71. ตอนที่ 70
ตอนที่ 70
“เท่าที่คุณเล่ามา ทุกครั้งที่คุณบอกเลิกเธอต่อหน้า และเธอปฏิเสธที่จะเลิกรา คุณก็จะใจอ่อน เปลี่ยนใจไม่เลิกกับเธอ แล้วยังรู้สึกผิด ซื้อของให้เธอมากมายเพื่อเป็นการขอโทษ ถ้าบอกเลิกต่อหน้าแล้วใจอ่อน คุณไม่ลองบอกเลิกทางโทรศัพท์ดูล่ะ” พสุธาถามออกไป
“ผมเคยบอกเลิกทางโทรศัพท์แล้ว แต่พอเธอปฏิเสธ หรือขอร้องไม่ให้เลิก ผมก็ใจอ่อนอยู่ดี เคยมีครั้งหนึ่ง ผมโทรศัพท์ไปบอกเลิกเธอ จากนั้นก็ตัดสายทิ้งเลย เธอโทรศัพท์กลับมา ผมก็ไม่รับสาย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมหลุดพ้นแล้ว แต่เมื่อเธอใช้เบอร์โทรศัพท์อื่นติดต่อมา และผมเผลอกดรับสาย ผมก็ใจอ่อน ยอมกลับไปคืนดีกับเธออีกครั้งจนได้” วริศพูดอย่างท้อแท้ และขมขื่น
อันที่จริงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ไปจีบผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่แรก เธอไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่เขาชอบด้วยซ้ำ ตอนนั้นเขาเหมือนมีใครพูดอยู่ข้างหู ว่าเขาต้องจีบผู้หญิงคนนี้ แล้วเขาก็ทำตาม จนตอนนี้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
พสุธาฟังคำพูดของวริศ เขาก็พอจะจับใจความได้อยู่ว่า ขอแค่วริศได้ยินเธอพูดอ้อนวอนปฏิเสธที่จะเลิกรา เขาก็จะใจอ่อนทุกครั้งไป
“นอกจากคุณจะใจอ่อนเวลาที่เธอขอไม่ให้เลิก เวลาที่เธอร้องขออย่างอื่นจากคุณ คุณก็รู้สึกปฏิเสธไม่ได้ ยอมตามใจเธอทุกครั้งหรือเปล่า” พสุธาถาม ถ้าคำตอบคือใช่ เขาก็พอจะเดาบางอย่างออกแล้ว
“ใช่ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เรื่องนี้ทำเอาพ่อแม่ของผมโกรธมาก เพราะผมมักจะใช้เงินเพื่อตอบสนองความต้องการของเธอจนผมแทบจะไม่เหลือเงินให้ตัวเองใช้แล้ว” วริศตอบอย่างขมขื่นยิ่งกว่าเดิม
“ดูเหมือนว่าเธอจะมีคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก คนฟังจึงปฏิเสธเธอไม่ได้ รอบตัวเธอมีคนอื่นบ้างหรือเปล่า คุณเคยเจอเพื่อน ๆ ของเธอบ้างไหม” พสุธาถามต่อ เขาอยากจะรู้ว่าคนรอบข้างของเธอ ก็เป็นเหมือนวริศหรือเปล่า ที่ปฏิเสธคำร้องขอของเธอไม่ได้
“เธอบอกว่าเธอไม่มีใคร ตัวคนเดียว ผมเองก็ไม่เคยเจอคนรอบตัวเธอเหมือนกัน” วริศส่ายหน้า
พสุธาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เธอค่อนข้างจะน่าสนใจ ผมขอข้อมูลของเธอได้หรือเปล่า” พสุธาอยากจะเจอผู้หญิงคนนี้สักหน่อย ดูว่าเธอจะเป็นอย่างที่เขาคิดหรือเปล่า
