67. ตอนที่ 66
ตอนที่ 66
“คิวเป็นแฟนคงจะยังไม่ได้ แต่มีคิวรอพิจารณาเป็นแฟนนะครับ คุณป๋าเข้าคิวนี้ไปก่อนได้หรือเปล่า” พสุธาถามออกไปยิ้ม ๆ ท่ามกลางรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของคนอื่น และสีหน้าหวงน้องชายของศิลา
“แล้วคิวรอพิจารณามีคนเยอะไหมครับ” ปฐพีถามออกไป
“ก็ถ้าคุณป๋าตกลง ตอนนี้ก็มีคุณป๋าคนเดียวครับ”
“งั้นถ้าพี่เข้าคิวแล้ว นายหยุดแจกบัตรคิวได้หรือเปล่า” ปฐพีถามออกไปอีก
คราวนี้พสุธาไม่ได้ตอบในทันที เขาแกล้งทำสีหน้าลังเลใจ ให้ปฐพีใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เล่น
เห็นปฐพีมีสีหน้ากังวลใจขึ้นเรื่อย ๆ พสุธาก็ถามยิ้ม ๆ
“คุณป๋าไม่มั่นใจขนาดนี้เลยเหรอครับ คิดว่าถ้ามีคู่แข่งแล้วตัวเองจะแพ้เหรอ”
“กังวลใจสิครับ ต่อให้พี่จะดีแค่ไหน แต่ความรักก็ไม่ใช่รางวัลตอบแทนของความดีนี่นา” ปฐพีให้คำตอบ
พสุธายิ้มออกมา
“เอาเป็นว่าดูพฤติกรรมเป็นหลักก็แล้วกันครับ ถ้าคุณป๋าไม่ไปเข้าคิวแถวอื่นด้วย ผมก็จะไม่แจกบัตรคิวเพิ่มแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้ปฐพียิ้มออกมาได้ และใบหน้าหล่อเหลานั่นก็สามารถทำให้หนุ่มสาวมากมายตกหลุมรักเจ้าตัวได้เลยทีเดียว
น่าเสียดายที่คนคนนี้ดันตกอยู่ในหลุมรักของเขา ที่เขาก็ไม่รู้ว่าไปขุดมาตอนไหนเหมือนกัน
“เอสองเก้าศูนย์สี่ นายไปสืบดูให้ฉันหน่อยว่าเจ้าของเป็นใคร ที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง เกี่ยวข้องกับใครบ้าง” พสุธาพูดกับแฟรงค์ ตอนนี้เขากลับจากคอนโดมิเนียมของพันไมล์มาแล้ว
ที่จริงเรื่องนี้พสุธาจะถามปฐพีเอาก็ได้ เพราะเขาได้รู้จากปากของปฐพีแล้วว่าคอนโดมิเนียมโครงการที่พันไมล์อยู่ เป็นธุรกิจของครอบครัวปฐพี
ทว่าพสุธาไม่เอ่ยปากถาม เพราะไม่อยากให้กระทบไปถึงเจ้าตัว ลำพังมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นในคอนโดมิเนียมโครงการของครอบครัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว หากมีคนรู้ว่าเจ้าตัวเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า โดยที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ถึงตอนนั้นจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ คอนโดมิเนียมหรู ราคาที่มีแต่เศรษฐีเท่านั้นที่ซื้อได้แบบนี้ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นส่วนตัวของลูกค้า สำคัญที่สุด
