7. ตอนที่ 6
ตอนที่ 6
“มึงจะอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตเลยไหม” ปฐพีถามเพื่อน เมื่อเห็นว่าตั้งแต่เมื่อคืนนี้ จนกระทั่งใกล้จะถึงมื้อเย็นของวันนี้ อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะกลับไป
“กูรอกลับพร้อมไอ้ดินมัน ถือโอกาสพามันไปส่งบ้านด้วย” เฮียโก้พูดตอบ คำตอบฟังดูแล้วเหมือนว่าเป็นห่วงพสุธา กลัวว่าพสุธาจะต้องปั่นจักรยานกลับบ้านคนเดียว แล้วจะเหนื่อย
“คำพูดดูดี ความหมายคือรอแดก” ปฐพีก็ปากร้ายไม่เบา เปิดโปงความคิดของเพื่อนออกมาอย่างหมดเปลือก
พสุธาที่กำลังเตรียมวัตถุดิบทำมื้อเย็นอยู่ ได้ยินก็ส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ เขาเองก็รู้ทันความคิดของเพื่อนรุ่นพี่คนนี้อยู่เหมือนกัน
อีกฝ่ายนอกจากชอบชกมวยแล้ว ก็ยังชอบกินของอร่อยมาก โดยเฉพาะของอร่อยจากฝีมือของเขา บางวันยังหิ้ววัตถุดิบไปที่บ้านของเขา ร่ำร้องให้เขาทำอาหารให้กิน
พสุธาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะว่าเมื่อไรที่เฮียโก้นำวัตถุดิบมา ก็จะนำมาเผื่อในส่วนของเขาและศิลาด้วย บางทีพสุธาก็คิดว่า นอกจากต้องการกินอาหารฝีมือของเขาแล้ว เฮียโก้ยังคิดช่วยให้พวกเขาสองพี่น้อง ได้กินของดี ๆ
ความคิดนี้ของเขา ถูกหรือผิด ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่พสุธาก็ค่อนข้างมั่นใจ เขาสัมผัสได้ถึงความเอ็นดูจากใจจริงที่เฮียโก้มีให้เขขา
เมื่อมีทั้งศิลา และเฮียโก้ที่เป็นดั่งพี่ชาย พสุธาจึงไม่แยแสสองฝาแฝดที่มีสายเลือดเดียวกับตัวเอง ยามที่อีกฝ่ายมองตัวเองอยู่ดูถูกเหยียดหยาม และรังเกียจ ทั้งยังเอ่ยปากว่าไม่ยอมรับเขาเป็นน้องชาย เขาจึงไม่รู้สึกเสียใจ หรือปวดใจเลยสักนิดเดียว มีเพียงแค่รู้สึกตลกเท่านั้น
อีกฝ่ายเอาอะไรมามั่นใจ ว่าเขาต้องการเป็นน้องชายของเจ้าตัว เขามีพี่ชายที่รักเอ็นดูเขาอย่างศิลาอยู่ทั้งคน แม้ว่าจะซื่อบื้อไปหน่อย แต่ก็ดีต่อเขามาก
“ไอ้ดิน ว่าจะถาม กูก็ลืมทุกที สรุปแล้วมึงสอบติดมหา’ลัยไหน” เฮียโก้ถามพสุธา
คำถามนี้ ทำให้ปฐพีเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาแปลกใจ เพราะเคยได้ยินเพื่อนพูดว่าพสุธาเรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาได้ยินว่าเจ้าตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
แต่เมื่อนึกถึงท่าทางไม่เหมือนคนขาดการศึกษาของเจ้าตัว ก็คาดเดาได้ว่า ต่อให้ไม่ได้ไปโรงเรียน พสุธาก็ไม่ได้ละทิ้งการศึกษา ยังคงศึกษานอกระบบ และสามารถสอบเทียบผ่าน จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
