70. ตอนที่ 69
ตอนที่ 69
“มึงสร้างเรื่องอีกแล้ว” นี่คือประโยคทักทายจากเฮียโก้ ที่มาเจอกับพสุธาตอนนี้
เพราะว่าพสุธาทำอาหารมาให้กับพวกเฮียโก้ รวมถึงพวกสีไม้ด้วย ดังนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงรวมตัวกันที่โรงอาหารคณะนิติศาสตร์
“ผมสร้างเรื่องอะไร” พสุธาถามอย่างงุนงง ขณะที่เอาข้าวกล่องแจกจ่างให้ทุกคน
“มีของพวกกูด้วยเหรอ ดิน มึงจะดีเกินไปแล้ว” น้ำทิพย์พูดเสียงใส ดวงตาวาววับ
อ้อ ใช่ ตอนนี้สรรพนามที่น้ำทิพย์ใช้พูดกับพสุธา และสองพี่น้อง ก็ได้เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน น้ำทิพย์บอกว่าในเมื่อเป็นเพื่อนกัน ก็ควรจะถูกปฏิบัติเหมือนกัน ไม่ควรยกเว้นสรรพนาม ‘มึงกู’ กับเธอ แค่เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิง มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกแบ่งแยกเกินไป
เมื่อน้ำทิพย์แสดงเจตจงนงค์แบบนี้ พสุธาก็คิดว่าการให้เกียรติ ก็คือการทำตามความต้องการของอีกฝ่าย
“ไหน ๆ ก็ทำแล้ว เลยทำมาเผื่อด้วย ลองชิมฝีมือกูดู” พสุธาพูดตอบ ก่อนจะหันไปหาเฮียโก้อีกครั้ง
“สรุปว่าผมสร้างเรื่องอะไร”
“มึงขายทาร์เลสคันละแสน ไม่เรียกว่าสร้างเรื่องเหรอ อีกอย่างพ่อบุญธรรมมึงซื้อรถให้มึงอีกยี่สิบคันแล้ว?” เฮียโก้ถามอย่างสงสัย
พสุธาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตอบเสียงเนือย
“ไม่ได้ซื้อรถทาร์เลสให้ แต่ซื้อหุ้นทาร์เลสให้”
“ซื้ออะไรนะ!” นอกจากปฐพีแล้ว อีกห้าคนก็ประสานเสียงดังพร้อมกัน ทำให้คนอื่น ๆ ในโรงอาหารหันมามาเป็นตาเดียว
พวกเขาเห็นห้าคนมีท่าทางตื่นเต้น และตื่นตะลึง ขณะที่อีกสองคนมีท่าทางสงบนิ่ง แต่พวกเขาคิดว่าสาเหตุของการตื่นตะลึงของคนทั้งห้า น่าจะมาจากพสุธา
ถึงอย่างไรน้องใหม่ปีหนึ่งคนนี้ ก็สร้างความตื่นตะลึงมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
“ตกใจอะไรกัน” พสุธาพูดเสียงหนักใจ
“มึงบอกว่าพ่อบุญธรรมมึงซื้อหุ้นทาร์เลสให้มึง นี่จะไม่ทำให้กูตกใจเหรอ รวมกับที่ทาร์เลสจะส่งรถมาให้มึงยี่สิบคัน ปริมาณหุ้นที่ซื้อต้องไม่ใช่น้อย ๆ แน่” เฮียโก้พูดเสียงขรึม
“ก็ห้าเปอร์เซ็นต์” พสุธาตอบเบา ๆ เขาไม่ได้ปกปิด เพราะข้อมูลเหล่านี้ ยอมเสียเงินหนึ่งร้อยบาท ก็สามารถดูได้แล้ว
“พี่เปิดดูมูลค่าของทาร์เลสกรุ๊ปแล้ว น้องดินได้หุ้นมาห้าเปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณหนึ่งล้านหกแสนสี่หมื่นสามพันสามร้อยห้าสิบล้านบาท” พันไมล์พูดเสียงสั่น ๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้ เขาเพิ่งจะจ้างพสุธาทำความสะอาดคอนโดมิเนียมของเขา เขาจ่ายไปในราคาสามพัน พสุธาน่าจะได้ประมาณสองพันกว่า หลังถูกแอปพลิเคชันหักส่วนแบ่งแล้ว
สองพันกว่าบาทนั่น ยังเรียกว่าเป็นเศษเงินสำหรับพสุธาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“น้องดิน พ่อบุญธรรมของน้องดินยังรับลูกบุญธรรมเพิ่มไหม” พันไมล์ถาม
อย่าว่าแต่พันไมล์เลย แม้กระทั่งเฮียโก้ที่เคยระแวง ตอนนี้ยังอยากจะถามคำถามนี้ด้วยเหมือนกัน รวมถึงเพื่อนใหม่ของพสุธาอีกสามคน มีเพียงปฐพีคนเดียวเท่านั้น ที่ไม่อยากเป็นลูกบุญธรรมของลูคัส
ก็แน่อยู่แล้ว เพราะว่าที่เขาต้องการคือตำแหน่งลูกเขย ไม่ใช่ลูกบุญธรรม!
