72. ตอนที่ 71
ตอนที่ 71
“กูไปด้วยจะดีเหรอ” นะโมพูดอย่างไม่แน่ใจ เมื่อได้ยินพสุธาชวนไปกินเลี้ยงกับพนักงานที่โรงแรม
“นั่นน่ะสิ พี่ไปส่งแล้วรอรับกลับก็พอแล้วนะ” ศิลาพูดขึ้น
พสุธาปฏิเสธความคิดนั้นทันที
“ถ้าไม่เข้าไปกินด้วยกัน ก็รออยู่บ้าน ไม่ต้องไปรับไปส่ง ถ้าจะไป ก็ต้องเข้าไปด้วยกัน ไปโชว์ตัวหน่อย ให้พนักงานได้รู้จักเอาไว้ เผื่อวันหน้าดินไม่ว่างไปจัดการ มีเรื่องต้องให้หิน หรือโมเข้าไปดูแล พนักงานจะได้จำได้” พสุธาพูดขึ้นมา
เมื่ออ้างเรื่องงาน ทั้งศิลา และนะโมก็ตอบตกลงที่จะไปด้วยในทันที
พวกเขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระ และปกป้องผลประโยชน์ของพสุธา
“ว่าแต่มึงเลี้ยงอาหารพนักงาน แล้วเมื่อกี๊มึงทำอาหารทำไม” นะโมถามอย่างแปลกใจ
“ถ้ากูตอบไป จะกลัวกันไหม” พสุธาถามออกมา ตอนแรกเขาไม่คิดจะบอก แต่เมื่อคิดว่าต้องคอยหาข้ออ้างปกปิดอยู่ตลอด มันก็ลำบากเกินไป ไม่สู้เปิดเผยไปเลยดีกว่า ถ้าเกิดว่าพี่ชายและเพื่อนสนิทกลัว อย่างมากก็พาย้ายไปอยู่บ้านข้าง ๆ แทน
“มึงอย่างบอกนะว่า..” นะโมพูดเพียงแค่นี้ ก็โผเข้ากอดศิลา ศิลาก็กอดตอบทันที
นะโมได้ยินเรื่องที่พสุธาเผาเสื้อผ้าให้คนตายแล้ว แม้พสุธาจะบอกว่าเผาให้เพื่อนที่ตายไปแล้ว แต่นะโมจะไม่รู้ได้ยังไงว่าพสุธามีเพื่อนกี่คน ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อข้ออ้างนั้น และคาดเดาอะไรบางอย่าง
“ก็อย่างที่มึงคิดนั่นแหละ แต่ว่าไม่ต้องกลัวหรอก ตอนนี้กลายเป็นลูกน้องกูหมดแล้ว ไม่มาหลอกให้มึงกับหินกลัวแน่นอน” พสุธาพูด
นะโม และศิลาเบิกตากว้าง
“เป็นลูกน้องมึงเนี่ยนะ นี่มึงจับผีมาเป็นลูกน้องเหรอ ลูกน้องมึงยังไม่พออีกหรือไง ถึงต้องใช้แรงงานผี” นะโมถามอย่างตื่นตะลึง เขารู้สึกว่าเพื่อนของเขาแปลกเกินกว่าจะเข้าใจ
“งานต่างกัน ก็ต้องใช้บุคลากรที่แตกต่างกันไปสิ” พสุธาตอบเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะพูดต่อ
“อยากจะทักทายพนักงานใหม่กูสักหน่อยไหม” พสุธาถาม
“ไม่ ไม่ต้อง พี่ยังไม่พร้อมเจอสักเท่าไร” เป็นศิลาที่ตอบเสียงสั่น ส่ายหน้าหวือ
พสุธาหัวเราะอย่างเอ็นดูพี่ชาย ก่อนจะพูด
“อย่ากลัวกันเลย พวกเขาไม่กล้าทำร้ายหินกับโมหรอก อีกอย่างก็เป็นผีที่ดีนะ ยังขุดสมบัติมาให้ดินเลย”
“ขุดสมบัติมาให้?” นะโมทวนคำพูดพสุธาอย่างแปลกใจ
“ใช่ มาดิ จะพาไปดู” พสุธาพูด
ศิลา และนะโมก็ตอบตกลงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
พสุธาพาศิลา และนะโมเดินไปยังห้องที่เอาไว้เก็บของโดยเฉพาะ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ศิลา และนะโม ก็ตื่นตะลึงกับทองคำ และวัตถุโบราณต่าง ๆ
“นี่น่ะเหรอสมบัติที่ถูกขุดมา”
“ใช่ เป็นยังไง เห็นแบบนี้แล้วหายกลัวผีได้หรือยัง” พสุธายิ้มมุมปาก
นะโมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขากำลังชั่งใจอยู่
ถ้าเลี้ยงผีแล้วสามารถหาสมบัติล้ำค่ามาได้แบบนี้ ก็เหมือนจะไม่น่ากลัวเท่าไรแล้ว
“เป็นไง เริ่มอยากทำความรู้จักหรือยัง” พสุธาถามต่อ เมื่อเห็นสีหน้าของนะโม
“เอ่อ เอาไว้ก่อนดีกว่า ขอกูเตรียมใจก่อน จริงสิ นอกจากไม่ต้องโผล่มาให้เห็นแล้ว ก็ขออย่าเพิ่งทำอะไรให้กูรู้สึกถึงเขาน่ะ ยังไม่พร้อม” นะโมพูดอย่างรวดเร็ว
พสุธาถอนหายใจ
“ตาขาวเกินไปแล้ว”
นะโม และศิลาต่างก็ไม่คัดค้านคำพูดนี้ของพสุธา ดูหมิ่นไปเถอะ เขาไม่เถียงหรอก ถูกว่าตาขาว ยังดีกว่าเห็นผี
“ท่านประธานเชิญนั่งครับ คุณศิลา คุณนะโมเชิญนั่งครับ” เมื่อพสุธามาถึงห้องส่วนตัวในคลับที่โรงแรมกาแล็กซี่ คุณวินิจ และพนักงานก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับเขาอย่างกระตือรือร้น และยังให้การต้อนรับศิลา และนะโมเฉกเช่นเดียวกับที่ต้อนรับพสุธา
“ทำไมยังไม่มีอาหารบนโต๊ะอีกล่ะ ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องรอไม่ใช่เหรอ ทำงานกันมาเหนื่อย ๆ ยังต้องมาหิ้วท้องรอผม นี่ไม่ใช่ว่าผมสร้างความลำบากให้ทุกคนแล้วเหรอ” พสุธาพูดอย่างจนใจ
“ไม่ใช่ครับ ๆ ก่อนจะมาที่จริงพวกเราก็ได้ทานมื้อเย็นกันไปแล้ว ความจริงก็ยังไม่หิวสักเท่าไรครับ รอท่านประธานได้แค่ไม่นานเท่านั้นเอง” คุณวินิจพูดขึ้นมา
พสุธาหันไปมองพนักงานคนอื่น ๆ ดูว่าแต่ละคนมีสีหน้าคัดค้านคำพูดของคุณวินิจหรือเปล่า แต่ก็เห็นว่าทุกคนพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
“เมื่อเย็นคุณกินอะไรไป” พสุธาลองถามดู ถ้าโกหก ปฏิกิริยาตอนถูกถามก็จะผิดสังเกต
“หมาล่าครับ ร้านดังใต้ตึก อร่อยมากครับ ขอบคุณท่านประธานที่ให้ร้านหมาล่าอร่อย ๆ เช่าสถานที่ ทำให้พวกเราได้มีของอร่อยทานครับ” พนักงานชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับที่สรรเสริญพสุธาอย่างหนักตอนอยู่ที่ออฟฟิศนั่นแหละ
พสุธามุมปากกระตุกกับการช่างพูดของเจ้าตัว
“เอาเถอะ งั้นสั่งอาหารกันเลย”
“ความจริงพวกเราสั่งอาหารไปแล้วครับ รอท่านประธานมาก็ให้มาเสิร์ฟได้เลย แน่นอนว่าท่านประธานสั่งเพิ่มได้นะครับ” คุณวินิจพูด
พสุธาพยักหน้า หยิบแท็ปเล็ตของร้านมาเปิดดูรายการอาหาร
คลับนี้ค่อนข้างจะทันสมัยมาก เพราะว่าไม่ต้องใช้พนักงานมาคอยรับออร์เดอร์ แต่ลูกค้าสามารถออร์เดอร์อาหารจากแท็ปเล็ตที่ร้านเตรียมเอาไว้ให้ได้ และข้อมูลจะถูกส่งไปที่ห้องครัว รวมถึงจุดชำระค่าอาหารด้วย
พสุธากวาดตาดูอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วก็เปิดไปดูรายการที่พนักงานสั่งไป แล้วเขาก็พบว่ามีแต่เมนูที่ราคาถูกของร้านเท่านั้น พสุธาเห็นแบบนั้นก็ลอบถอนหายใจ ก่อนจะสั่งเมนูเด็ดของร้านไปเพิ่มอีกหลายเมนู
“หิน โม ดูสิว่าจะเอาอะไรเพิ่มไหม” พสุธายื่นแท็ปเล็ตให้พี่ชาย และเพื่อนสนิท
