73. ตอนที่ 72
ตอนที่ 72
“นายท่าน หากว่าสตรีที่อยู่ข้างนายท่านเขยมิใช่ญาติเล่า” หม่อมหลวงศศินถามพสุธาด้วยความสงสัย
อันที่จริงเขาไม่เข้าใจว่าซีรีส์แนวตั้งที่พสุธาพูดถึงคืออะไร แต่เขาเข้าใจคำว่าญาติ
นายท่านเชื่อว่าสตรีที่อยู่กับนายท่านเขย ก็คือญาติของนายท่านเขย หากมิใช่ขึ้นมา จักทำอย่างไร
หม่อมหลวงศศินสงสัยนัก และเขาคิดว่าหากเป็นเขา ได้เห็นว่าข้างกายของคุณพร้อมมีสตรีที่งดงามอยู่ข้างกาย เขาจักต้องไปถามให้รู้แน่ชัดแน่ ๆ ว่าสตรีนางนั้นเป็นผู้ใด
พสุธาไม่รู้ความคิดของหม่อมหลวงศศิน เขายิ้มบางแล้วส่งกระแสจิตตอบ
“ใช่แล้วยังไง ไม่ใช่แล้วยังไง ถ้าใช่ญาตินั่นก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ใช่ญาติ นั่นก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน ถึงอย่างไรเราก็เป็นคนที่จีบฉัน พวกเรายังไม่ได้คบกัน เขาสามารถคบหากับคนอื่นได้ ไม่ถือว่านอกใจ” พสุธาค่อนข้างใจเย็น ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความรู้สึกดี ๆ กับปฐพี แต่เขาก็เชื่อในตัวปฐพี ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าเขาเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่า
เขาอาจจะไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ แต่เขาก็มีข้อดีมากมาย สิ่งที่คนอื่นมี เขาก็มี สิ่งที่คนอื่นไม่มี เขาก็ยังมี เขามีทุกอย่างแบบนี้แล้ว ถ้ายังถูกหักหลังได้ คนที่สูญเสียก็ไม่ใช่เขาอยู่แล้ว
ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น ปฐพีก็หันมาเห็นพสุธาแล้ว เมื่อเห็นพสุธา ปฐพีก็มีสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะเดินเข้ามาหาพสุธาอย่างรวดเร็ว โดยมีสตรีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาเดินตามมาติด ๆ
“นายท่าน นายท่านเขยมาทางท่านแล้ว” หม่อมหลวงศศินพูดกับพสุธา
พสุธาได้ยินอย่างนั้น ก็ยกสายตาขึ้นมา แล้วก็เห็นว่าปฐพีเดินมาทางเขาจริง ๆ และดูเหมือนว่าจะมาหาเขาด้วย โดยมีสตรีตามมาด้วย
“ดิน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ไม่สิ นี่เหมือนจะเป็นหนึ่งในทรัพย์สินของนายด้วย มาตรวจโรงแรมเหรอ” ปฐพีถามพสุธา
“เปล่าครับ พาพนักงานมาเลี้ยงขอบคุณ แล้วคุณป๋ามาทำอะไรที่นี่ครับ มาเที่ยวเหรอ” พสุธาถามกลับไป
“ไม่ใช่ พี่พาคุณน้ามาตามจับกิ๊ก” ปฐพีพูดตอบ ก่อนจะพูดต่อว่า
“นี่ คุณน้าของพี่ น้องสาวแท้ ๆ ของคุณแม่พี่ นายเรียกว่าคุณน้ารตีก็ได้”
“คุณน้าครับ นี่คือพสุธา หรือดิน เป็นคนที่ผมกำลังตามจีบอยู่ แล้วก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงแรมนี้ด้วย” ปฐพีหันไปพูดกับคุณมารตี ผู้เป็นน้าสาวของตัวเอง
“สวัสดีครับคุณน้า” พสุธาพูดทักทายผู้สูงวัยกว่าอย่างมีมารยาท ขณะที่หม่อมหลวงศศินก็พูดอยู่ข้างหูของเขาว่า
“เป็นญาตินายท่านเขยจริง ๆ ด้วย นายท่านช่างเก่งกาจนัก”
พสุธามุมปากกระตุก เมื่อครู่นี้ยังทำเหมือนว่าเขาไม่ได้เรื่อง ที่เชื่อใจผู้ชายง่าย ๆ ตอนนี้กลับมาชื่นชมเขาอย่างเต็มปากเต็มคำ
ผีขี้ประจบเอ๊ย!
