69. 9vomuj 68
9vomuj 68
“นี่ฉันกลายเป็นหมอผีไปแล้วหรือเปล่า” พสุธาพึมพำกับตัวเอง เมื่ออยู่ ๆ ก็ได้บริวารผีมาสามตน
ใช่ สามตน ไม่ใช่แค่หนึ่ง เพราะหลังจากที่วิญญาณหัวขาด ไม่สิ ตอนนี้สมควรเรียกบุญมีแล้ว คุณพร้อม กับหม่อมหลวงศศินก็เอ่ยปากขอเป็นบริวารของพสุธาด้วย สาเหตุไม่มีอะไรมาก ก็แค่ติดใจอาหารฝีมือของพสุธาเท่านั้น
อ้อ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมวิญญาณขุดสมบัติถึงชื่อบุญมี ไม่ใช่ชื่อบุญทิ้ง เพราะว่าพสุธาเห็นว่าชื่อบุญทิ้งมันไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย จึงได้ตั้งชื่อใหม่ให้เจ้าตัวว่าบุญมี
ว่าแต่นะ
‘ระบบ นี่ถือว่าฉันทำความสะอาดไปแล้วหรือเปล่า ปราบวิญญาณเฝ้าสมบัติมาเป็นบริวารของตัวเองได้เนี่ย’ พสุธาเรียกหาระบบ
‘วิญญาณเฝ้าสมบัติไม่เคยทำอันตรายผู้ใด ดังนั้นจึงไม่นับว่าเป็นสิ่งสกปรก’ ระบบตอบ
พสุธามุมปากกระตุก นี่ยังมีแบ่งแยกอีกนะ แต่คิดอีกทีก็สมเหตุสมผลดี
‘งั้นถ้าวิญญาณที่ทำอันตรายคนชั่วล่ะ ก็เรียกว่าสิ่งสกปรกเหมือนกันหรือเปล่า’ พสุธาถามต่อ
‘แม้ว่าจะเป็นคนชั่ว แต่หากว่าดวงวิญญาณทำร้าย ก็ถือว่าทำกรรมเช่นกัน เมื่อวิญญาณสู่โลกปรภพ ก็จะถูกลงโทษ ดังนั้นแล้วจึงนับรวมอยู่ในสิ่งสกปรก’ ระบบให้คำตอบ
คราวนี้พสุธาทำหน้าไม่สบอารมณ์
แล้วถ้าดวงวิญญาณอยากแก้แค้นให้ตัวเอง แก้แค้นคนที่ทำร้ายตัวเอง ก็ยังต้องไปรับกรรมด้วยเหรอ นี่ไม่ยุติธรรมเลย เหมือนกับปกป้องคนชั่วอย่างไรอย่างนั้น
ความจริงพสุธาก็เข้าใจ ว่าการลงโทษคนชั่ว สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายได้ แต่คนบางคน กระบวนการทางกฎหมายก็ยากจะเอาผิดมันได้ และถึงเอาผิดมันได้ ก็ช้ามาก จนมันมีเวลาไปก่อกรรมทำเข็ญกับคนอื่น
แต่นั่นแหละ ในฐานะนักศึกษากฎหมาย เขาจะต้องพยายามเอาผิดคนชั่วด้วยกระบวนทางกฎหมายเป็นหลัก!
