LNCrawler

76. ตอนที่ 75

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 75

“ดิน เสียงมึง..” ขณะที่พนักงานต่างตื่นตะลึงเรื่องที่พสุธาเพิ่งจะ ‘ซื้อ’ หุ้นของพิกพ็อก ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกตอนนี้ และมีมูลค่ามากกว่าสามแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คนใกล้ชิดของพสุธาอย่างปฐพี ศิลา และนะโม ต่างก็สนใจเรื่องเสียงของพสุธามากกว่า

“เสียงกูมันทำไม” พสุธาถามอย่างสงสัย และแฝงความตื่นเต้นเอาไว้เล็กน้อย เขายังไม่ลืมว่าเขาเพิ่งจะได้ทักษะเสียงสวรรค์มา เขาอยากรู้มากว่าเสียงของเขานั้น มันเป็นอย่างไร

“เสียงมึงมัน.. บอกไม่ถูกว่ะ ไม่รู้ว่าแปลกไปที่ตรงไหน แต่ให้ความรู้สึกมีเสน่ห์มาก ทำให้อยากฟังมึงพูดเรื่อย ๆ เหมือนเสียงที่ขับกล่อมปลอบประโลมจิตใจ” นะโมพูด

“มึงเวอร์เกินไปไหม” พสุธาพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าทักษะจากระบบ มักจะสร้างความตื่นตะลึงให้คนอื่นอยู่เสมอ แต่เขาเพิ่งจะพูดไปกี่คำเอง นับตั้งแต่ได้ทักษะมา มันจะส่งผลได้ขนาดนั้นได้อย่างไร

“ไม่เวอร์นะ กูพูดจริง ๆ” นะโมรีบยืนยัน

“พี่ก็รู้สึกเหมือนโมนะ” ศิลาพยักหน้าหงึกหงัก มองน้องชายตาเป็นประกาย น้องชายของเขามีเสน่ห์ขึ้นอีกแล้ว ดีจังเลย ต้องมีคนรักน้องชายของเขาเพิ่มขึ้นแน่ ๆ

ขณะที่ศิลากำลังคิดอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นสายตาของปฐพีที่มองน้องชายของเขาราวกับจะกินเข้าไป

“ดินกินไม่ได้นะ” ศิลาไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังใช้แขนสองข้างของตัวเองกอดน้องชายเอาไว้แน่น ราวกับต้องการปกป้อง

เสียงของศิลา ทำให้ปฐพีหลุดออกจากภวังค์ แล้วเสสายตาหลบไปชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับมา แล้วมองพสุธาอย่างขอโทษ

“ขอโทษนะ เสียงของนายมันทำให้พี่ลืมตัว” ปฐพียอมรับแต่โดยดี ขณะเดียวกันเขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมา

ก่อนหน้านี้เสียงของพสุธายังเป็นปกติดี แม้ว่าจะไพเราะ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำลายล้างสติของผู้คนขนาดนี้

เขาคิดว่าถ้าพสุธาเป็นนักร้อง และร้องเพลงด้วยเสียงแบบนี้ จะต้องมีกฎหมายห้ามฟังเพลงของพสุธาขณะขับรถ เพราะมันอาจจะทำให้คนฟังนั้นตกอยู่ในภวังค์จนเกิดอุบัติเหตุได้

พสุธาตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อที่นะโมพูด แต่เมื่อพี่ชาย และปฐพียืนยัน เขาก็เชื่อขึ้นมาแล้ว

ทักษะเสียงสวรรค์มันทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมขนาดนี้เลยเหรอ เขายังไม่ทันตั้งใจใช้ทักษะนี้เลยนะ

“ต่อไปมึงพูดให้น้อย ๆ ลงหน่อยนะ เป็นไปได้ก็อย่าพูดกับคนแปลกหน้า กูล่ะกลัวจริง ๆ ว่าจะมีคนโรคจิตจับตัวมึงไป แล้วบังคับให้มึงพูด หรือส่งเสียงให้มันได้ยินทั้งวัน” นะโมพูดเหมือนติดตลก แต่เขากังวลใจจริง ๆ