“ก็ที่เดียวกับเฮียนั่นแหละ แต่เรียนนิติศาสตร์” พสุธาตอบไป และนั่นทำให้คนที่ได้ยินสองคน มองเขาด้วยสายตาอึ้ง ๆ
ที่อึ้งก็เพราะว่า มหาวิทยาลัยที่พวกเขาเรียน เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสยาม สอบเข้าได้ยากมาก และเรียนจบออกมาได้ยากยิ่งกว่า
คนที่เข้ารับการศึกษาในระบบ ยังมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากทั่วประเทศ ที่สามารถสอบเข้าได้ แต่พสุธาที่ไม่ได้รับการศึกษาจากระบบ สามารถสอบเข้าได้
ไม่รู้ว่าถ้าเจ้าตัวได้รับการศึกษาดี ๆ จะทำได้ถึงขนาดไหนกัน
“เชี่ย มึงเก่งขนาดนั้นเลย” เฮียโก้พูดเสียงดัง หลังจากนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง
พสุธาเลิกคิ้ว
“อึ้งอะไรเฮีย เฮียก็สอบเข้าได้ไม่ใช่เหรอ ต่อไปผมก็ได้เป็นรุ่นน้องร่วมมหา’ลัยกับเฮียแล้ว” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า
“กูสอบเข้าได้แบบเลือดตาแทบกระเด็น แต่มึงทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต เอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือสอบเข้าวะ แต่ช่างเถอะ กูไม่ควรตกใจ เพราะยังไงมึงก็เก่งอยู่แล้ว เอาเป็นว่ายินดีต้อนรับมึงเป็นรุ่นน้อง แค่น่าเสียดายที่ไม่มาเรียนคณะเดียวกับกู กับไอ้ป๋า”
ปฐพี และเฮียโก้ พวกเขาเรียนอยู่คณะเดียวกัน ก็คือคณะวิศวกรรมศาสตร์การบิน ทั้งคู่ต่างก็กำลังจะขึ้นปีสาม
“เรียนการบินแพงจะตาย ผมไม่มีปัญญาหรอกเฮีย” พสุธาพูดตอบ กึ่งจริงกึ่งเท็จ
ที่บอกว่าจริง ก็เพราะว่าค่าเทอมนั้นแพงมากจริง ๆ ต่อให้ตอนนี้เขามีทรัพย์สินหลายหมื่นล้าน แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้
ที่บอกว่าเท็จ ก็เพราะเขาได้รับทักษะการขับขี่จากระบบแล้ว อย่าว่าแต่เครื่องบิน จรวดอวกาศเขาก็ยังขับได้ ยังจะไปเรียนอะไรอีก
“อีกอย่างคนจนที่ไม่รู้กฎหมาย ถูกหลอก ถูกรังแกได้ง่ายนะเฮีย ผมต้องเรียนกฎหมายไว้ปกป้องตัวเอง กับหินสักหน่อย”
“มึงรักพี่ชายมึงดีจริง ๆ” เฮียโก้อดไม่ได้ที่จะอิจฉาเล็กน้อย ตัวเองก็มีน้องชายเหมือนกัน แต่ไม่น่าเอ็นดูเหมือนกับน้องชายคนอื่น อย่างพสุธา
“ก็มีกันอยู่แค่นี้อะเฮีย” พสุธาพูด แต่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงเรียกความสงสารเห็นใจอะไร คล้ายพูดเรื่องทั่ว ๆ ไป
“แค่นี้อะไรของมึง ยังมีกูด้วย กูก็เป็นพี่ชายคนหนึ่งของมึงเหมือนกัน” เฮียโก้พูดเสียงเคือง
“ใช่ ๆ เฮียก็เป็นพี่ชายของผม ว่าแต่น้องชายสอบเข้ามหา’ลัยได้ เฮียมีอั่งเปาให้บ้างหรือเปล่าล่ะ” พสุธายิ้มทะเล้น
