74. ตอนที่ 73
ตอนที่ 73
“ดิน ถ้าชอบ พี่ซื้อสร้อยแบบเดียวกันให้ได้นะ นายอย่าไปเอาของที่คนอื่นใส่แล้วเลย ไม่สะอาด” ปฐพีเป็นคนได้สติขึ้นมาก่อน เขากระซิบกับพสุธาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ขณะที่ชายวัยกลางคนสองคนก็มองพสุธาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงแรมไม่เคารพกฎหมายถึงขนาดนี้เลยเหรอ ปล้นสร้อยคอของคนอื่นต่อหน้าต่อตาพวกเขาเลยเนี่ยนะ
ส่วนคนที่ถูก ‘ปล้น’ สร้อยคอ อย่างลิลลี่ เธอก็กุมสร้อยไว้ในมือแน่น
“ไม่ได้ นี่มันสร้อยของฉัน คุณจะมาแย่งไปง่าย ๆ ไม่ได้” ลิลลี่พูดแล้วมองพสุธาด้วยสายตาหวาดระแวง
หมอนี่รู้อะไรมาหรือเปล่า ใช่ ต้องรู้ความพิเศษของสร้อยเส้นนี้แน่ ๆ ถึงได้พยายามจะแย่งชิงสร้อยไปจากเธอ
ฝันไปเถอะ เธอไม่ยอมให้หรอก เพื่อสร้อยเส้นนี้ เธอต้องเสียอะไรไปมากมาย และสร้อยเส้นนี้ ก็จะนำชีวิตที่เปรียบประดุจดั่งเจ้าหญิงมาให้เธอ เรื่องอะไรที่เธอจะยอมมอบให้คนอื่นง่าย ๆ ไม่มีทางเสียหรอก ต่อให้ฆ่าเธอ เธอก็ไม่ยอม!
“ถ้าเธออยากตาย เธอก็เก็บสร้อยเส้นนั้นไว้ต่อไปเถอะ” พสุธาไม่ได้ขู่ แต่เขาพูดจริง ๆ เขาดูแล้ว ถ้าเธอยังเก็บสร้อยไว้กับตัว และยังคงใช้งานมันอยู่ตลอด เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงสามเดือนเท่านั้น
“นี่ คือว่าต่อให้ชอบสร้อยเส้นนั้นมากแค่ไหน ก็ไม่น่าจะถึงขั้นขู่เอาชีวิตกันนะครับ” น้าเขยของปฐพีพูดขึ้น ซึ่งเป็นคำพูดที่ผู้กำกับสมพงศ์อยากจะพูดเช่นกัน แต่เขาไม่กล้าพูด กลัวจะทำให้ทั้งพสุธา และปฐพีขุ่นเคืองใจขึ้นมา
แต่ภูอินทร์ที่มีศักดิ์เป็นน้าเขย คิดว่าตัวเองสามารถพูดได้ ในฐานะญาติผู้ใหญ่
“น้าเขยอย่ากล่าวหาดินแบบนั้นครับ ด้วยทรัพย์สินที่ดินมี เขาจะต้องถึงขั้นขู่คนอื่นเพื่อสร้อยเส้นเดียวเหรอครับ เขาสามารถซื้อโรงงานผลิตสร้อยนั่นเป็นร้อยโรงงานเลยด้วยซ้ำ” ปฐพีกางปีกปกป้องพสุธา
ก่อนหน้านี้เขาถูกคำพูดของพสุธาทำให้ไขว้เขวไปชั่วขณะเท่านั้น แต่พริบตาต่อมาเขาก็คิดได้ว่าพสุธาไม่ได้มีนิสัยชอบแย่งชิงของของคนอื่น อีกทั้งด้วยทรัพย์สินที่เจ้าตัวมี อยากได้อะไรก็สามารถซื้อมาได้ ทำไมจะต้องไปแย่งกับคนอื่นด้วย
พสุธามองปฐพี ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าคำพูดก่อนหน้านี้ ทำให้คนเข้าใจผิดอยู่บ้าง
พสุธากลอกตาแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หาข้ออ้างได้
