LNCrawler

63. ตอนที่ 62

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 62

‘ระบบ แต่ตอนนี้ฐานะของฉันถูกเปิดเผยแล้ว ฉันจะไปรับจ้างทำความสะอาดยังไงล่ะ’ พสุธาถามออกไป

‘ระบบได้ทำการสมัครงานให้โฮสต์ผ่านทางแอปพลิเคชันมาสเตอร์คลีนเรียบร้อยแล้ว ในแอปพลิเคชันจะระบุแค่ชื่อ และรูปถ่ายเท่านั้น เมื่อมีคำสั่งจ้างงานเข้ามา โฮสต์ก็แค่กดตกลงรับงาน’

‘นายก็เตรียมพร้อมดีนะ’ พสุธาหมดคำจะพูด

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไรที่จะรับงาน เพราะตัวตนของเขา ก็ถูกเผยแพร่แค่ในวงแคบ ๆ เท่านั้น นอกจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ก็มีพวกบรรดามหาเศรษฐี ซึ่งคนระดับนั้น ไม่จ้างแม่บ้านจากข้างนอกหรอก บางตระกูลถึงขนาดฝึกแม่บ้านของตัวเองด้วยซ้ำ เนื่องจากต้องการคนที่สามารถไว้วางใจได้

‘เรื่องงานฉันเข้าใจแล้ว เรื่องส่วนที่เพิ่มเข้ามาระบบดีกว่า ร้านค้าระบบฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ธนาคารภารกิจคืออะไร’ พสุธาถามออกไป

‘ธนาคารภารกิจ ก็คือจะมีภารกิจเข้ามา โฮสต์สามารถเข้าไปดูและเลือกทำภารกิจได้ หากทำสำเร็จ ก็จะได้รับคะแนนหรือของรางวัลตามที่แจ้งเอาไว้สำหรับแต่ละภารกิจ แต่หากโฮสต์ทำภารกิจล้มเหลว ก็จะถูกหักคะแนน หากทำภารกิจล้มเหลวติดต่อกันสามภารกิจ โฮสต์จะต้องทำภารกิจหลักคูณสิบ ดังนั้นโฮสต์โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนที่จะรับภารกิจจากธนาคาร’

พสุธาได้ยินบทลงโทษ เขาก็ขนลุกซู่ทันที

นั่นมันไม่ใช่สิบล้านล้านหรือไง ระบบจะโหดร้ายเกินไปแล้ว

‘โฮสต์ต้องการเปิดกล่องสุ่มรางวัลเลยหรือไม่’ ระบบถามขึ้นมา

พสุธานิ่งคิดไปเล็กน้อย ก่อนจะปฏิเสธ

‘เอาไว้ก่อน ขอดูร้านค้าก่อน ว่ามีอะไรบ้าง’ พสุธาพูดตอบกลับไป เมื่อพสุธาพูดจบ ระบบก็เปิดร้านค้าของระบบให้พสุธาได้ดู

พสุธามองแล้วก็พบว่ามีของแปลก ๆ หลายอย่าง แต่ที่ทำให้เขาสนใจก็คือ ป้ายรับสมัครผู้ช่วย พสุธาลองกดดูข้อมูลของสินค้าชิ้นนี้

ป้ายรับสมัครผู้ช่วย

ราคา คะแนนความลำบากหนึ่งพันคะแนน

คุณสมบัติ สามารถใช้รับสมัครผู้ช่วยที่จงรักภักดีหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้หนึ่งคน

พสุธามองดูคะแนนแล้ว เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น

แพงมาก คะแนนความลำบากตั้งหนึ่งพันคะแนนแน่ะ เขาล้างจานสามสิบวัน เพิ่งจะได้ห้าสิบคะแนนเท่านั้นเองนะ

พสุธาคิด แต่ต่อมาเขาก็นึกขึ้นได้ ดูเหมือนระบบจะมีคุณธรรมขึ้นมาเล็กน้อย เพราะภารกิจเลื่อนระดับของเขา คือการทำความสะอาด ที่ถ้าเป็นสถานที่ธรรมดา เขาได้ตารางเมตรละสามคะแนน ถ้าเขาได้งานทำความสะอาดคอนโดมิเนียมขนาดสี่ร้อยตารางเมตร เขาก็สามารถใช้คะแนนแลกป้ายรับสมัครผู้ช่วยได้แล้ว