“ให้ข้อมูลของเธอกับคุณ ผมยินดี แต่ว่าจะดีเหรอครับ ผมคิดว่าเธอมีปัญหาอยู่บ้า อาจจะเป็นอันตรายต่อคุณ” วริศไม่กลัวว่าถ้าแฟนสาวของเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้พสุธาเกิดอันตรายจริง ๆ ตัวเองจะต้องเผชิญกับหายนะอะไรบ้าง
“ไม่ต้องห่วงหรอก ผมเอาตัวรอดได้” พสุธาพูดอย่างมั่นใจ
เมื่อพสุธาพูดเช่นนี้แล้ว วริศจึงได้ให้ข้อมูลของแฟนสาวกับพสุธา
เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว พสุธาก็ส่งต่อไปให้กับแฟรงค์ ให้เจ้าตัวสืบข้อมูลผู้หญิงคนนี้ให้เขา ก่อนที่เขาจะลงมือทำงานต่อ
ใช้เวลาราว ๆ สามชั่วโมง พสุธาก็ทำความสะอาดคอนโดมิเนียมของวริศได้สำเร็จ คะแนนความลำบากของเขาเพิ่มขึ้นมาสองร้อยสิบคะแนน รวมกับคะแนนที่ได้จากพันไมล์เมื่อวานนี้ ก็เป็นห้าร้อยสิบคะแนน
ขณะที่พสุธากำลังสำรวจคะแนนอยู่นั้น วริศก็มองห้องของตัวเองอย่างอึ้ง ๆ ตั้งแต่เกิดมา เขาเพิ่งเคยอยู่ห้องที่สะอาดขนาดนี้
“กลื่นหอมนี่มัน..” วริศพูดพึมพำ เขาสูดดมอากาศที่แสนสดชื่นในห้อง ความรู้สึกหนัก ๆ ที่ร่างกายก็หายไป สมองดูจะแจ่มชัดเป็นพิเศษ
“อ้อ กลิ่นผสมกันของพวกน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ น่ะครับ คุณวางใจได้ ผลิตภัณฑ์พวกนี้ทำจากวัตถุดิบทางธรรมชาติทั้งหมด ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ครับ” พสุธาให้คำอธิบาย
วริศได้ยินว่าเป็นกลิ่นนที่ผสมกันของพวกน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ เขาก็เผยสีหน้าผิดหวังทันที
วริศก็เหมือนพวกพันไมล์ คิดจะซื้อสิ่งที่ทำให้มีกลิ่นหอมนี้
“คุณลองตรวจสอบดูนะครับ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็รบกวนกดยืนยันว่างานสำเร็จให้ผมด้วยนะครับ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ วริศก็รีบพูดทันที
“ไม่ต้องตรวจหรอกครับ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าคุณพสุธาทำได้ดีมาก ผมจะกดให้เดี๋ยวนี้เลยครับ จะรีวิวห้าดาวให้ด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะครับ” พสุธาพูดขอบคุณ ก่อนจะขอตัวกลับก่อน
วริศก็กระตือรือร้นไปส่งพสุธา เขาตามไปส่งถึงที่รถ เมื่อเห็นพสุธาขับรถหรูราคากว่าสามสิบล้านบาท เขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจ
มาทำความสะอาดค่าแรงไม่ถึงสามพัน แต่ขับรถราคาสามสิบกว่าล้าน เงินค่าทำความสะอาดที่ได้ไป คุ้มค่าน้ำมันหรือเปล่านะ
วริศอดที่จะสงสัยไม่ได้
ฝั่งพสุธา หลังออกจากคอนโดมิเนียมของวริศ เขาก็ไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที แต่ไปยังตึกเกรซ พสุธานัดกับคุณวินิจเอาไว้ที่นั่น
