64. ตอนที่ 63
ตอนที่ 63
“ขอโทษนะครับที่ผมไม่มีตาหลัง เลยมองไม่เห็นคุณ เป็นความผิดของผมเอง ส่วนตาคู่นี้ของผมก็ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ เลย มีคนเดินมาทางข้างหลังแท้ ๆ ดันมองไม่เห็นเสียได้ เฮ้อ ช่างเป็นตาสุนัขอะไรขนาดนี้”
คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้คนที่เดินมาชนเขา แต่เป็นฝ่ายโวยวายขึ้นมา ก็สีหน้าแดงก่ำทันที เพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด
ขณะที่คนอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณนั้น ก็หันมามองอย่างอยากรู้ ว่าใครกันที่มีฝีปากประชดประชันขนาดนี้ ตอนที่หันมามอง บางคนมีสีหน้าประหลาดใจ บางคนมีสีหน้าสงสัย แต่บางคนก็เบิกตากว้าง จากนั้นก็หันไปมองคู่กรณีของพสุธาด้วยสายตาเหมือนมองคนตาย
คนกลุ่มหลังนี้ เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์
“หมอนั่นซวยแล้ว หาเรื่องใครไม่หา ไปหาเรื่องคุณพสุธาเข้า”
“ตระกูลหมอนั่นทำธุรกิจอะไรนะ เหมือนจะเป็นโรงแรมใช่ไหม มูลค่าไม่กี่พันล้าน ถ้าคุณพสุธาลงมือขึ้นมา ประโยคเดียวก็ทำให้ล้มละลายได้แล้วมั้ง”
“คุณพสุธาก็มาร่วมงานวันเกิดป๋าด้วย บ้าเอ้ย ทำไมก่อนหน้านี้ถึงลืมคิดเรื่องนี้ไปได้วะเนี่ย ไม่อย่างนั้นคงจะเตรียมตัวมาให้ดีกว่านี้แล้ว”
คำพูดพวกนี้ ทำให้คนที่ไม่ได้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ และไม่รู้จักพสุธา หันมามองคนพูดด้วยความสงสัย
“คนคนนั้นเป็นใครเหรอ ทำไมพวกนายพูดเหมือนว่าเขามีอำนาจมาก”
นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ เมื่อได้ยินคำถามนี้ พวกเขาก็มองสบตากันทันที แต่ละคนมีความคิดเห็นเดียวกันก็คือ อย่าได้เปิดเผยตัวตนของพสุธา
หนึ่งคือพวกเขาไม่ต้องการให้มีคู่แข่งเพิ่ม
สองคือกระทู้ที่เปิดเผยตัวตนของพสุธาได้ถูกลบไปแล้ว รูปภาพของเจ้าตัวก็ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ใครก็ตามที่แอบถ่ายแล้วโพสลงในโซเชียล ภาพนั้นจะถูกลบทันที ตามมาด้วยหมายศาลที่ฟ้องข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเข้าใจได้อย่างชัดเจน ว่าพสุธาไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน
และ สาม เมื่อมีคนไม่รู้ว่าพสุธาเป็นใคร ก็อาจจะมีพวกโง่ไปหาเรื่องพสุธาเข้า ถึงตอนนั้นโดนพสุธาเล่นงาน ก็ถือว่าตัดคู่แข่งในวงการธุรกิจไป ก็ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีคนที่ทำตัวเป็นหมูวิ่งชนปังตอ อาจจะมาจากครอบครัวที่เป็นคู่แข่งด้านธุรกิจของพวกเขาก็ได้