เพราะตระหนักถึงผลกระทบนี้ พสุธาจึงไม่ได้เอ่ยปากขอให้ปฐพีช่วย
แต่หากว่าเขาหาหลักฐานมาได้อย่างแน่ชัดแล้ว ก็จะต้องปรึกษากับปฐพีดูสักหน่อย ว่าเจ้าตัวจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ถึงจะดีต่อทุกฝ่าย หรือส่งผลกระทบให้น้อยที่สุด
“ฉันมีแค่ข้อแค่เขาเป็นเจ้าของห้องในโครงการนั้น เพียงพอหรือเปล่า” พสุธาถามแฟรงค์ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร เป็นคนประเทศไหน อายุเท่าไร สูงเตี้ย อ้วนผอม ล้วนไม่รู้ทั้งนั้น
“พอแล้วครับ ขอแค่เขามีชื่อเป็นเจ้าของห้องจริง ๆ ผมให้ทีมเทคนิคตรวจสอบ เมื่อได้ชื่อของเขามาแล้ว เรื่องที่เหลือก็ง่ายมากครับ” แฟรงค์พูดอย่างสบาย ๆ เพราะงานนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับเขาจริง ๆ
“สำหรับพวกนาย การสืบหาคนเป็นเรื่องง่ายเหรอ” พสุธาถามแฟรงค์
“ก็ยากกว่ากินข้าวนิดเดียวครับ” แฟรงค์ให้คำตอบแบบที่ทำให้คนฟังหมั่นไส้ได้มากเลยทีเดียว
พสุธามุมปากกระตุก ก่อนจะพูด
“ถ้าอย่างนั้นช่วยผมอีกเรื่องได้ไหม แต่เรื่องนี้ก็ไม่ต้องรีบเท่าไร” พสุธาถามออกไป
“ได้ครับ ไม่ว่านายน้อยจะมีคำสั่งอะไร ผมยินดีทำตามทุกอย่างอยู่แล้ว” แฟรงค์ตอบอย่างแข็งขัน
พสุธาอ่อนใจกับคำเรียกขานของอีกฝ่ายอยู่บ้าง ซึ่งเขาก็คร้านจะแก้แล้ว จึงได้แต่เล่าเรื่องศิลาให้แฟรงค์ฟัง
“ยี่สิบปีก่อน เวลาผ่านมานานแล้ว เรื่องนี้คงจะต้องใช้เวลาสืบสักพักเลยครับ อีกอย่างข้อมูลของคุณศิลาก็น้อยเกินไป” แฟรงค์พูดเสียงจริงจังกว่าเดิม ไม่มีความสบาย ๆ เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
ความจริงแฟรงค์รู้สึกขายหน้าอยู่บ้าง เขาเพิ่งจะพูดไปว่าเรื่องการสืบข้อมูล สำหรับพวกเขาเป็นเรื่องยากกว่ากินข้าวแค่นิดเดียว ผ่านไปยังไม่ทันไร นายน้อยของพวกเขาก็ให้โจทย์ยากแก่พวกเขามาแล้ว
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน สืบไม่ง่ายเหมือนเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
แต่ว่าไม่ง่าย ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แฟรงค์ตั้งใจว่าเขาจะต้องสืบเรื่องนี้ให้ได้ภายในครึ่งเดือน ไม่อย่างนั้นนายน้อยจะรู้สึกว่าแก๊งของพวกเขา ‘ก็ไม่เท่าไร’ จะให้นายน้อยดูถูกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดว่านายน้อยไม่ยอมรับตำแหน่งต่อจากนายใหญ่ แล้วพวกเขาจะทำยังไงกันล่ะ!