“ผมไม่ได้อยากจะแย่งสร้อยคอของใครหรอก แต่สร้อยเส้นนั้นมีสิ่งที่สามารถควบคุมจิตใจคนได้ ถ้าไม่เชื่อ พวกคุณสองคนลองไตร่ตรองดูสิ ว่าตอนที่เธอพูดขอร้องอะไร แวบแรกพวกคุณต้องการปฏิเสธใช่ไหม แต่พริบตาต่อมา พวกคุณก็เปลี่ยนใจยอมทำตามที่เธอร้องขอแต่โดยดี”
คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้ชายวัยกลางคนสองคนนิ่งอึ้งไป เพราะว่าที่พสุธาพูดออกมานั้น มันถูกต้องจริง ๆ
แต่ว่าอะไรที่สามารถควบคุมจิตใจพวกเขาได้ล่ะ ยาพิษบางชนิดเหรอ แต่นั่นไม่ใช่ว่ามีอยู่แต่ในนิยายหรอกเหรอ
ผู้กำกับสมพงศ์คิดอยู่ในใจ ในฐานะที่เขาเป็นผู้กำกับละคร จินตนาการของเขาจึงล้ำเลิศกว่าภูอินทร์อยู่บ้าง
ทางฝั่งของลิลลี่ เธอกระวนกระวายใจตั้งแต่ที่พสุธาให้เธอส่งมอบสร้อยไปให้แล้ว จนกระทั่งได้ยินคำพูดเปิดโปงเธอของพสุธา สีหน้าเธอก็ซีดเผือด และเมื่อเห็นสายตาที่มองมาอย่างกังขาของสมพงศ์ และภูอินทร์ ลิลลี่ก็ปฏิเสธอย่างลนลานในทันที
“นายพูดอะไร นั่นมันเรื่องเพ้อเจ้อเหลวไหล จะไปมีของแบบนั้นได้ยังไง นายใส่ร้ายกันแล้ว!” ลิลลี่แทบจะตะโกนออกมา
พสุธาส่ายหน้ากับคนที่รนหาที่ตาย
“ฉันใส่ร้ายเธอหรือเปล่า เธอรู้ดีที่สุด ฉันจะบอกอะไรเธอให้นะ ของฟรีไม่มีในโลก เมื่อเธอต้องการของที่ไม่ใช่ของเธอ เธอก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไป และเธอ อย่างมากเธอก็มีกำลังพอที่จะจ่ายค่าตอบแทนอีกเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น หลังจากนั้นเธอจะไม่เหลืออะไรเลย ฉันหมายถึงไม่เหลือแม้แต่ชีวิตของเธอเอง” พสุธาพูดอย่างใจเย็น
แม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะใช้ของสกปรกเพื่อหลอกลวงผู้อื่น ให้ได้มาในสิ่งที่เจ้าตัวต้องการ แต่ถึงอย่างนั้น ความผิดนี้ของเธอ ก็สมควรให้กฎหมายได้ลงโทษ และโทษก็ไม่ถึงตาย ดังนั้นหากช่วยชีวิตเธอได้ เขาก็ยินดีที่จะเปลืองเวลาสักเล็กน้อย
แต่ความหวังดีของพสุธา ไม่ได้ทำให้ลิลลี่รู้สึกขอบคุณเลยสักนิดเดียว ยังคงใช้สายตาเกลียดชังมองพสุธา
เกลียดที่พสุธาต้องการแย่งสร้อยของเธอไป
เกลียดที่พสุธาสาปแช่งเธอ
ลิลลี่ไม่รู้ว่าพสุธาไม่ได้แช่ง เขากำลังพยายามจะช่วยเธอจริง ๆ
“แกไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี แกอยากจะแย่งของฉันไปเป็นของตัวเองล่ะสิ ฉันไม่มีทางยอมยกของของฉันให้คนอื่นหรอก มันคือของฉัน ของฉันคนเดียว” ลิลลี่พูดเสียงตะโกน ดูคลุ้มคลั่งขึ้นมาเล็กน้อย