เฮียโก้สำลัก ขณะที่ปฐพีนั้นเชื่อแล้วว่าคำพูดของพสุธานั้นเป็นเรื่องจริง
นอกจากจะน่ารักแล้ว ยังหน้าเงินอีกด้วย
“ขอบคุณนะเฮียที่มาส่ง” พสุธาพูดกับเฮียโก้ ขณะที่อีกฝ่ายช่วยเขายกจักรยานลงจากหลังรถกระบะ
“วันหลังมึงทำอาหารอร่อย ๆ ให้กูกินก็พอ” เฮียโก้พูด แล้วกลืนน้ำลายลงคอ วันนี้ตัวเองทำหน้าหนาอยู่บ้านเพื่อนทั้งวัน เพื่อกินอาหารฝีมือพสุธาสามมื้อ แต่ก็ยังไม่หนำใจ คล้ายยิ่งกินก็ยิ่งติดใจ อยากจะกินทุกวัน
หรือจะจีบมันเลยดี ทีนี้จะได้มีมันทำอาหารให้กินทุกวัน
เฮียโก้คิด แต่พริบตาต่อมาก็ปฏิเสธความคิดนี้ทิ้งอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกว่าถ้าตัวเองจีบพสุธา ก็เหมือนจีบโก๋ หมายความว่าเขาจีบน้องชายของตัวเอง รู้สึกผิดศีลมาก
“ได้เลยเฮีย เฮียอยากกินอะไร ก็บอกได้เลย เดี๋ยวทำให้กิน” พสุธาไม่รู้ความคิดของเฮียโก้เลยแม้แต่น้อย เขาพูดเสียงใส ก่อนจะเข็นจักรยานไปจอดไว้ที่หน้าห้องเช่าของตัวเอง แล้วเดินเข้าห้องไป
เฮียโก้เห็นพสุธาเข้าห้องไปแล้ว เขาถึงได้ขึ้นรถแล้วขับออกไป
เมื่อพสุธาเข้ามาในห้อง ก็พบว่าพี่ชายของตัวเองนั้นยังไม่ได้กลับมาบ้าน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดต่อสายหาเบอร์โทรศัพท์ที่เขาจำได้ขึ้นใจ
“หิน ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก” เมื่อปลายสายรับสาย พสุธาก็กรอกเสียงลงไปทันที
“วันนี้หินทำโอที” ศิลาตอบน้องชาย
“โอทีอะไร มีแต่โอฟรีล่ะสิไม่ว่า ใครโยนงานมาให้ทำอีกล่ะ ฮึ” พสุธาถามเสียงขึ้นจมูก คิดว่าจะไปบริษัทที่พี่ชายทำงานอยู่ ไปอาละวาดใส่คนที่ชอบเอาเปรียบพี่ชายของเขาเสียหน่อย
แต่พสุธาก็ทำได้แต่คิด เพราะว่าถ้าเขาทำจริง พี่ชายของเขาจะเสียใจ
พสุธาสามารถทำได้ทุกอย่าง แต่อย่างเดียวที่เขาทำไม่ได้ ก็คือทำให้พี่ชายคนนี้ของเขาเสียใจ เขาไม่ใจแข็งพอ
“พี่อาสาช่วยเอง ดินกินข้าวหรือยัง” ศิลาตอบ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง กลัวถูกน้องชายบ่นอีก แล้วก็ไม่อยากให้น้องชายอารมณ์เสียด้วย
“ดินกินแล้ว หินนั่นแหละ กินหรือยัง ไม่ใช่ว่ามัวแต่ทำงานนะ”
“พี่กินขนมปังกับนมแล้ว” ศิลาพูดตอบ
“แล้วมันพอไหม ไม่งั้นเดี๋ยวดินทำอาหารไปให้ดีกว่า” พสุธารีบพูด
“ไม่ต้อง ๆ งานพี่เหลืออีกไม่เยอะ อีกไม่ถึงสิบนาทีก็น่าจะเสร็จแล้ว” ศิลารีบห้ามน้องชาย เขารู้สึกว่าน้องชายของเขาทำงานมาเหนื่อย ๆ ไม่ควรมาเหนื่อยเพิ่มกับเรื่องของเขาอีก
“ห้ามโกหกนะ” พสุธากดเสียงต่ำ
“ไม่โกหก พี่ไม่โกหก” ศิลารีบพูด