พสุธาชะงักไป ศิลาเบิกตากว้างอย่างกังวล ขณะที่ปฐพีดวงตาเยียบเย็น

ถ้ามีคนกล้าคิดปองร้ายกับพสุธา ก็ต้องผ่านด่านของเขาไปให้ได้ก่อน

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง” พสุธาพูดอย่างไม่แน่ใจ เพราะเขาเองก็รู้จักทักษะจากระบบดี

มันเหนือจินตนาการ ดูอย่างอาหารที่เขาทำสิ นั่นก็ทำให้คนมากมายติดมัน ราวกับติดยาเสพติด ตอนนี้คนที่มาใช้บริการร้านอาหารสนามเด็กเล่นของพันไมล์ ต่างก็มาเพราะรสฝีมือของเขาทั้งนั้น

“ระวังตัวไว้ก่อนก็ดีนะ” ปฐพีพูดเสียงขรึม

“ใช่ ระวังตัวเอาไว้ก่อนก็ดีกว่า” ศิลารีบแสดงความเห็นด้วยทันที

พสุธายิ้มปลอบใจพี่ชาย ก่อนจะพูดว่า

“เอาเถอะ จะระวัง แต่เชื่อเถอะว่าจะลักพาตัวน่ะ ไม่ง่ายหรอก” พสุธาไม่ค่อยกังวลเท่าไร เพราะว่าเขาเองก็มีระบบ นอกจากนี้แล้วยังมีบอดี้การ์ดที่ลูคัสส่งมา คอยตามอยู่ห่าง ๆ

พสุธาไม่ได้ปฏิเสธบอดี้การ์ดที่ลูคัสส่งมา เพราะเขาก็รู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอีกแล้ว แต่มีทรัพย์สินเป็นล้านล้าน เป็นเป้าหมายของพวกแก๊งเรียกค่าไถ่

“ก็จริง มีคนของพ่อบุญธรรมคอยติดตามอยู่ ใครหน้าไหนจะมาลักพาตัวมึงได้ง่าย ๆ” นะโมพูด โดยที่ไม่รู้ว่าไม่ใช่แค่พสุธาเท่านั้น ที่มีบอดี้การ์ดคอยติดตามอยู่ห่าง ๆ แต่ตัวเอง และศิลา ก็มีด้วยเหมือนกัน ถึงกระทั่งมีเยอะกว่าพสุธาด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าที่เป็นแบบนั้น ก็เพราะพสุธากำหนดเอง

 

“หินกับโมขึ้นไปนอนก่อน ดินจะจัดการอะไรบางอย่าง” พสุธาพูดกับพี่ชาย และเพื่อนสนิท เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้านแล้ว

ส่วนที่บอกว่าจะจัดการอะไรบางอย่าง ก็คือจัดการกับวิญญาณร้ายนั่นแหละ

วิญญาณร้ายที่อยู่ในสร้อย ทำความชั่วมามากมาย ดูดกลืนพลังชีวิตของมนุษย์ หากเขาจัดการกับวิญญาณร้านตัวนี้สำเร็จ ลิลลี่ก็จะได้พลังชีวิตคืนบางส่วน เธอน่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อยสิบปี

สิบปี ดูเหมือนจะนาน แต่เมื่อเทียบกับว่าตอนนี้เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบปีเท่านั้น การต้องจากโลกนี้ไปตอนสามสิบปี ก็ถือว่าเป็นการจากไปทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย

แต่นี่ก็เป็นผลลัพธ์จากสิ่งที่เธอเลือกเองก่อนหน้านี้นั่นแหละ

ฝั่งศิลา และนะโม แม้จะสงสัยว่าดึกดื่นแล้วพสุธายังจะจัดการอะไรอีก แต่เมื่อนึกว่าพสุธาเป็นผู้ถือหุ้นกิจการหลายอย่าง พวกเขาก็เข้าใจว่าพสุธาจะต้องจัดการสะสางงานเกี่ยวกับธุรกิจ