เมื่อไปถึงตึกเกรซ พสุธาก็ไปจอดรถสำหรับจุดจอดรถวีไอพี จุดจอดนี้ นอกจากเขาแล้ว ก็เป็นจุดจอดรถของผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ ที่เช่าสำนักงานตึกเขา รวมถึงดาราดังบางคนด้วย
ตอนที่พสุธาลงจากรถ รถที่จอดข้าง ๆ เขาก็เปิดประตูออกมาพอดี ทำให้เกือบจะชนเขาเข้า
“ขอโทษครับ ขอโทษครับ คุณไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหมครับ” คำพูดขอโทษดังออกมาแทบจะทันที
“ผมไม่เป็นอะไร” พสุธาพูดตอบกลับไป
“อาโป บอกกีทีแล้วว่าเปิดประตูรถให้ระวัง นี่นายไม่ระวังอีกแล้วใช่ไหม” เสียงตำหนิดังมาจากคนที่เพิ่งจะลงจากฝั่งคนขับ
พสุธามองไป ก็เห็นว่าเป็นสตรีวัยราว ๆ สามสิบปีคนหนึ่ง แต่งกายอย่างทะมัดทะแมง
“พี่จุ๊ ผมผิดไปแล้วครับ” ชายหนุ่มที่ชื่ออาโป ก็รีบยอมรับผิดทันที
พสุธามองทั้งคู่ เขามองแวบเดียวก็รู้ว่าทั้งสอง คนหนึ่งเป็นดารา อีกคนหนึ่งน่าจะเป็นผู้จัดการส่วนตัว
ไม่ใช่ว่าเขาจำอีกฝ่ายได้ แต่เพราะว่าลักษณะท่าทาง และการแต่งตัว รวมถึงออร่าบางอย่างที่บ่งบอก
พสุธาก็ไม่ได้มั่นใจอย่างผิด ๆ อาโปเป็นดาราจริง ๆ เจ้าตัวเป็นทั้งนักแสดง และนักร้อง มีแฟนคลับมากมาย พูดไปแล้ว บริษัทบันเทิงที่พสุธาเพิ่งจะได้เป็นรางวัลมา ก็กำลังตามจีบอาโปอยู่เหมือนกัน ด้วยอาโปจะหมดสัญญากับบริษัทเก่าตอนสิ้นปีนี้แล้ว
แต่พสุธาไม่รู้เรื่องนี้ ตั้งแต่ที่ได้บริษัทมา เขาก็เคยสนใจอยู่แค่ครั้งเดียว คือการสั่งให้รองประธานบริษัทดูแลศิลปินให้ดี อย่าให้ก่อเรื่อง รวมถึงฟ้องร้องศิลปินในสังกัดคนหนึ่ง ที่ชนแล้วยังกร่าง หมิ่นประมาทเขา
“ขอโทษแทนอาโปด้วยจริง ๆ นะคะ หมอนี่เซ่อซ่าซุ่มซ่ามประจำ ไม่ได้ทำให้คุณเจ็บตรงไหนใช่ไหมคะ” ผู้จัดการจุ๊พูดถามพสุธาอย่างเป็นกังวล
เธอไม่กล้าที่จะเมินเฉยจริง ๆ เพราะว่าบริเวณนี้เป็นที่จอดรถสำหรับวีไอพี มีแต่คนมีหน้ามีตาในสังคมเท่านั้น ที่จะจอดรถตรงนี้ได้ อีกอย่างคนตรงหน้าอายุยังน้อย ทว่าขับรถคันละหลายสิบล้าน แค่นี้ก็บ่งบอกแล้วว่าเจ้าตัวมีฐานะร่ำรวยมากขนาดไหน ดังนั้นหากไม่ขอโทษให้ดี เกิดอีกฝ่ายไม่พอใจขึ้นมา แล้วเล่นงานอาโป นั่นก็เป็นเรื่องร้ายแรงแล้ว
“ผมไม่เป็นไร ประตูรถยังไม่ได้ชนผม แต่ครั้งหน้าก็ระวังหน่อยเถอะ” พสุธาพูดก่อนจะกดล็อครถแล้วเดินออกมา เดินไปได้ไม่ไกล ก็ได้ยินเสียง
“นายนะนาย สอนกี่ครั้งไม่จำ ดีนะที่ครั้งนี้ไม่ได้ชนคุณเขาเข้าจริง ๆ อีกอย่างก็ดีที่คุณเขาไม่เอาเรื่อง ไม่อย่างนั้นนายซวยแน่ อาจจะต้องกลับไปช่วยที่บ้านทำไร่ไถนาเลยด้วย” ผู้จัดการจุ๊ดึงหูอาโปอย่างขุ่นเคืองใจ
