LNCrawler

68. ตอนที่ 67

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 67

“เจ็ดหมื่นเลยรึ บ้านหลังนี้ตอนนั้นคุณพ่อเล่าว่าใช้งบสร้างราว ๆ ห้าหมื่นบาทเท่านั้นเอง” หม่อมหลวงศศินพูดอย่างตกใจ เมื่อได้ยินว่าเสื้อผ้าสี่ชุดของตัวเองและคนรัก ต้องใช้เงินเท่าไรจึงจะซื้อได้

พสุธาลองคำนวณดู หนึ่งบาทสมัยนั้น ราว ๆ สามร้อยบาทในตอนนี้ นี่ไม่เท่ากับว่าบ้านหลังนี้ ในตอนนั้นใช้เงินสร้างราว ๆ สิบห้าล้านบาทหรอกหรือ มาถึงตอนนี้ กลายเป็นสองพันล้านบาทไปแล้ว

อ้อ ไม่สิ ที่ราคางแพงขึ้นหลายเท่าตัวขนาดนี้ ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นราคาที่ดิน

“ค่าเงินตอนนั้นเทียบกับตอนนี้ไม่ได้หรอก หากจะเทียบจริง ๆ เจ็ดหมื่นบาทในตอนนี้ ก็ราว ๆ สองร้อยสามสิบสี่บาทในสมัยคุณ” พสุธาพูดตอบกลับไป

สองวิญญาณก็ยังคงมีสีหน้าว่า ‘แพงจังเลย’ อยู่ดี

“พวกเราไม่รู้ว่าจักต้องบอกเลขกระไร เงิน พวกเราก็ไม่มี แต่ว่าพวกเรารู้ว่าที่ใดมีเงิน” คุณพร้อมพูดขึ้นมา

พสุธาเลิกคิ้ว

“ที่ไหนหรือครับ” เขาถามออกไปอย่างสนใจ อันที่จริงเรื่องเรียกเก็บเงิน เขาก็ล้อวิญญาณคู่รักคู่นี้เล่นเท่านั้น เขาจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะว่าวิญญาณสองดวงนี้ไม่มีเงิน

แต่คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าที่ไหนมีเงิน

“พวกเราจักพาคุณไปดูเอง” หม่อมหลวงศศินพูด ก่อนที่ตัวเองและคนรัก จะพาพสุธาไปยังสถานที่ที่เขารู้ว่ามีเงินซ่อนอยู่

พสุธาเดินตามดวงวิญญาณคู่รักไปยังสวนหลังบ้าน ซึ่งตั้งแต่ที่ย้ายเข้ามาอยู่ พสุธาเคยเดินออกไปแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง รวมถึงไม่ได้ไปทำการตัดแต่งสวนเลยด้วย ทำให้ตอนนี้สวนหลังบ้านนี้ก็ค่อนข้างจะรกแล้ว

“พวกคุณจะบอกว่าในสวนหลังบ้านของผม มีเงินซ่อนอยู่หรือ” พสุธาถามออกไป เขาไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไร เพราะว่าบ้านหลังนี้ผ่านการปรับปรุงมาแล้ว ดังนั้นหากมีเงินซ่อนอยู่จริง ๆ ก็น่าจะถูกค้นพบไปแล้วสิ หรือว่าวิญญาณคู่รักคู่นี้ไม่รู้

“มิใช่สวนหลังบ้าน แต่เป็นนอกรั้วบ้านที่ห่างออกไปหนึ่งเมตรต่างหากเล่า” คุณพร้อมชี้ไปยังนอกรั้วบ้าน ซึ่งในตอนนี้นั้นเป็นที่ดินสาธารณะ และถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้

“ที่นั่นน่ะเหรอ นั่นมันที่ดินสาธารณะ ใครจะเอาสมบัติไปซ่อนไว้ได้”