“ไม่เป็นไร ค่อย ๆ สืบไปก็ได้” พสุธาคิดว่าเรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ ต่อให้ศิลาไม่เจอพ่อแม่ที่แท้จริงไปตลอดชีวิต ก็ไม่เป็นอะไร ถึงอย่างไร ศิลาก็คือพี่ชายของเขาตลอดไป
“ทราบแล้วครับนายน้อย จริงสิครับ นายใหญ่มีของขวัญให้นายน้อยด้วยนะครับ” แฟรงค์พูดอย่างนึกขึ้นมาได้
“ของขวัญอะไร” พสุธาถามอย่างระแวง ไม่ใช่อะไร กลัวว่าลูคัสจะไปเหมาโชว์รูมรถ หรือร้านเสื้อผ้ามาอีกแล้ว ตอนนี้เขาไม่มีที่จอดรถ และไม่มีตู้เสื้อผ้าเอาไว้เก็บเสื้อผ้าแล้วด้วยซ้ำ
เสื้อผ้ามากมายกว่าครึ่งที่ลูคัสซื้อให้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แกะออกมาจากถุงเลยด้วยซ้ำ
พสุธาโล่งใจที่บ้านของเขาหลังใหญ่พอที่จะเก็บของพวกนี้ ถ้าเป็นห้องเช่าเก่าของพวกเขา พวกเขาคงจะไม่มีที่ให้เดินแล้ว อย่างว่าที่นอนเลย
“นายน้อยลงเข้าเว็บไซต์ตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัททาร์เลสสิครับ” แฟรงค์พูดตอบน้ำเสียงมีเลศนัย
แต่ว่าพสุธานั้นก็
“ไม่เอาหรอก เข้าเว็บไซต์นั้นต้องเสียเงินตั้งหนึ่งร้อย” พสุธาเสียดายเงิน เว็บไซต์ที่เปิดให้ดูข้อมูลผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทนั้น จะเข้าดูต้องเสียงครั้งละหนึ่งร้อย
เขาไม่ได้อยากรู้เรื่องใครเป็นผู้ถือหุ้นสักหน่อยของบริษัทนั้นสักหน่อย ทำไมเขาจะต้องยอมเสียเงินหนึ่งร้อยบาทด้วย
แฟรงค์มุมปากกระตุก เมื่อคนที่มีทรัพย์สินเป็นล้านล้านบาท เสียดายเงินหนึ่งร้อยบาท
ทว่าแฟรงค์ยังไม่ทันจะได้เกลี้ยกล่อม พสุธาก็คาดเดาอะไรขึ้นมาได้
“อย่าบอกนะว่าของขวัญที่ลูคัสให้ฉัน คือหุ้นของบริษัททาร์เลสน่ะ” ปากก็พูดถาม แต่เมื่อเขาก็หยิบแท็ปเล็ตมาดูข้อมูลผู้ถือหุ้นบริษัททาร์เลส และเมื่อเห็นชื่อของตัวเองปรากฏในอันดับที่สาม ถือหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ มูลค่ากว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พสุธาก็พูดไม่ออกในทันที
“ลูคัสเป็นบ้าไปแล้วเหรอ ซื้อรถให้ฉันก็มากเกินไปแล้ว นี่ถึงกระทั่งซื้อหุ้นบริษัทรถให้ฉันเลย เขามีเงินเยอะเกินไปเหรอ” พสุธาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี กับของขวัญชิ้นนี้ของแฟรงค์
มันสูงค่าจนรถห้าสิบหกคันที่เจ้าตัวให้มาก่อนหน้า กลายเป็นเงินก้อนเล็ก ๆ ไปเลย
ห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินบาทนั่นมันต้องเท่าไรแล้ว หนึ่งล้านหกแสนสี่หมื่นสามพันสามร้อยห้าสิบล้านบาท
นี่มันมากกว่าทรัพย์สินที่เขามีอยู่ทั้งหมดในตอนนี้อีกนะ