“มีอะไรให้พี่ช่วยไหม” ศิลาถามขึ้นมา

“ไม่เป็น ดินจัดการเองได้ หินไปนอนเถอะ” พสุธาปฏิเสธพี่ชาย

ศิลาก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไร เพียงแค่พูดว่าให้พสุธาอย่างโหมงานหนักเกินไป รีบเข้านอนเร็ว ๆ

“รู้แล้ว หินรีบไปนอนเถอะ” พสุธาไล่พี่ชายไปนอนอีกครั้ง และครั้งนี้ศิลาก็ยอมเดินจูงมือกับนะโมขึ้นไปห้องนอนแต่โดยดี

เมื่อพี่ชายกับนะโมขึ้นห้องไปแล้ว พสุธาก็มองแก้วน้ำที่อยู่ในมือ

“ถึงเวลาจัดการกับแกแล้ว” พสุธาพูดแล้วเดินถือแก้วน้ำเข้าห้องพระไป

เมื่อเข้าไปในห้องพระ พสุธาก็วางแก้วน้ำเอาไว้บนโต๊ะหน้าพระพุทธรูป นั่นทำให้เสียงกรีดร้องของวิญญาณร้ายนั้นดังกว่าเดิม เพราะโดนแสงแห่งพระพุทธคุณชำระล้าง

พสุธาเมินเฉยเสียงกรีดร้องนี้ เขาหยิบของที่ต้องใช้จัดการกับผีร้ายออกมาจากระบบ จัดวางสำหรับทำพิธี เมื่อจัดเตรียมพร้อมแล้ว พสุธาก็ดึงผีร้ายออกมาจากสร้อยคอ

“ปล่อยกู มึงมาแส่เรื่องของกูทำไม มึงอยากตายสินะ” วิญญาณร้ายที่มีใบหน้าเละเทะน่าสยดสยอง พูดด้วยน้ำเสียงอาฆาตแค้น เพราะว่าบนร่างยังมีเชือกอาคมมัดเอาไว้อยู่ สร้างความเจ็บปวดให้กับมันยิ่งนัก

พสุธามองวิญญาณร้าย จากนั้นเขาก็เห็นอดีตตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ของวิญญาณตนนี้

“ตอนเป็นคน ก็เป็นคนชั่ว พอตายก็ยังเป็นผีชั่วอีกนะ” พสุธาพูดเสียงเย็น

ผู้หญิงคนนี้ตอนมีชีวิตอยู่ ไม่เคยทำเรื่องดี ๆ ทำแต่เรื่องเลวทราม ผิดศีลห้าทุกข้อ ฆ่าสัตว์ด้วยการทรมาน ลักทรัพย์ เงินค่ารักษาชีวิตของผู้เป็นพ่อ ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องสิ้นใจตายโดยไม่ได้รับการรักษา ประพฤติผิดในกาม ด้วยการเป็นชู้กับสามีของคนอื่น ยังยั่วยุจนภรรยาหลวงต้องแท้งลูก พูดปดใส่ร้ายทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความอยุติธรรม และตายด้วยอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ

เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว พสุธาก็ไร้ความคิดที่จะช่วยเปลี่ยนให้ผีร้ายกลายเป็นผีที่ดีขึ้น เขาไม่แม้กระทั่งจะสั่งสอนผีร้ายตนนี้ แต่จุดธูปท่องคาถาอันเชิญนายนิรยบาล ผู้มีหน้าที่คุมตัววิญญาณไปพบพญายมราชเพื่อตัดสินโทษ

พสุธาท่องคาถาอัญเชิญจบ รออยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก็ปรากฎร่างสูงใหญ่ปานยักษ์ สองนาย

“ผู้ใดเรียกข้ามา” เสียงอันโหดเหี้ยมดังจากปากของนายนิรยบาล

“ผมเป็นผู้เชิญท่านมา ด้วยเหตุมีวิญญาณร้ายที่สร้างกรรมบนโลกมนุษย์” พสุธาพูดด้วยเสียงสงบ ทั้งที่ในใจเต้นตึกตัก

ต่อให้เขามีจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดไหน แต่เผชิญหน้ากับผู้ที่มาจากนรกภูมิ เขาก็อดไม่ได้ที่จะประหม่า