“เมื่อก่อนที่ดินตรงนั้นมิใช่ที่ดินสาธารณะ มันเป็นที่ดินของพ่อค้าวาณิชผู้หนึ่งที่ได้รับปูนบำเหน็จเป็นรางวัล พ่อค้าผู้นั้นแอบซ่อนสมบัติเอาไว้ หากแต่ว่าภายหลังเกิดเรืออัปปางขณะเดินทางพาครอบครัวกลับไปเยี่ยมแผ่นดินเกิด ทำให้มิมีผู้ใดรอดกลับมา ดังนั้นจึงมิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าที่ตรงนี้มีสมบัติซ่อนอยู่”

“สมบัติโบราณหรือ ว่าแต่ในเมื่อไม่มีใครรู้ แล้วพวกคุณรู้ได้อย่างไร” พสุธาสงสัย

“ตอนที่พวกเขาฝังสมบัติ มีทาสคนหนึ่งบังเอิญมาเห็นเขา จึงถูกพ่อค้าผู้นั้นสังหาร และทำพิธีสะกดดวงวิญญาณให้อยู่เฝ้าสมบัติ ดวงวิญญาณนั้นเป็นผู้เล่าให้ผมฟังเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่พวกเราเบื่อ ๆ แล้วมาหาเพื่อนคุยเล่นที่นี่ เดิมทีเขามีท่าทางดุร้ายไม่เป็นมิตรเท่าไร อาจจักเป็นเพราะถูกฆ่าตาย แล้วยังถูกบังคับให้เฝ้าสมบัติ มิได้ไปเกิดใหม่ จึงมีความอาฆาต แต่เมื่อพวกเรามาบ่อยขึ้น เขาก็ค่อย ๆ เป็นมิตร แลยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกเราฟัง”

พสุธานิ่งอึ้งไปเลย ผีก็มีสังคมของผีสินะ ผีก็ยังต้องพยายามผูกมิตรกับผีตนอื่นด้วย

ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น ก็เห็นดวงวิญญาณที่สวมผ้าเตียว มือหิ้วหัวปรากฏขึ้น

“เหตุใดพวกเอ็งจึงพามนุษย์ผู้นี้มาด้วย” ผีเฝ้าสมบัติต่อหัวกับร่าง แล้วจึงเอ่ยขึ้นมา

“พวกเราอยากจักเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ คุณเจ้าของบ้านคนใหม่จะซื้อแล้วเผามาให้พวกเรา แต่มีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบ้าน พวกเรามิมีเงิน จึงพาคุณเจ้าของบ้านมาหาเงินที่นี่” หม่อมหลวงศศินตอบกลับไป

พสุธามองหม่อมหลวงศศินที่พูดความจริงด้วยสายตาเอ็นดู

ช่างใสซื่อเสียจริง ๆ เลย บอกไปแบบนี้ ผีเฝ้าสมบัติจะยอมหรือ

“หมายถึงเงินจากสมบัติที่ข้าเฝ้าอยู่นี่น่ะหรือ ว่าแต่พอจะซื้อเสื้อผ้าได้กี่ชุดเล่า หากว่าซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ข้าบ้าง ข้าจักยอมยกสมบัติพวกนี้ให้”

พสุธาเกือบจะสำลักออกมา เมื่อได้ยินสิ่งที่ดวงวิญญาณเฝ้าสมบัติตนนี้พูดขึ้น

มิใช่ว่าต้องทำหน้าที่เฝ้าสมบัติหรอกหรือ จะยอมให้เขาขุดไปง่าย ๆ เลยหรือ

ราวกับว่าดวงวิญญาณผู้นั้นรู้ถึงความคิดของเขา จึงได้พูดว่า

“ข้าถูกบังคับให้อยู่เฝ้าสมบัติที่นี่ ข้าชังมันยิ่งกว่าสิ่งใด อยากให้มันหายไปให้พ้นหูพ้นตา ทว่ามิมีผู้ใดที่สามารถรับรู้ถึงสมบัติที่อยู่ตรงนี้ได้เลย ข้าจึงต้องเฝ้ามันต่อไป หากสมบัติถูกขุดไปแล้ว บางทีข้าอาจจักได้ไปเกิดใหม่ก็เป็นได้”