ที่เธอกล้า ก็เพราะว่านอกจากเธอจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของอาโปแล้ว ยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของอาโปด้วย แล้วก็เป็นเธอเนี่ยแหละ ที่ผลักดันอาโปให้เข้าวงการบันเทิง
“พี่ครับ ผมรู้ผิดแล้ว ครั้งหน้าไม่กล้าแล้วจริง ๆ พี่ปล่อยหูผมเถอะ เกิดมีปาปารัสซี่แอบถ่ายอยู่ นี่ก็ขายหน้าแล้ว” อาโปพยายามอ้อนวอนพี่สาว เพื่อให้เจ้าตัวเห็นแก่ภาพลักษณ์ของเขา
“นายยังกละ กล้า..” ผู้จัดการสาวกำลังจะดุน้องชายตัวเองต่อ ทว่าหูของเธอก็ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ว่า
“ท่านประธานเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”
ผู้จัดการสาวหันไปมอง จากนั้นเธอก็เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง กำลังกุมมือพูดอย่างสุภาพกับเด็กหนุ่มที่น้องชายของเธอเพิ่งจะเกือบเปิดประตูไปชนเจ้าตัวแล้ว และเมื่อเธอได้เห็นหน้าชายวัยกลางคนคนนั้นชัด ๆ มือที่บิดหูน้องชายอยู่ก็ปล่อยโดยอัตโนมัติ
“นั่นมันคุณวินิจใช่หรือเปล่า นายช่วยฉันดูหน่อย” ผู้จัดการจุ๊พูดกับน้องชาย เสียงล่องลอย คล้ายไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง
ใช่ ไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ เพราะว่าคนที่ทำงานในตึกนี้ มีใครบ้างไม่รู้จักคุณวินิจ คุณวินิจคือผู้จัดการใหญ่ของตึกนี้ และเป็นผู้ช่วยคนสนิทของท่านประธานแห่งซอร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของตึกนี้ด้วย
ตำแหน่งของคุณวินิจแม้ว่าจะเป็นผู้ช่วย แต่ผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ ในตึกนี้ เมื่อเจอคุณวินิจก็ยังต้องไว้หน้าเจ้าตัวอยู่สามส่วน ประจบประแจงอีกหนึ่งส่วน นั่นไม่ต้องพูดถึงพวกเธอเลย เมื่อเจอหน้าคุณวินิจ ยังต้องเกรงใจกว่าตอนเจอท่านประธานของบริษัทตัวเองอีก
ทว่าตอนนี้คนที่เจ้าของบริษัทมากมายต้องเกรงใจ เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ก็วางตัวสุภาพนอบน้อมมาก และเมื่อครู่นี้เธอเหมือนจะได้ยินคุณวินิจเรียกเด็กหนุ่มคนนั้นว่า ‘ท่านประธาน’ ด้วย
คงไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคือผู้ก่อตั้ง ซอร์ กรุ๊ป แล้วยังเป็นเจ้าของตึกเกรซด้วยหรอกนะ
น่าจะใช่แล้ว! ได้ยินว่าเจ้าของตึกเกรซอายุยังน้อยมาก เด็กหนุ่มคนเมื่อครู่นี้ ดูยังไงก็อายุราว ๆ สิบหกสิบเจ็ดปี แต่ว่าสวมชุดนักศึกษา อย่างนั้นก็น่าจะอายุสิบแปดปี
อายุน้อยจริง ๆ
“นายอาจจะก่อเรื่องใหญ่แล้ว” ผู้จัดการจุ๊กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สีหน้าซีดเผือดขึ้นมา หากคุณวินิจรู้ว่าน้องชายของเธอเกือบทำเจ้านายของเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บ จะไปฟ้องท่านประธานของพวกเธอหรือเปล่า