ลูคัสรวยขนาดไหนกันแน่ พสุธาสงสัย แต่เขาไม่กล้าคาดเดาความรวยของลูคัส เพราะว่าดูจากที่เจ้าตัวให้เขามาอย่างไม่เสียดายเลยสักนิด มันก็ชวนให้น่ากลัวเกินไปแล้ว
ถึงตอนนี้พสุธาค่อยเข้าใจความรู้สึกของพวกคุณวินิจ เมื่อเห็นมูลค่าทรัพย์สินที่เขามีอยู่ในมือ
ให้ตายเถอะ ใครบอกว่าเขารวย คนรวยที่แท้จริงคือลูคัสนู่น
ทางฝั่งของแฟรงค์ เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็หัวเราะแล้วพูดตอบว่า
“อย่าว่าแต่หุ้นแค่ไม่กี่หมื่นล้านดอลลาร์เลยครับ ถ้านายน้อยยอมรับ นายใหญ่ก็จะมอบแก๊งให้นายน้อยเลย รับแก๊งไป ก็เท่ากับรับทรัพย์สินทั้งหมดไปนั่นแหละครับ”
พสุธาคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินอย่างนี้ เขารีบพุดว่า
“ปล่อยให้ฉันได้เป็นคนธรรมดาเถอะ”
“ไม่มีคนธรรมดาที่ไหน กล้าช่วยคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงหรอกนะครับ แล้วก็ไม่มีคนธรรมดาคนไหน ที่กล้าเรียกนายใหญ่ของแก๊งมาเฟียด้วยชื่อเฉย ๆ หรอกนะครับ”
“ตอนนั้นฉันเห็นนายใหญ่ของนายดูเหมือนคนรวยที่ถูกปล้น เลยเข้าไปช่วยเพื่อหวังเงินรางวัล ส่วนเรื่องชื่อเรียก ก็ลูคัสทำตัวเหมือนหัวหน้ามาเฟียตรงไหนล่ะ เหมือนหัวหน้าเด็กอนุบาลหมีน้อยมากกว่าอีก” พสุธาเถียง
แฟรงค์ถึงคราวพูดไม่ออกบ้าง
นายใหญ่ของเขาทำตัวไม่ได้ความเกินไป เวลาอยู่ต่อหน้านายน้อย ตอนนี้บารมีของมาเฟียใหญ่ นายน้อยก็ไม่เห็นอยู่ในสายตาแล้ว
ขณะที่แฟรงค์กำลังนินทานายใหญ่ของตัวเองอยู่ในใจ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมา คนที่โทรศัพท์มา ก็คือนายใหญ่ของเขาเองนั่นแหละ
“นายน้อย ผมต้องขอตัววางสายก่อนนะครับ พอดีว่านายใหญ่ติดต่อมา”
“ได้” พสุธาก็ตกลงอย่างง่ายดาย
“นายน้อยมีคำพูดอยากฝากถึงนายใหญ่หรือเปล่าครับ” แฟรงค์คิดว่าถ้าเขามีคำพูดของนายน้อยฝากไปบอก นายใหญ่ของเขาอาจจะอารมณ์ดีขึ้นมา ทว่า
“บอกเขาว่าว่าง ๆ ก็ให้ไปตรวจสมองดูหน่อย หุ้นมูลค่าเป็นล้านล้านยังยกให้คนอื่นง่าย ๆ สมองมีปัญหาหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นวันไหนเขามาสยาม ฉันจะทำอาหารบำรุงสมองให้กิน” พสุธาพูดจบก็ตัดสายไปเลย พลางคิดว่าจะทำอาหารบำรุงแบบไหนให้ลูคัสดี
ขณะที่แฟรงค์เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา เขาก็ยิ้มขึ้นมา เขาจับใจความสำคัญได้แค่ประโยคเดียวก็เท่านั้น
นายน้อยเป็นห่วงนายใหญ่ จะทำอาหารบำรุงสุขภาพให้นายใหญ่ นายใหญ่รับลูกบุญธรรมไม่ผิดคนจริง ๆ