“น้องดินนี่เอง เรียกน้าว่าน้ารตีเหมือนที่พี่ป๋าบอกได้เลยนะคะ” คุณมารตีแม้ว่าจะร้อนใจ แต่เมื่อได้เจอพสุธา ที่พี่สาวเคยพูดให้ฟังอยู่หลายครั้ง เธอก็ยังทักทายอย่างกระตือรือร้น และมีความเป็นมิตรสูงมาก
แน่สิ เพราะในสายตาของเธอ พสุธาก็คือหลานสะใภ้คนเล็กแล้ว
“ขอบคุณครับคุณน้า ว่าแต่เมื่อครู่นี้คุณป๋าบอกว่าพาคุณน้ามา...” พสุธาละคำพูดประโยคท้ายเอาไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่นี้เขาได้ยินผิดไปหรือเปล่า
“มาตามจับกิ๊กของผัวเฮงซวยของน้าเองจ้ะ จริงสิ น้องดินเป็นเจ้าของที่นี่ ช่วยน้าสักหน่อยได้ไหมลูก วันหน้าถ้าพี่ป๋านอกลู่นอกทาง น้าก็จะช่วยน้องดินจัดการเหมือนกัน”
คำพูดของผู้เป็นน้า ทำให้ปฐพีมุมปากกระตุก
เขาอุตส่าห์มาช่วย ตอนนี้จะมาเผาบ้านเขาแล้ว คุณน้าคนนี้ เขาไม่เอาแล้วได้หรือเปล่า!
ฝั่งพสุธา เมื่อได้ยินคำพูดของคุณมารตี เขาก็เกือบสำลักเช่นกัน ก่อนจะพูดตอบด้วยรอยยิ้มว่า
“คุณน้าครับ ในฐานะเจ้าของโรงแรมคนหนึ่ง การปกป้องข้อมูลของแขกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในฐานะคนที่เรียกคุณน้าว่าคุณน้า ผมจะช่วยครับ คุณน้าลองบอกชื่อมา ผมจะให้คนไปตรวจสอบ ถ้าได้รูปถ่ายด้วยก็จะดีมากครับ”
ประโยกแรก ๆ ของพสุธา ทำให้คุณมารตีทั้งผิดหวัง แต่ก็ละอายใจด้วย แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมา เธอก็ยิ้มอย่างยินดี รีบเปิดรูปภาพสามีให้พสุธาได้ดู
“นี่ค่ะ สามีของน้า ชื่อภูอินทร์”
พสุธามองรูปที่หน้าจอโทรศัพท์ และยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เสียงของบุญมีก็ดังขึ้นที่ข้างหูของเขาเสียก่อน
“นายท่าน นี่มันคือบุรุษที่อยู่ในห้องกับสตรีนางนั้นนี่”
พสุธาได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป ก่อนจะพูดกับคุณมารตี และปฐพีว่า
“บังเอิญจริง ๆ พวกเราไม่ต้องหาแล้วล่ะครับ เขาอยู่ในห้องนี้” พสุธาชี้ไปยังห้องที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานี่เอง
“อะไรนะ สามีของน้าอยู่ในห้องนี้เหรอ น้องดินรู้ได้ยังไง” คุณมารตีถามพสุธา
“พอดีว่าผมก็มีเรื่องจะคุยกับคนที่อยู่ข้างในน่ะครับ ก็เลยได้รู้ว่าคนที่อยู่ข้างในอีกคน เป็นสามีของคุณน้าพอดี บังเอิญจริง ๆ เลย”