“วิญญาณร้ายรึ” นายนิรยบาลพูดเสียงหนัก ก่อนที่จะหันไปมองวิญญาณร้ายที่นุ่งคุดคู่ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว

วิญญาณร้ายตอนนี้ไม่เหลือความดุร้ายอยู่เลย เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คุมวิญญาณที่จะพาตนเองไปตัดสินโทษ แต่ถึงกระนั้นความอาฆาตพยาบาทที่มีต่อพสุธาก็ไม่ได้น้อยลง ด้วยโทษว่าเป็นเพราะพสุธา ตนเองจึงต้องเจอกับเรื่องโหดร้ายแบบนี้

แต่พสุธาไม่ได้สนใจความอาฆาตพยาบาทของผีร้ายตนนี้เลย

จะกลัวอะไรกับพวกที่กำลังจะตาย ไม่สิ ผีร้ายนี่ตายไปแล้ว ต้องบอกว่าจะกลัวอะไรกับพวกที่จะตายซ้ำตายซ้อนกันล่ะ

ขณะที่พสุธากำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงนายนิรยบาลกล่าวว่า

“แล้วเจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดจึงเรียกพวกข้ามาได้”

“ผมหรือครับ ผมก็เป็นพนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งครับ” นอกจากทำความสะอาดบ้านแล้ว ยังทำความสะอาดโลกมนุษย์ ด้วยการกวาดล้างวิญญาณร้ายได้ด้วย!

 

“วันนี้คุณพสุธาเปลี่ยนรถแล้ว”

“วันนี้ไม่ได้ขับซูเปอร์คาร์ แต่ขับทาร์เลส”

“ทำไมวันนี้เปลี่ยนไปขับทาร์เลสได้ล่ะ ถึงจะเป็นตัวท็อปสุดก็เถอะ ราคาน่าจะแค่ราว ๆ แปด เก้าล้านเองมั้ง ไม่ถึงสิบล้านเลย”

“ทำไมจะขับทาร์เลสไม่ได้ล่ะ ก็คุณพสุธาเป็นผู้ถือหุ้นทาร์เลสนี่ ได้ยินว่าบริษัทส่งรถมาให้ขับเล่น ยังขายจะขายต่อเพื่อนคันละแสนเลย ใคร ๆ ก็อิจฉาทั้งนั้น”

พสุธาที่วันนี้หยิบกุญแจรถสุ่ม ๆ แล้วได้รถทาร์เลสมาขับ ก็ถูกซุบซิบอีกแล้ว แต่ว่าเขาก็ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

เพราะว่ารถที่บ้านมีเยอะเกินไป และพสุธาก็คิดว่าการสลับขับรถทุกคนนั้นจะเป็นเรื่องดีกว่า ดีกว่าจอดรถทิ้งเอาไว้เฉย ๆ แต่เขาก็เลือกไม่ได้ว่าวันไหนจะขับคันไหนดี ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีสุ่มหยิบกุญแจไปเลย ได้กุญแจรถคันไหน ก็ขับคันนั้น พอหมดวัน เขาก็แค่เอากุญแจรถที่ขับแล้วแยกไว้อีกที่หนึ่ง รอจนสุ่มวนรถมาขับทุกคันแล้ว ก็ค่อยเอามารวมแล้วสุ่มใหม่

แผนการนี้พสุธาเพิ่งจะคิดได้เมื่อเช้านี้นี่เอง แต่เขาก็คิดว่านี่คือแผนการที่ดีมาก เพราะการที่เขาขับรถคันเดิมซ้ำ ๆ นั่นง่ายต่อการถูกจับตามอง และถูกวางแผนร้ายใส่ แต่ถ้าเขาขับรถไม่ซ้ำคัน และยังไม่มีตารางที่แน่นอนว่าวันไหนจะขับคันไหน คนที่ต้องการจับตามองเขา ก็ต้องใช้ความพยายามให้มากหน่อย

“วันนี้มึงขับทาร์เลสมาเหรอ” เมื่อพสุธามาถึงห้องเรียน น้ำทิพย์ก็ถามทันที

พสุธากลอกตา

“ข่าวไวไปไหม แล้วคนจะสนใจทำไมว่าวันนี้กูขับรถอะไร” พสุธาพูดอย่างเหนื่อยใจ เขาถูกจับตามองมากเกินไปแล้ว

