาแทบจะไม่เคยได้จากทั้งคู่เลย ก็คือคำชื่นชมยินดีในตัวเขา ถึงกระทั่งชอบเอาเขาไปเปรียบเทียบกับพี่ชายอยู่บ่อย ๆ แต่ตอนนี้พลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ คำพูดชื่นชมยินดีที่เขาไม่เคยได้ยิน ตอนนี้ได้ยินจนแทบจะเอียน และพันไมล์ก็รู้ว่าเขาได้มันมาเพราะอะไร

เฮียโก้รับรู้ความรู้สึกของเพื่อนสนิทดี เขาตบบ่าเจ้าตัวเบา ๆ

พันไมล์เป็นคนเจ้าสำราญในสายตาของคนอื่น ดูเป็นคนกะล่อน แล้วก็อารมณ์ดี แต่เขาก็รู้ว่าภายในของเพื่อนคนนี้ มีความขมขื่นบางอย่างซ่อนเอาไว้

“ถ้ามึงไม่ชอบ ก็กลับบ้านให้น้อยลงหน่อย แล้วไปเที่ยวบ้านกูให้บ่อยขึ้นก็ได้” เฮียโก้ปลอบเพื่อนอย่างที่ไม่เคยทำบ่อย ๆ นัก ทว่า

“ไม่เอาหรอก ไปบ้านมึงทำไม ไปบ้านน้องดินดีกว่า มีของอร่อยให้กิน” พันไมล์เบ้ปากพูด ก่อนจะร้องเสียงหลง เมื่อถูกมือใหญ่ ๆ ของเฮียโก้ตบเข้าที่หลังต้นคอ

“อกตัญญูจริง ๆ นะมึง อุตส่าห์สงสารหมาที่เจ้าของไม่รัก ดันมาแว้งกัดกูเสียได้”

“มึงสิหมา” พันไมล์เถียงเพื่อนทันที

“มึงนั่นแหละหมา”

“มึงนั่นแหละ ไอ้หมาพันธุ์ทาง”

“มึงก็หมาวัด”

“มึง...”

เที่ยงคืนกว่า สองหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์การบิน เถียงกันเรื่องใครเป็นหมาอย่างไม่มีใครยอมใคร ถ้าพสุธายืนอยู่ตรงนี้ เขาคงช่วยไกล่เกลี่ยว่า

‘ไม่ต้องเถียงกัน เป็นหมากันทั้งคู่นั่นแหละ’

 

“ขอบคุณนะครับ คุณป๋าขับรถกลับดี ๆ นะ” พสุธาพูดกับปฐพี ขณะที่ลงจากรถแล้ว ก่อนจะหันไปพูดกับลูคัส ที่ยังทำหน้ามึน นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ

“ลูคัส ลงมาแล้วขึ้นรถของคุณ พาลูกน้องคุณกลับไปได้แล้ว”

“ลูกรัก คืนนี้พ่อจะนอนที่นี่ด้วย” ลูคัสยอมลงจากรถ แต่ไม่ยอมกลับ พูดอย่างดื้อด้าน

“งั้นก็ไปนอนบ้านหลังนั้น” พสุธาชี้ไปยังคฤหาสน์หลังข้าง ๆ ที่ลูคัสซื้อให้เขาเอาไว้ใช้จอดรถ

ลูคัสทำสีหน้าเศร้าในทันที

“ชีวิตฉันน่าสงสารจริง ๆ เลย มีแม่ แม่ก็ทิ้ง มีลูก ลูกก็ไม่รัก”

พสุธามุมปากกระตุกกับมาเฟียที่คิดอยากจะเป็นนักแสดง แต่การแสดงนั้นชัดเจนเลยว่าปลอมมาก

“นี่หน้าบ้าน ไม่ใช่หน้ากล้อง ไม่ต้องมาแสดงหรอก”

ลูคัสถอนหายใจ เขาชอบที่ลูกชายคนนี้ของเขาฉลาด แต่ความฉลาดนั้นก็อย่าเอามาใช้กับเขาได้หรือเปล่า ยอม ๆ พ่อคนนี้หน่อยไม่ได้หรืออย่างไร!