“ใครที่น้องดินจะมาคุยด้วย และก็อยู่กับสามีของน้าเหรอคะ” คุณมารตีถามอีก
“เป็นแฟนสาวของคนรู้จักผมน่ะครับ เขาขอให้ผมช่วยบางอย่าง ผมเลยคิดว่าควรจะมาเจอเธอสักหน่อย” พสุธาพูดตอบไป
เมื่อคุณมารตีได้ยินคำตอบของพสุธา เธอก็หันมองปฐพี ก่อนจะถามพสุธาว่า
“แล้วข้างในนั้น มีกี่คนเหรอลูก”
“นายท่าน มีสามคน นอกจากสตรีและบุรุษผู้นั้นแล้ว ยังมีบุรุษอีกหนึ่งคน”
“มีสามคนครับ คนหนึ่งเป็สามีของคุณน้า อีกคนเป็นแฟนสาวของคนที่ผมรู้จัก ส่วนอีกหนึ่งคนผมทราบเพียงแค่ว่าเป็นผู้ชาย”
“ผู้ชายอย่างนั้นเหรอ” คุณมารตีพึมพำ
“ไม่ใช่คุณน้าบอกว่า น้าเขยอ้างว่าจะมาคุยเรื่องลงทุนกับผู้กำกับสมพงศ์เหรอครับ” ปฐพีพูดขึ้นมา
“หรือว่าเขาจะไม่ได้โกหกน้าจริง ๆ” คุณมารตีพึมพำ เธอเริ่มสับสนขึ้นมา
“ไม่อย่างนั้นคุณน้ารออยู่ข้างนอกก่อนดีไหมครับ ผมจะเข้าไปข้างในก่อน ถ้าเกิดว่าสามีคุณน้าไม่ได้ทำอะไรผิด เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนคุณน้าไม่ไว้ใจ แต่ถ้าเขาทำผิดต่อคุณน้าจริง ๆ ผมคิดว่าวันหน้าคุณน้าจะมีโอกาสเอาผิดเขาได้ครับ” พสุธาเสนอดู
คุณมารตีมีสีหน้าลังเลใจ
“เอาแบบนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมเข้าไปกับดิน คุณน้าไปรอที่ห้องก่อน” ปฐพีพูดกับคุณน้าของตัวเอง เพื่อมาซุ่มจับการคบชู้ครั้งนี้ คุณน้าของเขาเปิดห้องพักรอเอาไว้แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเปิดเข้าไปเจอสามีน้านัวเนียกับผู้หญิงอยู่ ป๋าไม่ต้องเกรงใจนะ เอาขวดเหล้าฟาดหัวไปเลย ที่เหลือน้ารับผิดชอบเอง” คุณมารตีพูดอย่างดุเดือด
พสุธาแอบยกนิ้วให้ในใจ เป็นสตรีที่แข็งแกร่งจริง ๆ
“คุณน้าไปพักก่อนเถอะครับ” ปฐพีไม่ได้รับปาก เพราะว่าถ้าน้าเขยนอกใจคุณน้าของเขาจริง ๆ เขามีวิธีการจัดการที่ดีกว่าการเอาขวดเหล้าฟาดหัว
คุณมารตีได้ยินหลานชายพูดแบบนั้น เธอก็คลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยอมเดินกลับไปรอที่ห้อง
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ” ปฐพีพูดกับพสุธา
“เดี๋ยวก่อนครับ” พสุธาเรียกปฐพีเอาไว้
ปฐพีมองพสุธา สายตามีคำถาม