พสุธาส่ายหน้า
“ในเมื่อขอดี ๆ ไม่ให้ งั้นก็อย่าโทษที่ฉันต้องลงมือเอง” พสุธาพูดเสียงขรึม ขณะที่ภูอินทร์ และสมพงศ์มองพสุธาด้วยความคลางแคลงใจ
นั่นเรียกว่าขอดี ๆ แล้วเหรอ ดูเหมือนคำว่า ‘ดี ๆ’ ของพสุธา และคนทั่วไปนั้นจะมีความแตกต่างกัน
ทั้งภูอินทร์ และสมพงศ์ต่างก็คิดแบบเดียวกัน ก่อนที่เขาจะเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าในมือของพสุธา อยู่ ๆ ก็ปรากฏไม้ขนไก่ และโถที่มีผงซักฟอกบรรจุอยู่
อย่าถามเลยว่าทำไมพวกเขาถึงรู้ว่าเป็นผงซักฟอก ก็เพราะว่ามันเขียนเอาไว้บนโถน่ะสิ
ทั้งคนทั้งผีต่างงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ว่าจะสงสัยว่าทำไมสองสิ่งนี้ถึงโผล่มาจากกลางอากาศได้ หรือควรจะสงสัยว่าในสถานการณ์แบบนี้ พสุธาเอาสองอย่างนี้มาทำไม
พสุธาไม่สนใจสายตาของคนอื่น เขาดึงขนไก่ออกมาจากไม้ขนไก่หนึ่งก้าน แล้วใช้มันแทนพู่กัน จุ่มลงในผงสักฟอกที่ชื้นน้ำ จากนั้นก็เขียนอะไรบางอย่างกลางอากาศ
พสุธาสะบัดข้อมืออย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว จนไม่มีใครสามารถมองออกว่าพสุธาเขียนอะไร
อันที่จริงพวกเขาไม่เห็นอะไรด้วยซ้ำ เห็นเพียงแค่พสุธาขยับมือเหมือนเขียนอะไรบางอย่าง แต่ในอากาศมีแต่ความว่างเปล่า
หรือว่าแค่จะทำท่าไปอย่างนั้น
แม้แต่ผู้กำกับสมพงศ์ที่มีจินตนาการล้ำเลิศกว่าคนอื่น ก็ยังคิดไม่ออก จนกระทั่งได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากฝั่งของหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้อง
“อย่านะ อย่าเอาของฉันไป เอาของฉันคืนมา แกเอาของฉันคืนมา” ลิลลี่ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง มือก็พยายามจะดึงสร้อยกลับคืนไป ไม่สนใจความร้อนที่ลวกมือ ทว่าแม้ว่าเธอจะขัดขืนเต็มกำลัง แต่ก็มีพลังอำนาจที่มองไม่เห็น ดึงสร้อยออกมาจากเธอ
ในที่สุดสร้อยก็หลุดออกจากมือของลิลลี่ และลอยเข้าหาพสุธา ท่ามกลางเสียงโหยหวนทั้งคนและผี
“มึงเป็นใคร มายุ่งกับกูเพราะอะไร ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ มึงแส่เรื่องของคนอื่น มึงอยากตายใช่ไหม!” ผีร้ายที่อยู่ในสร้อยคอตะโกนขู่อย่างดุร้าย ตั้งแต่ตอนที่มันได้ยินพสุธาพูดให้ลิลลี่ส่งสร้อยให้ มันก็สังหรณ์ใจไม่ดีแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าหน้าละอ่อนอย่างพสุธาจะมีฤทธิ์เดชอะไรมากมาย จนกระทั่งพสุธาเขียนยันต์กลางอากาศ เพื่อบังคับให้สร้อยลอยมาหาเจ้าตัว ทั้งยังใช้เชือกอาคมมัดมันเอาไว้ด้วย ทำให้มันหลบหนีไม่ได้