“พ่อบุญธรรมมึงรวยขนาดไหนกันแน่ ตอนนั้นส่งรถมาห้าสิบหกคัน รวมแล้วเป็นพันล้าน กูก็คิดว่ารวยมหาศาลมากแล้วนะ นี่ยังซื้อหุ้นมูลค่าเป็นล้านล้านบาทให้มึง ตกลงแล้วเขารวยขนาดไหนกันแน่เนี่ย” เฮียโก้ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาสงสัยว่ามีคนรวยแบบลูคัสได้อย่างไรกันแน่
พสุธายิ้มขื่น เขาพูดตอบ
“ไม่รู้หรอก ไม่กล้าถาม แล้วก็ไม่กล้าคาดเดาด้วย กลัวว่าตัวเองจะหัวใจวายตาย” พสุธาเคยคิดว่าทรัพย์สินที่ระบบมอบให้เขา มันมหาศาลแล้ว แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจน ๆ เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าลูคัส
“ก็จริง แค่คิดพี่ก็ขาสั่นแล้ว นี่พี่เคยได้เจอมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินระดับนั้นด้วยเหรอเนี่ย” พันไมล์พึมพำอย่างตื่นตะลึง
“เอาเถอะ อย่ามัวแต่สนใจเรื่องนี้เลย เงินก็เป็นแค่ตัวเลขเท่านั้นแหละ ตอนนี้รีบกินข้าวกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวมันจะหายร้อนเสียก่อน” พสุธาไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว เขาจึงเร่งให้ทุกคนกินข้าวแทน
ทุกคนก็เปิดกล่องอหารกันอย่างล่องลอย แต่เมื่อได้กลิ่นหอม ๆ ก็ได้สติคืนมากันเล็กน้อย จนกระทั่งได้ลิ้มลองอาหารคำแรก แต่ละคนก็ไม่สนใจแล้วว่าลูคัสจะรวยแค่ไหน
ลูคัสรวยแค่ไหนก็เป็นเรื่องของลูคัส พวกเขาเอาเวลามาสนใจอาหารอร่อย ๆ ตรงหน้าพวกเขาดีกว่า
“ดิน อาหารฝีมือมึงจะอร่อยเกินไปแล้ว อร่อยโคตร ๆ เกิดมาไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย” สีเทียนพูดอย่างตื่นตะลึง ขณะที่สีไม้ และน้ำทิพย์ไม่พูดอะไร ใช้การกระทำของตัวเองเป็นการพิสูจน์ว่าอาหารของพสุธานั้นอร่อยขนาดไหน พวกเขาก้มหน้าก้มตากินไม่สนใจคนอื่นเลย รอจนกินของตัวเองหมดแล้ว ก็หันขวับไปหาสีเทียน
“เทียน มึงกินไม่หมดใช่ไหม กูช่วยกิน” น้ำทิพย์และสีไม้พูดพร้อมกัน
สีเทียนได้ยินอย่างนั้นก็ผงะ ก่อนจะปกป้องอาหารของตัวเองอย่างสุดหัวใจ รีบโกยอาหารเข้าปากคำโต ๆ ไม่ยอมให้ใครมาแย่งไปได้
สีไม้ และน้ำทิพย์มองสีเทียนด้วยสายตาขุ่นเคือง
งกจริง ๆ เลย แบ่งพวกเขาหน่อยก็ไม่ได้
“ดิน มึงสารภาพมาเถอะ ที่จริงแล้วมึงเป็นพระเจ้าปลอมตัวมาใช่ไหม คนอะไรดีเลิศไปทุกอย่าง หน้าตาก็ดี รูปร่างก็ดี การเรียนก็ดี ฝีมือการทำอาหารก็ยังยอดเยี่ยมแบบไร้เทียมทาน มีคนสมบูรณ์แบบอย่างมึงบนโลกนี้ได้ยังไงเนี่ย มีเพื่อนแบบมึง อนาคตกูต้องขึ้นคานแล้ว มึงทำให้มาตรฐานผู้ชายของกูสูงขึ้น” น้ำทิพย์พูดอย่างขมขื่น