“ไปนอนบ้านนั้นเถอะ ตอนเช้าค่อยมากินข้าวด้วยกัน จะทำอาหารเผื่อ” พสุธาใช้ลูกล่อลูกชน เพื่อไล่ลูคัสไปยังบ้านหลังข้าง ๆ

“ก็ได้ วันพรุ่งนี้พ่อจะไปส่งที่มหาวิทยาลัยอีกนะ”

“หยุด หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้ แค่นี้ก็วุ่นวายพอแล้ว” พสุธาพูดเสียงแข็งทันที

“ลูกรัก ลูกอายใช่ไหมที่มีพ่อไปส่ง พ่อรู้ พ่อมันน่าอาย ไม่น่าเอาไปอวด” ลูคัสพูดเสียงสะอึกสะอื้น

พสุธาอยากจะบ้าตาย เขาหันไปมองแฟรงค์

“นายใหญ่ของพวกนายชอบแสดงละครขนาดนี้ ไม่ส่งไปเรียนการแสดงจะคอร์สสองคอร์สล่ะ เผื่อจะแสดงได้เนียนขึ้นมาบ้าง ไม่ดูปลอมขนาดนี้”

“นายน้อยมีแนะนำหรือเปล่าครับ หรือว่าที่มหาวิทยาลัยที่นายน้อยเรียนมาสอนหรือเปล่า นายใหญ่น่าจะสนใจ” แฟรงค์ตอบกลับอย่างกระตือรือร้น

พสุธามองแฟรงค์ แล้วเงยหน้ามองฟ้า

มีมนุษย์ต่างดาวโผล่มาลักพาตัวเขาไปสักทีเถอะ บางทีเขาน่าจะไม่ปวดหัวเหมือนอยู่ที่นี่

 

“เป็นอะไรมึง ทำไมทำหน้าเหนื่อยใจขนาดนั้น” นะโมถามเพื่อนสนิท เมื่อเห็นว่าพสุธาขมวดคิ้วมุ่น

“ปวดหัวกับลูคัส แล้วก็คุณป๋า”

“อ้อ พ่อตากับลูกเขยไม่ถูกกันนี่เอง” นะโมพูดแล้วก็หัวเราะคิกคัก ขณะที่ศิลามองพสุธาด้วยสายตาหวงแหน

“ดินยังไม่รีบมีแฟนได้ไหม รอสามสิบห้าค่อยมี เหมือนที่ดินเคยบอกพี่” ศิลาถามเสียงเบา

พสุธามุมปากกระตุก ขณะที่นะโมหัวเราะจนตัวงอ

“เป็นไงล่ะมึง หวงพี่หินดีนัก คราวนี้ตัวเองอยากจะมีแฟน ก็ต้องยอมแลกแล้ว ว่าจะยอมโสดจนถึงสามสิบห้า หรือยอมให้พี่หินมีแฟนเลยเหมือนกัน”

“พี่ยังไม่อยากมีแฟน พี่ไม่ได้ชอบใคร” ศิลารีบพูดทันที

“เหมือนกัน ตอนนี้ยังไม่ได้อยากมีแฟน ส่วนเรื่องชอบ อืม ชอบนิด ๆ ล่ะมั้ง แต่ยังไม่ถึงขั้นอยากเป็นแฟน” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า

“คนที่มึงชอบนี่หมายถึงใคร ใช่พี่ป๋าไหม” นะโมถาม หลังจากนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง เขาคิดว่าเพื่อนจะปากแข็งเหมือนก่อนหน้าเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่าจะพูดออกมาตรง ๆ แบบนี้

“ก็มีอยู่คนเดียวนั่นแหละ หรือมึงคิดว่ากูจะชอบพี่พันไมล์ล่ะ” พสุธาถามนะโม

“ไม่คิดหรอก พี่พันไมล์ไม่ใช่สเปคมึงแน่ ๆ” นะโมพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะชะงักไปแล้ว

“แล้วใช่สเปคมึงไหม ได้ข่าวว่าคุยกันทุกวัน”

“คุยอะไร กูเล่นเกมกันต่างหาก” นะโมรีบพูดทันที

“แล้วตอนเล่นเกม มึงเล่นกันเงียบ ๆ ไม่คุยกันเลยหรือไง สาบานไหม” พสุธายิ้มมุมปาก

นะโมเงียบกริบ เขาไม่กล้าสาบานจริง ๆ เพราะว่าก็คุยอยู่บ้าง แต่

“ก็คุยเรื่องเกม ไม่ได้จีบกันสักหน่อย”

“ยังไม่ได้บอกเลยว่ามึงกับพี่พันไมล์จีบกัน ร้อนตัวทำไม” พสุธากดยิ้มมุมปากอีกครั้ง อารมณ์ดีขึ้นมากที่ได้แกล้งเพื่อน หลังจากที่ปวดหัวกับปฐพี และลูคัส