“ยังไม่นอนกันอีกเหรอ พรุ่งนี้ไปทำงานกันนี่” พสุธาถามพี่ชาย และเพื่อนสนิท เมื่อเขาเข้ามาในห้องนอนแล้ว ก็เห็นว่าทั้งศิลา และนะโม ยังไม่มีใครนอนเลย
“ยังไม่นอน มึงกินอิ่มแล้วเหรอ”
“อือ อิ่มแล้ว”
“ไปเดินย่อยมาหรือยัง ถ้ายังอย่าเพิ่งนอนนะ เดี๋ยวจะเป็นกรดไหลย้อน” ศิลาพูดอย่างเป็นห่วง
“เดินแล้ว เดินไปถึงหลังบ้านนู่น” พสุธาพูดตอบเสียงกลั้วหัวเราะ และนับว่าเขาไม่ได้โกหกเลย
“ทำไมเดินไปไกลจังเลย ตอนนี้หลังบ้านก็รกมาก ระวังจะเจอสัตว์มีพิษนะ” ศิลาพูดเสียงดุ
“ก็เดินไปเพลิน ๆ จริงสิ เดี๋ยวจะจ้างคนทำสวนมาจัดการสวนหลังบ้านสักหน่อย คิดว่าจ้างเป็นครั้งคราวไป หรือว่าจ้างมาประจำเลยดี” พสุธาปรึกษา
“จ้างมาประจำเลยดีไหม จ้างแม่บ้านทำความสะอาดด้วย เรื่องค่าจ้าง กูช่วยออกส่วนหนึ่ง” นะโมเสนอ เพราะว่าตอนนี้พวกเขามีเงินกันแล้ว ดังนั้นจึงพอจะจ้างคนสวน และแม่บ้านได้
“ตอนนี้เอาแค่คนสวนก่อน แม่บ้านให้มาสักสัปดาห์ละครั้งพอ ทีเหลือกูทำเองได้” พสุธามีแผนการอยู่ในใจ เขาคิดว่าเขาทำความสะอาดบ้าน ก็น่าจะนับเป็นคะแนนหรือเปล่านะ ถ้านับ คฤหาสน์หลังนี้ของเขา ก็ทำให้เขาได้คะแนนมหาศาลแล้ว
พสุธาวาดฝันยังไม่ทันไร ก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับในทันที
‘ขอให้โฮสต์อย่าคิดแต่หาทางลัด ทำความสะอาดบ้านของตัวเอง ไม่สามารถนับคะแนนได้ โฮสต์โปรดตั้งใจทำงานต่อไป’
พสุธามุมปากกระตุก
เขี้ยวลากดินชะมัดเลย
‘คนที่เรียกเก็บเงินแม้กระทั่งกับผี สามารถพูดประโยคนั้นได้ด้วยหรือ’ เสียงเย็น ๆ ของระบบดังขึ้น
‘ฉันไม่ได้พูดสักหน่อย ฉันแค่คิดในใจ นายก็อย่าอ่านใจฉันได้ไหม โฮสต์อย่างฉันก็ต้องการความเป็นส่วนตัวเหมือนกันนะ’ พสุธาบ่นระบบ ก่อนจะตัดการเชื่อมต่อ ไม่รอให้ระบบโต้เถียงกลับมา
“พรุ่งนี้จะตื่นมาทำอาหารตอนเช้า จะกินอะไรก็คิดไว้แล้วก่อน เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อน” พสุธาพูดกับศิลา และนะโม
เพราะรับปากเหล่าผีเอาไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องทำอาหาร แต่ว่าเขาก็ต่อรองจากสามมื้อเป็นสองมื้อ
มื้อเช้ามื้อเย็นยังพอไหว แต่มื้อกลางวัน เขามีเรียน จะให้ทำอาหารยังไงล่ะ เว้นเสียแต่ว่าวันนั้นเขาจะไม่มีเรียนช่วงเช้า แต่ตอนนี้เขาเพิ่งอยู่ปีหนึ่ง ช่วงเช้ามีเรียนทุกวัน
“ไม่ต้องก็ได้ ซื้อเอาก็พอแล้ว” นะโมปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้เพื่อนลำบาก แต่ตอนที่นะโมปฏิเสธ พสุธาเห็นวิญญาณคู่รักทำสีหน้าผิดหวังออกมา จากนั้นก็ขยับเข้าหานะโม
พสุธาชำเลืองสายตามอง บอกเป็นนัยว่าถ้ากล้าทำร้ายเพื่อนเขา อย่าหาว่าเขาโหดเหี้ยม
ผีคู่รักเห็นสายตาของพสุธา ก็รีบปฏิเสธ