เธอไม่ได้พูดมั่ว แต่เธอพูดจริง ๆ เปิดเทอมมาหนึ่งสัปดาห์ มีรุ่นพี่ และเพื่อนต่างคณะวนเวียนมาขายขนมจีบให้เธอไม่น้อย แต่ทุกครั้งเธอมักจะเอาคนเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับพสุธา ซึ่งผลปรากฏว่าเทียบพสุธาไม่ได้แม้แต่ด้านเดียว ดังนั้นเธอจึงปฏิเสธคนที่มาจีบไปหมดเลย
เห็นทีว่าอนาคตเธอจะต้องขึ้นคานจริง ๆ แล้ว นอกเสียจากว่าเธอจะยอมลดมาตรฐานลง แต่ประเด็นก็อยู่ที่ว่า ต่อให้ลดมาตรฐานลงครึ่งหนึ่ง ก็ยังยากจะเจอคนที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอยู่ดี
หรือว่าเธอจะจีบพสุธาเลยดี
น้ำทิพย์คิดแล้วก็มองไปยังปฐพี จากนั้นก็ปัดความคิดนั้นทิ้งทันที
อย่าดีกว่า เจ้าที่แรงมาก ยังไม่ทันที่เธอจะได้แสดงท่าทีอะไร ก็ถูกมองเหมือนจะแช่แข็งเธอทั้งเป็นแล้ว
น่ากลัวจริง ๆ
พสุธาไม่รู้ความคิดของน้ำทิพย์ แต่เขาได้ยินน้ำทิพย์พูดอย่างนั้น เขาก็พูดกลับไปว่า
“พูดแบบนี้หมายความว่าต่อไปมึงขึ้นคาน หาแฟนไม่ได้ ก็เตรียมโยนความผิดให้กูแล้ว”
“ไม่ใช่โยนความผิด แต่มึงเป็นสาเหตุจริง ๆ” น้ำทิพย์ยืนยันหนักแน่น
พสุธามุมปากกระตุก รู้สึกเหมือนถูกโยนความผิดอย่างไรก็ไม่รู้ เขาไม่สนใจน้ำทิพย์ หันไปหาเฮียโก้
“เฮีย คืนนี้ก็แวะไปที่บ้านสิ เลือกเอารถไปสักคัน” เพราะว่าก่อนหน้านี้ เฮียโก้ให้ความช่วยเหลือพวกเขาเอาไว้มาก ดังนั้นพสุธาจึงคิดจะขอบคุณเฮียโก้ ด้วยรถสักคัน
“ไม่เอาหรอก มึงเก็บไว้ขับเถอะ” เฮียโก้ปฏิเสธ
พสุธามองเฮียโก้
“ถือว่าช่วยระบายรถแล้วกันเฮีย ที่บ้านโรงจอดรถเต็มหมดแล้ว หลังข้าง ๆ นั่นก็เต็มแล้วเหมือนกัน” พสุธาพูดประโยคที่ทำให้ใครหลายคนอิจฉาจนแทบคลั่งตายได้
ดูสิ คำพูดแบบนี้เป็นสิ่งที่คนควรพูดออกมาหรือไง ไม่กลัวว่าจะทำให้ใครอิจฉาจนตายบ้างเหรอ
“พี่พันไมล์สนใจสักคันไหมครับ ผมขายแค่แสนเดียว ซื้อขับเองเล่น ๆ ก็ได้ หรือจะซื้อเป็นของขวัญให้แฟนก็ได้” พสุธาพูดถามพันไมล์ ส่วนปฐพีน่ะเขาไม่ถามหรอก ที่จอดรถของเจ้าตัว ก็มีรถหรูอยู่หลายคัน คงไม่สนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเขาหรอก
“พี่ไม่มีแฟนน่ะสิ แต่ซื้อเก็บไว้ขับเองสักคันก็แล้วกัน ไม่ต้องแสนนึงหรอก พี่ให้ราคาเต็มเลย” พันไมล์พูด แต่ก็ได้รับคำพูดตอบกลับเหมือนกับเพื่อนใหม่ทั้งสามคนของพสุธา
“ถ้าพี่อยากซื้อราคาเต็ม ก็ไปซื้อที่โชว์รูมรถเลยครับ รถผมขายแค่แสนเดียว”
พันไมล์หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก
คนที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ ก็คือคนที่เคยทำงานแลกค่าแรงชั่วโมงละแปดสิบบาท เมื่อวานก็เพิ่งรับจ้างทำความสะอาดเพราะเงินไม่กี่พัน แต่ในตอนนี้ ก็เอารถมูลค่าหลักล้านมาขายหลักแสน ช่างย้อนแย้งกันเสียเหลือเกิน