“หุบปากเจ้าผีร้าย กล้าดีอย่างไรมาลบหลู่นายท่านของข้า!” หม่อมหลวงศศินที่แม้ว่าจะมีพลังสู้อีกฝ่ายไม่ได้ แต่ก็ยังกางปีกปกป้องเจ้านายอย่างไม่เกรงกลัว
อันที่จริงที่ไม่กลัว ก็เพราะมั่นใจว่าเจ้านายจะปกป้องตัวเองได้เหมือนกัน
พสุธาไม่สนใจเสียงกรีดร้องของผีร้าย เขาหันไปยังภูอินทร์ และสมพงศ์ที่กำลังยืนอึ้ง อ้าปากค้างจนน่ากลัวว่าแมลงวันจะบินเข้าไปในปากของเจ้าตัว
ไม่ใช่แค่สองคนนี้หรอกที่ตื่นตะลึง ปฐพีที่มักจะสงบนิ่งอยู่เสมอ ราวกับว่าต่อให้ภูเขาถล่มลงตรงหน้า เขาก็ยังจะสงบนิ่งได้อยู่ ตอนนี้ก็มองพสุธาอย่างไม่อยากจะเชื่อด้วยเช่นกัน
เมื่อครู่นี้พสุธาทำอะไร เรียกสร้อยให้ลอยไปหาตัวเองอย่างนั้นเหรอ ทำได้อย่างไร มายากล หรือสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์
ปฐพีรู้สึกว่าเขาไม่รู้จักพสุธาดีพออีกครั้ง ก่อนหน้านี้เมื่อเรื่องฐานะของเจ้าตัวเปิดเผย เขาก็รู้สึกว่าในที่สุด เขาก็รู้ตัวตนที่แท้จริงของพสุธา ทว่าตอนนี้ เขาก็ได้รู้ว่าที่เขาคิดว่าเขารู้จักดีพอ ที่จริงเขามันก็แค่ส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น
พสุธายังคงเป็นหนังสือที่เขาต้องเปิดไปเรื่อย ๆ
ขณะที่ปฐพีกำลังคิดอยู่นั้น เขาก็ได้ยินพสุธาพูดว่า
“เหมือผมจะได้ยินว่าก่อนหน้านี้พวกคุณเปลี่ยนใจจะยกบทนางเอกของละครเรื่องใหม่ให้เธอ ตอนนี้พวกคุณยังยืนยันที่จะเปลี่ยนใจอยู่ไหม” พสุธาถามทั้งสมพงค์ และภูอินทร์ คนหนึ่งเป็นผู้กำกับ อีกคนเป็นนายทุน มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องเลือกตัวนักแสดงทั้งคู่
ผู้กำกับสมพงศ์ และภูอินทร์ เมื่อได้ยินคำถามของพสุธา พวกเขาก็ได้สติขึ้นมา จากนั้นก็รีบพูด
“ไม่เปลี่ยนใจแล้ว ๆ ยังเป็นนางเอกคนเดิมดีกว่า คนนั้นเหมาะสมทั้งฝีมือทั้งชื่อเสียง” ผู้กำกับสมพงศ์เป็นผู้ตอบ ก่อนที่เขาจะชำเลืองมองไปยังลิลลี่อย่างหวาดหวั่น เขากลัวว่าเธอจะอ้อนวอนอีก แล้วก็ทำให้เขาใจอ่อนอีก
เป็นอย่างที่ผู้กำกับสมพงศ์กลัว ลิลลี่ได้ยินคำตอบของผู้กำกับสมพงศ์ ก็รีบละล่ำละลักพูด
“ไม่ได้นะ ไหนตกลงกันไว้แล้วว่าจะยกบทนางเอกให้ฉัน ผู้กำกับเปลี่ยนใจไม่ได้นะคะ เสี่ยคะ บทนางเอกยกให้ฉันนะคะ ห้ามยกให้คนอื่นนะคะ” ลิลลี่ทั้งสั่งทั้งอ้อนวอน