“พวกเราไม่ได้จะทำร้ายเขานะ เราแค่จะเป่าหูเขา ให้เขาเปลี่ยนใจเท่านั้นเอง” เสียงนี้มีแค่พสุธาเท่านั้นที่ได้ยิน พสุธาก็ตอบกลับไปผ่านทางจิต
‘อย่าทำให้เขากลัว ถ้าทำให้เขากลัว ฉันจะเล่นงานพวกคุณ’
พสุธาพูดข่มขู่ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป โดยทิ้งคำพูดตอบนะโมไว้ว่า
“ซื้อกินไม่อร่อยเท่ากูทำ”
เช้าวันต่อมา พสุธาทำอาหารเช้า และถือโอกาสทำอาหารกลางวันให้กับพวกปฐพีด้วยเลย แน่นอนว่ายังมีของเขาด้วย และไหน ๆ ก็ทำแล้ว พสุธาจึงทำเผื่อเพื่อนอีกสามคนด้วย เรียกได้ว่าพสุธาทำอาหารชุดใหญ่เลยทีเดียว
ส่วนอาหารของผีทั้งสามตน พสุธาก็จุดธูปให้ผีทั้งสามได้กิน หลังจากที่ศิลา และนะโมไปทำงานกันแล้ว
ปกติแล้วศิลา และนะโมก็จะออกจากบ้านก่อนพสุธา ดังนั้นพสุธาจึงถือโอกาสนี้จุดธูปเรียกผีมากินข้าวได้
“อร่อยจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าอาหารยุคสมัยนี้จะอร่อยถึงเพียงนี้” คุณพร้อมพูดขณะที่กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
“อร่อยยิ่งกว่าที่ต้นเครื่องของเสด็จปู่เป็นผู้ทำอีก” เสด็จปู่ของหม่อมหลวงศศิน ก็คือหม่อมเจ้าผู้หนึ่ง
“เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดที่ข้าเคยได้กินมาเลยเชียว” บุญมีพูด
พสุธาได้ยินแล้วก็สะท้อนใจ เพราะก่อนตายบุญมีเป็นทาส ดังนั้นอาหารที่เจ้าตัวได้รับ จึงไม่ใช่ของดีอะไร
“เรื่องเสื้อผ้า ฉันสั่งคนไปซื้อให้แล้ว เย็นนี้น่าจะส่งมาถึง ถึงตอนนั้นฉันจะเผาให้พวกคุณก็แล้วกัน” พสุธาพูดบอก นั่นทำให้ดวงวิญญาณทั้งสามดีใจมาก
ส่วนที่เขาบอกว่าสั่งให้คนไปซื้อแล้ว ก็คือคุณวินิจนั่นแหละ แน่นอนว่าพสุธาไม่ได้ต้องการให้คุณวินิจไปซื้อด้วยตัวเอง เขาแค่ให้คุณวินิจสั่งให้ผู้ช่วยสักคนของเจ้าตัวไปซื้อ
ว่าแล้วพสุธาก็อยากได้พ่อบ้านใหญ่สักคน พ่อบ้านใหญ่ที่ดูแลจัดการทั้งเรื่องในบ้าน และเรื่องส่วนตัวของเขา
ทว่าคิดไปคิดมา เขายังมีความลับอยู่ การจ้างพ่อบ้านใหญ่ จึงเสี่ยงที่จะทำให้ความลับของเขาแตก เว้นเสียแต่ว่าเขาจะได้ป้ายรับสมัครผู้ช่วยจากร้านค้าระบบ จากนั้นก็ใช้รับสมัครพ่อบ้านใหญ่ที่ไว้ใจได้ ดึงตอนนั้นเขาก็ไม่ต้องกังวลแล้ว
ด้วยคิดเช่นนี้ พสุธาจึงฮืกเหิมมาก เขาเปิดแอปพลิเคชันมาสเตอร์คลีน ดูว่าวันนี้เขาจะรับงานได้หรือเปล่า
วันนี้เขามีเรียนถึงสี่โมงเย็น ถ้าเกิดว่าเขารับงานทำความสะอาดคอนโดมิเนียม หรือบ้านที่มีขนาดไม่กว้างมาก สักห้าสิบ หรือเจ็ดสิบตารางวาได้ ก็ยังพอเก็บเล็กผสมน้อยได้
“เอางานนี้แล้วกัน” พสุธาพึมพำ หลังจากที่เลือกอยู่สักพักหนึ่ง
พสุธาเลือกงานที่อยู่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัย เดินทางสะดวก