ฝั่งอาโป เมื่อได้ยินคำพูดของพี่สาว เขาก็มีสีหน้ามึนงง
“ทำไมพี่หน้าซีดขนาดนั้นล่ะ” อาโปถามอย่างกังวล
“นายเห็นคุณวินิจไหม” ผู้จัดการจุ๊ถามอาโป
“เห็นสิครับ ก็ยืนอยู่นั่นไง” อาโปตอบ แล้วบุ้ยปากไปทางคุณวินิจ
“แล้วเห็นไหมว่าคุณวินิจปฏิบัติตัวอย่างนอบน้อมต่อหน้าคนที่นายเกือบจะเปิดประตูรถไปชนเข้าน่ะ” คนเป็นพี่สาวยังถามต่อ
คราวนี้ต่อให้อาโปหัวช้าแค่ไหน ก็รู้แล้วว่าพี่สาวของตัวเองต้องการจะสื่ออะไร
เขาอาจจะล่วงเกินผู้มีอำนาจเข้าแล้วจริง ๆ
อาโปสีหน้าไม่ดีขึ้นมาบ้าง
“พี่ ผมจะทำยังไงดี ถ้าเขาเล่นงานผม ผมต้องออกจากวงการบันเทิงเลยไหม ผมไม่อยากกลับไปทำนานะ” อาโปอยากจะร้องไห้ นึกอยากจะตีตัวเอง ว่าทำไมถึงไม่ระวัง ทั้ง ๆ ที่พี่สาวก็เตือนเรื่องนี้มาแล้วหลายรอบ
“ไป กลับไปเตรียมกระเช้าดอกไม้ วันพรุ่งนี้ต้องเอามาขอโทษคุณเขา” ความจริงเธออยากจะยกกระเช้าดอกไม้คลานเข่าไปขอโทษตั้งแต่วันนี้เลย แต่เห็นว่าพสุธาเดินไปกับคุณวินิจแล้ว ทั้งคู่คุยกันด้วยสีหน้าจริงจัง เธอจึงไม่กล้าไปรบกวน
พสุธาไม่รู้เลยว่าตัวเองสร้างความหวาดผวาให้กับคนอื่นไปขนาดไหนแล้ว แต่อันที่จริงจะบอกว่าพสุธาสร้างความหวาดผวาให้อีกฝ่ายก็ไม่ได้ เพราะพสุธาก็บอกไปหลายครั้งแล้วว่าเขาไม่เป็นอะไร และนั่นหมายถึงเขาไม่ติดใจเอาความ แต่ทั้งคู่ก็ยังจะกลัวกันไปเอง ดังนั้นจะมาโทษเขาก็ไม่ได้
“เสื้อผ้าที่ผมต้องการล่ะ” พสุธาถามคุณวินิจ เขาจะต้องเอาเสื้อผ้าที่เหล่าผี ๆ เลือกมาไปเผาให้ทั้งสามตนอีก
“อยู่ที่สำนักงานครับ รับรองว่าตรงตามที่ท่านประธานสั่งมาอย่างแน่นอน”
“ดีมาก เพื่อเป็นการตอบแทนที่คุณทำงานหนัก รถยนต์ทาร์เลสสี่รุ่นหลักตัวท็อป คุณเลือกมาได้เลยหนึ่งคัน จะเอารุ่นไหนสีไหนก็ได้ อ้อ ยกเว้นสีสเตลท์ เกรย์” พสุธาฉวยโอกาสนี้ระบายรถ แค่ก หมายถึงมอบรางวัลให้กับคุณวินิจ
คุณวินิจเมื่อได้ยินคำพูดของคุณพสุธา เขาก็ฉีกยิ้มกว้างในทันที ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าท่านประธานของตัวเอง เพิ่งจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสามของทาร์เลสกรุ๊ป นี่เข้าข่ายย้ายเงินจากกระเป๋าซ้าย ไปกระเป๋าขวาหรือเปล่า
“ถ้าอย่างนั้นผมไม่เกรงใจนะครับ” คุณวินิจวางแผนที่จะเลือกรุ่นที่แพงที่สุด ซึ่งราคาอยู่ที่ราว ๆ ห้าล้านบาท
รถที่เขาขับอยู่ตอนนี้ ราคาประมาณสามล้าน ถ้าได้คันใหม่มา ก็ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้เจ้านายได้มากกว่าเดิม
ใช่ เขาไม่ได้โลภ เขาแค่คำนึงถึงหน้าตาของเจ้านาย!