“ก็ช่วยไม่ได้นี่นา คนธรรมดาก็อยากรู้วิถีชีวิตของมหาเศรษฐีบ้าง” น้ำทิพย์ตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธาถอนหายใจ ก่อนจะถาม

“ว่าแต่สรุปจะซื้อรถต่อจากกูไหม ไปขอพ่อแม่มาหรือยัง”

“ไปขอมาแล้ว พ่อกูบอกว่าหนึ่งแสนมันน้อยเกินไป อย่างน้อยก็ขอจ่ายหนึ่งล้านเพื่อความสบายใจ” สีไม้พูดขึ้น

พสุธาถอนหายใจ

“กูเพิ่งเคยเห็นคนอยากจ่ายราคาแพง”

“เมื่อเทียบกับราคาที่แท้จริง แค่ล้านเดียวไม่ถือว่าแพงนะ” สีเทียนพูดขึ้นบ้าง

“งั้นก็เอาที่สบายใจ เอารุ่นเอกซ์ ไปแล้วกัน” รุ่นเอกซ์ เป็นรุ่นเดียวกับที่พสุธาขับมาในวันนี้ และจัดเป็นรุ่นที่แพงที่สุด

ทาร์เลสแบ่งรถออกเป็นสี่รุ่นหลัก เรียกจากราคาน้อยไปมาก ก็ได้แก่ รุ่นพี รุ่นอาร์ รุ่นเอส และรุ่นเอกซ์

แต่ละรุ่นที่ถูกส่งมามีห้าคันห้าสี ตอนนี้รุ่นเอกซ์ที่ไม่มีเจ้าของ เหลือสีขาว สีฟ้า และสีแดง

“รุ่นเอกซ์นั่นมันแปด เก้าล้านเลยนะ” น้ำทิพย์พูดอย่างตื่นตะลึง เพราะเธอตั้งใจว่าจะเลือกรถรุ่นพี ซึ่งเป็นรุ่นที่ถูกที่สุดในบรรดารถยนต์ของทาร์เลส

“นั่นสิ รุ่นพีก็พอแล้ว” สีไม้พูดขึ้นบ้าง รุ่นพีมีราคาอยู่ที่ราว ๆ สองล้านบาท พวกเขาจ่ายหนึ่งล้าน ยังเรียกว่าซื้อรถในราคาลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ได้ แต่ถ้าพสุธาจะให้รถรุ่นเอกซ์กับเขา นั่นก็ไม่สามารถนับว่าซื้อครึ่งราคาได้แล้ว

“อย่าเรื่องมากน่า ให้ซื้อรุ่นไหนก็ซื้อรุ่นนั้นไปสิ” พสุธาพูดเสียงดุ ทำเอาเพื่อนสามคนมุมปากกระตุก

แบบพวกเขาสามารถเรียกว่าเรื่องมากได้เหรอ พวกเขาแค่เกรงใจ!

“ก็ได้ พูดกับคนรวยนี่มันลำบากจริง ๆ เลย” น้ำทิพย์แกล้งพูดเสียงเศร้าใจ ขณะที่เพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ก็มองน้ำทิพย์ด้วยสายตาราวกับจะบอกว่า

‘เธอยังกล้าพูดอีกนะ ความลำบากแบบนี้ พวกเราอยากได้บ้าง ยังไม่มีโอกาสเลย!’

 

“คุณพสุธา คุณช่วยอยู่ก่อนสักครู่ได้ไหม มีคนอยากจะคุยกับคุณ” พสุธาที่กำลังจะลุกจากโต๊ะเรียน เมื่อสัญญาณหมดเวลาดังขึ้น ก็เป็นอันชะงักไป เมื่ออาจารย์ผู้สอนพูดประโยคนี้ขึ้นมา

พวกน้ำทิพย์หันมองพสุธาอย่างสงสัย พสุธาก็ส่งสายตาประมาณว่า ‘ฉันก็สงสัยเหมือนกัน’ กลับไป