เมื่อแฟรงค์รับโทรศัพท์ และพูดถ้อยคำที่พสุธาฝากมา ลูคัสก็อารมณ์ดีตามที่ลูคัสคาดการณ์
“ลูกรักของกูนับวันจะยิ่งน่ารักขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของกูแล้ว นั่นสินะ ตอนนั้นกูแปลกหน้า ยังเก็บกูไปรักษา ตอนนี้ก็เป็นพ่อบุญธรรม จะห่วงกูก็ไม่แปลก เฮ้อ มีลูกกตัญญูแบบนี้ กูต้องให้รางวัลสักหน่อย มึงคิดว่ากูซื้ออะไรให้ลูกรักกูดี เครื่องบินดีไหม ลูกรักกูเหมือนจะไม่ชอบขับรถ ซื้อเครื่องบินให้ลูกรักกูดีกว่า” ลูคัสพูดเหมือนปรึกษา แต่พูดจบเขาก็วางสาย จากนั้นก็หันไปสั่งมือขวาของตัวเอง ให้ทำเรื่องซื้อเครื่องบินให้กับลูกชายของเขา
พสุธาไม่รู้ตัวเลยว่าลูคัสกำลังจะเล่นใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
ฝั่งพสุธา หลังเขาวางสายจากแฟรงค์ ก็มองไปยังโซฟาที่ควรจะว่างเปล่า แต่ตอนนี้ปรากฏคู่รักคู่หนึ่งนั่งอยู่ และทั้งคู่ก็มองมาที่เขาอย่างสงสัยใคร่รู้ พสุธาก็มองตอบกลับไปอย่างไม่ปิดบัง
“พวกคุณเป็นใคร ทำไมถึงอยู่ในบ้านของผมได้” พสุธาพูดถามออกไปเสียงเรียบ และเขาก็กำลังแสดงอำนาจในฐานะเจ้าของบ้านหลังนี้
ต่อให้อดีตเป็นบ้านของใครก็ช่าง แต่ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของบ้าน เพราะเขาจ่ายเงินไปสองพันล้าน!
“คุณเห็นพวกเราจริงหรือ” ชายในชุดสุภาพบุรุษพูดขึ้น
“เห็นสิ ไม่เห็นจะถามหรือครับ” พสุธาเลิกคิ้วตอบกลับไป
“คุณเห็นพวกเราจริง ๆ ด้วย แต่ว่าทำไมถึงเห็นล่ะ ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นพวกเรานี่นา” วิญญาณชายคนเดิมยังคงถามต่อ ขณะที่วิญญาณในชุดนักเรียนทหาร ก็มองพสุธาอย่างสงสัยเช่นกัน
“อยู่ ๆ ก็เห็นขึ้นมาเอง ไม่ได้หรือ” พสุธาถามกลับไป
“ได้ซี ผมเพียงแค่สงสัยเท่านั้น”
“เอาล่ะ ได้คำตอบจากผมแล้ว ก็ตอบคำถามผมมาด้วย พวกคุณเป็นใคร มาอยู่ที่บ้านของผมได้อย่างไร”
“ผมอยู่ที่บ้านหลังนี้มานานแล้ว คุณพ่อของผมเคยเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ ส่วนคุณพร้อมก็เป็นคนรักของผม”
พสุธาได้ยินประโยคนี้ ก็รู้ว่าวิญญาณในชุดนักเรียนทหารชื่อพร้อม และเป็นคนรักของลูกชายเจ้าของบ้านเก่าจริง ๆ
ดูเหมือนว่าตำนานที่เล่าขาน ก็ไม่ได้จะเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งหมด
“ส่วนผมชื่อศศิน” วิญญาณในชุดสุภาพบุรุษแนะนำตัวเอง
“หม่อมหลวงศศินหรือ” พสุธาถามออกไป
“คุณรู้จักผมด้วยหรือ” หม่อมหลวงศศินแปลกใจ