“ตามสบาย อ้อ ใช่ เดี๋ยวผมจะให้รถเอาไว้ใช้สำหรับบริษัทของเราอีกห้าคัน แล้วก็สิ้นปี จัดงานเลี้ยงประจำปี จะมีรถทาร์เลสอีกห้าคันเป็นรางวัลใหญ่ เอาไว้ให้พนักงานลุ้นจับรางวัล” พสุธาพูดต่อ นี่ก็ทำให้คุณวินิจนิ่งงันไปแล้ว ก่อนจะถามเจ้านายว่า
“เจ้านายไปซื้อเหมาโกดังรถมาเหรอครับ” นี่รวมกันก็เป็นเท่าไรแล้ว สิบเอ็ดคันแล้วใช่ไหม
พสุธาแค่หัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูดว่า
“ถ้าไม่คิดว่าวันนี้มืดแล้ว เดี๋ยวก็ตามผมกลับไปที่บ้าน ไปรับรถเลย แต่ว่าเรื่องเอกสารกรรมสิทธิ์ เดี๋ยวต้องทำเรื่องหน่อย ตอนนี้รถทุกคันเป็นชื่อผม รถที่ยกให้คุณ ก็เดี๋ยวไปจัดการเปลี่ยนเป็นชื่อคุณ ส่วนที่เหลือก็เปลี่ยนเป็นนามบริษัทไปก่อน”
“ถ้าไม่รบกวนท่านประธานจนเกินไป ผมไปวันนี้เลยก็ได้นะครับ ส่วนรถอีกสิบคัน เดี๋ยวผมให้ผู้ช่วยไปขับมาจอดที่ตึกคนละคันครับ”
“ก็ได้ งั้นเดี๋ยวพอได้ชุดแล้ว พวกเราก็ไปกันเลย” พสุธาพูด พอดีกับที่เขามาถึงสำนักงานพอดี
เมื่อเข้ามาแล้ว ก็พบว่าสำนักงานยังเปิดไฟสว่าง มีพนักงานในสำนักงานอยู่เต็มไปหมด พสุธามองนาฬิกา
“นี่มันเกือบจะสองทุ่มแล้ว พวกคุณยังไม่เลิกงานกันอีกเหรอ” พสุธาถามคุณวินิจ
คุณวินิจมีสีหน้าขมขื่น เขาพูดได้ไหมว่างานมันล้นมือจนต้องทำงานล่วงเวลากันหมดแล้ว
พสุธาเห็นหน้าคุณวินิจ เขาก็ชะงักไป ก่อนจะพูดถาม
“ผมไม่ใช่ว่าให้รับสมัครคนเพิ่มแล้วเหรอ”
คุณวินิจได้ยินตำถามนี้ เขาก็อยากจะพูดเหลือเกินว่า
รับสมัครพนักงานเพิ่มแล้วจริง ๆ แต่ท่านประธานหยุดซื้อกิจการเพิ่มได้หรือเปล่า ถ้าท่านประธานหยุดซื้อกิจการเพิ่ม คนของบริษัทคงจะพอขึ้นมาบ้าง
“เอ่อ พอดีช่วงนี้เป็นช่วงที่งานเยอะกว่าปกติน่ะครับ” คุณวินิจก็ตอบกึ่งจริงกึ่งเท็จ
“งั้นก็เพิ่มโบนัสแล้วกัน” พสุธาพูดจบ เขาก็ได้ยินการประสานเสียง
“สวัสดีครับท่านประธาน ขอบคุณครับท่านประธาน”
พสุธามุมปากกระตุก สรุปว่าตั้งใจฟังเขาคุยกับคุณวินิจกันอยู่สินะ แล้วยังมีมารยาททักทายเขาก่อนที่จะพูดขอบคุณอีก
“สมกับเป็นลูกน้องคุณนะ” พสุธาพูดกับคุณวินิจ
คุณวินิจยิ้มแห้ง
“ที่ไหนกันล่ะครับ ล้วนแล้วแต่ทำงานให้กับท่านประธานกันทั้งนั้น” คุณวินิจพูดประจบ แต่พสุธามุมปากกระตุก
พูดแบบนี้ ก็หมายความว่าพนักงานเหล่านี้เหมือนเขาน่ะสิ
พสุธามองคุณวินิจแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับพนักงานทั้งหลายที่ลุกจากโต๊ะมายืนเรียงแถวอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
รู้งานกันจริง ๆ
“ช่วงนี้เหนื่อยกันหน่อยนะทุกคน เพื่อเป็นการตอบแทนที่ทุกคนทำงานหนัก สิ้นเดือนนี้รับโบนัสกันคนละสองเดือน แล้วก็วันนี้เลิกงานได้ เดี๋ยวผมจะพาไปเลี้ยงอาหาร” พสุธาพูดยิ้ม ๆ และนั่นก็ทำให้พนักงานแต่ละคนส่งเสียงเฮกันอย่างดีใจ