ทายาทมหาเศรษฐีแต่ละคน อาจจะไม่ใช่คนที่ฉลาด หรือเก่งกาจมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ พวกเขาก็พอจะคำนวณกันได้อยู่ ราวกับมันฝักลึกอยู่ในกระดูกของพวกเขา
พวกเขาทำเป็นไม่ได้ยินคำถามนี้ พอดีกับที่พวกปฐพีเดินออกมา
“เกิดอะไรขึ้น” ปฐพีถามเสียงเรียบ แต่เมื่อเห็นพสุธา ใบหน้าเย็นชาของเขาก็อบอุ่นอ่อนโยนขึ้นมาทันที
“นายมาถึงแล้ว” ปฐพีพูดกับพสุธา น้ำเสียงอ่อนโยน
“ครับ คุณป๋า สุขสันต์วันเกิดอีกรอบนะครับ นี่เป็นเค้กที่ผมทำด้วยตัวเอง หวังว่าคุณป๋าจะชอบ” พสุธายื่นกล่องเค้กให้กับปฐพี ไม่ได้มีความคิดจะเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด
“น้องดินทำเองเลยเหรอ แบบนี้พี่ต้องกินให้พุงกางแล้ว” เป็นพันไมล์ที่พูดขึ้นมา เขามองเค้กที่ปฐพีรับไปแล้ว ด้วยสายตาลุกวาว กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
ถึงจะได้กินอาหารฝีมือของพสุธาอยู่ทุกวัน แต่พันไมล์ก็ยังคงอดใจไม่ไหว เมื่อได้เห็นอาหารฝีมือของพสุธาทุกครั้งไป
“ใครบอกจะให้มึงกิน นี่ของกู” ปฐพีไร้เยื่อใยต่อเพื่อนอย่างสิ้นเชิง
ท่าทีของปฐพีที่มีต่อพสุธา ทำให้คนที่เดินชนพสุธาเมื่อครู่นี้ มีสีหน้าไม่สู้ดีขึ้นมา ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เฮียโก้พูดขึ้นก่อนว่า
“ไอ้ดิน มึงมาคนเดียวเหรอ หินล่ะ”
“เออใช่ น้องโมไม่ได้มาด้วยเหรอ”
“มาครับ แต่สองคนนั้นไปเข้าห้องน้ำ ผมไม่เห็นพวกเฮีย ก็เลยมามองหา พร้อมกับจะเอาเค้กไปแช่ตู้เย็นด้วย” พสุธาพูดตอบ
“อ้อ ว่าแต่เมื่อกี๊มีอะไรเกิดขึ้นครับ นายยังไม่ได้ตอบพี่เลย” ปฐพีถามซ้ำอีกครั้ง
พสุธาชำเลืองสายตามองไปยังคนที่เดินชนเขา แต่ก็โทษว่าเป็นความผิดของเขา
“ความผิดผมเองครับ เพราะผมไม่มีตาหลัง เลยมองไม่เห็นว่าคุณคนนี้เดินมาทางผมพอดี ทำให้เขาชนผมเข้าให้” พสุธาตอบออกไปเสียงเรียบเรื่อย แต่นั่นทำให้ฝ่ายคู่กรณีสีหน้าเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม
“เข้าใจผิดกันครับ เข้าใจผิด ผมเดินชนโดยไม่ได้ตั้งใจ เอ่อ น้องดินใช่ไหม พี่ขอโทษนะ” เห็นท่าทางที่ปฐพีมีต่อพสุธา แล้วไหนจะคำพูดของคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ ก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองนั้นอาจจะไปมีเรื่องกับคนที่ไม่สามารถแตะต้องได้เข้าให้แล้ว ดังนั้นจึงกัดฟันขอโทษอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นในใจก็ลอบจดจำความแค้นนี้ไว้ โทษว่าเป็นเพราะพสุธา ถึงทำให้ตัวเองเสียหน้าต่อหน้าคนมากมาย โดยเฉพาะปฐพี
น่าเสียดายที่ไม่มีใครบอกเจ้าตัว ถึงฐานะที่แท้จริงของพสุธา ไม่เช่นนั้น ต่อให้มอบความกล้าให้เจ้าตัวมากกว่านี้อีกสิบเท่า ก็ไม่กล้าลอบแค้นพสุธาหรอก