“เคยได้ยินเรื่องเล่าของคุณอยู่บ้าง แต่ผมไม่รู้ว่าเรื่องที่เล่าต่อกันมานั้น เป็นความจริงหรือไม่” พสุธาพูดแล้วมองวิญญาณคู่รักตรงหน้า แล้วเขาก็เห็นว่าทั้งคู่นั้นมีสีหน้าเศร้าหมองขึ้นมาทันที
“หากคุณได้ยินเรื่องโศกนาฏกรรมความรักของพวกเรา ก็จริงนั่นแล” หม่อมหลวงศศินพูดเสียงเบา ดวงตาแดงเรื่อขึ้นมา
พสุธามองดูวิญญาณตรงหน้าตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายเท้าไม่แตะพื้น และไม่มีเงา ก็ไม่ต่างอะไรจากคนเป็น ๆ เลยสักนิดเดียว
“แล้วทำไมพวกคุณยังอยู่ที่นี่ นี่ก็ผ่านมาเกือบร้อยปีแล้วหรือเปล่า หรือว่าเกินแล้วก็ไม่แน่ ทำไมถึงยังไม่ไปเกิดใหม่กันอีกล่ะ” พสุธาถาม ไม่ใช่แค่เพราะอยากรู้อยากเห็น แต่เผื่อว่าเขาจะสามารถช่วยเหลืออะไรวิญญาณคู่รักคู่นี้ได้บ้าง
เรื่องเล่าโศกนาฏกรรมความรักของทั้งคู่ ทำให้เขาอดที่จะเห็นใจไม่ได้
“พวกเราไม่อยากไป ไปแล้วจะได้พบกันอีกหรือไม่ก็สุดจักรู้ได้ ตอนนี้แม้นจะเป็นผี พวกเราก็ยังได้ครองคู่อยู่ด้วยกัน” หม่อมหลวงศศินพูดตอบ
พสุธาชะงักไปทันที คู่รักคู่นี้ เพราะตอนมีชีวิตอยู่โดนกีดกัน เมื่อตายแล้วจึงไม่ยอมพรากจากกันอีก ไม่คิดไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า หวังแค่ว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
“พวกคุณไม่ยอมไปเกิดใหม่ ทำให้พลาดโอกาสเข้าสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นนะครับ” พสุธาพูดออกไป
“อยู่ที่ใดสำคัญด้วยหรือ พวกเราไม่ได้ต้องการอยู่ในที่ที่ดีกว่า หวังเพียงได้อยู่เคียงข้างกับคนรักก็พอแล้ว” เป็นคุณพร้อมที่พูดตอบขึ้นมาบ้าง
พสุธาได้ยินเช่นนี้ ก็ไม่เกลี้ยวกล่อมอีกฝ่ายอีก เขาเพียงพูดกำชับ
“เช่นนั้นก็ตามแต่ใจพวกคุณ อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป แต่หากจะอยู่ที่นี่ ก็ห้ามไม่ให้ทำอันตรายคนของผม หากไม่เชื่อกัน ผมจะทำให้พวกคุณเสียใจที่ไม่ยอมไปเกิดใหม่ดี ๆ” พสุธาไม่ได้ขู่ แต่เขาเอาจริง
“พวกเราไม่ทำเช่นนั้นหรอก พวกคุณมาอยู่ที่นี่ก็เป็นเดือนแล้วมิใช่หรือ พวกเรายังมิทำอันใดเลย” คุณพร้อมพูดปลอบ พร้อมขยับตัวราวกับจะปกป้องคนรัก แม้ว่าเขาไม่รู้ว่าพสุธาจะมีความสามารถอะไรมาจัดการกับพวกเขา แต่ก็รู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดา และอันตรายจากตัวของพสุธา
“เช่นนั้นก็ดี แต่ข่าวลือว่าครอบครัวก่อน ๆ ที่มาอยู่ที่นี่ มีอันต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ธุรกิจล่มจม เพราะอาถรรพ์บ้านหลังนี้ ก็ทำให้ผมเชื่อใจพวกคุณเต็มร้อยไม่ได้”
คราวนี้คำพูดของพสุธา ทำให้วิญญาณคู่รักมีสีหน้าขุ่นเคืองใจขึ้นมา