นะโมเอามือขยี้หัว ก่อนจะหนี

“โอ๊ย คุยกับมึงแล้วปวดหัว กูนอนแล้วดีกว่า พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า” พูดแล้วนะโมก็นอนหันหลังให้พสุธา ยังหยิบผ้าห่มมาคลุมโปงด้วย

พสุธาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหันปทางศิลาบ้าง

“ช่วงนี้คุณพีรวิชญ์มาคุยด้วยบ่อยไหม”

“ก็ปกตินะ” ศิลาตอบอย่างไม่แน่ใจ

“ปกติมันคือแบบไหนล่ะ”

“ก็มาคุยด้วยวันละครั้ง บางครั้งก็มาช่วงเที่ยง ชวนไปกินข้าวด้วยกัน หรือบางครั้งก็มาช่วยบ่ายซื้อของว่างมาแจกพนักงาน”

“หินไม่เคยบอกเลยว่ามีชวนไปกินข้าวเที่ยงด้วย” พสุธาพูดเสียงขึ้นจมูก แววตาคล้ายมีประกายไฟ

“ก็เพิ่งมาชวนช่วงหลังวันเกิดนี่แหละนะ แต่ว่าพี่ไปด้วยแค่ครั้งเดียว คุณเขาพาไปร้านแพง พี่ไม่ค่อยชอบ ก็เลยไม่ไปด้วยแล้ว”

“อ้อ ดีแล้ว ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องทนฝืนเพราะความเกรงใจ” พสุธาพยักหน้าหงึกหงักเพราะความพอใจ แล้วก็โล่งใจอยู่ไม่น้อย

พีรวิชญ์ใช้ชีวิตหรูหรามาตลอด ไม่เข้าใจนิสัยของศิลา แม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวจะมีเงิน แต่ก็ยังติดนิสัยประหยัดอยู่ตลอด ชอบร้านอาหารข้างทาง มากกว่าภัตตาคารหรู ชอบชีวิตเรียบง่าย มากกว่า

“อื้ม แต่พี่ไม่กล้าบอกว่าพี่ไม่ถนัดร้านอาหารหรูพวกนั้น” ศิลาพูดเสียงกังวลใจ

พสุธายิ้มมุมปาก

“ดีแล้ว ไม่ต้องบอกหรอก ถ้าบอกไปเขาก็จะรู้สึกผิดเปล่า ๆ ที่พาหินไปร้านที่ไม่ชอบ” ปากพูดแบบนั้น แต่ในใจก็คิดว่า

ดีแล้วที่หินซื่อบื้อไม่เฉลยข้อสอบ ถ้าหินซื่อบื้อบอกไป วันหน้าพีรวิชญ์ต้องพาไปร้านที่เจ้าตัวชอบแน่ ๆ

“พี่ก็คิดแบบนั้นนั่นแหละ เลยไม่ได้บอกออกไป”

“หินเข้าใจคนอื่นดีจริง ๆ เอาล่ะ นอนเถอะ” พสุธาอารมณ์ดีขึ้นมาก ชวนพี่ชายให้นอนหลับพักผ่อน เขาคิดว่าเขาน่าจะนอนหลับฝันดีได้ในคืนนี้

 

“อ้าว นึกว่าเช้านี้จะมีเมนูผัดผักกาดขาวใส่หมูนะเนี่ย” นะโมพูดขึ้นมา เมื่อเขาเห็นอาหารเช้าบนโต๊ะเป็นโจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูสับ

“อะไรทำให้มึงคิดอย่างนั้น” พสุธามองนะโมอย่างไม่เข้าใจ

“ก็เมื่อคืนมึงพึมพำอะไร หมู ผักกาดขาว อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ”

พอนะโมพูดแบบนี้ พสุธาถึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเขาฝันร้าย เขาฝันว่าเขาปลูกต้นผักกาดขาวหัวอวบอ้วนเอาไว้ แต่อยู่ ๆ ก็มีหมูตัวใหญ่วิ่งเข้ามาแย่งผักกาดขาวของเขา แต่หมูตัวนั้นยังไม่ทันจะแย่งได้สำเร็จ ก็มีหมูอีกตัววิ่งเข้ามาแย่งด้วย ก่อนที่หมูสองตัวจะสู้กัน ไม่รู้ทำไม แต่ในฝัน พสุธายังรู้ว่าหมูตัวหนึ่งชื่อพีรวิชญ์ อีกตัวชื่อโกโก้!