เมื่อเลือกได้แล้ว พสุธาก็กดตกลงรับงาน และทันทีที่พสุธากดตกลงรับงาน ก็มีทั้งคนที่ผิดหวัง และมีคนที่สมหวัง
แน่นอนว่าคนที่สมหวังนั้นมีคนเดียว แต่คนที่ผิดหวังนั้นมีนับไม่ถ้วน
ในคอนโดมิเนียมขนาดเจ็ดสิบตารางเมตร มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ เพราะว่าตัวเองสามารถทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากบิดาได้สำเร็จแล้ว
“พ่อ คุณพสุธาเลือกรับงานของผมแล้ว พ่อต้องทำตามข้อตกลงนะ ซื้อรถคันใหม่ให้ผม”
“ฉันรู้แล้วน่า แกก็ต้องจำไว้ พยายามคว้าโอกาสนี้ ตีสนิทคุณพสุธาให้ได้ แล้วเดี๋ยวแกเอากุญแจห้องแกมาให้ฉันด้วย ฉันจะให้คนเข้าไปทำความสะอาดก่อน ถึงเวลาคุณพสุธามาทำความสะอาด งานจะได้ไม่หนัก”
“พ่อ ทำแบบนั้นจะไม่โจ่งแจ้งเกินไปเหรอ คุณพสุธาอาจจะไม่พอใจเอาได้นะ ถ้ารู้ว่าพวกเรากำลังหาทางประจบอยู่น่ะ” คนเป็นลูกชายคัดค้าน แม้ว่าเขาจะเจ้าสำราญไปบ้าง แต่ถึงเวลาก็พอจะมีหัวคิดอยู่
ฝั่งคนเป็นพ่อ เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย ก็ชะงักไป ก่อนที่จะพูด
“อย่างนั้นก็ได้ แต่แกก็เก็บไอ้พวกของไร้สาระนั่นไปทิ้ง อย่าให้คุณพสุธาเห็นแล้วรังเกียจแกได้” คนเป็นพ่อยังไม่วายกำชับ ส่วนที่เขาบอกว่าเป็นของไร้สาระ ก็เป็นพวกนิตยสารประเภทหนึ่งนั่นแหละ ยังมีแผ่นซีดีหนังบางประเภทด้วย
คนเป็นลูกชายได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ ก็เผยสีหน้าเสียดายทันที ของพวกนี้เป็นของสะสมหายากนะ เขาทำใจทิ้งไม่ลง สุดท้ายก็ให้คำตอบผู้เป็นพ่อไปว่า
“ผมจะเอาไปฝากไว้ห้องเพื่อนก่อน”
“ก็แล้วแต่แก ขอแค่อย่าให้คุณพสุธาเห็นก็พอ”
พสุธาไม่รู้ว่าการเลือกรับงานของเขาในครั้งนี้ เกือบทำให้ใครบางคนจะต้องเสียของรักของหวงไปเสียแล้ว
เมื่อกดรับงานเสร็จ พสุธาก็หยิบกระเป๋า จะไปมหาวิทยาลัยแล้ว คราวนี้พสุธาจะขับรถไปเอง เขามองดูกุญแจรถที่วางเรียงรายอยู่ ดูว่าจะขับรถคันไหนไปดี
อันที่จริงเขาอยากขับรถที่ได้จากระบบ แต่มันสะดุดตาเกินไป พสุธาจึงต้องตัดใจ แล้วหันไปเลือกรถซูเปอร์คาร์คันหนึ่งที่ลูคัสส่งมาให้ในวันเกิดของศิลา
สำหรับรถซูเปอร์คาร์แล้ว ในมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ก็มีให้เห็นไม่น้อย ดังนั้นพสุธาจึงไม่กลัวว่าจะโดดเด่นเกินไป
ทว่าเมื่อเขาขับรถไปถึงมหาวิทยาลัย ก็หนีไม่พ้นสายตาที่จ้องมองมาอยู่ดี และเมื่อมีคนเห็นเขาลงจากรถ ข่าวก็แพร่กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัยทันที
“ได้ยินว่ามึงขับรถหรูมา ขอไปถ่ายรูปอวดสาวหน่อยได้หรือเปล่า” พสุธาเพิ่งก้าวเท้าเข้าห้องเรียน เขาก็ถูกสีไม้ สีเทียน และน้ำทิพย์พุ่งเข้าหาทันที
พสุธาชะงักไป ก่อนจะมีสีหน้าจนใจ
“ข่าวไวเกินไปหรือเปล่า”