แต่ว่าคอนโดมิเนียมพื้นที่ใช้สอยสี่ร้อยตารางเมตร ก็มีไม่มากนักหรอก เพราะมันมักจะเป็นระดับเพนท์เฮาส์สุดหรู เหมือนกับคอนโดมิเนียมของปฐพี ซึ่งคนระดับนี้ ก็มักจะมีพ่อบ้านแม่บ้านประจำอยู่แล้ว

อืม ไม่เป็นไร คอนโดมิเนียมระดับพื้นที่ใช้สองร้อยตารางเมตร ก็น่าจะพอมีไม่น้อย

ว่าแต่ทำไมอยู่ ๆ ระบบถึงทำตัวเป็นคนมีคุณธรรมขึ้นมาได้ ไม่กดขี่ค่าแรงเขาเหมือนเดิมแล้ว

‘หากโฮสต์ต้องการ ระบบสามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้’ เสียงอันเยียบเย็นของระบบดังขึ้นมา

พสุธาสะดุ้งโหยง รีบปฏิเสธในทันที

‘ระบบ นายเป็นคนดีขึ้นแล้ว จะกลับไปเป็นคนเส็งเคร็งเหมือนเดิมได้ยังไง คนเราต้องก้าวหน้า ต้องพัฒนา อย่างถอยหลังกลับสิ’

‘ระบบเป็นชุดข้อมูล ไม่ใช่มนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีคุณธรรม’ ระบบตอบกลับอย่างเย็นชา

พสุธามุมปากกระตุก

‘ต่อให้เป็นชุดข้อมูล ก็ต้องเป็นชุดข้อมูลที่มีคุณธรรม!’ พสุธาตอบกลับไป และยังไม่ทันที่ระบบจะได้ตอบโต้กลับมา ปฐพีก็เดินมาถึงตัวพสุธาเสียก่อน

“ยืนเหม่ออะไร ไม่กลับบ้านเหรอ หืม” ปฐพีถามพสุธา เมื่อเห็นเจ้าตัวยืนเหม่ออยู่สักพักหนึ่งแล้ว

“อ้อ กลับครับ แค่กำลังคิดว่าวันพรุ่งนี้ผมก็ไม่ได้มาทำงานที่นี่แล้ว” พสุธาตอบกลับไปเบา ๆ

“วันพรุ่งนี้นายเริ่มงานใหม่หรือยัง ถ้าเป็นไปได้ พักสักวันได้ไหม” ปฐพีถามพสุธา

“ทำไมเหรอครับ” พสุธาถามกลับไป เขาได้รับมอบหมายภารกิจมาแล้ว ถ้าเขาจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลยก็ได้

“พรุ่งนี้วันเกิดพี่ นายจะไม่ไปร่วมงานเหรอ พี่ไม่เอาของขวัญ แค่นายไปร่วมงานก็พอ” ปฐพีพูดแล้วมองพสุธาอย่างคาดหวัง

“ไม่ใช่ว่าคุณป๋าจัดงานเลี้ยงสำหรับครอบครัวเหรอครับ” พสุธาถามกลับไป

“พี่กินข้าวกับครอบครัวก่อน แล้วค่อยไปฉลองกับเพื่อน ๆ ดินจะเลือกช่วงครอบครัว หรือช่วงเพื่อน ๆ ก็ได้ แต่ถ้าเลือกทั้งสองช่วงก็ได้เหมือนกัน และพี่จะดีใจมาก” ปฐพีพูดจากใจจริง

พสุธาคิดเล็กน้อย ก่อนจะให้คำตอบ

“ช่วงครอบครัว คุณป๋าอยู่กันเฉพาะครอบครัวคงจะดีกว่า ผมไปช่วงเพื่อน ๆ ก็ได้ครับ อย่างน้อยผมก็รู้จักเฮียโก้ กับพี่พันไมล์ ไม่น่าจะเหงา”

“ต่อให้ไม่มีสองคนนั้น ก็ไม่เหงาหรอก เพราะมีพี่อยู่ทั้งคนไง จะปล่อยให้นายเหงาได้ยังไง อีกอย่างช่วงครอบครัว ถ้ามีนายอยู่ด้วย ก็ถือว่าอยู่กันเฉพาะครอบครัวเหมือนกัน อย่างไรในอนาคตนายก็จะเป็นสะใภ้เล็กของครอบครัวพี่นี่นา”