พสุธาตวัดสายตามองลูคัส ต้องเป็นเพราะเมื่อวานลูคัสพูดถึงหมูขโมยผักกาดขาว เขาถึงได้เก็บไปฝันแบบนั้น

“ลูกรักมองจ้องพ่อขนาดนี้ เป็นเพราะคิดถึงพ่อใช่ไหม เราไม่ได้เจอกันตั้งหนึ่งคืน ลูกจะคิดถึงพ่อก็ไม่แปลก เอาแบบนี้ดีไหม คืนนี้พ่อเล่านิทานกล่อมลูกนอนดีไหม” ลูคัสถามอย่างจริงจัง

นะโม และศิลากะพริบตาปริบ ๆ พวกเขายังไม่ชินสักที กับมาเฟียอย่างลูคัส

ไม่ใช่เพราะลูคัสน่ากลัว แต่เป็นเพราะลูคัสแตกต่างจากมาเฟียในจินตนาการของพวกเขามากเกินไป

ฝั่งพสุธามองลูคัสด้วยสายตาสงสัย

“คุณถูกลอบฆ่าบ่อย ๆ มีครั้งไหนที่หัวได้รับบาดเจ็บบ้างไหม” พสุธากำลังสงสัยว่าลูคัสบาดเจ็บทางสมองหรือเปล่า ทำไมเจ้าตัวถึงได้ดูไม่เต็มเต็งแบบนี้

อายุขนาดเขายังต้องฟังนิทานกล่อมนอนด้วยหรือไง อินบทพ่อขนาดนี้ ไม่มีลูกแท้ ๆ ของตัวเองสักคนเล่า!

“ทำไม ลูกรักเป็นห่วงพ่อหรือ โอ้ พ่อน้ำตาจะไหล ในที่สุดก็มีวันนี้ วันที่ลูกชายเป็นห่วงเรา ลูคัส ในที่สุดนายก็ประสบความสำเร็จในการเป็นพ่อนะ” ประโยคหลังลูคัสพูดกับตัวเอง

พสุธาถอนหายใจหนัก ๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก เขารู้สึกว่าหนทางที่ดีที่สุด คือการทำเหมือนว่าลูคัสไม่มีตัวตน ไม่อย่างนั้นเขาคงได้ปวดหัวตายเพราะเจ้าตัวแน่ ๆ

 

“เป็นอะไรกัน ทำไมดูลุกลี้ลุกลนกันแปลก ๆ” พสุธาถามเพื่อนใหม่ของเขา เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนดูอยู่ไม่สุข มองเขาแล้วก็เหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด แล้วก็มองใหม่ ทำแบบเดิมวนซ้ำอยู่หลายรอบ ทำเอาเขาแทบจะหมดความอดทนอยู่แล้ว

ที่จริงตั้งแต่พสุธามาถึงมหาวิทยาลัย เขาก็ถูกมอง ถึงกระทั่งมีคนทักทายเขาตลอดทาง ทำเอาพสุธางุนงงไปหมด

เมื่อวานยังหลีกหนีเขาอย่างกับตัวเชื่อโรค แต่วันนี้กลับทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น โลกมันพลิกกลับด้านแล้วหรือไง

พสุธาไม่รู้ว่า ส่วนใหญ่คนที่ทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น คือคนที่บ้านมีธุรกิจ พวกเขาได้รับคำสั่งจากผู้ปกครอง ว่าให้พยายามตีสนิทพสุธาให้ได้ ทางที่ดีให้ได้เป็นเพื่อน แต่ถ้าเป็นเพื่อนไม่ได้ เป็นลูกกระจ๊อกก็ยังดี

บรรดาลูกเศรษฐีทั้งหลาย ที่ผ่านมาเคยแต่เป็นลูกพี่ของคนอื่น เคยเป็นลูกกระจ๊อกใครที่ไหนกัน แต่ว่าเมื่อคิดว่าลูกพี่ของตัวเองคือมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเป็นล้านล้านบาท พวกเขาก็เต็มใจกันทันที

นั่นคือคนระดับที่ต่อให้พวกเขามีเงินเป็นหมื่นล้าน ก็ใช่ว่าจะเข้าหาได้ง่าย ๆ นะ คนระดับนั้น ไม่เห็นพวกเศรษฐีหมื่นล้านอยู่ในสายตาหรอก มีแต่พวกระดับแสนล้านขึ้นไป ที่พอจะพูดคุยกับเจ้าตัวได้บ้าง