“ที่สั่งไปก็พอแล้ว กูกับพี่หินกินข้าวกันมาก่อนแล้ว ไม่อยากกินอะไรเยอะตอนนี้ เดี๋ยวอ้วน” นะโมส่ายหน้า ศิลาก็พยักหน้าหงึกหงัก เป็นเชิงว่าเขาก็เห็นด้วยกับนะโม
“ผอมจนแทบจะปลิวลมอยู่แล้ว ยังจะกลัวอ้วนอะไรอีก”
“พี่น้ำหนักขึ้นมาตั้งห้าโลนะ” ศิลารีบแย้งทันที
“แค่ห้าโล เพิ่มอีกสิบโลยังไหวเลย ก่อนหน้านี้หินผอมเกินไป” พสุธาต้องการขุนพี่ชายให้อ้วนกว่านี้ เขาคิดว่าถ้าศิลาหนักขึ้นอีกสักสิบกิโลกรัม ก็จะกลายเป็นกระต่ายขาวนุ่มฟูแล้วจริง ๆ
แค่คิดก็รู้สึกว่าน่ารักมากแล้ว
“มึงด้วย กินให้เยอะ ๆ หน่อย” พสุธาหันไปพูดกับเพื่อนสนิทบ้าง
“มึงไม่อยากแก้มกลมคนเดียวสินะ เลยหาเพื่อน เสียใจด้วยนะ กูกินเยอะแค่ไหนก็ลงพุง ไม่ลงแก้มให้แก้มอ้วนเหมือนมึงหรอก” นะโมพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ยักคิ้วหลิ่วตาอย่างยียวนให้เพื่อนด้วย
พสุธาจ้องนะโมเขม็ง ก่อนจะแกล้งแหย่
“เดี๋ยวกูจะเรียกเพื่อนมาทักทายมึง” พสุธาเน้นคำว่าเพื่อนเสียงหนัก นะโมได้ยินก็หน้าซีดขึ้นมาทันที รีบยกมือยอมแพ้อย่างรวดเร็ว
“อย่า อย่าลงโทษกูด้วยวิธีนี้ ถ้ากูทำผิดก็จับกูส่งตำรวจเถอะ อย่าเรียกเพื่อนมึงมาเลย”
“หึ กลัวแล้วสินะ ให้รู้บ้างว่าใครเป็นใคร” พสุธาตวัดขานั่งไขว่ห้าง เชิดคางขึ้น ดูวางอำนาจมาก
พนักงานทั้งหลายต่างนั่งตาปริบ ๆ เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างพสุธา และนะโม ก่อนหน้านี้พวกเขายังเกร็ง ๆ ที่ต้องมาร่วมมื้ออาหารกับเจ้านาย ที่ถึงแม้ว่าจะอายุน้อยกว่าพวกเขาหลายปี แต่ว่าก็มีบารมีน่าเกรงขาม และมีอำนาจที่แท้จริง ทว่าตอนนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่าท่านประธานของพวกเขาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแล้ว เจ้าตัวก็มีมุมที่มีอารมณ์ขัน และเป็นกันเอง
ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นการปฏิบัติตัวต่อเพื่อนสนิทของเจ้าตัวก็ตาม แต่คนที่มีมุมแบบนี้ ก็ไม่น่าจะโหดร้ายกับพนักงานตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเขาหรอก
ไม่สิ ต้องไม่โหดร้ายอยู่แล้ว จากเงินเดือนที่เพิ่มให้สามเท่า ไหนจะโบนัสก้อนใหญ่อีก สิ้นปียังเตรียมของรางวัลใหญ่ไว้ให้อีกด้วย ไม่เคยได้ยินว่าบริษัทไหนแจกรถคันละหลายล้านมาก่อนเลย ถ้าเอาไปอวด ต้องมีคนคิดว่าพวกเขาโม้แน่ ๆ ก็เจ้านายที่ไหนจะใจกว้างได้ขนาดนี้ล่ะ
ขณะที่พนักงานกำลังคิดกันอยู่นั้น อาหารก็ถูกนำเข้ามาเสิร์ฟ เป็นอาหารที่พวกคุณวินิจสั่งเอาไว้ เมื่อพวกพสุธามาถึง คุณวินิจก็ส่งสัญญาณให้พนักงานนำอาหารเข้ามาเสิร์ฟ
นอกจากพนักงานที่นำอาหารเข้ามาเสิร์ฟแล้ว ยังมีชายวัยกลางคนที่แต่งตัวด้วยชุดสูทสำหรับผู้บริหาร