“ใส่ร้ายกันแล้ว พวกเราไม่ได้ทำร้ายใครเลย คนพวกนั้นแท้จริงแล้วทำตัวเองทั้งนั้น ที่ครอบครัวแตกแยก ก็เพราะนอกใจคบชู้ มีชู้ตั้งแต่ก่อนจักย้ายเข้ามาที่บ้านหลังนี้เสียอีก แต่เพราะปกปิดเก่งเกินไป สร้างภาพเก่งเกินไป คนอื่นจึงมองดูเหมือนว่ายังรักกันดี แต่สิ่งใดที่ทำไปแล้ว ไม่ช้าไม่นานย่อมถูกเปิดเผย แค่ประจวบเหมาะว่าถูกเปิดเผยตอนอยู่ที่บ้านหลังนี้พอดี ส่วนที่ล้มละลาย นั่นก็เพราะตัดสินใจลงทุนผิดพลาดเอง หาได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราไม่ พวกเราเพียงแค่เฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ เท่านั้นเอง” คุณพร้อมพูดเสียงขรึม
พสุธาฟังแล้วก็คล้อยตาม เขาพยักหน้าอย่างไม่แสดงอารมณ์
“ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น อ้อ จริงสิ พวกคุณต้องอยู่แต่ในบ้านหลังนี้หรือ สามารถออกไปข้างนอกได้หรือไม่” พสุธาถามออกไป หากสามารถออกไปได้ เขาคิดว่าอีกฝ่ายย้ายไปอยู่คฤหาสน์ที่ลูคัสซื้อให้เขาจะดีกว่า
“ไปไม่ได้ พวกเราเคยจะออกไปแล้ว แต่ก็พ้นประตูรั้วออกไปไม่ได้”
“เช่นนั้นหรือ แล้วหากทุบกำแพง แล้วรวมสองบ้านเป็นหนึ่ง พวกคุณจะไปได้หรือเปล่านะ” พสุธาคิดอย่างสงสัย จากนั้นก็ตั้งมั่นว่าจะลองดู ไม่แน่ว่าอาจจะทำได้จริง ๆ
วิญญาณคู่รักมองสบตากัน นี่พวกเขากำลังถูกเจ้าของบ้านคนใหม่ขับไสไล่ส่งใช่หรือเปล่านะ
“พวกเราอยู่บ้านหลังนี้ต่อมิได้หรือ มองพวกคุณคุยเล่นกัน พวกเราก็รู้สึกสนุกไปด้วย ไม่เหงาเหมือนเดิมแล้ว” หม่อมหลวงศศินพูดอย่างน่าสงสาร
พสุธาเลิกคิ้ว
“ไม่ใช่บอกว่าอยู่ด้วยกันกับคนรักก็มึความสุขดีหรือ ยังจะเหงาด้วยหรือ”
“มีความสุขจริง แต่ก็เหงาด้วย ออกไปไหนก็ไม่ได้นี่นา อยู่กับพวกคุณ บางครั้งยังได้ยินพวกคุณพูดเรื่องภายนอก”
พสุธามองวิญญาณคู่รัก อยู่ ๆ ก็รู้สึกใจอ่อนขึ้นมา และเมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าญาติพี่น้องของอีกฝ่ายนั้นไม่มีชีวิตอยู่กันนานแล้ว ไม่มีใครทำบุญส่งกุศลให้ ชุดยังคาดการณ์ว่ายังเป็นชุดที่ใส่ตอนทำพิธีศพของทั้งคู่เลย
“เอาเถอะ จะอยู่ก็อยู่ ขอแค่อย่าทำให้พี่ชาย และเพื่อนของผมกลัวก็พอ ถ้าทำตัวดี ผมจะทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้” พสุธาพูดอย่างคนใจอ่อน
วิญญาณคู่รักดีใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่หม่อมหลวงศศินจะพูดว่า
“คือว่า ช่วยทำบุญชุดใหม่ให้พวกเราด้วยได้หรือเปล่า ใส่ชุดนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว อยากจักใส่ชุดสมัยใหม่อย่างพวกคุณบ้าง”