ทว่าครั้งนี้ผู้กำกับสมพงศ์ และภูอินทร์ ไม่รู้สึกว่าตัวเองจะต้องทำตามคำขอร้องของเธออีกแล้ว พวกเขาปฏิเสธได้อย่างหนักแน่น
“บทนางเอกไม่เหมาะกับเธอ ไม่ว่าจะด้านรูปลักษณ์ภายนอก ฝีมือ หรือกระทั่งชื่อเสียง เธอเทียบกับนางเอกที่พวกเราเลือกไว้ก่อนไม่ได้” ภูอินทร์ปฏิเสธ จากนั้นเขาก็แปลกใจกับตัวเอง
ก่อนหน้านี้ตอนที่อีกฝ่ายขอร้องให้เขาเลือกเจ้าตัวเป็นนางเอก เขาก็ปฏิเสธ แต่เมื่อเธอขอร้องอีกครั้ง เขาก็รู้สึกขัดขืนไม่ได้ เหมือนมีใครบังคับให้เขาต้องรับปากเธอ บังคับให้เขาต้องดีกับเธอ แต่ตอนนี้ความรู้สึกพวกนั้นหายไปแล้ว มันทำให้เขาปฏิเสธเธอได้อย่างที่ใจคิด
ไม่ใช่แค่ภูอินทร์ แต่ผู้กำกับสมพงศ์ก็คิดเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเธอขออะไร แม้ว่าเขาจะไม่อยากให้ แต่แล้วก็ต้องให้เธอทุกอย่าง ไม่เคยปฏิเสธเธอได้เลย
หรือว่าจะเป็นอย่างที่พสุธาพูด สร้อยคอของเธอมีบางสิ่งที่สามารถควบคุมจิตใจพวกเขาได้
ทั้งคู่คิดตรงกัน และหันไปมองสร้อยที่อยู่ในมือของพสุธา จากนั้นพวกเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น
สร้อยเส้นนั้นลอยไปหาพสุธาด้วยตัวเอง
ไม่สิ เหมือนว่าพสุธาจะเขียนอะไรบางอย่างกลางอากาศ และสร้อยเส้นนั้นก็ลอยไปหาเจ้าตัวเอง
นี่คืออะไรกันแน่ สิ่งลี้ลับที่พิสูจน์ไม่ได้อย่างนั้นเหรอ
สมพงศ์ และภูอินทร์ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลอบตบหน้าตัวเองเบา ๆ
พวกเขาฝัน หรือว่าดื่มจนเมาไปแล้ว จึงได้เกิดความหลอน
แต่ความเจ็บที่ได้รับจากการตบ ก็ทำให้ทั้งคู่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ฝัน ไม่ได้เกิดภาพหลอน สิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง
“คุณพสุธา นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ” สมพงศ์ถามพสุธา น้ำเสียงที่เจ้าตัวใช้พูดกับพสุธา มีความให้เกียรติเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง
“ก็อย่างที่ผมบอกไป คุณผู้หญิงคนนี้ใช้บางสิ่งควบคุมจิตใจพวกคุณ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เธอต้องการ ซึ่งตอนนี้สร้อยเส้นนั้นที่มีบางสิ่งที่ว่านั่น ได้อยู่ในมือของผมแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถควบคุมจิตใจพวกคุณได้อีกต่อไป”
“นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ไม่น่าเชื่อเลย” ภูอินทร์ยังคงไม่อยากจะเชื่อ แม้ว่าจะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตาตัวเองแล้ว