“เป็นเช่นนี้นี่ว่า ดังนั้นแล้ว การที่ผมมาขุดสมบัติที่นี่ ก็เหมือนจะเป็นการช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของคุณด้วยสินะ” พสุธาพูดออกไป ก่อนที่เขาจะยิ้ม

“ดังนั้นพวกเรามาทำธุรกิจกันเถิด สมบัติที่ถูกฝังอยู่ คุณช่วยขุดขึ้นมาให้ผม แล้วผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้คุณ จะลงไปโลกปรภพทั้งที ก็ต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อยใช่หรือไม่ ไม่อาจนุ่งผ้าเตียวผืนเดียวลงไปได้หรอกมั้ง” พสุธาพูดยิ้ม ๆ

ดวงวิญญาณเฝ้าสมบัติก็มีท่าทีสนใจ

“ข้าเลือกชุดเองได้หรือไม่” ถามอย่างตื่นเต้นไม่น้อย

“ได้อยู่แล้วสิ” พสุธารีบตอบทันที

“เช่นนั้นข้าก็จักขุดให้” วิญญาณเฝ้าสมบัติมิเพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังลงมือทันที

พสุธาไม่ได้เดินออกจากรั้วบ้าน เขานั่งอยู่บนกำแพงรั้ว มองดูวิญญาณเฝ้าสมบัติขุดสมบัติออกมาให้เขา

ดีจริง ๆ เลย ได้เงินโดยที่ไม่ต้องออกแรง ทำธุรกิจกับผี ก็เหมือนจะดีอยู่ไม่น้อยนะ

หรือเขาควรจะเปิดกิจการทำเงินกับผีดี

บนโลกนี้มีวิญญาณที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิดอยู่ไม่น้อย และก็เป็นพวกวิญญาณที่ไร้ญาติก็เยอะ วิญญาณเหล่านี้ไม่มีคนทำบุญให้ ไม่มีคนเผาเสื้อผ้าไปให้ ถ้าเขาเอาอาหารไปเสนอขาย เอาเสื้อผ้าไปเสนอขาย ก็น่าจะทำกำไรได้ดี

ส่วนเรื่องถ้าผีตนไหนไม่มีเงินจ่าย เช่นนั้นก็จ่ายด้วยสิ่งอื่น อาจจะเป็นบอกที่ซ่อนสมบัติ หรืออาจจะทำงานให้เขาแทนก็ได้ รอจนทำงานใช้หนี้หมด ก็จะให้เป็นอิสระ

อืม ความคิดนี้ไม่เลว น่าจะทำได้จริง ๆ

แต่ว่าธุรกิจนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องลงมือด้วยตัวเอง ให้คุณวินิจดูแลไม่ได้สินะ

หรือว่าจะถามระบบดี ว่ามีอุปกรณ์อะไรที่สามารถทำให้คุณวินิจมองเห็นวิญญาณ และดูแลธุรกิจนี้แทนเขาได้

 

“เป็นอะไรไปหรือครับผู้จัดการใหญ่” สุรัส ผู้ช่วยมือหนึ่งของคุณวินิจพูดถามขึ้นมา เมื่อเห็นคุณวินิจมีท่าทางแปลกไป

“ใครเร่งแอร์หรือเปล่า ทำไมอยู่ ๆ ฉันถึงหนาวเยือกไปทั้งตัวแบบนี้” คุณวินิจพูดแล้วลูบแขนตัวเอง เขารู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก

“เดี๋ยวผมตรวจสอบให้ครับ” สุรัสพูดก่อนที่จะไปตรวจสอบดู ก็พบว่าเป็นอุณหูมิปกติเช่นทุกวัน

“ปกตินะครับผู้จัดการใหญ่”