“มีรูปให้ว่อนเว็บบอร์ดมอแล้ว แต่ว่ารูปไหนที่เห็นหน้ามึง ถูกลบภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที นี่ก็ประหลาดเกินไปแล้ว” สีไม้พูด แล้วมองพสุธาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
อยากรู้ว่าพสุธามีอำนาจขนาดไหนกันแน่ ถึงสะกัดกั้นรูปของเจ้าตัว ไม่ให้หลุดในโซเชียลได้
“ฝีมือพ่อบุญธรรมของกูน่ะ” พสุธาโยนให้ลูคัสอีกแล้ว แต่ที่จริงก็ไม่เรียกว่าโยน เพราะว่าเป็นฝีมือของลูคัสจริง ๆ
“พ่อบุญธรรม จริงด้วย วันนั้นได้ยินจากพี่เปรมว่าพ่อบุญธรรมมึงส่งรถมาให้ห้าสิบหกคัน คันที่มึงขับมานี่ก็หนึ่งในห้าสิบหกคันนั้นหรือเปล่า” สีเทียนถามขึ้นมาบ้าง
อันที่จริงนอกจากสามคนนี้ เพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ก็เอียงหูฟังด้วยเช่นกัน พวกเขาอยากจะเข้ามาประจบพสุธา แต่พสุธาวางตัวไม่ห่างเหินไม่ใกล้ชิด ทำให้พวกเขาเกรงใจ ไม่กล้ารบกวนมาก ได้แต่มองอยู่ห่าง ๆ
“ใช่ แต่ห้าสิบหกคันนั่นไม่ใช่ของกูทั้งหมด ส่งมาให้พี่ชายกูยี่สิบคัน ให้เพื่อนสนิทกูอีกสิบแปดคัน ของกูก็มีแค่สิบแปดคันเหมือนกัน”
“เชี่ย พ่อบุญธรรมมึงโคตรเจ๋ง ยังมีรถให้เพื่อนสนิทมึงอีกด้วย แบบนี้ในอนาคตกูจะได้ด้วยไหม” สีไม้พูดอย่างตื่นตะลึงในตอนแรก แต่ประโยคท้ายนั้นเขาแค่ล้อเล่นเท่านั้น
พสุธาหัวเราะในลำคอ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดตอบ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาก่อน
พสุธามองหน้าจอ เห็นว่าเป็นเบอร์แปลก แต่เขาก็กดรับสาย
“สวัสดีครับ คุณพสุธาใช่ไหมครับ ผมเป็นประธานบริษัททาร์เลสสาขาสยาม ชื่อว่าจาคอป ไม่ทราบว่าคุณพสุธาสะดวกคุยสายหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงของจาคอปเต็มไปด้วยความสุภาพ
แน่นอนว่าเขาต้องสุภาพอยู่แล้ว เพราะว่าพสุธาคือผู้ถือหุ้นอันดับที่สามของบริษัท ซึ่งมีมูลค่ากว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คนที่มีทรัพย์สินระดับนี้ ต่อให้ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น เขาก็ยังต้องเผชิญหน้าด้วยความสุภาพและนอบน้อม
“อ้อ ทาร์เลส ผมมีเวลาประมาณสามนาที” พสุธาตอบกลับไป
อีกสามนาทีจะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว อาจารย์จะมาตรงเวลา ดังนั้นพสุธาจึงสามารถให้เวลาอีกฝ่ายได้สามนาที
“สามนาทีก็พอแล้วครับ พอดีว่าผมจะแจ้งว่าทางผู้บริหารทาร์เลสกรุ๊ป รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่คุณพสุธาไว้วางใจบริษัท เข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้นทาร์เลสกรุ๊ป เพื่อแสดงความยินดีต้อนรับคุณพสุธาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา จึงได้เตรียมรถยนต์มอบเป็นของขวัญต้อนรับ หวังว่าคุณพสุธาจะรับไว้ครับ” จาคอปพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
พสุธาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“มอบรถเหรอครับ อ้อ ถ้าอย่างนั้นส่งไปที่บ้านของผมได้เลยครับ” พสุธาพูดออกไป
คนอื่น ๆ ที่กำลังลอบฟังอยู่ เมื่อได้ยินพสุธาพูดประโยคนี้ พวกเขาก็มองตากัน
พสุธาจะได้รถใหม่อีกแล้ว เหมือนว่าจะเป็นของทาร์เลส
“ได้เลยครับ ทางเราจะดำเนินการจัดส่งรถทั้งหมดยี่สิบคันภายในวันนี้ พร้อมกับเอกสารกรรมสิทธิ์นะครับ” จาคอปพูดกลับมา พสุธานิ่งอึ้ง
“คุณว่ากี่คันนะ” พสุธาถามย้ำ เขาคิดว่าเขาอาจจะหูฝาดไป
“ยี่สิบคันครับ ตอนนี้ทาร์เลสกรุ๊ปของพวกเรามีสี่รุ่นหลัก แต่ละรุ่นมีห้าสี พวกเราจึงได้จัดส่งทุกรุ่นทุกสีให้คุณพสุธาได้ลองสัมผัสนวัตกรรมของพวกเราดูครับ” จาคอปพูด แต่พสุธาหูดับไปตั้งแต่ได้ยินว่ายี่สิบคันแล้ว
“ยี่สิบคันมันมากเกินไป โรงจอดรถของผมไม่พอจอดหรอก คุณส่งมาแค่คันเดียวก็พอแล้ว” พสุธากัดฟันพูดตอบ
ตอนนี้โรงจอดรถบ้านเขาแน่นเอียดไปหมดแล้ว คฤหาสน์หลังข้าง ๆ ก็เต็มแล้วเหมือนกัน นี่จะส่งรถมาให้เขาอีกยี่สิบคัน คิดว่าเขามีที่จอดรถเหลือเฟือหรือไง!
ฝั่งเพื่อนนักศึกษา เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา พวกเขาก็สูดลมหายใจลึก
พวกเขาได้ยินไม่ผิดใช่หรือเปล่า มีคนจะมอบรถทาร์เลสให้พสุธาถึงยี่สิบคัน ที่สำคัญคือเจ้าตัวยังปฏิเสธ แค่เพราะว่าโรงจอดรถของที่บ้านเต็มแล้ว
ให้ตายเถอะ ถ้าไม่เอา งั้นยกให้พวกเขาได้หรือเปล่าล่ะ โรงจอดรถบ้านของพวกเขาว่างมาก นั่นมันรถยนต์ทาร์เลสเลยนะ ขั้นต่ำก็หลักล้านแล้ว!
ฝั่งจาคอปก็อึ้งเหมือนกันที่พสุธาปฏิเสธ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ถึงทรัพย์สินที่พสุธามี เขาก็เข้าใจแล้ว
“เอกสารกรรมสิทธิ์ได้จัดการเรียบร้อยแล้วครับ ไม่สามารถรับกลับคืนมาได้ แต่ถ้าคุณพสุธาไม่สะดวกเก็บรถเอาไว้เอง ก็สามารถมอบเป็นของขวัญให้กับคนอื่นได้นะครับ ทางเรายินดีเป็นอย่างยิ่ง”
พสุธาฟังที่จาคอปเกลี้ยกล่อมแล้ว เขาก็คล้อยตาม
“ได้ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ส่งรถพวกนั้นไปที่บ้านของผม คฤหาสน์ศิลาจันทร์ คุณรู้จักหรือเปล่า” พสุธาถามออกไป
“รู้จักครับ คฤหาสน์ศิลาจันทร์มีชื่อเสียงมาก” จาคอปพูดประจบ แต่เขาก็รู้จักคฤหาสน์ศิลาจันทร์จริง ๆ
พสุธามุมปากกระตุก เมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ จาคอปก็ขอตัววางสายไปเช่นกัน
เมื่อวางสายแล้ว พสุธาก็ใช้จิตสั่งการคู่รักวิญญาณที่ติดตามเขามาด้วย ให้ไปรอเปิดบ้านรับรถทั้งยี่สิบคันที่จะถูกส่งมา