พสุธาไม่ได้พูดอะไร แต่เขาเปิดกระเป๋าแล้วหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มาใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อของปฐพี
“มันคืออะไร” ปฐพีถามพสุธา
“เอาไว้กลับไปถึงบ้าน คุณป๋าค่อยเปิดดูนะครับ” พสุธาหลีกเลี่ยงการตอบคำถามนี้ เพราะว่ากระดาษที่เขาใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อของปฐพี ก็คือกระดาษยันต์ เอาไว้ป้องกันคุณไสยมนต์ดำต่าง ๆ ซึ่งเขาวาดเก็บ และพกติดตัวเอาไว้ รวมถึงใส่ไว้ในกระเป๋าของศิลา และนะโมด้วย
ปฐพียังคงข้องใจไม่น้อย แต่เมื่อพสุธาบอกว่าให้กลับถึงบ้านแล้วค่อยเปิดดู เขาก็จะทำตามนั้น
“ไปเถอะครับ พวกเราเข้าไปกัน” ปฐพีพูดอีกครั้ง และครั้งนี้พสุธาก็ไม่ได้ขัดขวาง เขาปล่อยให้ปฐพีเปิดประตูห้องเข้าไป
เมื่อเข้าไปในห้อง พสุธา และปฐพีก็ได้เห็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ระหว่างน้าเขยของเขา และชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่นั้นคนหนึ่งกำลังปลอกผลไม้ให้เธอ อีกคนหนึ่งก็กำลังนั่งโอบเอวเธออยู่
คนที่ปลอกผลไม้คือน้าเขยของปฐพี
การปรากฏตัวของพสุธา และปฐพี ทำให้ทั้งสามคนหันมามอง ก่อนที่จะเป็นน้าเขยของปฐพีที่ลุกขึ้นยืนพรวดพราดอย่างคนร้อนตัว ส่วนอีกสองคนก็มีสีหน้าตกใจ และไม่พอใจ
“พวกแกเป็นใคร เข้ามาทำไม” ชายวัยกลางคนที่น่าจะเป็นผู้กำกับพูดถามเสียงดัง
ปฐพีเมินเฉยอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปหาน้าเขย
“บังเอิญผมเห็นแผ่นหลังน้าเขย ก็คุ้น ๆ เลยมาดูสักหน่อยว่าใช่หรือเปล่า ปรากฏว่าเป็นน้าเขยจริง ๆ ด้วย” ปฐพีพูดออกไป แล้วเดินเข้าหาภูอินทร์
คำพูดของปฐพี ทำให้ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งชะงักไป ก่อนที่จะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
นายทุนของละครเรื่องถัดไปของเขา เป็นนักธุรกิจที่แต่งงานกับสตรีในแวงวงสังคมไฮโซเหมือนกัน ได้ยินว่าหลังจากแต่งงาน ก็กลายเป็นน้องเขยของคุณนายตระกูลรัศมีภาณีมาศ ถ้าอย่างนั้นคนที่เรียกนายทุนของเขาว่าน้าเขย ก็คือคุณชายของตระกูลรัศมีภาณุมาศน่ะสิ
นี่มันทายาทมหาเศรษฐีระดับแสนล้าน!