“ไปที่โรงแรมกาแล็กซี่ก็แล้วกัน ที่นั่นมีคลับอยู่ด้านล่าง ผมจะแจ้งผู้จัดการเอาไว้ ไปถึงแล้วก็แจ้งชื่อผมไป ผมยังต้องกลับบ้านไปทำธุระก่อน เสร็จแล้วจะรีบตามไป” พสุธาพูดกับพนักงาน ก่อนจะพยักหน้าให้คุณวินิจไปเอาชุดที่เขาฝากซื้อมาให้
คุณวินิจก็รีบไปหยิบมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินกลับออกมา ก็ไม่ได้ส่งให้กับพสุธา เพราะว่าเดี๋ยวเขาก็จะต้องตามไปที่บ้านของเจ้าตัว ระหว่างนี้จะให้เจ้าตัวถือเองได้อย่างไร
“พวกคุณสิบเอ็ดคนมากับผม ตามผมไปที่บ้านท่านประธาน” คุณวินิจพูดกับผู้ช่วยของตัวเองทั้งสิบเอ็ดคน เป็นสุรัสที่เป็นผู้ช่วยเขามานานหนึ่งคน และที่รับมาเพิ่มอีกสิบคน
เมื่อผู้ช่วยทั้งสิบเอ็ดคนได้ยินว่าต้องตามคุณวินิจไปบ้านท่านประธาน แต่ละคนก็ดีใจ ท่ามกลางสายตาอิจฉาของพนักงานคนอื่น ๆ
ถึงจะไปด้วยเรื่องงาน แต่การเคยไปบ้านของท่านประธาน นี่ก็เพียงพอให้คุยโม้ไปทั้งปีแล้วนะ
“เดี๋ยวก่อน พวกคุณขับรถกันเป็นหรือเปล่า” พสุธาถามออกไป
“เป็นครับ ผมมีใบขับขี่”
“ดิฉันก็มีค่ะ” ผู้ช่วยของคุณวินิจทยอยตอบ โดยสรุปแล้วก็มีรถกันทุกคน
“บริษัทเรามีรถตู้หรือเปล่า” พสุธาหันไปถามคุณวินิจ
“มีครับ มีคนขับรถด้วย”
“งั้นก็ให้ผู้ช่วยคุณนั่งรถตู้ของบริษัทไปที่บ้านผม แล้วค่อยขับรถกลับมา”
“ท่านประธานคิดได้รอบคอบมากครับ” คุณวินิจประจบทันที ทำเอาพสุธามุมปากกระตุก แค่นี้ก็อวยได้แล้วเหรอ
ขณะที่คนอื่น ๆ ได้ยินคำพูดของพสุธา ก็คาดเดาได้ว่าที่ให้ผู้ช่วยของคุณวินิจไปบ้านของท่านประธาน ก็เพราะจะให้ขับรถกลับมา
“รถอะไรเหรอครับ” พนักงานคนหนึ่งใจกล้าถามขึ้นมา ก่อนจะถูกคุณวินิจตวัดสายตามองไปอย่างตำหนิ
“รถที่จะเอาไว้ใช้สำหรับงานบริษัท และเอาไว้จับรางวัลตอนงานเลี้ยงประจำปีของบริษัท” พสุธาไม่คิดว่าต้องปิดเป็นความลับอะไร เดี๋ยวพอขับรถกลับมา ทุกคนก็ได้รู้อยู่ดี
พนักงานเมื่อได้ยินว่าจะมีรถให้เป็นรางวัลสำหรับงานสิ้นปี แต่ละคนก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
“ท่านประธานใจดี ท่านประธานสุดยอดไปเลย ขอบคุณท่านประธาน ขอสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อท่านประธานและบริษัทครับ” พนักงานชายที่ถามขึ้นมาเมื่อครู่ ก็ตะดกนประโยคนี้ออกมา
พสุธาชะงักไป ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ แล้วพูดว่า
“คุณทำเหมือนว่าคุณจับได้รางวัลใหญ่แล้ว”
“ถึงไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ ผมยังมีลุ้นปีต่อ ๆ ไปครับ”
“คุณมองโลกในแง่ดีจริง ๆ เอาล่ะ ผมจะออกไปก่อนแล้ว เดี๋ยวค่อยเจอกันที่โรงแรมกาแล็กซี่” พสุธาไม่พูดมากอีก เพราะว่าพนักงานผีทั้งสามของเขา ตอนนี้ส่งสายตาเร่งเขาแล้ว