“งั้นหรือ อยากใส่ชุดแบบไหนเล่า” พสุธาก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร จะให้เขาเผาชุดส่งไปให้ ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ
“ผมก็พูดมิถูก รบกวนคุณเปิดรูปให้เราได้เลือกดูได้หรือไม่” หม่อมหลวงศศินคล้ายจะเกรงใจ แต่ก็แค่คล้าย
พสุธามุมปากกระตุก แต่ก็ยอมตามใจวิญญาณที่น่าเห็นใจคู่นี้ หยิบแทปเล็ตมาเปิดคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสุภาพบุรุษให้อีกฝ่ายได้เลือก ก่อนที่เขาจะหยิบหูฟังขึ้นมาใส่อย่างนึกขึ้นได้
ถ้าศิลา และนะโมลงมาเห็นเขาพูดคนเดียว อาจจะคิดว่าเขาเป็นบ้าได้ ดังนั้นใส่หูฟังไว้ เขาก็อ้างได้ว่าคุยโทรศัพท์อยู่
ระหว่างที่พสุธาใส่หูฟัง หน้าจอแท็ปเล็ตของเขาก็เลื่อนไปมา โดยวิญญาณคู่รักที่อยู่ตรงหน้า แต่ถ้าคนอื่นมาเห็น ก็จะเห็นแค่ว่าหน้าจอแท็ปเล็ตของพสุธานั้นเลื่อนไปมาเอง
“ยุคสมัยนี้ เสื้อผ้าช่างหลากหลายนัก แต่ก็เปิดเผยเนื้อหนังมิน้อยเลย ไม่ถูกตำหนิเอาหรอกหรือ”
“ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว” พสุธาพูดกับวิญญาณโบราณ
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ คุณพร้อม ชุดนี้น่าจักเหมาะกับคุณพร้อมดีนะ ใส่แล้วคงจักหล่อเหลามิเบา” หม่อมหลวงศศินชี้ไปยังนายแบบที่ใส่ชุดเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมสี่เม็ด เผยให้เห็นแผงอก และแผ่นท้องรำไร ด้านล่างก็สวมกางเกงสีเดียวกันแบบเข้ารูป ดูเท่ และดูหล่อเหลาจริง ๆ
“เหตุใดจึงไม่ติดกระดุมให้ครบทุกเม็ด กระดุมหลุดหรือ” คุณพร้อมจ้องนายแบบในหน้าจอ แล้วพูดถามอย่างสงสัย
พสุธาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
“ครอบครัวที่อยู่ก่อนหน้า ไม่มีใครแต่งตัวแบบนี้หรือ” พสุธาถามออกไป
“ก็มี เช่นนั้นผมจึงสงสัย แต่ไม่รู้จักถามผู้ใด ด้วยไม่มีผู้ใดเห็นผม”
“อ้อ เรียกว่ามันเป็นสไตล์ หรือจะเรียกว่าเป็นแฟชั่นก็ได้ สมัยนี้ไม่นิยมติดกระดุมทุกเม็ด เว้นเสียแต่ว่าจะใส่ร่วมกับไทด์ และสูท” พสุธาอธิบาย
วิญญาณคู่รักก็ฟังแล้วพยายามทำความเข้าใจ ก่อนจะพากันเลือกชุดกันต่อ จากนั้นก็เลือกออกมาได้คนละสองชุด
พสุธาก็รับแท็ปเล็ตคืนมา ทำการสั่งซื้อเสื้อผ้าทั้งสี่ชุด
“ทั้งหมดรวมเป็นเงินเจ็ดหมื่นสามพันบาท จะชำระเป็นเงินสด หรือจะชำระเป็นการเข้าฝันบอกเลขก็ได้ทั้งนั้น แต่หากชำระเป็นเข้าฝันบอกเลข ต้องเสียดอกเบี้ย ขั้นต่ำต้องถูกรางวัลที่สองเท่านั้น!”