อ้อ ที่วิญญาณคู่รักตามมาได้ เพราะตั้งแต่พสุธารับทั้งคู่เป็นบริวาร ทั้งคู่ก็สามารถติดตามพสุธาไปไหนมาไหนได้ แต่ไม่สามารถออกห่างจากพสุธาเองได้ นอกเสียจากว่าจะได้รับคำสั่งจากพสุธา
และตอนนี้วิญญาณคู่รักก็ได้รับคำสั่งจากพสุธาแล้ว แม้ว่าจะยังอยากเห็นโลกภายนอกอยู่อีก แต่ว่าก็รับคำสั่งของพสุธาแต่โดยดี
ไม่เป็นไร พวกเขาเป็นบริวารของพสุธาแล้ว ภายหน้ายังสามารถออกมาข้างนอกได้ตลอด
วิญญาณคู่รักปลอบใจตัวเอง
พสุธาเมื่อสั่งงานเรียบร้อยแล้ว เห็นว่าอาจารย์ยังไม่เข้ามา เขาก็ถามพวกสีไม้
“ขับรถกันเป็นหรือเปล่า”
“หา เอ่อ เป็นสิ มีใบขับขี่ด้วย” พวกสีไม้ที่ยังอึ้งไม่หายกับสิ่งที่ได้ยิน ก็ตอบคำถามของพสุธาด้วยท่าทางสติยังกลับมาไม่เต็มร้อย
พสุธามองเพื่อนทั้งสามคนอย่างงุนงง
“เป็นอะไรกัน” พสุธาถามออกไป
“มึง มึงจะได้รถคันใหม่ยี่สิบคันจริงเหรอ” สีเทียนถามเสียงล่องลอย
พสุธาได้ยินแล้วค่อยเข้าใจว่าบทสนทนาของเขา เพื่อน ๆ ปะติดปะต่อกันได้แล้ว
“ก็ประมาณนั้น พวกมึงสนใจซื้อต่อไปขับเล่นไหมล่ะ ที่บ้านกูไม่มีที่จะจอดอยู่แล้ว ขายให้ถูก ๆ เลย คันละแสน” จริง ๆ พสุธาจะยกให้เลย แต่คิดไปคิดมา เขาก็คิดว่าขายคันละแสนดีกว่า
“กี่บาทนะ” สีไม้ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ คิดว่าตัวเองหูฝาดไป
รถที่ราคาเริ่มต้นที่หลักล้าน ยิ่งถ้าเป็นตัวท็อปของรุ่นหลัก ราคาก็เริ่มต้นที่สองล้านกว่าเสียด้วยซ้ำ พสุธาเอามาเสนอขายพวกเขาคันละหนึ่งแสนเนี่ยนะ
“แสนเดียว” พสุธาตอบอย่างสบาย ๆ
“รถเป็นล้าน ขายแค่แสนเดียว นี่มึงทำการกุศลหรือไง” น้ำทิพย์ถามขึ้นมาบ้าง
พสุธายักไหล่
“ยังไงก็ได้มาฟรี”
“ไม่ใช่สิ ถึงจะได้มาฟรี แต่เอามาขายแบบนี้ คนที่ให้ไม่เสียน้ำใจแย่เหรอ” พวกสีไม้เข้าใจว่าพ่อบุญธรรมของพสุธาเป็นคนซื้อรถยี่สิบคันให้
“ไม่หรอก ก็ถือว่าเป็นการโปรโมตนวัตกรรมของบริษัทด้วย พวกนั้นไม่โกรธหรอก” พสุธาตอบเสียงเนิบ
คราวนี้พวกสีไม้ฟังไม่เข้าใจสักเท่าไร แต่ก็พูดว่า
“ถ้าจะขายต่อ ก็ขายในราคาเต็มเถอะ รถยังไม่ได้ขับ ยังขายในราคามือหนึ่งได้อยู่แล้ว กูกับสีเทียนจะหุ้นกันซื้อคันหนึ่ง” สีไม้พูด เขาและลูกพี่ลูกน้องวางแผนจะซื้อรถยนต์อยู่พอดี และก็เล็งรถของทาร์เลสเอาไว้อยู่แล้วด้วย ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่พอเหมาะพอเจาะจริง ๆ
“เอาราคาเต็มด้วยหนึ่งคัน” น้ำทิพย์ก็ยกมือขึ้นบ้าง
“จะซื้อราคาเต็ม ก็ไปซื้อที่โชว์รูมนู่น กูขายแสนเดียว ไม่ขายราคาเต็ม” พสุธาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย นั่นทำเอาเพื่อนทั้งสามคนพูดไม่ออกกันบ้าง
พวกเขาเพิ่งเคยเจอคนแบบนี้ ปฏิเสธราคาเต็ม แล้วจะขายแค่แสนเดียว นี่เรียกว่าราคามิตรภาพไม่ได้แล้ว ต้องเรียกว่าราคาบรรพบุรษมอบให้ลูกหลานแล้ว!