เร่งให้เขารีบกลับไปเผาเสื้อผ้าส่งให้ทั้งสามตนน่ะสิ
“ว้าว บ้านท่านประธานหลังใหญ่มาก”
“นี่มันไม่ใช่บ้านแล้ว นี่มันวัง หลังใหญ่เบ้อเร่อเลย”
“ก็วังเก่าจริง ๆ นั่นแหละ ได้ยินว่าท่านประธานซื้อสดในราคาสองพันล้าน”
“สองพันล้าน ยังซื้อสดอีกด้วย คุณพระคุณเจ้า รวยจริง ๆ”
“ดูรถพวกนั้นสิ ราคารวมกันแล้วก็คงจะพอ ๆ กับคฤหาสน์หลังนี้”
“ให้ตายเถอะ นี่มันโชว์รูมซูเปอร์คาร์หรือยังไงกัน รถหรูเยอะขนาดนี้เลย”
“รวยจนคนอื่นต้องตั้งคำถามกับชีวิตเลยนะเนี่ย”
“ก็ไม่ได้ยินเหรอ ที่ซอร์กรุ๊ปตั้งขึ้นมา เพราะว่าเพื่อนท่านประธานถูกรังแกที่ทำงาน ท่านประธานเลยตั้งซอร์ กรุ๊ปขึ้นมา แล้วทุ่มเงินหมื่นล้านไปซื้อบริษัทให้เพื่อนเข้าไปทำงานน่ะ หมื่นล้านนั่นก็โอนกันสด ๆ ไม่มีติดสินเชื่อเลย คิดว่ารวยแค่ไหนล่ะ” ผู้ช่วยที่เลือกจากพนักงานแผนกอื่นขึ้นมา ก็พูดอย่างคนที่รู้ข่าววงใน เรื่องนี้ทำเอาคนที่เพิ่งจะเข้าบริษัทมาได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ต่างก็อ้าปากค้างกันไปหมด
แต่นี่ยังให้พวกเขาอ้าปากค้างกันไม่พอ เมื่อเห็นพสุธากำลังเผาเสื้อผ้าที่มีมูลค่ารวมกันเกือบหนึ่งแสนห้าหมื่น ที่เพิ่งให้พวกเขาซื้อมาให้ในวันนี้
“ท่าน ท่านประธาน ไม่พอใจเสื้อผ้าพวกนี้เหรอครับ” คุณวินิจถามอย่างเหงื่อตก คิดว่าท่านประธานไม่พอใจเสื้อผ้าเหล่านี้ จึงได้นำมาเผาทิ้ง
พสุธาได้ยินก็หันไปมองอย่างแปลกใจ
“พวกคุณยังไม่ได้กลับไปอีกเหรอ” ก็ส่งกุญแจรถที่ต้องขับออกไปให้ไปหมดแล้วนี่นา
“เอ่อ คือจะมาถามท่านประธานน่ะครับ ว่าจะให้พวกเรารอไปโรงแรมพร้อมท่านประธานหรือเปล่า”
“ไม่ต้องรอหรอก พวกคุณยังต้องเอารถกลับไปที่บริษัทก่อนนี่ ไปเจอกันที่โรงแรมเลย จริงสิ ผมจะชวนเพื่อนกับพี่ชายผมไปด้วย พวกคุณไม่มีปัญหาใช่ไหม”
“ไม่มีเลยครับ ไม่มีเลย” ทุกคนรีบตอบทันที ก่อนที่คุณวินิจจะถามอย่างระมัดระวังอีกครั้ง
“ท่านประธานครับ เสื้อผ้าพวกนี้มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”
“อ้อ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ถูกต้องตามที่ผมสั่งไปทุกอย่าง”
“งั้นทำไมถึงเผาล่ะครับ” คุณวินิจหลุดปากถามออกไป
“เผาให้เพื่อนน่ะ พอดีผมมีเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว อยากให้พวกเขาได้ใส่เสื้อผ้าดี ๆ หน่อย ก็เลยเผาไปให้”
คุณวินิจและผู้ช่วยทั้งสิบเอ็ดคนอ้าปากค้าง ก่อนที่พวกเขาจะมีความคิดเดียวกัน
อยากเป็นเพื่อนกับท่านประธาน
เพื่อนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รถหรู ได้ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร เพื่อนที่ตายไปแล้ว ยังได้เสื้อผ้าหรูราคาหลักหมื่น!
“ท่านประธานยังขาดเพื่อนอีกไหมครับ!”