พสุธาก็เชื่อว่าพี่ชายของตัวเองไม่โกหก เพราะว่าอีกฝ่ายไม่เคยโกหกเขาจริง ๆ
“ก็ได้ ถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงหินยังไม่กลับถึงบ้าน ดินจะโกรธ” บริษัทที่ศิลาทำงานอยู่ อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เดินทางแค่ยี่สิบนาทีก็สมควรจะถึงบ้านแล้ว ดังนั้นพสุธาจึงได้กำหนดเวลาออกไป
“ได้”
เมื่อพี่ชายรับปากอย่างหนักแน่น พสุธาก็ไม่ดุอีก เขาวางสาย แล้วไปเตรียมอาหารให้กับศิลา
เมื่อศิลากลับมาถึง พสุธาก็ทำอาหารเสร็จพอดี
“มาพอดีเลย รีบมากินข้าวเร็ว ดินทำของโปรดหินทั้งนั้น” พสุธาพูด แล้ววางอาหารลงบนโต๊ะ
พสุธาทำอาหารแค่สองอย่างเท่านั้น หนึ่งคือซีโครงหมูตุ๋นน้ำแดง สองคือต้มจืดเต้าหู้หมูสับใส่สาหร่าย แล้วก็มีข้าวหอมมะลิร้อน ๆ
“ของดินล่ะ” ศิลาพูดถาม เมื่อเห็นว่าน้องชายตักข้าวมาแค่จานเดียว และวางลงตรงหน้าเขา
“ดินไม่กิน ดินกินมาแล้ว อิ่มจนท้องจะแตก” ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังเปิดเสื้อโชว์พุงขาว ๆ ให้พี่ชายดูด้วย ทว่าไหนเลยจะมีพุง ศิลาเห็นเพียงเอววีเชฟเท่านั้น
“ไม่มีพุง ผอมไป ต้องกินเยอะกว่านี้” ศิลาสั่นศีรษะ
“เชื่อเถอะว่าดินน้ำหนักเยอะกว่าหิน ตัวเองนั่นแหละที่ผอมเกินไป ผอมก็ไม่เท่าไร ยังขาดสารอาหารอีก” พสุธาเริ่มบ่นอีกแล้ว ทำเอาพี่ชายก้มหน้างุด ๆ ตักข้าวกินแต่โดยดี
พสุธาเฝ้าพี่ชายกินข้าวจนหมด แม้แต่กับข้าวก็ให้กินไม่ให้เหลือ เขาถึงจะยอมไปอาบน้ำนอน
“จริงสิ หินสมัครงานที่ดินบอกหรือยัง” พสุธาตะโกนออกมาจากห้องน้ำ อย่างเพิ่งนึกขึ้นได้
“สมัครแล้ว เขาโทรศัพท์มาให้พี่ไปสัมภาษณ์วันพรุ่งนี้ด้วย” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ น้ำเสียงของศิลาก็แฝงความตื่นเต้น ทั้งยังกังวล
เขาตื่นเต้น เพราะไม่คิดว่าจะมีโทรศัพท์ตามไปสัมภาษณ์เร็วขนาดนี้ เร็วถึงขนาดที่ว่าเขาเพิ่งส่งเรซูเม่ไปไม่ถึงสองนาที อีกฝ่ายก็ติดต่อกลับมาแล้ว ทั้งยังนัดสัมภาษณ์พรุ่งนี้เลยด้วย
ดูเหมือนว่าบริษัทจะต้องการคนทำงานในตำแหน่งนี้จริง ๆ
ศิลาไม่รู้เลยว่า บริษัทต้องการเพิ่มพนักงานบัญชีจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้เร่งร้อนอะไร ที่ติดต่อกลับมาเร็ว เป็นเพราะได้รับคำสั่งกำชับจากประธานฯ บริษัท
“ดีจังเลย หินต้องได้งานนี้แน่ ๆ”
“พี่ไม่มั่นใจเลย พี่จบแค่ปวศ. สถาบันก็ไม่ใช่ระดับแนวหน้า คู่แข่งน่าจะทำได้ดีกว่าพี่นะ” ศิลาส่งเสียงกังวล
“หินอย่าดูถูกตัวเองน่า สำหรับดิน หินเก่งที่สุดแล้ว” พสุธาไม่ได้เยินยอพี่ชายของตัวเองเกินเหตุ แต่ว่าศิลานั้นเก่งบัญชีมากจริง ๆ