“อย่างนั้นเหรอ สงสัยว่าผมจะไม่สบายเข้าแล้ว” คุณวินิจพูดอย่างไม่สบายใจสักเท่าไร

“ผู้จัดการใหญ่พักสักวันดีไหมครับ” สุรัสถามหัวหน้าของตัวเองด้วยสีหน้าเป็นกังวล และเห็นใจ แต่ว่าในความเห็นใจก็มีความอิจฉาด้วย

ผู้จัดการใหญ่ตอนนี้เป็นผู้ช่วยพิเศษเพียงคนเดียวของท่านประธาน ได้รับความไว้วางใจจากท่านประธานมาก ให้ดูแลกิจการของท่านประธานทุกอย่าง

คนอื่นอาจจะคิดว่างานหนักเกินไป แต่สำหรับคนที่ทะเยอทะยาน การได้รับมอบหมายหน้าที่เหล่านี้ คือการมอบรางวัลให้ดี ๆ นั่นเอง

และคุณวินิจก็เป็นคนทะเยอทะยาน สุรัสเองก็เช่นกัน

“หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดงานกองท่วมหัวฉันแน่” คุณวินิจส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะพูดถาม

“สิบคนนั้นทำงานคล่องกันหรือยัง” คุณวินิจหมายถึงผู้ช่วยที่เขาเลือกมาด้วยตัวเอง มีห้าคนที่ถูกเลื่อนขั้นขึ้นมา และก็มีห้าคนที่รับสมัครเข้ามาใหม่

“ทุกคนเรียนรู้งานกันได้เร็วมากครับ ตอนนี้ทำงานได้เองแทบจะทั้งหมดแล้ว ผู้จัดการใหญ่เลือกคนได้เก่งจริง ๆ ครับ” สุรัสพูดชมกึ่งจริงใจ กึ่งยกยอ แต่ที่เขาพูดไปนั้นก็ไม่ใช่เรื่องโกหกเลย ผู้ช่วยสิบคนที่คุณวินิจเลือกมา เป็นพวกที่ทำงานเก่ง และมีความทะเยอทะยานในด้านหน้าที่การงานกันทั้งนั้น ทำให้บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่การแข่งขันพวกนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี เพราะมันทำให้งานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

“เรื่องแบบโรงงาน มีบริษัทไหนติดต่อเข้ามาเสนอผลงานแล้วหรือยัง”

“ตั้งแต่ประกาศไป มีบริษัทติดต่อเข้ามาหลายสิบบริษัทแล้วครับ ทั้งบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ แม้แต่สถาปนิกอิสระก็ยังติดต่อเข้ามา พวกเขาอยากจะทราบความต้องการของเรา เพื่อกำหนดทิศทางการออกแบบครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญทุกคนมาฟังพร้อมกันทีเดียวเลย เพื่อที่จะได้ให้ทุกคนรับข้อมูลเหมือนกัน ไม่กังขาเรื่องความโปร่งใส”

“แล้วจะนัดวันไหนดีคครับ” สุรัสถามหัวหน้าของตัวเอง

“ฉันจะไปถามท่านประธานก่อน ไม่แน่ว่าท่านประธานอาจจะมาร่วมประชุมด้วยตัวเอง” คุณวินิจคาดหวังว่าท่านประธานของเขาจะมาด้วยตัวเอง เพราะโจทย์ที่เจ้านายให้มาก่อนหน้านี้มันกว้างเกินไป

ยากต่อการบุกรุก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มีเพียงแค่นี้ แล้วก็ไม่มีอย่างอื่นแล้ว

“ถ้าท่านประธานมาได้ นั่นก็เยี่ยมไปเลยนะครับ” สุรัสพูดอย่างตื่นเต้น เขาเคยเจอท่านประธานแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังในระยะเวลาไม่นาน ดังนั้นจึงอยากเจอท่านประธานอีกครั้ง

“แต่โอกาสที่ท่านประธานจะมาด้วยตัวเอง มีน้อยมาก ๆ” คุณวินิจก็รู้จักนิสัยของพสุธาดี

ถ้าโยนงานได้ก็โยน!