พสุธายยกหลังมือทาบกับหน้าผากของปฐพี หลังจากที่เจ้าตัวพูดจบ ก่อนที่เขาจะพูดว่า

“ก็ไม่ได้เป็นไข้นี่นา ทำไมเริ่มเพ้อแล้วล่ะครับ”

ปฐพีมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะจับมือของพสุธามาวางทาบที่หน้าอกข้างซ้าย แล้วพูด

“ได้ยินแบบนี้ พี่เริ่มจะเป็นไข้ใจแล้ว”

พสุธาฟังแล้วก็หัวเราะร่วน ก่อนจะนึกขึ้นได้

“เอ๊ะ ผมลืมไปเลยว่าโดนตัวพี่ไม่ได้ เดี๋ยวผื่นก็ขึ้นหรอก รีบปล่อยมือผมเร็ว” พสุธาพูดพลางยื้อมือของตัวเองกลับมา ทว่าปฐพีไม่ยอมปล่อย

“ไม่ขึ้นหรอก นายสัมผัสตัวพี่ได้” ปฐพีพูด กลางจับมือพสุธาแน่นขึ้น

พสุธามองปฐพี จากนั้นก็มองไปที่มือของตัวเอง ที่ตกอยู่ภายใต้มือของอีกฝ่าย ก่อนจะพูด

“คุณป๋าเป็นพระเอกซีรีส์แนวตั้งจริง ๆ ด้วย”

“หมายถึงเรื่องที่พี่โดนตัวคนอื่นไม่ได้น่ะเหรอ ถ้าอย่างนั้นนายที่เป็นข้อยกเว้น ก็เป็นนางเอกของพี่สินะ ดีจริง ๆ เลย” ปฐพีก็ยิ้มรับอย่างเบิกบานใจ

พสุธาเงยหน้ากลอกตา ทำหน้าระเหี่ยใจอย่างเปิดเผย ทำให้ปฐพีมันเขี้ยว ต้องบีบแก้มกลม ๆ ของพสุธาทีหนึ่ง

“อย่ามาบีบแก้มคนอื่นมั่ว ๆ สิครับ” พสุธาตีมือปฐพี

“คนอื่นที่ไหน พี่บีบแก้มนางเอกของพี่ต่างหาก”

“พอเถอะครับ อีกนิดจะไม่ใช่พระเอกซีรีส์แล้ว แต่จะเป็นพระเอกลิเกแทนแล้ว”

“พระเอกลิเกก็หล่อดีนะ แถมยังมีแม่ยกอีกด้วย ถ้าพี่เป็นพระเอกลิเก นายมาเป็นแม่ยกให้พี่ได้ไหม”

“ผมว่าพี่กลับไปเป็นเหมือนตอนเราเจอกันครั้งแรกเถอะ ผมชอบแบบนั้นมากกว่า” ไม่ปวดหัวดี

ประโยคหลังพสุธาไม่ได้พูดออกไป แต่สีหน้าของเขาก็เปิดเผยความในใจของเขาจนหมดแล้ว แต่ปฐพีก็ไม่ได้สลดเลยด้วยซ้ำ เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยอมเลิกป่วยพสุธา ชวนเจ้าตัวกลับบ้าน

“วันนี้ดีจริง ๆ เลย ไม่มีใครมาแย่งนายกับพี่” ปฐพีพูด เมื่อพวกเขานั่งอยู่บนรถเรียบร้อยแล้ว

และ ‘ใคร’ ที่ปฐพีพูดถึง ก็คือลูคัสนั่นแหละ หลังจากที่เจ้าตัวมาอยู่ที่นี่ได้ห้าวัน ก็กลับไปแล้ว เพราะมีงานสำคัญต้องจัดการ

การกลับไปของลูคัส ช่วยลดอาการปวดหัวของพสุธาได้มาก พสุธาถึงขั้นอยากเปิดแชมเปญฉลองเลยทีเดียว