คราวนี้พวกเขาสามารถใช้ตัวตนเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยตีสนิทได้ ทำไมจะไม่ฉวยโอกาสนี้ไว้ล่ะ

กลับมาที่ตอนนี้ก่อน สามคนเมื่อได้ยินพสุธาถาม ก็อึก ๆ อัก ๆ เล็กน้อย ก่อนที่จะพูด

“ข่าวลือนั่นเป็นความจริงหรือเปล่า” สีเทียนที่มีความกล้ามากที่สุด ก็กลั้นใจถามขึ้นมา

“ข่าวลืออะไร” พสุธาเลิกคิ้วถามกลับไป

“ก็เรื่องที่มึง เอ่อ ที่นายเป็นมหาเศรษฐี” สีเทียนพูดอึกอัก เขาไม่กล้าใช้สรรพนามมึงกูกับพสุธาอีก

“อ้อ จริงหรือไม่จริง ใช่หรือไม่ใช่ ส่งผลกระทบต่อความเป็นเพื่อนของเราหรือไง” พสุธาเลิกคิ้วถามกลับไป

“ไม่ ไม่อยู่แล้ว ต่อให้มึงไม่มหาเศรษฐี พวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน” สีเทียนรีบพูดทันที

พสุธาพยักหน้า

“นั่นก็พอแล้ว มึง กู สีไม้ น้ำทิพย์ ตอนนี้เป็นเพื่อนกัน” พสุธาพูดออกไป

“นั่นน่ะสิ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ดูกันว่าเข้ากันได้หรือเปล่า ไม่ได้ดูที่ฐานะทำไม เพราะอย่างนั้นดินจะมีฐานะแบบไหน ก็ไม่สำคัญหรอก” น้ำทิพย์พูดขึ้นมาบ้าง

พสุธาพยักหน้าเบา ๆ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก พอดีกับที่เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นทยอยเดินเข้ามา รวมถึงเพื่อนจากคณะอื่น ๆ

เช้านี้พวกเขาเรียนวิชาพื้นฐาน ซึ่งก็เรียนรวมกับนักศึกษาคณะอื่นอีกเช่นเคย แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่เกินซ้ำ เพราะพวกเขาไม่ได้เลือกที่นั่งห่างออกไป แต่แทบจะแย่งที่นั่งที่ใกล้พสุธาที่สุด

แน่นอนว่าซ้ายขวาของพสุธา มีน้ำทิพย์ และสีเทียนประกบอยู่แล้ว คนอื่น ๆ จึงต้องนั่งห่างออกไปสักหน่อย

“สวัสดี ฉันชื่อยูโร เรียนวิทย์กีฬา นายชื่อดินใช่ไหม” คนที่นั่งข้างหน้าพสุธา หันหน้ามาถามพสุธาอย่างกระตือรือร้น และดูเป็นมิตรจนพสุธาผงะไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเนิบ ๆ

“ใช่” พสุธาไม่แปลกใจหรอก ที่อีกฝ่ายรู้จักเขา

“นายรังเกียจไหม ถ้าฉันจะขอเป็นเพื่อนด้วย” ยูโรถามด้วยสีหน้าคาดหวัง

พสุธายิ้มบาง

“พวกเราเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกันอยู่แล้ว” คำตอบของพสุธาก็ชัดเจนมาก

เป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยก็พอ!

ไม่ใช่ว่าพสุธาหยิ่งเกินไป แต่เจตนาที่อีกฝ่ายอยากเข้าหาเขา มันชัดเกินไป พสุธาไม่อยากวุ่นวาย ถ้าเขาตอบรับคนหนึ่ง ก็จะมีคนอื่น ๆ ต่อไปตามมา

ฝั่งยูโรเมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา เจ้าตัวก็นิ่งอึ้งไป ก่อนจะเผยสีหน้าผิดหวังออกมา แล้วค่อย ๆ หันกลับไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดีสักเท่าไร

นักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ลอบมองอยู่ ต่างก็พากันเตือนสติตัวเองให้ใจเย็น ๆ อย่าบุ่มบ่ามเข้าหาพสุธาอีก ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์คงจะไม่แตกต่างจากยูโร

ด้วยเหตุนี้เอง พสุธาจึงใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไปได้อีกหลายวัน

 

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันที่พสุธาตั้งตารอคอยก็ได้มาถึงแล้ว