พสุธาไม่สนใจว่าใครจะมีความคิดอย่างไร รถราคาหนึ่งแสนนี้ เขาขายให้แค่คนที่สนิทกับเขาเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์ซื้อ และพสุธาก็ตั้งใจว่าจะขายรถแค่เท่านี้นั่นแหละ ที่เหลืออีกสิบห้าคัน เขาจะเก็บเอาไว้เองสี่คัน หนึ่งรุ่น หนึ่งคัน หนึ่งสี ซึ่งพสุธาก็เลือกเก็บสีสเตลท์ เกรย์ เอาไว้ทั้งสี่คัน เพราะพสุธาชอบความเรียบหรูของมัน
ส่วนอีกสิบเอ็ดคันที่เหลือ พสุธาจะยกให้คุณวินิจหนึ่งคัน ให้เป็นรถที่เอาไว้ใช้สำหรับพนักงานในบริษัทออกไปติดต่องานอีกห้าคัน เหลืออีกห้าคัน เก็บเอาไว้เป็นของขวัญวันปีใหม่ ให้พนักงานได้จับรางวัลกัน
ช่วงบ่ายพสุธาเข้าเรียนตามปกติ เขาเห็นมีหลายคนทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้พูดออกมา
เมื่ออีกฝ่ายไม่พูด พสุธาก็ไม่เป็นฝ่ายถามออกไปก่อน พอถึงเวลาเลิกเรียน เขาก็ออกจากห้องเรียนทันที ทำเอาหลายคนทั้งเสียใจ ทั้งเสียดาย
“น่าเสียดาย ดินกลับไปแล้ว ยังไม่ทันได้ลองถามดูเลย” นักศึกษาคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“ถามไปก็เท่านั้น รถราคาหลักล้าน ขายหลักแสน เห็นชัด ๆ ว่าเขาอยากจะยกให้เพื่อน แต่ก็กลัวสามคนนั้นจะไม่รับ เลยเรียกเก็บคนละแสน สามคนนั้นน่าอิจฉาชะมัด ได้ยินว่าผูกมิตรกับดินตั้งแต่วันมอบตัว ถ้ารู้แบบนี้ วันนั้นฉันน่าจะเข้าไปรวมกลุ่มด้วยบ้าง”
มีคนเห็นด้วยกับประโยคนี้มากมาย นึกอยากจะย้อนเวลากลับไปวันที่มามอบตัวที่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นต่อให้ถูกรถชน ก็จะต้องกระเสือกกระสนมาผูกมิตรกับพสุธาให้ได้
ดูสิ พูดว่ารู้จักกันตั้งแต่วันมอบตัว แต่เจอกันจริง ๆ แค่กี่วันเอง วันมอบตัวไม่ถึงหนึ่งวัน วันเรียนสัปดาห์ที่แล้วห้าวัน และวันนี้อีกไม่ถึงครึ่งวัน แค่นั้นก็ได้สิทธิ์ซื้อรถมูลค่าหลักล้านในราคาแค่หนึ่งแสน ถ้าสนิทกันนานวันเข้า ไม่ยกให้ฟรี ๆ เลยเหรอ
ถึงแม้ว่าบ้านของคนส่วนใหญ่ในที่นี้จะเรียกได้ว่ามีเงิน แต่เมื่อเจอคำว่าของฟรี พวกเขาก็ยังหวั่นไหวกันอยู่มาก
“ไม่เป็นไรหรอก พวกเราเรียนด้วยกันตั้งสี่ปี ระหว่างนี้ค่อย ๆ ทำความสนิทสนมกันไป ฉันไม่เชื่อหรอกว่าดินจะคบเพื่อนอยู่แค่นั้น” นักศึกษาคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่น ทำให้คนอื่น ๆ ก็ฮึกเหิมขึ้นด้วยเหมือนกัน
พสุธาที่ตอนนี้ขับรถคันหรูของตัวเองออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เพื่อนในห้องเรียนของตัวเองพูดอะไรกันบ้าง