ฝั่งปฐพี เมื่อได้ยินเรื่องราวจากปากพสุธา และจากคำพูดของคู่กรณี เขาก็สีหน้าเย็นชา
“ปกตินายจะทำตัวอย่างไรฉันไม่สนใจ แต่ดินเป็นคนสำคัญของฉัน นายหาเรื่องเขา เท่ากับหาเรื่องฉัน” ปฐพีไม่เพียงแค่บอกคู่กรณีของพสุธา แต่ยังประกาศให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้รับทราบโดยทั่วกัน
บางคนที่ไม่รู้สถานะของพสุธา ก็คิดว่าปฐพีปกป้องพสุธา
คนที่รู้ว่าพสุธาเป็นใคร ก็คิดว่าปฐพีกำลังประกาศความเป็นเจ้าของ เพื่อตัดคู่แข่ง
แต่ใครจะยอมแพ้ล่ะ ปฐพีเป็นทายาทมหาเศรษฐีตระกูลแสนล้านก็จริง แต่ถ้าพวกเขาสามารถพิชิตใจพสุธาได้ ก็คุ้มค่าที่จะเป็นศัตรูกับปฐพี
คนที่มาร่วมงานวันนี้ ถ้าพูดถึงเพื่อนสนิท ก็มีแค่เพียงเฮียโก้ และพันไมล์เท่านั้น อ้อ ยังมีแสงจันทร์ที่ยังมาไม่ถึงอีกหนึ่งคน ที่เหลือก็เป็นเพื่อนร่วมวงสังคม เพื่อนที่มหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยม พวกเพื่อนเหล่านี้ นอกจากตัวเองมาร่วมงาน ก็ยังพาแฟน พาเพื่อนมาร่วมด้วย ทำให้วงสังคมของพวกเขาขยายใหญ่ขึ้น
ปฐพีไม่สนใจ ใครอยากมาก็มา แต่ถ้ามาแล้วสร้างความไม่พอใจให้เขา ก็รับผลที่ตามมาเอาเอง
เหมือนตอนนี้ คนที่หาเรื่องพสุธา เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของปฐพี ไม่ใช่เพื่อนสนิท แต่ตอนทำงานกลุ่ม ก็มีต้องร่วมกลุ่มกันบ้างบางครั้ง ทำให้ถือว่าคุ้นเคยกันอยู่เล็กน้อย งานเลี้ยงวันเกิดปีที่ผ่าน ๆ มาของปฐพี เจ้าตัวก็มาร่วมงานด้วย เพราะถือว่าเป็นโอกาสอันน้อยนิด ที่จะได้เจอปฐพี เนื่องจากไม่ได้เรียนที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์เช่นเดียวกับพวกปฐพี
ฝั่งคนถูกเตือนก็มีสีหน้าซีดเผือดไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบรับอย่างกล้ำกลืนฝืนทน มือกำเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ
พสุธาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจอีก ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่เรื่องเล็ก ๆ เท่านั้น เขาตอกกลับไปแล้ว ก็ถือว่าจบกันไป
แน่นอนว่านั่นหมายถึงการที่อีกฝ่ายไม่สร้างความแค้นใหม่ขึ้นมาด้วย
“หิน โม ทางนี้” พสุธาเห็นจากไกล ๆ ว่าพี่ชาย กับเพื่อนสนิทของตัวเองเดินมาแล้ว ก็ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ให้ทั้งคู่
“พี่ป๋า สุขสันต์วันเกิดนะครับ นี่ของขวัญของผม” นะโมที่เดินมาถึง ก็ยื่นของขวัญให้กับปฐพี
“ป๋า สุขสันต์วันเกิดนะ นี่ของขวัญของเรา” ศิลาก็ยื่นกล่องของขวัญที่ตัวเองเตรียมมาให้กับปฐพีด้วย
ปฐพีรับไปด้วยรอยยิ้ม