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พสุธาจะต้องทำงานล้างจานแล้ว เขาเรียกหาระบบ

‘ระบบ ฉันทำภารกิจสำเร็จแล้วใช่ไหม’

‘ยินดีด้วย โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ ได้รับการเลื่อนระดับเป็นระดับสาม ร้านค้าระบบเปิดให้บริการ ธนาคารภารกิจเปิดให้บริการ ได้รับกล่องของขวัญสุ่มระดับทองคำหนึ่งกล่อง ได้รับทักษะทำความสะอาดขั้นเทพ’ เสียงเย็นชาของระบบดังตอบกลับมา

พสุธาที่คาดหวังเรื่องทักษะที่จะได้จากระบบ เมื่อได้ยินว่าเขาได้รับทักษะทำความสะอาดขั้นเทพ พสุธาก็มุมปากกระตุกไปทันที

ก่อนหน้านี้ระบบยังพอจะไว้ใจได้ ให้ทักษะทำอาหาร ทักษะขับรถ ทักษะภาษากับเขา แล้วทำไมตอนนี้ถึงให้ทักษะทำความสะอาด การทำความสะอาดมันต้องใช้ทักษะอะไรมากมายด้วยหรือไงกัน

‘โฮสต์ต้องการที่จะรับรางวัลเลยหรือไม่’ ราวกับว่าระบบไม่สนใจความคิดของพสุธา พูดถามขึ้นมาเสียงราบเรียบ

‘รับ’ พสุธากัดฟันตอบ ต่อให้ไม่อยากรับ เขาก็ต้องรับอยู่ดี

‘ส่งมอบทักษะเรียบร้อยแล้ว มอบภารกิจต่อไปให้โฮสต์ รับจ้างทำความสะอาดตามสถานที่ต่าง ๆ โดยที่พื้นที่ทั่วไป รับตารางเมตรละสามคะแนน พื้นที่พิเศษ รับตารางเมตรละยี่สิบคะแนน เมื่อคะแนนสะสมครบห้าแสนคะแนน โฮสต์จะสามารถเลื่อนระดับเป็นระดับสี่ได้ ได้รับกล่องสุ่มรางวัลระดับทองคำหนึ่งกล่อง การ์ดคูณสองหนึ่งใบ และทักษะพิเศษหนึ่งทักษะ’

‘การ์ดคูณสองคืออะไร’ พสุธายังไม่ทันย่อยทักษะการทำความสะอาดขั้นเทพที่ระบบมอบให้ เขาก็ข้องใจกับรางวัลของระบบให้ครั้งถัดไป เมื่อเขาทำภารกิจที่เพิ่งได้รับมอบหมายมาสำเร็จ

‘การ์ดคูณสองก็คือ โฮสต์จะนำไปใช้กับอะไรก็จะได้รับสิ่งนั้นคูณสอง แน่นอนว่าใช้เพิ่มจำนวนสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ไม่ได้’

‘งั้นสมมติว่าฉันเอาไปใช้กับหุ้น ฉันก็จะได้หุ้นคูณสองใช่ไหม’ พสุธาถามออกไป

‘ใช่’

เมื่อระบบยืนยันแล้ว พสุธาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจกับของรางวัลชิ้นนี้ ก่อนที่เขาจะถามคำถามต่อไป

‘แล้วสถานที่พิเศษ กับสถานที่ธรรมดา ต่างกันตรงไหน’ พสุธาถามออกไป

‘แนะนำให้โฮสต์ทำความเข้าใจกับทักษะทำความสะอาดขั้นเทพ แล้วโฮสต์จะรู้เอง’

พสุธาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะทำตามที่ระบบบอก และเมื่อเขาทำความเข้าใจกับระบบทำความสะอาดขั้นเทพแล้ว เขาก็เบิกตากว้าง

‘ระบบ ไอ้ทำความคราบสกปรกต่าง ๆ น่ะไม่เท่าไรหรอก แต่การให้ไปปราบผี ลบคุณไสย นั่นมันทำความสะอาดตรงไหน นี่มันหมอผีชัด ๆ’ พสุธาจะบ้าตายกับระบบ รู้แบบนี้เขายอมเป็นพนักงานล้างจานต่อไปดีกว่า

‘คุณไสยก็จัดเป็นสิ่งสกปรก เหมาะสมกับอาชีพรับจ้างทำความสะอาดของโฮสต์อย่างถูกต้องทุกประการ’