“ท่านประธาน สวัสดีครับ ขออภัยนะครับที่ผมมาต้อนรับช้า” ชายคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพสุธา พูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น และประจบประแจง ขณะที่ในใจก็ลอบเหงื่อตก
ท่านประธานมาถึงโรงแรมได้สักพักหนึ่งแล้ว เขาเพิ่งจะมาต้อนรับท่านประธาน
ถ้าท่านประธานไม่พอใจขึ้นมา จะไล่เขาออกหรือเปล่า ถึงท่านประธานจะไม่ค่อยสนใจเรื่องในโรงแรม แต่ในมือของท่านประธานก็มีหุ้นอยู่ห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด มีอำนาจในการตัดสินใจเด็ดขาด หากท่านประธานต้องการไล่เขาออก แค่ประโยคเดียวก็ทำได้แล้ว
คุณกรเทพลอบเช็ดเหงื่อ
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ มองคนที่ดูกังวลเสียเหลือเกิน
เขาทำอะไรให้กลัวอย่างนั้นเหรอ เหมือนว่าเขาจะยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ
“อ้อ ไม่เป็นไร ความจริงผมพาพนักงานของซอร์ กรุ๊ปมาเลี้ยง ไม่ได้มาตรวจโรงแรม คุณไม่จำเป็นต้องกังวลไป ว่าแต่ว่างหรือเปล่าล่ะ มาสิ มาร่วมโต๊ะกัน” พสุธาพูดชักชวนด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง แต่ด้วยความที่เขาเป็นเจ้านายใหญ่ ทำให้เขาพูดเป็นกันเองแค่ไหน ก็ไม่ได้ลดแรงกดดันในใจของคุณกรเทพสักเท่าไร
“เอ่อ ได้ครับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ” คุณกรเทพลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้เป็นเวลาเลิกงานแล้ว และโอกาสที่จะได้พบท่านประธานก็มีไม่บ่อยด้วย ดังนั้นเขาควรจะฉวยโอกาสนี้เอาไว้สักหน่อย ให้ท่านประธานได้คุ้นหน้าคุ้นตา ไม่แน่ว่าอาจจะได้เลื่อนขั้น
ดูอย่างหมอนั่นสิ เมื่อก่อนก็เป็นแค่ผู้จัดการใหญ่ของตึกเกรซ สถานะก็เท่าเทียมกับเขา แต่ตอนนี้ล่ะ กลายเป็นผู้ช่วยพิเศษของท่านประธานไปแล้ว และถึงจะบอกว่าเป็นผู้ช่วยพิเศษ แต่ความจริงมีอำนาจเป็นรองแค่ท่านประธานเท่านั้น
นี่แหละคือตัวอย่างของประโยคที่ว่า ‘อยู่ใต้คนคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น!’ น่าอิจฉาเกินไปแล้ว!
ฝั่งคุณวินิจ เมื่อเห็นสีหน้าอิจฉาของคุณกรเทพ เขาก็ลอบยิ้มในแววตา ในใจนั้นได้ใจเป็นอย่างยิ่ง หากว่าเป็นในการ์ตูน ต้องมีภาพคุณวินิจร่างเล็กยืนเท้าเอวหัวเราะอย่างเหิมเกริมอย่างแน่นอน
ในใจรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ภายนอกก็เอ่ยปากต้อนรับคุณกรเทพร่วมสังสรรค์ด้วยความกระตือรือร้น ราวกับว่าตัวเองเป็นเจ้าบ้าน และคุณกรเทพเป็นแขก นั่นทำให้ไฟในแววตาของคุณกรเทพยิ่งร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
เฮอะ ปล่อยให้ได้ใจไปก่อนเถอะ อนาคตใครจะเป็นใหญ่ก็ยังไม่แน่หรอก!
คุณวินิจเห็นแววตาของคุณกรเทพ เขาก็ยิ้มมุมปาก
ฮึ เป็นแค่ผิน[1]ตัวเล็ก ๆ ยังคิดจะท้าทายกุ้ยเฟย[2]อย่างเขาเหรอ ฝันหวานเกินไปแล้ว!