“หรือคุณอยากจะพิสูจน์อีกไหมล่ะครับ” พสุธาถามออกไป
“ไม่เอาครับ!” ภูอินทร์ และสมพงศ์ปฏิเสธพร้อมกัน ทั้งยังขยับตัวถอยห่างออกจากพสุธาอีกด้วย
พสุธาแค่นหัวเราะ ก่อนที่จะสั่งบริวารของตัวเอง
“ไปหยิบแก้วน้ำมาสักแก้ว ใส่น้ำลงไปด้วย” เมื่อพสุธาสั่งแล้ว บุญมีก็ลอยไปยังโต๊ะ หยิบเหยือกน้ำมารินน้ำลงแก้ว แล้วก็ถือแก้วมาส่งให้พสุธา
ตั้งแต่ที่บุญมีเคลื่อนไหวทำตามคำสั่งพสุธา สิ่งที่คนอื่น ๆ เห็นก็มีแค่เหยือกน้ำที่ลอยขึ้นเองได้ รินน้ำลงแก้วน้ำเองได้ และแก้วน้ำก็ลอยมาหาพสุธา
“นี่ ผี มีผีเหรอ” สมพงศ์พูดเสียงสั่น เบียดตัวเข้าหาภูอินทร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“อืม มีผีจริง ๆ” พสุธาก็ตอบรับอย่างหน้าตาเฉย
เขารับแก้วน้ำมาจากบุญมี จากนั้นก็หยิบผงซักฟอกใส่ลงไปในแก้วน้ำกำมือหนึ่ง แล้วเอาสร้อยหย่อนลงไปในแก้วน้ำ
เมื่อวินาทีที่สร้อยถูกหย่อนลงไปในแก้วน้ำที่มีผงซักฟอกอยู่ด้วย เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายก็ดังขึ้นทันที ราวกับโดนน้ำมนต์ หรือข้าวสารเสก
อันที่จริง ผงซักฟอกจากระบบ ก็มีฤทธิ์ที่ทำให้ผีร้ายเจ็บปวดเหมือนน้ำมนต์ และข้าวสารเสกนั่นแหละ
ส่วนที่ว่าทำไมถึงได้เป็นผงซักฟอก ไม่ใช่ข้าวสารเสก หรือน้ำมนต์ ก็เพราะว่ามันเป็นทักษะ ‘ทำความสะอาดขั้นเทพ’ อย่างไรล่ะ
หลังจากที่แช่สร้อยลงไปแล้ว พสุธาก็ยื่นไปให้คุณพร้อมถือเอาไว้ ในบรรดาบริวารทั้งสามตน คุณพร้อมมีพลังมากที่สุด ดังนั้นจึงสามารถรับแก้วน้ำที่มีผีร้ายแช่อยู่ไปได้
ปฐพีเห็นแก้วน้ำลอยอยู่ข้าง ๆ พสุธา เขาก็ไม่คิดว่าแก้วน้ำลอยด้วยตัวเองอีกแล้ว เขาคาดเดาได้ว่าคงจะเป็นวิญญาณที่ถือแก้วน้ำให้พสุธา
และการคาดเดานี้ ก็ทำให้เขาไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรดี
ตกลงแล้วคนที่เขากำลังจีบอยู่ ตอนนี้เป็นใครกันแน่ หมอผีที่มีผีเป็นบริวาร และผีบริวารก็คอยรับใช้เจ้าตัวอยู่ข้าง ๆ ใช่ไหม
แบบนี้หากเขาจะไปยืนข้างพสุธา จะชนเข้ากับผีบริวารพวกนั้นหรือเปล่า
ไม่เป็นไร คราวหน้าค่อยถามเอาก็ได้
ถ้าพสุธารู้ความคิดของปฐพี เขาก็คงจะต้องแปลกใจที่ปฐพีดูจะยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังดูเหมือนไม่กลัวด้วย
ปฐพีไม่กลัว แต่ชายวัยกลางคนทั้งสองที่ได้ยินพสุธายอมรับกับปาก ทั้งยังเห็นแก้วน้ำลอยอยู่ข้าง ๆ พสุธาเอง พวกเขาก็เป็นลมล้มพับไปในทันที