“เอ่อ ป๋า ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” ภูอินทร์ถามปฐพีเสียงกังวลใจ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก นึกกลัวว่าภรรยาจะรู้เรื่องนี้ด้วย แล้วจะโกรธเขา
“อ้อ พอดีคนที่ผมกำลังตามจีบอยู่ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงแรมนี้น่ะครับ ผมก็เลยมากับเขา” ปฐพีพูดกึ่งจริงกึ่งเท็จ
สองเรื่องแรกน่ะจริง แต่เรื่องหลังน่ะ บังเอิญ
คำตอบของปฐพี ทำให้พสุธาจนใจเล็กน้อย
ต้องพูดสถานะจริง ๆ ของเขาด้วยเหรอ
หมายถึงที่บอกว่าเขาเป็นคนที่เจ้าตัวกำลังตามจีบน่ะ แค่บอกว่าเขาเป็นเพื่อนก็พอแล้วไหม
ขณะที่พสุธาจนใจ คนอื่นก็ตื่นตะลึง สายตาสามคู่หันมองพสุธาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ป๋าหมายถึงเป็นทายาทของผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเปล่า” ภูอินทร์พูดถาม และอีกสองคนก็คิดเห็นไปในทางเดียวกัน
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา อายุน้อยเกินกว่าที่จะเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งของโรมแรมที่มีมูลค่าหลายพันล้าน
แต่แฟนสาวของวริศ นอกจากตื่นตะลึงแล้ว แววตาของเธอยังสว่างวาบอย่างละโมบด้วย
เด็กหนุ่มคนนี้รวยกว่ารวิศอีก ถ้าเธอควบคุมเจ้าตัวได้อยู่หมัด ก็สามารถกลายเป็นเจ้าหญิงที่อยากได้ลมก็ได้ลม อยากได้ฝนก็ได้ฝน ใช่ไหม
ยิ่งคิด แฟนสาวของวริศก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอจะต้องทำให้สำเร็จ
ขณะที่หญิงสาวกำลังหมายปองพสุธา ปฐพีก็พูด
“ผมหมายถึงเจ้าตัวนี่แหละครับ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่” ปฐพีพูดตอบอีกครั้ง
“นี่ อายุยังน้อยอยู่เลย” ผู้กำกับสมพงศ์พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ
พสุธายิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดว่า
“ต้องอายุเยอะไปทำไมล่ะครับ ซื้อหุ้น แค่มีเงินเยอะก็พอ” คำตอบนี้ของพสุธา ทำให้แต่ละคนชะงักไป ไม่เว้นแม้แต่ปฐพี
คำพูดดูน่าหมั่นไส้มาก แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้
“ฮ่า ๆ คุณพูดได้ถูกต้องจริง ๆ เป็นผมเองที่วิสัยทัศน์คับแคบเกินไป” ผู้กำกับสมพงศ์พูดหลังจากยิ้มแห้ง ๆ แล้ว เขาไม่กล้าแสดงการคัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับคำพูดของพสุธา เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงแรมแห่งนี้ ลำพังด้วยสถานะนี้ของเจ้าตัว เขาก็ไปล่วงเกินเจ้าตัวไม่ได้อยู่แล้ว นี่ยังไม่นับรวมว่าเจ้าตัวเป็นคนที่ปฐพีกำลังตามจีบอยู่
ผู้กำกับสมพงศ์ไม่รู้ว่า ต่อให้ปฐพีไม่ได้ตามจีบพสุธา ลำพังแค่ทรัพย์สินของเจ้าตัว ก็มากกว่าที่ครอบครัวปฐพีมีเสียอีก
“จริงสิ ผมยังไม่ได้แนะนำตัวใช่ไหมครับ ผมชื่อสมพงศ์ เป็นผู้กำกับตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งครับ ตอนนี้กำลังมีโปรเจกต์ละครเรื่องใหม่ จึงได้มาคุยเรื่องเงินทุนกับคุณภูอินทร์ครับ” ผู้กำกับสมพงศ์แนะนำตัวเอง โดยที่ละเลยหญิงสาวที่เขาพามาด้วยในวันนี้ไปเลย