จุดผิดพลาดในบัญชี ที่คนอื่นหาทั้งเดือนยังไม่รู้ว่าผิดพลาดที่ตรงไหน ศิลาตรวจดูไม่ถึงห้านาที ก็เจอจุดที่ผิดพลาด เรื่องนี้ทำให้เขาถูกรับเข้าทำงานที่บริษัทนั่นแหละ
คนอื่นรับเจ้าตัวเข้าทำงานที่บริษัท เพราะความสามารถของเจ้าตัวเอง แต่ตัวคนดันคิดว่าที่คนอื่นเขารับเข้าทำงาน เป็นเพราะเพื่อนช่วยพูดให้ หลายปีมานี้ถึงรู้สึกขอบคุณอยู่ตลอด
และเพราะแบบนี้ พสุธาถึงได้เรียกศิลาว่า ‘หินซื่อบื้อ’ อยู่ตลอด
เขากลัวจริง ๆ ว่าวันไหนพี่ชายของเขาถูกจับตัวไปขาย ยังจะไปช่วยคนเขานับเงินด้วย
ถามว่าทำไมพี่ชายของเขาเก่งขนาดนี้แล้ว พสุธายังต้องโทรศัพท์ไปฝากฝังอีก
ก็เพราะว่าพสุธารู้ว่าบริษัทใหญ่ ๆ แม้จะเปิดรับสมัคร แต่บางครั้งก็มีตัวเลือกเอาไว้อยู่แล้ว การเปิดรับสมัคร เป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
อีกอย่างพี่ชายของเขาไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยดัง ทั้งประสบการณ์ทำงาน ก็อยู่ที่บริษัทเล็ก ๆ คนอื่นเขาไม่รู้หรอกว่าพี่ชายของเขาเก่งบัญชีแค่ไหน ดูแค่เรซูเม่ที่ส่งไป ก็ปัดทิ้งก่อนจะเรียกไปทดสอบแล้ว
ดังนั้นเขาจึงต้องส่งพี่ชายเข้าทางลัดเสียหน่อย อีกทั้งยังได้หมดห่วงเรื่องจะมีคนแกล้งพี่ชายของเขาด้วย
“หินใส่ชุดนี้ไป” พสุธาพูดพลางยื่นชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว และเสื้อสูทสีดำให้กับศิลา ยังมีกางเกงสีเดียวกันที่ถูกรีดจนเรียบ
“นี่มัน...” ศิลามองชุดสูทตรงหน้าอย่างสับสน
“เจ้านายหินซื้อมาผิดไซซ์ ใส่ไม่ได้ ดินเห็นว่ามันไซซ์เดียวกับที่หินใส่ เลยขอซื้อต่อมา นี่เป็นของดีราคาถูกเลยนะ ดูสิ ถ้าซื้อเองที่ร้าน เฉพาะเสื้อสีขาวตัวนี้ก็สองหมื่นแล้ว แต่เจ้านายขายให้ดินแค่ห้าร้อยเอง” พสุธาแต่งเรื่องโกหกได้อย่างลื่นไหล
เสื้อเชิ้ตสีขาว ราคาสองหมื่นจริง ๆ แต่ที่บอกว่าซื้อต่อมาในราคาห้าร้อย พสุธาโกหก เขากดสั่งซื้อจากในเว็บไซต์โดยตรง จะมีลดราคาได้ยังไงล่ะ เขากดสั่งมาตั้งแต่เมื่อวาน ด้วยความที่เลือกแบบส่งด่วน เขากดสั่งตอนเช้า ตอนบ่ายก็มาถึงแล้ว ระหว่างที่รอศิลากลับมาจากทำงานเมื่อคืนวานนี้ พสุธานอกจากทำอาหารแล้ว ยังรีดเสื้อผ้าให้ด้วย
ความจริงสมควรซัก แต่ถ้าซักก็จะแห้งไม่ทัน บ้านก็ไม่มีเครื่องอบแห้ง พสุธาจึงได้แต่จำใจให้พี่ชายใส่แบบไม่ซักไปก่อน
“ห้าร้อยก็แพงนะ” ศิลาพูดอย่างเสียดายเงิน
“อย่าคิดว่าราคาตั้งห้าร้อยสิ คิดว่าเราได้ของราคาสองหมื่น มาในราคาแค่ห้าร้อย นี่เราประหยัดเงินไปได้ตั้งหมื่นกว่าเลยนะ รวมชุดสูทด้วย นี่ก็ประหยัดเงินไปได้เป็นแสนเลย” พสุธาคิดออกแล้ว ในเมื่อระบบห้ามไม่ให้เขาใช้เงินกับตัวเอง งั้นเขาก็เอาเงินไปใช้กับพี่ชายของเขาสิ