คุณวินิจเพิ่งจะคิดได้ไม่ทันไร ก็มีคนมาเคาะประตูห้องทำงานของเขา

“เชิญ” เมื่อคุณวินิจพูดจบ ประตูห้องก็เปิดออก พร้อมกับเลขานุการหน้าห้องของเขา ที่เข้ามารายงานว่าทนายความเกษมต้องการมาพบ

คุณวินิจแปลกใจเล็กน้อย ที่ทนายความเกษมมาหาเขาตอนมืดเช่นนี้ แต่เขาก็รีบเชิญเข้ามา

พวกเขาทำงานด้วยกันมาสักพักแล้ว นับว่าเป็นคนคุ้นเคยกันดี

“ลมอะไรหอบทนายความใหญ่มาหาผมถึงที่นี่” คุณวินิจถามเสียงเย้า

“ลมพายุล่ะมั้ง คุณดูจะเหนื่อยไม่น้อยเลยนะ” ทนายความเกษมพูดยิ้ม ๆ เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของคุณวินิจ

“ช่วยไม่ได้นี่นา งานของท่านประธานเยอะเกินไป อีกทั้งท่านประธานยังไว้ใจแค่ผมคนเดียว ผมก็ต้องรับภาระหนักหน่อย” คุณวินิจพูดคล้ายบ่น แต่รอยยิ้มในแววตานั้นไม่สามารถปิดบังได้เลย

นี่มันบ่นที่ไหนกัน นี่มันเรียกว่าโอ้อวดต่างหากเล่า

ได้รับความไว้วางใจจากมหาเศรษฐีระดับล้านล้าน จะไม่โอ้อวดได้ยังไง

“ดูเหมือนว่าคุณจะมีงานเพิ่มเข้ามาใหม่นะ” ทนายความเกษมพูดอย่างอิจฉาเล็กน้อย

“คุณหมายความว่ายังไง” ทนายความเกษมเลิกคิ้วอย่างสับสน ทำไมเขาถึงไม่รู้เลยว่าจะมีงานมาเพิ่ม หรือว่าท่านประธานของเขาสั่งงานผ่านทนายความเกษมมาหรือ

“แสดงว่าคุณยังไม่รู้สินะ” คราวนี้เป็นทนายความเกษมบ้างแล้วที่มีสีหน้าเหนือกว่า

“รู้อะไร” คุณวินิจถามอย่างระแวง

“คุณพสุธาซื้อหุ้นเพิ่มอีกแล้ว คราวนี้เป็นผู้ถือหุ้นอันดับสาม”

“ท่านประธานซื้อหุ้นอีกแล้วเหรอ หุ้นบริษัทไหนกัน” คุณวินิจถามอย่างกระตือรือร้น ขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บใจด้วย

เขาเป็นผู้ช่วยพิเศษของท่านประธานนะ รู้เรื่องนี้ช้ากว่าคนที่เป็นแค่หุ้นส่วน และที่ปรึกษาทางกฎหมายได้ยังไง

“หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของกลุ่มบริษัททาร์เลส มูลค่ากว่าหนึ่งล้านหกแสนสี่หมื่นสามพันสามร้อยห้าสิบล้านบาท”

เมื่อได้ยินคำพูดของทนายความเกษม ทั้งคุณวินิจ และสุรัสซึ่งเป็นผู้ช่วย ก็ตัวโงนเงนกันทันที

พระเจ้า ท่านประธานของพวกเขาเล่นใหญ่อีกแล้ว คราวที่แล้วซื้อหุ้นมูลค่าเกือบหนึ่งล้านล้าน คราวนี้ก็ซื้อหุ้นมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านล้านไปเลย