“งั้นพวกเราออกไปรอข้างนอกนะ” น้ำทิพย์พูดกับพสุธา

“ไปรอที่โรงอาหารเลยก็ได้ ฝากถือนี่ไปด้วย” พสุธายื่นกล่องบรรจุอาหารกลางวันให้กับพวกน้ำทิพย์

เพราะต้องทำอาหารให้บริวารของตัวเอง พสุธาจึงได้ทำเผื่อพวกปฐพี และเพื่อนอีกสามคนของเขาไปด้วยเลย อ้อ แน่นอนว่าของศิลา และนะโมก็มีเหมือนกัน

ศิลา และนะโมได้ทั้งมื้อเช้า และมื้อกลางวันเลยล่ะ อย่างไรก็เป็นสองอันดับแรกในใจของพสุธานี่นา

กลับมาที่ตอนนี้ เมื่อพวกน้ำทิพย์เห็นพสุธายื่นกล่องอาหารให้ พวกเขาก็มีสีหน้าซับซ้อนทันที

ดีใจที่จะได้กินอาหารเลิศรสฝีมือพสุธา ที่ทำเอาพวกเขากลับไปนอนฝันจนน้ำลายชุ่มหมอน แต่ก็เกรงใจด้วยเหมือนกัน

“เกรงใจมึงจังเลย” น้ำทิพย์พูดอย่างจริงใจ

“กินไปเถอะ กูต้องทำอยู่แล้ว ทำมาเผื่อด้วยก็ไม่เหนื่อยเพิ่มสักเท่าไรหรอก” พสุธาพูดอย่างสบาย ๆ

“งั้นก็ขอบใจนะ ถ้ามึงมีเรื่องอะไรให้พวกกูช่วย ก็ไม่ต้องเกรงใจเหมือนกัน บอกมาได้เลย” สีไม้พูดขึ้นบ้าง แต่เขาก็คิดในใจว่า คนระดับอย่างพสุธา น่าจะไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้เจ้าตัวต้องมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขาหรอก

“ได้ ไม่เกรงใจแน่นอน” พสุธาพยักหน้า ก่อนจะบอกให้เพื่อนรีบไปที่โรงอาหารได้แล้ว เดี๋ยวจะไม่มีโต๊ะว่าง

“ไปเถอะ รีบไปจองโต๊ะ เดี๋ยวไม่มีโต๊ะว่างให้นั่ง พูดไปแล้วก็ไม่เข้าใจเลย แต่ละคณะก็มีโรงอาหารของตัวเอง ทำไมคนจากคณะอื่น ๆ ถึงแห่กันมาที่คณะเรา” พสุธาอดไม่ได้ที่จะบ่น

“มึงยังต้องสงสัยอีกเหรอ ก็โรงอาหารคณะอื่น ไม่มีมึงกับพี่ป๋ายังไงล่ะ” น้ำทิพย์ตอบ เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพื่อนของเธอจะไม่รุ้เรื่องนี้

“แล้วมึงก็คงจะไม่ได้สังเกตสินะ ต่อให้คนล้นโรงอาหารแค่ไหน แต่พวกเราก็มีโต๊ะนั่งตลอด แล้วก็ยังเป็นโต๊ะเดิมด้วย โต๊ะนั้นทุกคนพร้อมใจกันยกให้เป็นโต๊ะประจำของพวกเราแล้ว ไม่สิ ต้องบอกว่ายกให้เป็นโต๊ะประจำของมึง ต้องขอบคุณมึงนะ พวกกูเลยได้อนิสงค์ไปด้วยเลย” สีเทียนพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ เพราะเขาไม่เคยสังเกตเรื่องนี้เลยจริง ๆ

“เหมือนกูกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนไปเลย” พสุธาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาต้องการเป็นแค่ธาตุอากาศในมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้เขากลายเป็นคนดังไปแล้ว ไม่สิ ไม่ใช่แค่คนดัง แต่เป็นเหมือนอภิสิทธิ์ชน