แต่ถึงรู้ พสุธาก็ไม่สนใจ เพราะถึงแม้ว่าพสุธาจะอ่านใจคนไม่ได้ แต่เขาก็ยังมองคนออก ใครที่เข้าหาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ ใครที่หวังผลประโยชน์ เขายังมองออก
แน่นอนว่าเขาไม่ได้รังเกียจคนที่เข้าหาเขาเพราะผลประโยชน์ แต่ถ้าหวังผลประโยชน์จากเขา ก็เปิดเผยมาเลย อย่าเอาความจริงใจมาเป็นฉากบังหน้า เปิดเผยมาเลยว่าต้องการผลประโยชน์ แล้วเขาจะดูเองว่าอีกฝ่ายมีประโยชน์พอที่จะแลกเปลี่ยนกับเขาได้หรือเปล่า ถ้ามี งั้นก็ยินดีด้วย พวกเราเป็นเพื่อนธุรกิจกันแล้ว ถ้าหวังประโยชน์จากเขา แต่ตัวเองไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยน งั้นก็ขอโทษด้วย เขาไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ต่อให้ใช่ เขาก็ไม่คิดจะทำบุญกับคนรวย
พสุธาใช้เวลาขับรถไม่นานนัก ก็มาถึงคอนโดมิเนียมที่เขาต้องมาทำความสะอาด พสุธาแจ้งต่อผู้จ้างว่าเขามาถึงแล้ว และแทบจะทันที อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่าจะรีบลงมารับเขา
พสุธาอ่านข้อความจบยังไม่ทันไร เขาก็ได้ยินเสียงเรียก
“คุณพสุธาใช่หรือเปล่าครับ”
พสุธามองคนที่ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าเขาแค่ปีสองปี ถามเขาอย่างไม่แน่ใจเรื่องตัวตนของเขา
“ใช่ครับ ผมมาจากแอปมาสเตอร์คลีน คุณคือคุณวริศหรือเปล่าครับ”
“ใช่แล้วครับ คอนโดผมหาไม่ยากใช่ไหมครับ” วริศถามพสุธา
“ไม่ยากครับ” พสุธาตอบสั้น ๆ ก่อนจะขอให้วริศพาเขาไปที่ห้องของเจ้าตัว เพื่อที่จะทำความสะอาด
วิรศก็ไม่กล้าชักช้า รีบพาพสุธาขึ้นลิฟต์ไปในทันที
เมื่อเข้าไปในห้องชุดของวริศ พสุธาก็พบว่าห้องของเจ้าตัวค่อนข้างจะรกอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าสะอาดอยู่บ้างเช่นกัน
เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แค่ลงมือทำความสะอาดทันที
วริศเห็นพสุธาเตรียมอุปกรณ์มาเอง ก็รู้สึกว่าพสุธามีความเป็นมืออาชีพมาก
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าพสุธาแค่อยากเล่นสนุกตามประสาคนมีเงิน ดังนั้นเรื่องฝีมือการทำความสะอาดของเจ้าตัว น่าจะไม่ดีเท่ามืออาชีพ หรืออาจจะเรียกว่าย่ำแย่เลยก็ได้ ทว่าผ่านไปแค่สิบนาที ได้เห็นพสุธาทำความสะอาดอย่างคล่องแคล่ว เป็นขั้นเป็นตอน ทั้งยังมีอุปกรณ์มากมายที่เขาไม่รู้ว่าต้องใช้ในการทำความสะอาดด้วย วริศก็รู้แล้วว่าพสุธาไม่ใช่แค่มืออาชีพ แต่เรียกว่าชำนาญการเลยเถอะ
“คุณพสุธาทำความสะอาดเก่งมากเลยนะครับ” วริศชื่นชมจากใจจริง
“ขอบคุณครับ” พสุธารับคำชมด้วยคำขอบคุณ
“ปกติแล้วคุณพสุธาทำความสะอาดบ่อยเหรอครับ” วริศก็ไม่ย่อท้อ ยังคงชวนคุย
“ก็บ่อยครับ ปกติบ้านผม ผมก็ทำความสะอาดเอง”