ลูคัสเอาแต่บอกว่าตัวเองเป็นพ่อบุญธรรมของเขา แต่การปฏิบัติตัวของเจ้าตัว ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีลูกชายคนหนึ่งมากกว่ามีพ่อบุญธรรมคนหนึ่ง

“พรุ่งนี้ผมจะไปทำใบขับขี่แล้ว” พสุธาพูดกับปฐพี เขาคิดว่าการที่เขาขับรถเอง จะยุติปัญหานี้ได้

ในเมื่อแย่งกันไปรับไปส่งเขานัก เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นแล้ว เดี๋ยวไปขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเองก็ได้

ปฐพีสนับสนุนให้พสุธาทำใบขับขี่ แต่เมื่อคิดว่าตัวเองจะไม่ได้รับส่งพสุธาแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเสียดายเล็กน้อย

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ พี่ไปทำใบขับขี่เป็นเพื่อนนะ” ปฐพีพูดกับพสุธา

“วันพรุ่งนี้วันเกิดคุณป๋า คุณป๋าอยู่กับครอบครัวเถอะครับ เดี๋ยวหินกับนะโมจะขับรถไปส่งผม แล้วอยู่เป็นเพื่อนผมเอง” พสุธาพูดตอบออกไป

ปฐพีอยากจะคัดค้าน แต่สุดท้ายก็ยอมตามใจพสุธา

เขาไม่อยากทำให้พสุธารู้สึกว่าเขาน่ารำคาญ

ปฐพีเปลี่ยนไปชวนพสุธาคุยเรื่องอื่น และพวกเขาก็พบว่ามีหลายเรื่องที่สามารถพูดคุยกันได้ ทั้งยังคุยกันได้อย่างลื่นไหล ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝืนพูดคุยในเรื่องนั้น ๆ

ปฐพีขับรถอย่างช้า ๆ ไม่เร่งร้อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ส่งพสุธากลับถึงคฤหาสน์ศิลาจันทร์

“ขับรถกลับดี ๆ นะครับ ถ้าถึงบ้านแล้ว ส่งข้อความมาบอกผมด้วย” พสุธาพูดกับปฐพี

“ตกลง” ปฐพีก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อเหลาอย่างยากจะหาตัวจับได้ ตอนนี้มีรอยยิ้มอย่างมีความสุข

ปฐพีมีความสุขจริง ๆ เพราะเขารู้ว่าเขาคืบหน้าไปอีกเล็กน้อยแล้ว กับการจีบพสุธา

ปกติเมื่อเขามาส่ง พสุธาก็จะแค่บอกให้เขาขับรถกลับดี ๆ แต่คราวนี้เจ้าตัวบอกให้เขาส่งข้อความหาด้วย เมื่อถึงบ้านแล้ว

นี่มันไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นแฟนกัน ทำให้กันหรือไง

ปฐพีอารมณ์ดี เขากำลังจะขับรถกลับ ทว่ายังไม่ทันจะได้ไปไหน ก็ถูกพสุธาเรียกเอาไว้อีกครั้ง

“เดี๋ยวครับ”

“หืม” ปฐพีส่งเสียงในลำคอ มองพสุธาอย่างสงสัย

“เลยเที่ยงคืนมาหนึ่งนาทีแล้ว สุขสันต์วันเกิดนะครับ แล้วก็นี่ ของขวัญวันเกิดครับ” พสุธาพูดพร้อมกับส่งกล่องของขวัญกล่องเล็ก ๆ ให้กับปฐพี

ปฐพีนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าพสุธาจะให้ของขวัญเขา ทั้งยังอวยพรวันเกิดเขาเป็นคนแรกอีก

“พี่เปิดดูเลยได้ไหม” ปฐพีถามพสุธา

พสุธาก็พยักหน้าเป็นคำตอบ

“เปิดดูสิครับ ดูว่าชอบหรือเปล่า”

เมื่อพสุธาพูดจบ ปฐพีก็เปิดกล่องของขวัญออกดู จากนั้นเขาก็เห็นเชือกสีแดงที่ถูกถักเป็นสร้อยข้อมือ

“ด้ายแดงได้มาจากหลวงพ่อที่วัดที่ผมเคยไปขอข้าวกิน ผมเอามาถักเป็นสร้อยข้อมือ ให้คุณป๋าใส่ไว้คุ้มภัยน่ะครับ ไม่รู้ว่าคุณป๋าชอบไหม แต่ผมไม่รู้จะซื้ออะไรเป็นของขวัญดี คุณป๋าน่าจะมีทุกอย่างหมดแล้ว” พสุธาพูดอธิบาย