“ไม่ ๆ ทุกคนไม่ได้มองมึงเป็นอภิสิทธิ์ชน เขามองมึงเป็นอภิชาติผัวกันทั้งนั้น ใคร ๆ ก็ได้เป็นคุณนายมหาเศรษฐีกันทั้งนั้นแหละ” น้ำทิพย์พูดเสียงกลั้วหัวเราะ แต่พสุธามุมปากกระตุก แต่เขายังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงอาจารย์หน้าชั้นก็ดังขึ้นก่อน

“คุณพสุธา ขอเวลาสักครู่ได้หรือเปล่าครับ”

“อ้อ ได้ครับ ขอโทษที่เสียมารยาทครับอาจารย์” พสุธาหมายถึงการที่เขาเอาแต่พูดกับพวกน้ำทิพย์ จนลืมอาจารย์ไปเลย

“ไม่เป็นไรครับ นี่เป็นช่วงพักของคุณอยู่แล้ว” อาจารย์ก็รีบปฏิเสธคำขอโทษในทันที ภายนอกสงบนิ่ง แต่ภายในใจเหงื่อตก

มหาเศรษฐีระดับล้านล้านขอโทษเขา เขารับไม่ไหวหรอก

“พวกกูไปก่อน” น้ำทิพย์กระซิบกับพสุธา ก่อนจะหันไปบอกลาอาจารย์ แล้วพากันออกจากห้องไป

พวกน้ำทิพย์เดินออกไป ก็มีอาจารย์สี่คนเดินสวนเข้ามา

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ มองอย่างไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่คุ้นหน้าอาจารย์ทั้งสี่ท่านนี้เลย

“คุณพสุธา นี่คือคณบดี และรองคณบดีจากคณะบริหารธุรกิจ และคณะเศรษฐศาสตร์”

“สวัสดีครับ” พสุธาทักทายคณบดี และรองคณบดีทั้งสี่คนอย่างมีมารยาท และสุภาพ

“สวัสดีครับคุณพสุธา ต้องขอโทษที่พวกเรามารบกวนช่วงเวลาพักของคุณนะครับ” คณบดีจากคณะบริหารธุรกิจพูดขึ้นก่อน

“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ ในฐานะนักศึกษา เมื่ออาจารย์ต้องการพบ ผมก็ต้องให้เกียรติอยู่แล้วสิครับ” พสุธาพูดด้วยรอยยิ้ม เขากำลังบอกว่าตอนนี้เขาเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง พวกอาจารย์อย่าทำให้เขารู้สึกแปลกแยกได้หรือเปล่า

แต่คำขอของพสุธาดูเหมือนว่าจะยากเกินไป พวกคณบดีจึงไม่สามารถทำตามที่เขาต้องการได้เลย

“ว่าแต่อาจารย์ทุกท่านมีธุระอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” พสุธาถามออกไป เขาเริ่มจะหิวข้าวแล้ว ดังนั้นรีบคุยรีบจบเถอะ

“คือว่าคณะของพวกเราร่วมกันจัดเสวนาเกี่ยวกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ จึงอยากจะเชิญคุณพสุธาเข้าร่วมงานเสวนานี้ และขึ้นบรรยาย ให้ความรู้ และแรงบันดาลใจแก่นักศึกษาทั้งหลาย รวมถึงนักธุรกิจอีกหลายท่าน”

พสุธาได้ยินคำเชิญนี้ เขาก็มุมปากกระตุกทันที

เขามีทรัพย์สินมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร คนอื่นไม่รู้ แต่เขารู้ดี เขาสามารถพูดได้หรือเปล่าว่า ก่อนอื่นเลย ทุกคนต้องมีระบบเหมือนเขาก่อนน่ะ

“ขอบคุณที่ให้เกียรตินะครับ แต่ว่าผมคิดว่าผมยังไม่เหมาะสม ผมยังห่างไกลจากคำว่าประสบความสำเร็จอีกไกลครับ” พสุธาพูดปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

แต่คำปฏิเสธของพสุธา ทำให้อาจารย์ทั้งหลายมุมปากกระตุกไป

ถ้าอย่างคุณเรียกว่าห่างไกลจากความสำเร็จ แล้วอย่างพวกเราล่ะ จะเรียกว่าอะไร คนที่ล้มเหลวในชีวิตเหรอ!