เมื่อคิดได้ดังนี้ พสุธาจึงทุ่มเงินเป็นแสน ซื้อชุดสูทจากร้านระดับโลกมาให้พี่ชายของตัวเองโดยเฉพาะ
เชื่อว่าราคาชุดสูทของพี่ชายเขา ยังแพงกว่าที่ประธานบริษัทใส่เสียอีก
ความจริง นอกจากจะต้องการใช้เงินกับพี่ชายเพื่อระบายอารมณ์แล้ว ที่พสุธาซื้อชุดราคาแพงให้กับศิลาแบบนี้ ก็เพราะเขาคิดว่าคนที่ทำงานบริษัทใหญ่ ต่อให้เป็นพนักงานธรรมดาทั่วไป สายตาก็ควรจะไม่คับแคบ ย่อมต้องดูออกว่าเสื้อผ้าที่ศิลาสวมใส่นั้น มีราคาแพง เมื่อมองออก ก็ย่อมต้องไม่กล้ากลั่นแกล้ง มีแต่จะประจบมากกว่า
พสุธาไม่กลัวว่าพี่ชายที่ซื่อบื้อจะถูกหลอกเงิน เขามีเงินเยอะ และศิลาก็แค่ซื่อบื้อ แต่ไม่ได้โง่ ต่อให้โดนหลอก ก็ไม่มีทางเสียหายจนเขาถึงขั้นหมดตัวได้หรอก
ใช้เงินไม่กี่บาท แลกกับการที่พี่ชายของเขาได้ทำงานอย่างสงบสุข พสุธาเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง และไม่คิดเสียดายเลยแม้แต่น้อย
ถ้าจะมีความคิดเสียดาย ก็แค่เสียดายว่าทำไมตัวเองไม่คิดถึงวิธีการนี้ให้ได้เร็วกว่านี้ ไม่อย่างนั้นพี่ชายของเขา ก็ไม่ต้องทนลำบากมาขนาดนี้แล้ว
“หิน เดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปนะ อย่าไปเบียดบนรถเมลเลย” พสุธาพูดกับพี่ชาย
“พี่ไปรถเมลได้” ศิลาปฏิเสธอย่างที่พสุธาคาดเอาไว้
“รถเมลมันเบียด เดี๋ยวชุดถูกเบียดจนยับ คนสัมภาษณ์จะไม่ประทับใจนะ เราก็ลงทุนหนึ่งวัน วันนี้หินนั่งรถเมลไปสัมภาษณ์งาน ถ้าสัมภาษณ์ผ่าน ต่อไปนั่งรถเมลไปทำงาน เสื้อผ้ายับหน่อย ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” พสุธาเกลี้ยกล่อมพี่ชาย แน่นอนว่าเขาโกหกด้วย
โกหกเรื่องที่จะให้เจ้าตัวนั่งรถเมลไปทำงาน พสุธาวางแผนจะซื้อรถยนต์สักคันให้กับพี่ชาย ไม่ต้องเป็นรถหรูมาก เพราะนั่นจะทำให้น่าสงสัย เขาจะซื้อรถญี่ปุ่นสักคัน แล้วบอกพี่ชายว่าส่งจับสลากได้มา
พสุธามั่นใจว่าพี่ชายจะเชื่อตัวเอง
ฝั่งศิลา เมื่อได้ยินคำพูดของน้องชาย เขาก็ครุ่นคิด แล้วก็คล้อยตาม
นั่นสิ เขาต้องได้งานนี้ เพื่อที่จะได้มีค่าขนมให้กับน้องชายของเขา อีกทั้งถ้าน้องชายของเขาป่วยขึ้นมา เขาก็ยังสามารถใช้สิทธิ์พนักงานเบิกค่ารักษาได้
ด้วยความคิดเช่นนี้ ทำให้ศิลาที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเอง เปี่ยมด้วยพลังขึ้นมา
เขาไม่สู้เพื่อตัวเองก็ได้ แต่ต้องสู้เพื่อน้องชา
เห็นแววตามุ่งมั่นของพี่ชาย พสุธาก็ลอบดีใจเงียบ ๆ
ในที่สุดพี่ชายของเขาก็โตขึ้นอีกนิดแล้ว!