“ชอบสิ นายใส่ให้พี่หน่อยได้หรือเปล่า” ปฐพีไม่เพียงแค่ตอบ แต่เขายังยื่นด้ายแดงถักให้กับพสุธา แล้วยื่นข้อมือออกไปด้วย

พสุธายิ้มบาง รับด้ายแดงที่เขาถักเองกับมือ มาผูกให้ที่ข้อมือของปฐพี

“ขอให้พระคุ้มครองนะครับ”

“แต่พี่ได้ยินว่าด้ายแดง เป็นเครื่องลางด้านความรักไม่ใช่เหรอครับ ถ้าอย่างนั้นพี่ใส่เอาไว้ จะช่วยเรื่องความรักของพี่ด้วยไหมครับ” ปฐพีถามด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ขณะที่มือก็ลูบด้ายแดงถักที่ข้อมืออีกข้างไม่ห่าง

พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะพูดตอบ

“ถ้าความรักที่คุณป๋าหมายถึงคือผม อย่างนั้นก็ไม่ต้องขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรอกครับ ขอกับผมไม่ดีกว่าเหรอ”

“งั้นถ้าขอแล้วจะให้ไหม” ปฐพีก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

“อืม เดี๋ยวขอประสานกับทีมงานก่อนนะครับ ว่าแต้มคะแนนคุณป๋าเพียงพอที่จะได้รับรางวัลแล้วหรือยัง”

“ทีมงานมีกี่คนครับ” ปฐพีถามอย่างหวั่นใจ กลัวเหลือเกินว่าทีมงานจะไม่ให้เขาผ่าน

“มีสิบคนครับ”

“ใครบ้างครับ”

“ผม เจ้าของตึกเกรซ ผู้ถือหุ้นสำนักงานทนายความเกษม ผู้ถือหุ้นโรงงานแบตเตอรี่ ผู้ถือหุ้นโรงแรมกาแล็กซี่ ผู้ถือหุ้นบริษัทเท็นซี ผู้ถือหุ้นเลสต์เน่กรุ๊ป ผู้ถือหุ้นทาร์เลสกรุ๊ป อ้อ ยังมีผู้ถือหุ้นร้านอาหารสนามเด็กเล่นด้วย”

ปฐพีมองหน้าพสุธา เมื่อเจ้าตัวพูดชื่อทีมงานออกมาทีละคน ซึ่งสรุปได้ว่าทั้งสิบคน ก็มีแค่เจ้าตัวนั่นแหละ

“ทีมงานของนายแต่ละคนทำให้พี่หวั่นใจมาก พี่ต้องรีบสร้างทีมงานของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่อย่างนั้นพี่คงจะกลายเป็นหมาวัดแล้วล่ะ” ปฐพีพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ทว่ามีแต่เขาเองที่รู้ว่าเขาพูดจริง ๆ

ถ้าเขาไม่รีบทำอะไรสักอย่าง เขาก็จะไม่คู่ควรกับพสุธาแล้ว

“ผมไม่ใช่ดอกฟ้าหรอกนะครับ ผมคือแผ่นดิน” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม

“พี่ก็คือแผ่นดินเหมือนกัน แบบนี้เรามาเป็นดินแผ่นเดียวกันดีไหม” ปฐพีชักชวน

พสุธาหัวเราะในลำคอ

“เคยได้ยินแต่เป็นทองแผ่นเดียวกัน”

“พี่ได้หมดเลย จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน หรือจะเป็นดินแผนเดียวกัน ขอแค่นายตอบตกลงก็พอ”

“ผมบอกแล้วว่าขอปรึกษาทีมก่อน”

“ปรึกษานานไหม”

“ไม่นานหรอกครับ ผมเรียนจบก็น่าจะได้คำตอบพอดี”

ปฐพีอยากถามพสุธาว่าคำว่าไม่นานของเขา และพสุธานั้นมีความหมายเหมือนกันหรือเปล่า

“หึ ๆ ผมเข้าบ้านแล้ว คุณป๋าก็ขับรถกลับดี ๆ นะครับ” พสุธาโบกมือลาปฐพีอย่างน่ารัก พอจะเยียวยาคนที่ต้องรอนานถึงสี่ปีได้บ้าง