พสุธามุมปากกระตุก
“กลัวขนาดนี้เลย ผียังไม่ทันจะได้หลอกเลย” พสุธาพูดเสียงขึ้นจมูก
ปฐพีมุมปากกระตุก อยากจะบีบจมูกคนเก่งสักครั้งด้วยความมันเขี้ยว
“แบบนี้ยังไม่เรียกว่าผีหลอกอีกเหรอครับ” ปฐพีถามอย่างจนใจ ปนเอ็นดู
พสุธาหันมองปฐพี
“ไม่กลัวเหรอครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ
“ไม่กลัวครับ นายเคยบอกพี่นี่ ว่าคนน่ากลัวกว่าผี อีกอย่างต่อให้กลัว พี่ก็ต้องทำตัวให้ชินอยู่ดี ไม่อย่างนั้นพี่จะจีบคนเลี้ยงผีอย่างดินได้ยังไงล่ะ”
“หึ หึ” พสุธาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะถามอยากหยอกเย้า
“งั้นผมทำให้ชินเร็วขึ้น ด้วยการทำให้พี่มองเห็นผี ดีไหมครับ” พสุธาต้องการแกล้งปฐพี แต่เขาก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง
“ทำได้เหรอครับ งั้นพี่ตกลง”
พสุธากะพริบตาปริบ ๆ แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไร ก็ได้ยินเสียงเตือนจากบริวารเข้าเสียก่อน
“นายท่านระวัง สตรีนางนั้นบ้าไปแล้ว”
เมื่อพสุธาได้ยิน เขาก็หันไปมอง เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นหยิบมีดขึ้นมา แล้ววิ่งอย่างคลุ้มคลั่งมาทางเขา
พสุธาขยับหลบ และไม่ลืมดึงปฐพีให้หลบด้วย
“แกตาย แกกล้าทำลายเรื่องดี ๆ ของฉัน ตายไปซะ อย่าหนีนะ คนแบบพวกแกสมควรตายกันไปให้หมด!” เธอวิ่งไล่แทงพสุธา และปฐพีอย่างบ้าคลั่ง
พสุธาที่วิ่งหนีตอนแรก ก็นึกขึ้นได้ว่าทำไมตัวเองจะต้องหนีด้วย มีดนี่แทงเขาไม่เข้าสักหน่อย เมื่อคิดได้อย่างนั้น พสุธาก็หยุดวิ่ง แล้วดึงปฐพีเอาไว้ข้างหลัง
แต่ปฐพีมีหรือที่จะยอมหลบอยู่ข้างหลักพสุธา เขาขืนตัวมาข้างหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ลิลลี่แทงมีดออกมา
พสุธาเห็นแบบนั้นเขาก็จับปฐพีหมุนตัว เอาตัวเองไปรับมีดแทน
“แกร๊ง!”
“ดิน!”
ปฐพีตะโกนเสียงดัง คิดไม่ถึงว่าพสุธาจะพลิกตัวมารับมีดแทนเขาได้ทัน แต่เขาก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อมีดที่ควรจะแทงเข้าไปในตัวพสุธา ตอนนี้ใบมีดมันหักตกลงกับพื้น เหลือเพียงแค่ด้ามมีดที่อยู่ในมือของลิลลี่
“นาย..” ปฐพีมองพสุธา แต่พสุธาไม่มีเวลาอธิบายในตอนนี้ เขาสั่งบริวารของเขาให้จับลิลลี่มัดเอาไว้
“ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน...” ลิลลี่อาละวาดดิ้นรน แต่พสุธามีหรือจะยอมทำตามที่เจ้าตัวพูด