สรุปแล้วท่านประธานของพวกเขาร่ำรวยขนาดไหนกันแน่ แล้วความร่ำรวยนี้จะไปหยุดที่ไหนกัน

 

ไม่ใช่แค่คุณวินิจ และสุรัสที่ตื่นตระหนกกับความรวยของพสุธา เรื่องที่พสุธาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสามของกลุ่มบริษัททาร์เลส มูลค่ากว่าหนึ่งล้านหกแสนล้านบาท นั่นก็ทำให้บรรดามหาเศรษฐีที่มีหูตาเป็นสับปะรด ต่างก็ตื่นตะลึงกันไปหมด

“เท่ากับว่าตอนนี้ทรัพย์สินโดยรวมที่เปิดเผยของคุณพสุธา มีมากกว่าสองล้านล้านแล้วใช่ไหม”

“ทรัพย์สินมูลค่าเกือบสามล้านล้าน นี่มันเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยหรือเปล่า”

“บางทีอาจจะเป็นบุตรชายของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย”

“ได้ยินว่าจากลูกชายว่าคุณพสุธาไปทำงานเป็นพนักงานรับจ้างทำความสะอาดของมาสเตอร์คลีน คนรวยระดับนั้น ไปทำงานเป็นคนทำความสะอาดตามบ้าน หรือว่านี่จะเป็นเคล็ดลับความรวย”

“อะไรนะ คุณพสุธาเป็นรับทำความสะอาดตามบ้านเหรอ ไม่ได้แล้ว ลูกสาวฉันห้องค่อนข้างจะรก ต้องหาคนมาทำความสะอาดแล้ว”

“ลูกชายฉันอยู่คอนโดคนเดียว ต้องจ้างคนทำความสะอาดสักหน่อย อืม ดูสิว่าจะจองคิวทุกวันสักหนึ่งปีได้หรือเปล่า ถ้าหนึ่งปียังจับไม่อยู่ แค่ก หมายถึงถ้าหนึ่งปียังทำความสะอาดได้ไม่หมด งั้นก็สามปีไปเลย”

 

พสุธาไม่รู้ว่าหุ้นจากลูคัส ทำให้ตอนนี้เขาเป็นที่หมายตาของมหาเศรษฐีอีกแล้ว ขณะนี้เขากำลังตาพร่ากับสมบัติที่ถูกขุดขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทองคำ แต่ก็มีพวกวัตถุโบราณของจีนด้วย

“คุณเจ้าของบ้าน เพียงพอต่อค่าเสื้อผ้าหรือไม่” หม่อมหลวงศศินถามด้วยน้ำเสียงคาดหวัง

“พอ พอแล้ว” เกินพอเลยจริง ๆ

พสุธายิ้มกริ่ม แม้ว่าเขาจะมีเงินจำนวนมหาศาล แต่ได้สมบัติมาเพิ่มแบบนี้ ใครบ้างจะไม่มีความสุข

ว่าแต่แถวนี้มีกล้องวงจรปิดหรือเปล่านะ

พสุธากวาดสายตามอง ก็พบว่านอกจากกล้องวงจรปิดที่ติดโดยบ้านของเขาเอง ก็ไม่มีกล้องวงจรปิดของทางการ ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครจับได้

แต่เอาเข้าจริง หากว่ามีกล้องวงจรปิดจริง ๆ แล้วมีคนไปตรวจดู เมื่อเห็นภาพดินถูกขุดออกทั้ง ๆ ที่ไม่มีคนลงมือขุด สมบัติที่ถูกฝังลอยขึ้นมาเองเฉย ๆ คนที่สติดี ๆ อยู่ ก็ต้องคิดว่าคลิปจากกล้องวงจรปิด ผ่านการตัดต่อบิดเบือนมาแล้วอย่างแน่นอน