สี่ปีก็ดีนะ อย่างน้อยก็มีระยะเวลาที่ชัดเจน เรียนจบแล้วหมั้นกันเลยก็เหมาะพอดี

ปฐพีปลอบใจตัวเอง

 

“ขับคันนี้ไปเถอะ คันนั้นมันเล็กเกินไป ดินเมื่อยขา” พสุธาพูดกับพี่ชาย เขาชี้ไปยังรถยุโรปคันหรูที่ลูคัสซื้อมาให้ใหม่ มีทั้งหมดสามคัน แน่นอนว่าให้พวกเขาคนละคัน

สาเหตุที่ลูคัสซื้อรถยุโรปให้ใหม่ เป็นเพราะศิลา และนะโมไม่กล้าขับซูเปอร์คาร์ ดังนั้นลูคัสจึงแก้ปัญหาด้วยการซื้อรถคันใหม่ให้เลย แน่นอนว่าเมื่อซื้อให้ศิลา และนะโม ย่อมขาดของพสุธาไปไม่ได้

แต่ว่าถึงลูคัสจะซื้อรถยุโรปมาให้แล้ว ศิลาก็ยังชินกับการขับรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ดี เหมือนกับที่นะโมชินกับการขับรถจักรยานยนต์

“ก็ได้” ศิลาตอนแรกตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินพสุธาบอกว่านั่งรถยนต์ไฟฟ้าแล้วเมื่อยขา เขาก็ตอบตกลงทันที

“ลูคัสซื้อมาให้แล้ว ก็เอาไปขับกันเถอะ ไม่อย่างนั้นลูคัสรู้ว่าไม่ขับรถคันนี้กัน เขาจะซื้อคันใหม่มาให้อย่างแน่นอน” พสุธาไม่ได้ขู่ แต่เขารู้ว่าลูคัสทำจริงแน่

ศิลา และนะโม เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา ทั้งคู่ก็มีสีหน้าปั้นยากทันที

“เขาใช้เงินเหมือนหว่านเลย” นะโมพูดเสียงขื่น

“เพราะหาเงินเก่ง พอ ๆ กับที่ใช้เงินเก่งไง ก็เลยไม่กลัว” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถ รอพี่ชาย และนะโมให้ตามขึ้นรถมา

ซึ่งศิลา และนะโมก็ไม่ชักช้า พวกเขารีบขึ้นรถ ก่อนที่ศิลาจะขับรถออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังสถานีขนส่งที่อยู่ใกล้ที่สุด

เพราะได้ทำการจองคิวเอาไว้แล้ว เมื่อพสุธามาถึง ก็สามารถยื่นเอกสารสำคัญต่าง ๆ แล้วเข้าสอบได้เลย

ช่วงแรกจะเป็นการสมรรถภาพททางร่างกาย สายตา ปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเหยียบเบรก ต่อมาก็เป็นการสอบข้อเขียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อสอบผ่านแล้ว พสุธาก็ไปสอบปฏิบัติ หรือก็คือสอบขับนั่นแหละ

แน่นอนว่าด้วยทักษะการขับขี่ระดับเทพของเขา ทำให้เขาสามารถสอบผ่านได้ฉลุย ถึงกระทั่งทำให้ผู้คุมสอบแปลกใจด้วย

“การบังคับรถที่ลื่นไหลไม่ติดขัด ไม่มีการกระทำที่ขาด ๆ เกิน ๆ เลยสักนิดแบบนี้ ไม่เหมือนพวกมือใหมาเลยสักนิด” ผู้คุมสอบที่มีประสบการณ์ขับรถมากว่าสี่สิบปี พูดอย่างทึ่ง ๆ

“สงสัยว่าจะโตมาในครอบครัวนักแข่งรถหรือเปล่า” ผู้คุมสอบพึมพำ

พสุธาไม่รู้เลยว่าทักษะขับรถขั้นเทพของตัวเอง สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้คุมสอบแล้ว เมื่อสอบผ่าน เขาก็รีบไปรับใบขับขี่อย่างรวดเร็ว