“ความจริงแค่มาก็พอแล้ว ของขวัญไม่ต้องหรอก”
“นั่นไม่ได้หรอก ตอนที่ป๋าไปวันเกิดเรา ป๋าก็ให้ของขวัญนี่นา” ศิลาพูด และคำพูดนี้ ทำให้หลายคนมองศิลาด้วยสายตาประเมิน
คนที่ทำให้ปฐพียอมไปร่วมงานวันเกิดได้ มีไม่มากนักหรอก แล้วคนคนนี้เป็นใครกันแน่
หลายคนสงสัย แต่คนที่มีไหวพริบดีหน่อย ก็พอจะคาดเดาได้ เมื่อครู่พสุธาโบกมือทักทายศิลา ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าพสุธา และศิลาสนิทสนมกัน เพราะอย่างนั้น การที่ปฐพีไปร่วมงานวันเกิดของศิลา ก็เป็นเพราะเห็นแก่พสุธา
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีใครกล้าเมินศิลา เพราะดูแล้วอีกฝ่ายจะสนิทกับพสุธามาก
ถ้าคนเหล่านี้รู้ว่าศิลาคือพี่ชายของพสุธา นอกจากจะไม่กล้าเมินแล้ว ยังต้องรีบเข้ามาประจบเสียด้วยซ้ำ
“กินอะไรกันมาหรือยัง หิวกันไหม” ปฐพีถามพสุธา
“ยังครับ วันนี้ไปทำใบขับขี่มา ไม่มีเวลากินอะไรเลย” พสุธาพูดตอบ
“ไป พี่พาไปหาอะไรกิน”
“น้องดินลองชิมดู อาหารที่ลูกศิษย์น้องดินทำ ดูว่าฝีมือมีความคืบหน้าบ้างไหม” พันไมล์พูดกับพสุธาอย่างกระตือรือร้น แต่นั่นก็ทำให้คนอื่น ๆ มองมาที่พสุธาด้วยความมึนงง
หมายความว่ายังไง อาหารในวันนี้เป็นฝีมือของลูกศิษย์พสุธาอย่างนั้นหรือ แต่ว่าคนตรงหน้าพวกเขานี้ อายุเพิ่งจะเท่าไรกันเชียว ทำไมถึงมีลูกศิษย์ได้แล้ว
หรือว่าพันไมล์จะพูดสลับกัน เป็นพสุธาที่เป็นลูกศิษย์ของเชฟที่ทำอาหารในวันนี้หรือเปล่า
“เมื่อวานผมก็ชิมไปแล้วนะครับ ฝีมือพัฒนาขึ้นทุกวันนั่นแหละ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ แน่นอนว่าเขาในฐานะอาจารย์ ถ้าทำให้ลูกศิษย์พัฒนาฝีมือไม่ได้ เขาก็ขายหน้าแย่น่ะสิ
“จริง ๆ เชฟโจก็ทำอาหารได้รสชาติใกล้เคียงกับผมมากแล้วนะ ผมไม่ต้องมาทำเมนูพิเศษทุกวันก็ได้” พสุธาพูดออกไป และคำพูดนี้ของพสุธา ก็ทำให้คนที่ได้ยินนั้นอึ้งไปเลย
“อาหารจานพิเศษที่ดัง ๆ นั่น เป็นฝีมือของนายเองเหรอ!” เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมของปฐพีคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างตื่นตะลึง
เขาไม่รู้จักพสุธา แต่รู้จักอาหารจานพิเศษของร้านอาหารสนามเด็กเล่น และรู้จักเชฟเทพ ผู้มีความสามารถในการทำอาหารระดับเทพ ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าพสุธาเป็นคนทำอาหารจานพิเศษของร้าน หรือก็คือเชฟเทพที่โด่งดังมากในช่วงนี้ เขาก็ตื่นตะลึงไป
ไม่ใช่แค่ชายคนนี้เท่านั้นที่ตื่นตะลึง แต่มีอีกหลายคนเลยที่เคยได้ยินชื่อเสียงของเชฟเทพ พวกเขาก็มองพสุธาราวกับไม่อยากจะเชื่อ
นักศึกษามหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ ที่รู้ถึงความร่ำรวยของพสุธา ก็มองพสุธาด้วยสายตามีคำถาม
คนที่รวยจนใช้ไปอีกสิบชาติก็ไม่หมด ทำไมยังมาทำงานที่ร้านอาหารอีก ต่อให้เป็นเชฟก็เถอะ เงินเดือนเชฟไม่ถึงเศษเสี้ยวของทรัพย์สินที่เจ้าตัวมีหรอกมั้ง
คนระดับนี้ ไม่ใช่วัน ๆ สมควรเอาแต่มองกระดานหุ้น โลดแล่นอยู่ในวอลสตรีทหรอกเหรอ
ฝั่งพันไมล์เมื่อได้ยินพสุธาพูดอย่างนั้น เขาก็รีบอ้อนวอนในทันที
“ถึงเชฟโจจะทำอาหารได้รสชาติใกล้เคียงขนาดไหน แต่มันก็ยังแค่ใกล้เคียง ยังขาดไปอีกนิดหน่อย น้องดินอย่าเพิ่งทิ้งพี่ไปเลยนะ” พันไมล์ไม่เพียงแค่พูด แต่มือสองข้างยังเกาะแขนพสุธาด้วย ทว่าเพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้น เขาก็ถูกปฐพีมองมาอย่างเยียบเย็น
“พูดก็พอ จะจับแขนทำไม” ปฐพีพูดแล้วก็ดึงพสุธาไปยืนแนบชิดตัวเองมากยิ่งขึ้น และการกระทำนี้ ก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน
นี่ ไม่ใช่ว่าปฐพีไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัวไม่ใช่เหรอ ไม่สิ ไม่ใช่แค่ไม่ชอบให้ใครมาโดนตัว เจ้าตัวก็รังเกียจที่จะไปโดนตัวคนอื่นด้วยเหมือนกัน
แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมปฐพีถึงได้แตะต้องตัวพสุธาได้
เพื่อน ๆ ที่มาร่วมงานในวันนี้ ไม่รู้ว่ามีเรื่องให้พวกเขาตื่นตะลึงไปกี่เรื่องแล้ว
ฝั่งพันไมล์ เมื่อได้ยินคำพูดของปฐพี เขาก็ทำสีหน้าเหม็นเบื่อใส่เพื่อนตัวเอง แล้วพูดกับพสุธาว่า
“น้องดินดูสิ ขนาดมันยังจีบน้องดินไม่ติด มันยังหวงขนาดนี้ ถ้าน้องดินหลวมตัวตกลงปลงใจคบกับมัน มันต้องห้ามไม่ให้ใครได้เข้าใกล้น้องดินแน่ ๆ” พันไมล์พูดเสียงเล็กเสียงน้อย ซึ่งคำพูดเหล่านี้ ไม่ต่างอะไรกับการประกาศต่อหน้าทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ว่าพสุธาคือคนที่ปฐพีกำลังตามจีบอยู่
คนอื่น ๆ แม้ว่าจะคาดเดากันบ้างแล้ว แต่เมื่อได้ยินกับหูจริง ๆ ก็ยังอดที่จะตกใจไปไม่ได้
ส่วนพสุธานั้นมุมปากกระตุก ไม่รู้ทำไม เขาถึงคิดว่าพันไมล์กับปฐพีเตี๊ยมกันมาก่อนแล้วในเรื่องนี้ เขามั่นใจ แต่เขาไม่มีหลักฐาน
แต่ก่อนที่พสุธาจะได้พูดอะไร ก็มีเสียงเรียกดังมาจากทางด้านหลัง เมื่อหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นปฐวี ที่เดินมาพร้อมกับแสงจันทร์
“น้องสะใภ้ของพี่ ทำไมวันนี้ไม่ไปกินข้าวที่บ้านพี่ล่ะ รู้ไหมว่าคุณปู่ คุณพ่อคุณแม่บ่นเสียดายกันขนาดไหน” ปฐวีพูดเสียงดังเปิดเผย นี่ทำให้คนอื่น ๆ เข้าใจไปว่าความสัมพันธ์ของปฐพี และพสุธานั้นคืบหน้าไปถึงขั้นพบหน้าผู้ใหญ่กันแล้ว