พสุธาไม่รู้เลยว่ามีศึกวังหลังอีกแล้ว เขาพูดกับพนักงานคนอื่น ๆ ว่า
“พวกคุณช่วยผมประหยัดเงินเหรอ เลือกสั่งแต่อาหารเมนูถูก ๆ ของร้านมา เป็นพนักงานที่ดีเกินไปจริง ๆ” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ในใจของพนักงานนั้นลอบโอดครวญ
ที่ท่านประธานบอกว่าถูก ก็ต้องดูด้วยว่าในสายตาใคร ที่ถูกของท่านประธาน ราคาเริ่มต้นก็หลักพันแล้ว พวกเขายังจะกล้าสั่งแพงกว่านี้อีกเหรอ
“เอ่อ นี่ก็แพงแล้วนะครับ” พนักงานคนหนึ่งพูดขึ้นมา ก่อนที่จะถูกเพื่อนร่วมงานมองด้วยสายตา ‘มองแรง’
เจ้าคนโง่นี่ กล้าหาญมากเลยนะ ที่กล้าพูดว่าอาหารที่นี่ราคาแพง ลืมไปหรือเปล่าว่าใครเป็นเจ้าของที่นี่
นี่คือโรงแรมของท่านประธาน กิจการในโรงแรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นคลับ สปา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นของท่านประธานทั้งนั้น พูดแบบนั้นออกไป ก็ไม่ใช่บอกว่าท่านประธานขายของแพงหรือไงกัน
“อาหารของทางคลับ ใช้วัตถุดิบพรีเมี่ยมทั้งนั้นครับ อย่างผักก็เป็นผักที่ปลอดสารพิษ ผลไม้บางชนิดส่งตรงมาจากเมืองนอกด้วยเครื่องบิน ราคาอาหารจึงค่อนข้างสูงกว่าร้านทั่วไป แต่รับรองได้ว่าลูกค้าทุกท่านจะได้รับประสบการณ์การทานอาหารที่ดีครับ” คุณกรเทพรีบพูดทันที กลัวว่าเจ้านายของตัวเองจะโกรธขึ้นมา เมื่อได้ยินคำวิจารณ์เรื่องราคาอาหาร
“เคร่งเรื่องวัตถุดิบหน่อยนะ อย่าปล่อยให้มีการย้อมแมวขายได้ วันหลังผมจะส่งคนมาสุ่มตรวจสอบดู ถ้าเจอว่าวัตถุดิบไม่ดีเท่าที่การันตีไว้ ผมจะถามเอาความกับคุณ” พสุธาพูดยิ้ม ๆ ราวกับพูดเล่น แต่ไม่ว่าจะคุณกรเทพ คุณวินิจ หรือพนักงานคนอื่น ๆ ก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
เจ้านายน่ากลัวเกินไปแล้ว เชือดคนหน้ายิ้ม ๆ เลย
อย่าว่าแต่พนักงานเลย แม้แต่นะโม และศิลา ก็มองพสุธาด้วยสายตาแปลกใจ เพราะว่าพวกเขาไม่เคยเห็นพสุธาในมุมนี้มาก่อนเลย มุมที่เป็นเจ้าคนนายคน
“ถึงตอนนี้กูค่อยรู้ตัวว่ามึงคือประธานบริษัท มหาเศรษฐีระดับล้านล้านจริง ๆ” นะโมพูดกับพสุธา
เพราะโตมาด้วยกัน เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แม้ว่าหลายวันก่อนเขาจะได้รู้แล้วว่าพสุธามีทรัพย์สินเป็นล้านล้านบาท แต่เขาก็รู้สึกว่าพสุธาก็คือพสุธา คือไอ้ดินที่วิ่งเล่นกับเขามาตั้งแต่เด็ก คือไอ้ดินที่กินข้าววัด ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ดิ้นรนอย่างปากกัดตีนถีบมากับเขา แต่ว่าตอนนี้ ได้เห็นพสุธาอยู่กับลูกน้องของเจ้าตัว เขาค่อยตระหนักว่าพสุธา ไม่ใช่ไอ้ดินคนเดิมอีกแล้ว
พสุธาเห็นแววตาของเพื่อน เขาก็ดีดหน้าผากนะโมไปทีหนึ่ง แล้วพูด
“อย่าคิดดอะไรเหลวไหล กับคนอื่น กูคือคุณพสุธา คือท่านประธาน แต่กับมึง กูก็คือไอ้ดิน เพื่อนของมึงเหมือนเดิม เข้าใจไหม” พสุธาพูดแล้วก็ดีดหน้าผากนะโมอีกทีหนึ่ง นั่นทำให้นะโมร้องเสียงหลง และความรู้สึกไม่คุ้นเคยที่เพิ่งก่อตัวก่อนหน้านี้ ก็สลายหายไปอย่างรวดเร็ว
ไอ้ดินก็คือไอ้ดินจริง ๆ ด้วย มือหนักเหมือนเดิม รังแกเขาเหมือนเดิม!