“ดีจริง ๆ เลย เดี๋ยวนี้สอบวันเดียวก็ได้ใบขับขี่แล้ว” พสุธาพูดอย่างมีความสุข ก่อนจะหันไปหาศิลา

“เดี๋ยวดินขับรถกลับเอง ตกลงไหม”

“ได้” ศิลา และนะโมก็ตอบตกลงในทันที จากนั้นพวกเขาก็ต้องทึ่ง เมื่อเห็นฝีมือการขับรถของพสุธา

“ไม่น่าเชื่อว่ามึงเพิ่งจะขับรถเป็นได้ไม่นาน ขับคนคล่อง ตอนเปลี่ยนเลนส์ ตอนแซงคือลื่นไหลสุด ๆ เหมือนที่เห็นพวกนักแข่งในสนามเลย” นะโมที่ชื่นชอบเรื่องรถเป็นชีวิตจิตใจ พูดแล้วมองเพื่อนสนิทตาเป็นประกาย

“หึหึ คนมันเก่งก็แบบนี้แหละ ทำอะไรก็เพอร์เฟคไปหมด” พสุธาแกล้งอวยตัวเอง

นะโมจากชื่นชมก็เปลี่ยนเป็นหมั่นไส้ขึ้นมาทันที

“รู้ไหมว่ามึงเก่งเรื่องอะไรที่สุด” นะโมถามพสุธาจากเบาะหลัง

“เรื่องอะไร”

“เรื่องหลงตัวเองไง ถ้ามึงบอกว่าตัวเองเป็นอันดับสอง ก็ต้องไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน”

“โมโม่เพื่อนรัก อยากเดินกลับบ้านเองไหม”

“เดินกลับบ้านเองไม่มีปัญหา ปัญหาคือมึงเรียกกูโมโม่ เหมือนเรียกชื่อหมา!”

“หินเรียกเฮียโก้ว่าโกโก้ เฮียโก้ยังไม่คิดว่าหินเรียกหมาเลย” พสุธาเถียงกลับไป

“ทำไมเฮียมันจะไม่คิด ถ้าเฮียไม่คิดจริง ๆ ก็ให้คนอื่นเรียกไปแล้วสิ นี่ใครเรียกก็ด่า ยกเว้นพี่หิน” นะโมพูดเถียงกลับไปเช่นกัน

เมื่อนะโมพูดจี้ใจดำ พสุธาก็มีสีหน้าบูดบึ้ง

เฮียโก้ไม่ใช่หมา เฮียโก้คือหมูที่คิดจะขโมยผักกาดขาวของเขา!

“เออ ว่าแต่วันเกิดพี่ป๋าวันนี้ กูกับพี่หินไปพร้อมกับมึงเลยนะ” นะโมพูดขึ้นมา

“คุณป๋าเป็นคนชวนเหรอ” พสุธาถามอย่างสงสัย เพราะไม่เห็นปฐพีบอกเขาเรื่องนี้เลย แต่คิดไปคิดมาจะชวนก็ไม่แปลก ถึงอย่างไรปฐพีก็รู้จักกับศิลา และนะโมดี

“เปล่า เฮียโก้ชวนพี่หิน พี่พันไมล์ชวนกู” นะโมตอบไปตามตรง

พสุธาหรี่ตาลงทันที

“เขาชวนแล้วไม่ได้บอกว่าจะมารับหรือ” พสุธาหลอกถาม

“ก็บอกนะ แต่กูปฏิเสธไปแล้ว ไหน ๆ มึงก็ต้องไปอยู่แล้ว ก็ไปพร้อมมึงเลยสิ”

เมื่อได้ยินคำตอบนี้จากเพื่อน พสุธาก็พอใจขึ้นมาทันที

“ได้ มึงกับหินไปพร้อมกู เดี๋ยวกูเลือกเสื้อผ้าให้ด้วย” พสุธาพูด

เรื่องเสื้อผ้าพวกเขาก็ไม่ต้องกังวล ลูคัสแทบจะยกร้านเสื้อผ้าของทุกแบรนด์มาไว้ที่บ้านของเขาแล้ว เพียงแต่ก็เหมือนรถนั่นแหละ ทั้งศิลา และนะโมไม่มีใครยอมใส่เลย ต่างก็บอกว่าไม่ชิน