พสุธายิ้มอย่างจนใจ นี่ทำกันเป็นขบวนการหรือเปล่า แต่น่าแปลกใจตรงที่ เขาเองก็ไม่ได้รังเกียจการกระทำแบบนี้
อันที่จริง คำนวณดูแล้วก็เห็นว่าดีเหมือนกัน เมื่อคนอื่นรู้ว่าปฐพีกำลังตามจีบเขาอยู่ คนที่หวังจะเข้าหาเขาเพราะฐานะของเขา จะได้ถอดใจไป อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ต้องมีบ้างนั่นแหละที่คิดว่า แข่งกันจีบกับปฐพี อย่างไรตัวเองโอกาสที่จะชนะก็มีน้อยถึงน้อยมาก แบบนี้น่าจะตัดเรื่องยุ่งยากไปได้มากทีเดียว
ปฐพีไม่รู้เลยว่าตัวเอง ตอนนี้ได้เข้าใกล้ตำแหน่ง ‘ไม้กันหมา’ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถึงจะรู้ เจ้าตัวก็ไม่โกรธหรอก ทั้งยังพอใจด้วย เพราะไม้กันหมาอย่างเขา จะกันทุกคนออกไป แล้วเก็บพสุธาเอาไว้คนเดียว
“ฝากขอโทษพวกท่านด้วยนะครับ พอดีว่าวันนี้ผมติดธุระ เลยไม่ได้ไปพบท่านด้วยตัวเอง” พสุธาพูดตอบกลับไป
ปฐพีมองพสุธาอย่างไม่คาดคิด ว่าเจ้าตัวจะพูดตอบแบบนี้ เพราะนี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับเรื่องระหว่างพวกเขา
“ได้สิ แต่จริง ๆ ไม่ต้องฝากพี่หรอก เพราะไอ้ป๋ามันก็อธิบายไปแล้ว” ปฐวีพูดเสียงระรื่น ก่อนจะถามหาอาหาร ขณะที่แสงจันทร์นั้นก็ทักทายพวกพสุธา
“หิน น้องดิน น้องโม ไม่ได้เจอกันนานเลย คิดถึงเราไหม” แสงจันทร์ไม่เพียงแค่พูดถาม แต่ยังเดินไปคล้องแขนศิลาด้วย
ตั้งแต่วันงานเกิดของศิลา ทั้งคู่ก็สนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น
“พี่จันทร์ไปเที่ยวมา สนุกไหมครับ” พสุธาถามออกไป
แสงจันทร์เพราะป่วยมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย ดังนั้นเมื่อร่างกายดีขึ้นมาก จนแทบจะกลายเป็นปกติแล้ว เจ้าตัวจึงเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยว คราวนี้ไปโซนยุโรปมาเกือบครบทุกประเทศเลยทีเดียว
“สนุกครับ คราวหน้าพวกเราไปด้วยกันดีไหม” แสงจันทร์หมายถึงตัวเอง พสุธา ศิลา และนะโม
แต่พวกพสุธายังไม่ทันได้พูดตอบ ก็มีสี่เสียงดังประสานกัน
“ไปด้วย” ปฐพี ปฐวี เฮียโก้ และพันไมล์ ประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง
ทุกคนมองไปยังพวกเขาเป็นตาเดียว บ้างก็มีสายตาประหลาดใจ บ้างก็มีสายตาทดท้อใจ
จำพวกหลังนี่เป็นพวกที่หมายตาพวกปฐพี หรือไม่ก็พวกพสุธา
“ไปสิ ไปช่วยพวกเราหิ้วของ” แสงจันทร์ตอบรับอย่างกระตือรือร้นในทันที สายตาเปล่งประกายขณะที่จับจ้องไปยังปฐวี
พสุธาเห็นสายตาของแสงจันทร์ ก็นึกถึงเรื่องที่ปฐพีเคยบอก คนที่อยู่ในใจของแสงจันทร์ ก็คือปฐวี
และดูเหมือนว่าปฐวีก็น่าจะมีแสงจันทร์อยู่ในใจเช่นกัน ไม่อย่างนั้นทำไมเจ้าตัวถึงได้โพล่งขึ้นมาพร้อมกับอีกสามคนล่ะ