“ผู้กำกับคะ อย่าลืมแนะนำฉันสิคะ” แฟนสาวของรวิศพูดเสียงหวาน
พสุธามองไปยังผู้กำกับสมพงศ์ เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีขัดขืนในชั่วเสี้ยววินาที แต่ต่อมาก็รีบแนะนำเจ้าหล่อนให้พสุธารู้จักอย่างกระตือรือร้น
“คุณผู้หญิงคนนี้คือคุณลิลลี่ เธอเป็นนักแสดงที่จะร่วมงานละครกับผมครั้งนี้ครับ” เมื่อผู้กำกับสมพงศ์แนะนำเรียบร้อยแล้ว ลิลลี่ก็รีบพูดต่อทันที
“สวัสดีค่ะ คุณดิน คุณป๋า ฉันสามารถเรียกคุณทั้งคู่แบบนี้ได้ใช่ไหมคะ” ลิลลี่พูดเสียงหวาน แววตาทอดสะพานให้ทั้งพสุธา และปฐพี แม้จะได้ยินปฐพีพูดแล้วว่าเจ้าตัวกำลังตามจีบพสุธาอยู่ก็ตาม
เธอไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะเสียหน้าเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่เคยมีใครปฏิเสธความต้องการของเธอได้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ขอเพียงเธอต้องการเท่านั้น อีกฝ่ายก็ต้องยอมให้แต่โดยดี
ทว่าครั้งนี้ลิลลี่ต้องผิดหวังแล้ว เพราะพสุธา และปฐพีต่างก็ปฏิเสธเธอ
“ไม่ได้ เรียกผมว่าพสุธาเถอะ”
“ไม่ได้ ผมไม่ได้สนิทกับคุณ ชื่อเล่นของผมมีไว้ให้คนสนิทเรียกเท่านั้น” ปฐพีปฏิเสธด้วยเหมือนกัน
ลิลลี่อ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ทำไมล่ะ ก่อนที่จะพูด ฉันท่องมนต์ในใจแล้วนี่นา ทำไมสองคนนี้ถึงต่อต้านเธอได้
ลิลลี่คิดอย่างไม่เข้าใจ และไม่อาจยอมรับ เธอท่องมนต์คาถาที่ทำให้คนฟังต้องเชื่อฟังคำพูดของเธออย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แล้วก็พูดอีกครั้ง
“แต่ลิลลี่อยากเรียกชื่อเล่นของพวกคุณนี่นา เราจะได้สนิทสนมกันเร็ว ๆ ยังไงละคะ คุณดิน คุณป๋าอนุญาตเถอะนะคะ รับรองว่าลิลลี่จะไม่ทำให้ผิดหวังเลยค่ะ” ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่เธอยังเดินเข้าหาปฐพีอีกด้วย ทว่าปฐพีถอยตัวหลบ ยังดึงพสุธาให้หลบด้วยกัน
“อย่าเข้ามาใกล้ ผมเป็นโรครักษาความสะอาด” คำพูด และการกระทำที่ต่อต้านของปฐพี ทำให้ลิลลี่ตื่นตระหนกขึ้นมาแล้ว
ทำไมมนต์คาถาของเธอถึงใช้กับสองคนนี้ไม่ได้ผล มันจะเป็นไปได้อย่างไร ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ
หรือว่าตัวช่วยของเธอไม่อยู่แล้ว
คิดแล้วลิลลี่ก็รีบร้อนถอดสร้อยคอที่เธอสวมติดกายเอาไว้ตลอด แม้กระทั่งตอนอาบน้ำ เธอถอดออกมาดู เมื่อเห็นว่ามันยังเหมือนเดิม ไม่มีความเสียหายอะไร ก็โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
ยังดี ยังอยู่ดี แต่ในเมื่อยังอยู่ดี แล้วทำไมคำพูดของเธอถึงไม่ได้ผล ทำไมสองคนนี้ถึงต่อต้านเธอได้
ลิลลี่กลอกตาไปมาอย่างร้อนใจ ก่อนที่เธอจะลองพิสูจน์ดู ด้วยการใช้มนต์คาถากับคุณภูอินทร์
“เสี่ยคะ เสี่ยช่วยบอกคุณป๋าหน่อยสิคะ ว่ายอมให้ลิลลี่เรียกคุณป๋าเถอะ”