พสุธาเองก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่มีสัญลักษณ์แบรนด์ เขาเลือกใส่เฉพาะแบรนด์ที่ไม่มีสัญลักษณ์ แต่ถ้าคนรู้จัก มองก็จะรู้ทันทีเลยว่าเสื้อผ้าที่เขาใส่นั้นไม่ธรรมดา

“จำเป็นต้องเลือกด้วยเหรอ”

“เพื่อนคุณป๋าที่ไปงาน ไม่น่าจะมีแค่เฮียโก้ กับพี่พันไมล์ น่าจะมีเพื่อนคนอื่น ๆ ด้วย มึงกับหินจะยอมให้คนอื่นมาดูถูกไม่ได้” พสุธาไม่อยากเห็นพี่ชายและเพื่อนถูกดูถูก

ไม่อย่างนั้นเขาคงจะลงมือทำบริษัทคนพวกนั้นล้มละลายเอาได้

“ไม่น่าหรอกมั้ง พวกพี่ป๋าคงจะเลือกคบเพื่อนอยู่หรอก” นะโมไม่เห็นด้วย

“ก็เผื่อเอาไว้ก่อน อีกอย่างการแต่งตัวดี ๆ ก็เป็นการให้เกียรติเจ้าของงานด้วยเหมือนกัน” พสุธาอ้างไปอย่างนั้นแหละ จริง ๆ เขาแค่อยากให้พี่ชายกับเพื่อนใส่เสื้อผ้าดี ๆ บ้าง

เสื้อผ้าดี ๆ ที่ไม่ได้หมายถึงราคา แต่หมายถึงคุณภาพ ทว่าเสื้อผ้าที่มีคุณภาพ ก็มีราคาสูงกว่าเสื้อผ้าทั่วไป เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

 

งานวันเกิดของปฐพี จัดที่ร้านอาหารสนามเด็กเล่นของพันไมล์ เมื่อพวกพสุธามาถึง เขาก็เห็นแขกมากันเยอะแล้ว แต่ว่าเขาไม่รู้จักใครสักคนเดียว พสุธามองหาเจ้าของวันเกิด หรือไม่ก็เจ้าของร้าน หรือเฮียโก้ แต่เขาไม่เห็นสักคนเดียว

“ดิน ห้องน้ำอยู่ตรงไหนเหรอ พี่อยากไปเข้าห้องน้ำ” ศิลาถามขึ้นมา ขณะที่พสุธากำลังมองหาพวกปฐพี

“อยู่ทางนั้น เดี๋ยวพาไป” พสุธาหันมาตอบ แต่นะโมพูดขึ้นก่อน

“มึงเอาเค้กไปเก็บเถอะ เดี๋ยวจะโดนชนเสียหาย เดี๋ยวกูพาพี่หินไปเอง กูก็อยากเข้าห้องน้ำด้วยเหมือนกัน”

“เอางั้นก็ได้ ถ้าออกมาแล้วมองหากูไม่เจอ ก็โทรศัพท์มานะ”

“ได้” นะโมพูดจบแล้วก็พาศิลาเดินไปเข้าห้องน้ำ พสุธามองตามไปชั่วแวบหนึ่ง ก็เตรียมจะเอาเค้กไปแช่ตู้เย็น

เค้กที่เขาหิ้วมานี้ เป็นเค้กที่เขาทำด้วยตัวเอง เป็นเค้กรสกาแฟ รสโปรดของปฐพี ทว่าจังหวะที่พสุธากำลังจะเดินไปยังห้องครัว ก็มีคนมาชนเขาจากทางด้านหลัง

“เอ๊ะ เดินยังไงไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่เห็นเหรอว่าคนเขาเดินอยู่” เสียงตำหนิต่อว่าดังมาจากทางด้านหลัง

พสุธามุมปากกระตุก เขาหันไปมองคนที่ชนเขา ก่อนจะพูดขอโทษ

“ขอโทษนะครับที่ผมไม่มีตาหลัง เลยมองไม่เห็นคุณ เป็นความผิดของผมเอง ส่วนตาคู่นี้ของผมก็ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ เลย มีคนเดินมาทางข้างหลังแท้ ๆ ดันมองไม่เห็นเสียได้ เฮ้อ ช่างเป็นตาสุนัขอะไรขนาดนี้”