เมื่อวริศได้ยินคำตอบนี้ของพสุธา เขาก็อึ้งไปเลย
เขาเคยได้ยินว่าบ้านของพสุธา คือคฤหาสน์ศิลาจันทร์ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สิบไร่ ตัวคฤหาสน์มีพื้นที่ใช้สอยถึงสามไร่ เจ้าตัวทำความสะอาดคนเดียวเลยเหรอ นั่นมันต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเสร็จ ห้องของเขาแค่เจ็ดสิบตารางเมตร เล็กกว่าหลายสิบเท่า เขายังขี้เกียจทำความสะอาดเองเลย
หรือว่านี่คือเคล็ดลับความรวยของเจ้าตัว ประหยัดส่วนไหนได้ก็ประหยัด
วริศคิดแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าไม่ถึงโลกของคนรวยจริง ๆ
ไม่สิ เขาเข้าไม่ถึงโลกของพสุธาต่างหาก
วริศคิดว่าคนรวยที่ทำความสะอาดคฤหาสน์เอง น่าจะมีแค่พสุธาคนเดียวเท่านั้น
ระหว่างที่วริศกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ตอนแรกวริศคิดว่าเป็นพ่อของเขาที่โทรศัพท์มา แต่ว่าเมื่อเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นแฟนสาวคนปัจจุบันของเขา วริศไม่อยากรับสายอยู่บ้าง เพราะว่าเขารู้สึกกลัว
ใช่ กลัว เขาเป็นคนเสเพลเจ้าชู้ ปกติแล้วคบแฟนคนหนึ่งไม่นานก็เลิกรา ตอนที่เป็นแฟนกัน ที่ควรจะให้ เขาก็ซื้อให้หมด พอเลิกกัน ทุกคนจึงจากไปอย่างว่าง่าย แต่แฟนสาวคนปัจจุบันนี้ เขาคบมาหนึ่งปีแล้ว บอกเลิกไปแล้วสิบครั้ง แต่เมื่อเขาบอกเลิก อีกฝ่ายอ้อนวอน เขาก็ใจอ่อน เปลี่ยนใจไม่เลิกกับเธอแล้ว ทั้งยังรู้สึกผิด ซื้อของขวัญแพง ๆ ปลอบใจเจ้าตัวทุกครั้ง
ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองแค่ใจอ่อน แต่พอหลายครั้งเข้า เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ดังนั้นเขาจึงไม่อยากเผชิญหน้ากับเธอ ไม่อยากฟังคำพูดที่ทำให้เขาขัดขืนไม่ได้นั่น
วริศตัดสินใจตัดสายทิ้ง แล้วทำการปิดเสียง เขาปิดโทรศัพท์ไม่ได้ เผื่อพ่อเขาติดต่อมา และเขาก็บล็อกเบอร์โทรศัพท์เธอไม่ได้ เพราะเธอจะใช้เบอร์โทรศัพท์อื่นติดต่อมา และเมื่อเขารับสาย เธอก็จะใช้คำพูดที่ทำให้เขาคล้อยตาม และยอมตามใจเธอ สุดท้ายก็วนลูปเดิม
วริศสงสัยมากว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เขาเคยปรึกษาจิตแพทย์ แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้
“หรือว่าฉันควรจะใช้วิธีการทางไสยศาสตร์” วริศพึมพำ
พสุธาได้ยินคำพูดของวริศ เขาก็ชะงักไป
“คุณพูดอะไรนะครับ” พสุธาออกปากถาม
“เอ่อ ไม่มีอะไรครับ” วริศรีบปฏิเสธ เขากลัวว่าพสุธาจะมองเขาเป็นคนบ้า หากเขาพูดไปว่าเขาคิดจะใช้วิธีการทางไสยศาสตร์ จัดการเรื่องเลิกกับแฟนสาว
นักธุรกิจอัจฉริยะอย่างคุณพสุธา ต้องไม่เชื่อถึงขั้นรังเกียจเรื่องไสยศาสตร์แน่ ๆ