พสุธาได้ยินเธอพูดเสียงหวานเชื่อมกับน้าเขยของปฐพี เขาก็จ้องมองไปที่ภูอินทร์ จากนั้นก็เห็นว่าภูอินทร์มีปฏิกิริยาเหมือนกับผู้กำกับสมพงศ์ก่อนหน้านี้ คือต่อต้าน แต่เสี้ยววินาทีถัดมา ก็ยอมทำตามที่เธอพูด
“ป๋า ยอมให้ลิลลี่เรียกนายด้วยชื่อเล่นเถอะ”
ปฐพีขมวดคิ้วมุ่น เพราะไม่เข้าใจว่าน้าเขยของตัวเองเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้ตามใจหญิงสาวคนนี้นัก
น้าเขยของเขาเคยเป็นคนที่น่าเชื่อถือมาโดยตลอด แม้ว่าจะมีข่าวกับดาราสาวบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นแค่ข่าวลือ ไม่เคยคิดว่าวันนี้จะยอมออกตัวเพื่อหญิงสาวคนนี้ถึงขนาดนี้ นี่ไม่กลัวเขาไปฟ้องคุณน้า จนต้องหย่าขาดภรรยาบ้างเลยหรือ
ปฐพีสงสัย แต่พสุธานั้นได้คำตอบที่แน่ชัดแล้ว
ทุกครั้งก่อนที่เจ้าหล่อนจะพูด จะเหมือนคนกำลังท่องอะไรในใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง และทุกครั้งที่เธอพูดต่อจากนั้น สร้อยที่คอเธอก็จะปรากฏหมอกดำที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ดูเหมือนว่ายิ่งเธอใช้สิ่งนั้นมากเท่าไร พลังความชั่วร้ายก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ วิญญาณร้ายที่อยู่ในสร้อยนั่นก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
พสุธาลอบมองเธออย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ตกใจ เพราะว่าพลังชีวิตของเธอนั้นกำลังลดลงเรื่อย ๆ แม้ว่าจะลดอย่างช้า ๆ แต่ว่าถ้ามันยังคงลดต่อเนื่องไม่หยุด สตรีคนนี้ก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น
เธอไปได้ของสิ่งนั้นมาจากที่ไหนกันแน่ แล้วรู้หรือเปล่าว่าหากเธอใช้ของสิ่งนั้นเพื่อให้ได้ตามที่ต้องการ เธอจะต้องแลกด้วยชีวิตของเธอเอง ถึงตอนนั้นวิญญาณร้ายในสร้อย ก็แข็งแกร่งพอที่จะยึดร่างของเธอแล้ว
พสุธาได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว จะทำภารกิจของระบบให้สำเร็จได้ ต้องทำลายวิญญาณที่อยู่ในสร้อยนั่น แต่วิญญาณที่อยู่ในสร้อยคอเส้นนั้นแข็งแกร่ง ไม่ได้ปราบได้ง่าย ๆ พสุธายังคงต้องเตรียมตัวก่อน
ทว่าจะปล่อยให้สร้อยอยู่กับสตรีคนนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เขาต้องรีบเอาสร้อยมา เมื่อไม่มีสร้อยแล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็จะไม่สามารถล่อลวงให้ใครทำตามเจ้าตัวได้อีก วริศก็จะบอกเลิกเธอได้สำเร็จ ภารกิจของเขาก็จะสำเร็จไปด้วย
อีกอย่าง ถ้าเธอยอมมอบสร้อยให้เขา เธออาจจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ ดังนั้นแล้ว พสุธาจึงพูดกับลิลลี่ด้วยน้ำเสียงอันน่าเกรงขามว่า
“คุณผู้หญิงคนนี้ ส่งสร้อยเส้นนั้นมาซะ ถ้ายังไม่อยากตาย”
สิ้นเสียงนี้ บรรยากาศในห้องก็ชะงักไป ทั้งคนและผี ต่างก็มองพสุธาเป็นตาเดียว แล้วก็คิดอย่างพร้อมเพรียงกันว่า
‘นี่คือการปล้น!’