“ถ้ามึงยังกล้าคิดฟุ้งซ่านอีก คราวหน้ากูจะไม่แค่ดีดหน้าผากแล้ว แต่จะให้เพื่อนใหม่ของกูพามึงไปปรับทัศนคติ” พสุธาแสยะยิ้ม ส่วนนะโมตัวแข็งทื่อ เมื่อเดาได้ว่าเพื่อนใหม่ที่พสุธาพูดถึงนั้นเป็นใคร
พสุธาขู่ให้เพื่อนกลัวได้แล้ว ก็หันไปหาพนักงานอีกครั้ง แล้วก็ต้องจนใจ เมื่อเห็นทุกคนยังนั่งนิ่ง
“อ้าว นิ่งกันทำไมล่ะครับ ทานสิ ทานกันได้เลย” พสุธาพูดแล้วก็ใช้ช้อนกลางตักอาหารก่อน
เขารู้ว่าถ้าเขายังไม่ขยับช้อน คนอื่นก็ไม่กล้าขยับช้อนเหมือนกัน
“เฮ้อ ผมพาทุกคนมาเลี้ยงขอบคุณ อย่าทำเหมือนเป็นงานเลี้ยงขุนนางได้หรือเปล่า ต้องรอฮ่องเต้ยกตะเกียบก่อน ทุกคนถึงจะขยับตะเกียบตามแบบนั้น” พสุธาพูดกึ่งหยอกล้อ
พนักงานแต่ละคนหัวเราะแห้ง ๆ คุณวินิจก็พูดว่า
“อยู่ต่อหน้าเจ้านาย พนักงานที่ไหนจะผ่อนคลายได้จริง ๆ ล่ะครับ” คุณวินิจพูดเหมือนล้อเล่น แต่ที่จริงแล้วนี่ก็เป็นความจริง
“เอาเถอะ นอกเวลางาน ทุกคนก็ทำตัวสบาย ๆ กันเถอะ” พสุธาไม่กลัวว่าพนักงานจะเหลิงหรอก ปกติเขาจะมีโอกาสได้เจอพนักงานนอกเวลางานสักกี่ครั้งกัน หรือต่อให้เขามอบความกล้าให้มากกว่านี้ เขาก็ไม่คิดว่าจะมีคนกล้าเสียมารยาทกับเขา โต ๆ กันแล้ว ไม่ใช่คนโง่กันสักหน่อย จะมีลูกน้องคนไหนที่กล้าเสียมารยาทกับเจ้านายของตัวเอง ยิ่งเป็นเจ้านายที่มีทรัพย์สินมหาศาลอย่างเขาด้วย
“งั้นต่อไปผมก็ควรจะปรากฏตัวต่อหน้าพวกคุณให้น้อยลงหน่อยใช่ไหม พวกคุณจะได้ไม่ต้องเกร็งกัน” พสุธาพูดยิ้ม ๆ
พนักงาน รวมถึงคุณวินิจ และคุณกรเทพ ก็รีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“เอาเถอะ ไม่ต้องพูดมากกันแล้ว วันนี้ผมเป็นเจ้ามือ กินกันให้เต็มที่ ใครอยากจะดื่มก็ดื่มได้ พรุ่งนี้อนุญาตให้เข้างานสายได้สองชั่วโมง ไม่หักเงิน” พสุธาพูดแล้วก็หันไปหาคุณกรเทพ
“โรงแรมมีรถสำหรับใช้รับส่งแขกที่มาใช้บริการใช่ไหม คุณช่วยจัดการรถไปส่งพนักงานที่ดื่มหน่อย อย่าปล่อยให้พวกเขาขับรถกลับเอง”
“ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้เลยครับท่านประธาน” คุณกรเทพพูดแล้วก็เดินหลบไปสั่งการกับลูกน้อง ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เดิม
“ท่านประธาน เรียบร้อยแล้วครับ”
“ขอบคุณมาก” พสุธาพยักหน้าขอบคุณ ก่อนจะพูดกับพนักงาน
“ใครที่จะดื่ม อย่าลืมแจ้งที่อยู่ของตัวเองเอาไว้ คนไปส่งจะได้ไปส่งพวกคุณถูก ถ้าไม่บอกแล้วเมาไม่ได้สติ ผมจะให้คนทิ้งไว้ข้างทาง” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้มคล้ายล้อเล่น แต่พนักงานแต่ละคนคิดว่าพสุธากล้าทำจริง ๆ พวกเขารีบไปลงชื่อ และที่อยู่ทันที
เรื่องที่ควรพูดก็พูดไปแล้ว ทุกคนก็กินดื่มกันอย่างครื้นเครง