กล้องวงจรปิดคงถ่ายไม่ติดวิญญาณหัวขาดหรอก

พสุธาเงยหน้ามองแรงงานที่ตัวเองหลอก แค่ก หมายถึงมองหุ้นส่วนทางธุรกิจของตัวเอง

“เดี๋ยวจะให้พวกเขาเอารูปเสื้อผ้ามาให้เลือก คุณก็เลือกสักสามชุดนะ แล้วจะส่งไปให้ ว่าแต่คุณชื่ออะไรล่ะ ตอนส่งไปจะได้บอกชื่อถูก” พสุธาถาม

“ข้าหรือ ข้าชื่อบุญทิ้ง” วิญญาณขุดสมบัติพูดตอบ

พสุธาพยักหน้ารับรู้

“จะรีบจัดการให้เร็วที่สุด ให้ทันก่อนที่คุณจะถูกยมทูตมารับตัวไป”

“เช่นนั้นก็ดี แต่ว่าตอนนี้ช่วยส่งอาหารมาให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าหิวโหยมาหลายปีแล้ว” วิญญาณขุดสมบัติพูดขึ้นมา

“ได้”

“พวกเราขอด้วยได้หรือไม่ อยากรับประทานอาหารที่คุณเจ้าของบ้านทำมานานแล้ว” หม่อมหลวงศศินรีบพูดทันที พสุธากระทั่งเห็นว่าเจ้าตัว และคู่รักนั้นกลืนน้ำลายเสียด้วยซ้ำ

ว่าแต่ผีมีน้ำลายให้กลืนหรือเปล่านะ

 

“ดิน มึงหิวเหรอ เมื่อเย็นกินข้าวไม่อิ่มเหรอ” นะโมที่เดินลงมาหาเพื่อนข้างล่าง ได้กลิ่นอาหารหอม ๆ จากในครัว ก็เดินเข้ามา แล้วพูดถามด้วยความสงสัย

“ใช่ มึงเอาด้วยไหมล่ะ” พสุธาถาม

นะโมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แม้วาเขาจะกินอาหารฝีมือของพสุธามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ว่าก็ยังอดใจไม่ไหวทุกครั้งไป

“ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวอ้วน กูขึ้นห้องก่อนนะ มึงกินเสร็จแล้วก็รีบตามขึ้นมา” นะโมพูดจบก็วิ่งออกจากครัว แล้วขึ้นห้องไปทันที ไม่ใช่อะไร เขากำลังหลบหนีกลิ่นอาหารหอม ๆ ที่ยั่วจนน้ำลายของเขาแทบจะไหลออกมา

พสุธามองตามเพื่อนสนิทไป แล้วก็หรี่ตาลงเล็กน้อย

เพื่อนของเขาไม่เคยใส่ใจกับรูปร่างมาก่อน ตอนนี้เกิดกลัวอ้วนขึ้นมา ว่ากันว่าเมื่อไรก็ตามที่ใส่ใจรูปลักษณ์ นั่นเพราะกำลังมีความรัก

จริงหรือเปล่านะ

“คุณเจ้าของบ้าน อาหารจะไหม้แล้วนะ” คุณพร้อมพูดเตือน ทำให้พสุธาที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นได้สติขึ้นมา

พสุธารีบปิดเตา จากนั้นก็ตักอาหารใส่ถ้วยกระดาษที่เขาเตรียมเอาไว้

ด้วยเพราะเป็นตอนเย็นแล้ว พสุธาจึงได้เลือกทำอาหารง่าย ๆ อย่างข้าวผัดทะเล แม้จะเป็นอาหารง่าย ๆ แต่ก็ทำให้บรรดาผีทั้งสามนั้นถึงกับติดใจ โดยเฉพาะวิญญาณขุดสมบัติ

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าไม่ไปเกิดใหม่แล้ว เอ็งรับข้าเป็นบริวารเถอะ ค่าแรงข้าไม่มาก ขอแค่เครื่องนุ่งห่มแลอาหารสามมื้อก็พอ อ้อ ต้องเป็นอาหารฝีมือเอ็งด้วยนะ”