วริศไม่รู้เลยว่า นักธุรกิจอัจฉริยะอย่างพสุธา ที่จริงแล้วตอนนี้จัดได้ว่าเป็นตัวพ่อเรื่องคุณไสยมนต์ดำเลยทีเดียว
ฝั่งพสุธาเมื่อได้ยินวริศพูดปฏิเสธ เขาก็มีแววตาผิดหวังทันที
เฮ้อ นึกว่าจะได้รับภารกิจพิเศษเพิ่มอีกแล้ว
พสุธาคิดยังไม่ทันไร ก็มีเสียงระบบดังขึ้น
‘ติ๊ง ตรวจพบภารกิจพิเศษ ช่วยวริศหลุดพ้นจากแฟนสาว หากโฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ รับคะแนนความลำบาก หนึ่งพันสี่ร้อยคะแนน กล่องสุ่มรางวัลระดับเงินหนึ่งกล่อง’
พสุธาคลี่ยิ้มทันทีที่ได้ยินภารกิจ แต่ต่อมาเขาก็นึกขึ้นได้ว่าภารกิจพิเศษที่ได้รับมาเมื่อวานยังไม่สำเร็จเลย วันนี้ได้รับภารกิจพิเศษอีกแล้ว เขาจะทำสำเร็จตอนไหนเนี่ย
แต่ว่าทำให้คนเลิกกับแฟน ก็ดูเหมือนจะเป็นภารกิจที่ง่ายกว่าภารกิจพิเศษของเมื่อวานนี้นะ
พสุธาคิดแล้วก็มองไปยังวริศ
“คุณดูเหมือนจะมีเรื่องไม่สบายใจนะครับ อยากได้คำปรึกษาไหม” แม้ว่าการพูดแบบนี้ออกไป จะดูจุ้นจ้าน และถึงขั้นสะเหล่อในสายตาของอีกฝ่าย แต่ระหว่างรักษาภาพลักษณ์ กับทำภารกิจสำเร็จ พสุธาเลือกอย่างหลัง
แต่พสุธาไม่รู้ ในสายตาของวริศ การที่พสุธาถามออกไปแบบนั้น ไม่ได้ทำให้วริศรู้สึกว่าพสุธาจุ้นจ้าน แต่คิดว่าพสุธาสมแล้วที่เป็นนักธุรกิจอัจฉริยะ แค่มองก็รู้แล้วว่าเขามีเรื่องทุกข์ใจ
แน่นอนว่าถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่พสุธามาถาม วริศก็อาจจะไม่ได้รู้สึกเช่นนี้
ช่วยไม่ได้จริง ๆ เมื่อมีเงิน จะทำอะไรก็มีคนหาข้อแก้ตัวให้ตลอดนั่นแหละ
“คือว่า ผมอยากเลิกกับแฟนน่ะครับ” วริศพูด
พสุธาได้ยินวริศพูดแบบนี้ เขาก็ตาลุกวาวขึ้นมาชั่วแวบหนึ่ง
อีกฝ่ายก็อยากเลิกกับแฟนอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นภารกิจนี้ของเขาก็ไม่ใช่ว่าสำเร็จได้ง่าย ๆ หรอกเหรอ
ว่าแต่ถ้าเป็นแบบนี้ ทำไมระบบถึงมอบเป็นภารกิจพิเศษให้เขา ดูเหมือนว่าจะมีอะไรมากกว่าที่คิด และก็ไม่ใช่ภารกิจง่าย ๆ เหมือนที่เขาคิดเสียแล้ว
“พูดต่อสิครับ บอกปัญหาของคุณ เผื่อผมจะช่วยแก้ได้” พสุธาพูดกับวริศอย่างกระตือรือร้น ทำเอาวริศแปลกใจมาก
คนรวยก็มีเวลาสนใจเรื่องของคนอื่นด้วยเหรอ ไม่สิ ต้องเป็นเพราะว่าคุณพสุธาเป็นคนรวยที่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น เห็นว่าเขามีเรื่องทุกข์ใจ จึงอดไม่ได้ที่จะให้ความช่วยเหลือ
ช่างเป็นคนรวยที่ติดดิน และมีน้ำใจดีเหลือเกิน
คุณพสุธาใจดีขนาดนี้ ต่อให้เขาเลิกกับแฟนสาวไม่สำเร็จ เขาก็จะจดจำน้ำใจนี้ของคุณพสุธาตลอดไป หากวันหน้ามีใครคิดทำร้ายคุณพสุธา ก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อน!