“ฉันอุตส่าห์ช่วยชีวิตเธอ แต่เธอจะฆ่าฉัน อยากติดคุกใช่ไหม” พสุธานั่งยอง ๆ กับพื้นตรงหน้าเธอ แล้วพูดถามเสียงเนิบช้า
“แกมันสมควรตายแล้ว สารเลว แย่งของของฉัน ทำให้ฉันเสียเรื่องดี ๆ สมควรตายไปให้หมด”
“ฉันไม่ตายหรอก แต่เธอถ้ายังไม่หยุดบ้า จะต้องตายแน่ ๆ เพื่อของนอกกาย แม้แต่ชีวิตก็ไม่เอาแล้ว” พสุธาพูดตอบกลับไป
“แกจะไปรู้อะไร คนรวยอย่างพวกแกจะมาเข้าใจอะไรคนแบบฉัน ชีวิตที่อดสูยิ่งกว่าหนูในท่อระบายน้ำ ใครมันจะไปทนได้ ฉันยอมฟุ้งเฟ้อเป็นดาวที่ส่องแสงประกายไม่นาน ดีกว่าต้องตายไปอย่างหมาข้างถนน” ลิลลี่พูด แล้วก็หัวเราะเสียงแหลม
ได้ยินคำตอบของลิลลี่ พสุธาก็ได้รู้ว่าที่จริงแล้วเธอรู้ดี ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรออกไป แต่เธอก็ยังคงยอมแลกมัน
เขาไม่รู้ว่าเธอตัดสินใจผิดหรือถูก ทางเดินของแต่ละคนต้องเลือกกันเอาเอง แต่ว่า เธอไม่เพียงแค่ทำร้ายตัวเอง แต่ยังทำร้ายคนอื่นด้วย นี่คือเรื่องที่ผิดอย่างแน่นอน
“เธอโลภเกินไป ถ้าเธอหยุดตั้งแต่ตอนที่ยังหยุดได้ เธอจะมีชีวิตต่อไป แม้ว่าจะไม่เจิดจ้าเหมือนดวงดาว แต่ก็ยังสามารถมีชีวิตดี ๆ ได้” พสุธาส่ายหน้าพูด ก่อนจะลุกขึ้น
“หยุดเสียเถอะ ตอนนี้ยังมีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตต่อไป” พสุธาพูดจบแล้วก็หยิบกระดาษเช็คออกมา เซ็นเช็คให้เธอหนึ่งล้าน
“ถือว่าเป็นค่าสร้อยของเธอก็แล้วกัน เงินหนึ่งล้านนี่ เปลี่ยนชีวิตของเธอได้” พสุธาพูดแล้ววางเช็คลงข้าง ๆ เธอ ก่อนจะเดินออกมา
“ไปกันเถอะครับ” เขาพูดกับปฐพี
“ทำไมถึงได้ช่วยเธอล่ะ” ปฐพีถามพสุธา
“เธอน่าสงสารนะครับ” พสุธาพูดตอบ
เขาไม่ได้บอกปฐพีว่า ตอนที่เขามองเข้าไปในตาเธอ เขาก็ได้เห็นอดีตของเธอ อดีตที่น่าสงสาร อดีตที่ขมขื่นยิ่งกว่าที่เขาเคยเจอมา อดีตที่ทำให้คนที่ควรจะเติบโตมาเป็นดอกไม้ที่สวยงาม กลายเป็นดอกไม้ปีศาจ
แน่นอนว่าการที่เธอทำผิดต่อคนอื่น นั่นก็ไม่อาจใช้อดีตที่ขมขื่นของเธอมาเป็นข้ออ้างได้ เขาช่วยเธอ แต่เวรกรรมก็จะลงโทษเธอเองเหมือนกัน นอกจากนี้คนที่เธอไปหลอกลวงเอาไว้ ก็จะใช้กฎหมายเอาผิดกับเธอเองด้วยเหมือนกัน
คิดแล้วพสุธาก็ส่งข้อความหาวริศ ให้เจ้าตัวได้รู้ว่าสามารถบอกเลิกรากับแฟนสาวของเจ้าตัวได้แล้ว
ฝั่งปฐพีเมื่อได้ยินคำตอบของพสุธา เขาก็คลี่ยิ้ม แล้วพูดว่า
“นายทำให้พี่ตกหลุมรักนายซ้ำ ๆ ได้เสมอเลย”
พสุธากดยิ้มที่มุมปาก
“กระโดดลงไปเอง ก็อย่ามาโทษผมสิครับ”