ตอนแรกพนักงานยังเกร็ง ๆ กันอยู่บ้าง แต่พอเหล้าเข้าปาก ความกล้าก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น บางคนลุกขึ้นไปโชว์ลูกคอแล้ว ทั้งยังเรียกร้องให้พสุธาร้องเพลงด้วยกันอีกด้วย
พสุธาย่อมต้องปฏิเสธอยู่แล้ว เขาสามารถทำได้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทำไม่ได้ก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องร้องเพลง
พสุธาคิดว่าเสียงร้องเพลงของเขา เขายังทนฟังเองไม่ได้ด้วยซ้ำ จะให้เขาไปร้องให้คนอื่นฟัง อย่าเลย อย่าทำร้ายสุขภาพหูคนอื่นเลย
เมื่อพสุธาปฏิเสธ พนักงานก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ พวกเขาหันไปสนุกกันเอง ส่วนพสุธาก็นั่งดื่มน้ำอัดลม และพูดคุยกับคุณวินิจ คุณกรเทพเรื่องงาน สลับกับคุยเล่นกับศิลา และนะโมเป็นระยะ ๆ
พสุธาคุยไป กินอาหารไป จนกระทั่งบริวารผีของเขาลอยเข้ามา
“นายท่าน” บุญมี ผีหัวขาดเรียกพสุธา เมื่อกลายเป็นบริวารของพสุธาแล้ว เขาก็เปลี่ยนคำเรียกขานจาก ‘เอ็ง’ เป็น ‘นายท่าน’
“มีอะไร” พสุธาถามกลับไป แน่นอนว่าเขาส่งเสียงผ่านทางกระแสจิต ถ้าอยู่ ๆ เขาพูดออกเสียงขึ้นมา นั่นไม่ทำให้คนสับสน และสงสัยกันหรืออย่างไร
“ข้าเห็นผู้หญิงที่นายน้อยตามหาอยู่” บุญมีหมายถึงแฟนสาวของวริศ
พสุธานอกจากจะให้แฟรงค์ช่วยสืบแล้ว เขายังให้บริวารผีของเขาช่วยอีกด้วย
เรียกได้ว่าเขาสามารถใช้งานบุคลากรที่มีอยู่ในมือ ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ
“พวกเราก็เห็น เธออยู่กับชายแก่คนหนึ่งครับ” หม่อมหลวงศศินที่ลอยเข้ามาพร้อมกับคู่รักของเจ้าตัว ก็พูดบ้าง ราวกับกลัวว่าตัวเองจะไม่มีความดีความชอบ
พสุธาเลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อได้ยินอย่างนั้น
“เป็นพ่อของเธอหรือเปล่า” พสุธาส่งกระแสจิตถามกลับไป
“พวกเราได้ยินเธอเรียกชายคนนั้นว่าเสี่ย เธอขอให้ชายคนนั้นช่วยพาเธอเข้าวงการ ให้มอบบทนางเอกของละครเรื่องหนึ่งให้เธอ ตอนแรกชายคนนั้นปฏิเสธ บอกว่ามีคนที่รับบทนางเอกอยู่แล้ว และเหมาะสมมาก เป็นนักแสดงดัง แต่หลังจากนั้นเธอก็นิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขอร้องอีกครั้ง คราวนี้ชายคนนั้นก็เปลี่ยนท่าทีอย่างสิ้นเชิง รีบร้อนยกบทนั้นให้เธอทันที แล้วบอกว่าไม่มีใครเหมาะกับบทนางเอกเท่าเธอแล้ว” คุณพร้อมเล่าอย่างละเอียด
พสุธาได้ยินก็รู้แล้วว่าผีสามตนนี้ไม่ใช่แค่เห็นหญิงสาวคนนั้น แต่ยังแอบฟังมาอย่างเสร็จสรรพด้วย
ทำงานได้ดีกันจริง ๆ
“พวกคุณมองเห็นอะไรที่ดูผิดปกติจากผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า พวกไสยศาสตร์อะไรแบบนั้น”
“สร้อยคอที่เธอสวมอยู่ดูผิดปกติอยู่บ้าง ผมเห็นหมอกควันดำ ๆ ลอยอยู่ที่สร้อยคอของเธอ” คุณพร้อมพูดตอบอีกครั้ง
สมกับที่เป็นนักเรียนทหารมาก่อนตอนมีชีวิตอยู่ เพราะเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าอีกสองตนมาก