พสุธาคิดแล้ว ก็ไม่ได้ปฏิเสธ หรือรับปาก
เรื่องไปเที่ยวต่างประเทศน่ะ ตอนนี้เขายังไม่มีเวลาจริง ๆ
ปฐพีเห็นสีหน้าของพสุธา ก็รู้ว่าพสุธาคิดอะไรอยู่ เขาจึงได้เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ชวนทุกคนไปกินอาหารในงาน ที่ตอนนี้ถูกนำมาเสิร์ฟหมดแล้ว
“ดินกินข้าวไหม” ปฐพีถามพสุธา เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้พสุธาบอกว่าตัวเองยุ่งจนไม่มีเวลาได้กินอะไรเลย
“มีกับข้าวเหรอครับ” พสุธาถามแล้วมองหา เพราะว่าอาหารในงาน ส่วนใหญ่จัดเป็นพวกกับแกล้มเสียมากกว่า เรียกได้ว่าเน้นเหล้า ไม่เน้นข้าว
“มีครับ พี่ขอให้เชฟทำไว้แล้ว เดี๋ยวพี่ไปยกมาให้” ปฐพีพูดแล้วลุกขึ้น
“ไม่เป็นไรครับ ผมไปยกเองดีกว่า” พสุธารีบพูดทันที ทว่า
“ไม่ต้องไปทั้งสองคนนั่นแหละ เดี๋ยวให้เด็กยกมาให้ น้องโม หิน กินข้าวด้วยไหม” พันไมล์หันไปถามอีกสองคน ซึ่งทั้งคู่ก็พยักหน้า
ไม่นานข้าวร้อน ๆ และกับข้าวหอม ๆ ก็ถูกนำมาเสิร์ฟ
“พวกพี่ไม่กินด้วยกันเหรอ” นะโมถาม เมื่อเห็นว่าทั้งโต๊ะ มีแค่พวกเขาสามคนเท่านั้นที่กินข้าว
อ้อใช่ โต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่ มีคนนั่งแค่แปดคนเท่านั้น ก็แก๊งพสุธา และแก๊งปฐพีนั่นแหละ
“พวกพี่กินกันแล้ว พวกนายกินเถอะ” พันไมล์พูดตอบ ก่อนจะถามพสุธา
“ได้ยินว่าไปทำใบขับขี่มา เป็นยังไงบ้าง”
“ก็ราบรื่นดีครับ ได้ใบขับขี่มาแล้วเรียบร้อย” พสุธาตอบ หลังจากกลืนข้าวลงคอแล้ว
“เยี่ยมไปเลย วันหลังไปขับรถเล่นกัน น้องดินขับ เดี๋ยวพี่เป็นตุ๊กตาหน้ารถให้” พันไมล์หมายตา บูแกตติ เซนโตดิเอซี ของพสุธามานานแล้ว ตั้งแต่ที่เห็นในโรงจอดรถ
ซูเปอร์คาร์ที่มีเพียงสิบคันในโลก ใครจะอดใจได้
“ตำแหน่งตุ๊กตาหน้ารถ กูจองแล้ว” ปฐพีพูดขึ้นมา ทำเอาคนอื่น ๆ ถึงกับสำลักเหล้า
“เดี๋ยวนะ ไอ้ไมล์อยากเป็นตุ๊กตาหน้ารถไม่เท่าไร แต่มึงเนี่ย เดี๋ยวนี้ถึงขั้นนี้แล้วเหรอ ไอ้ดินน้องกูนี่มันเจ๋งจริง ๆ เอามึงซะอยู่หมัดเลย”
“อย่าใส่ร้ายกันน่าเฮีย นี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” พสุธาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง แต่ปฐพีก็เถียงขึ้นมา
“ใครบอก นายทำนะ เพราะนายทำตัวน่ารัก พี่เลยตกหลุมรักซะลึกเลย”
“ทำเป็นพูดนะมึง กูอยากย้อนเวลาไปบันทึกเสียงตอนที่กูเชียร์ให้มึงจีบไอ้ดิน แล้วมึงบอกว่าให้ดินได้เจอโลกกว้างก่อน เผื่อจะเจอคนที่ดีกว่ามึง ทำไม ตอนนี้ไม่อยากให้ไอ้ดินมันได้เจอโลกกว้างแล้วเหรอ” เฮียโก้พูดค่อนแคะขึ้นมา แต่ปฐพีก็
“กูไปคิดมาแล้ว ในโลกนี้ กูนี่แหละที่ดีที่สุด นอกจากกู ก็ไม่มีใครคู่ควรกับดินแล้ว”