“น่าสนใจ ต้องลองไปดูสักหน่อยแล้ว” พสุธาพูดกับผีบริวารทั้งสาม ก่อนจะหันไปพูดกับพูดกับคุณวินิจ และคุณกรเทพว่า
“ผมจะออกไปคุยธุระข้างนอกสักหน่อย ฝากดูแลพี่ชายและเพื่อนของผมด้วย” พูดจบแล้วพสุธาก็หันไปหาศิลา และนะโม
“นั่งอยู่ในนี้นะ อย่าลุกไปไหน”
“แล้วถ้าปวดฉี่ล่ะ” นะโมถาม
“ในห้องนี้มีห้องน้ำส่วนตัว เข้าในนี้นี่แหละ”
เมื่อพสุธาพูดแบบนี้แล้ว นะโมก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ขณะที่ศิลาก็พูดว่า
“ดินรีบกลับมานะ”
“ได้ จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” พสุธารับปากพี่ชาย ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูที่ปัญหาแล้ว
หลังจากรับปากพี่ชายแล้ว พสุธาก็เดินออกมา โดยมีสามตนลอยตามมาติด ๆ คอยบอกทางให้เขา ซึ่งก็ไม่ไกลหรอก เป็นห้องส่วนตัวในคลับเหมือนกัน ห่างออกไปอยู่สามห้อง
พสุธาไม่ได้พรวดพราดเข้าไป แต่เขายืนอยู่หน้าประตูห้อง ก็สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอันเน่าเหม็นจากข้างในได้แล้ว
กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่คนธรรมดาไม่ได้กลิ่น มีแต่คนที่มีวิชาอาคม หรือมีทักษะพิเศษเหมือนพสุธาเท่านั้น ถึงจะสัมผัสได้
ไม่น่าจะผิดจากที่เขาคาดเดาแล้ว ผู้หญิงคนนั้นใช้อวิชาในการควบคุมจิตใจของเป้าหมาย ให้ยอมทำตามความต้องการของเธอ
หากเธอใช้อาคมอย่างพวกเมตตามหานิยมที่ถือเป็นสายขาว จะต้องไม่มีกลิ่นเน่าเหม็นแบบนี้
ขณะที่พสุธาคิดว่าเขาจะลงมือเลยดีหรือเปล่า หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นใครบางคน
“นายท่าน นั่นไม่ใช่นายท่านเขยหรอกเหรอ เหตุใดจึงอยู่กับสตรีนางอื่น ใช่นอกใจนายท่านแล้วหรือไม่ นายท่านให้พวกเราไปจัดการเลยดีไหม” หม่อมหลวงศศินพูดอย่างดุเดือด ราวกับว่าตัวเองเป็นคนที่ถูกนอกใจ
และใช่แล้ว คนที่พสุธาเห็น ก็คือปฐพี ข้าง ๆ เจ้าตัวยังมีผู้หญิงคนหนึ่ง เขามองเห็นหน้าไม่ชัด เห็นแค่ด้านข้าง แต่เห็นแค่นี้ก็รู้ได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมาก
พสุธามองอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็ดึงสายตากลับมา
“นายท่าน ไม่ทำอะไรสักหน่อยหรือ จะปล่อยให้นายท่านเขยนอกใจเช่นนี้หรือ” หม่อมหลวงศศินถามอย่างร้อนใจแทน
พสุธาส่ายหน้า
“ไม่หรอก ตามซีรีส์แนวตั้งแล้ว ผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นญาติของเขาแน่นอน”
เขาดูซีรีส์แนวตั้งมาหลายเรื่อง จะไม่ทำตัวน้ำเน่าเข้าใจผิดพระเอกเหมือนนางเอกอย่างแน่นอน!
[1]ผิน - พระราชชายา เป็นรองเฟย แต่งตั้งได้หกคน
[2]กุ้ยเฟย – พระอัครเทวี อยู่เหนือ ผิน และเฟย เป็นรองหวงกุ้ยเฟย และหวงโฮ่ (ฮองเฮา)