LNCrawler

77. ตอนที่ 76

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 76

“คุณพสุธาอย่าถ่อมตัวสิครับ ถ้าคุณพสุธายังเรียกว่าห่างไกลจากความสำเร็จ ทุกคนบนโลกนี้ก็เป็นคนล้มเหลวแล้วล่ะครับ” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์พูดขึ้นมา

พสุธามีสีหน้าจนใจ เขาพูดความจริง ทำไมไม่เชื่อกันล่ะเนี่ย

“ผมพูดความจริงนะครับ เรื่องทรัพย์สินที่ผมมี ส่วนมาก็เพราะได้รับมอบมา”

“ได้ยินว่าคุณพสุธาก่อตั้งซอร์ กรุ๊ปด้วยตนเอง ตอนนี้ยังซื้อที่ดินสองแปลงเพื่อสร้างโรงงาน กำลังเป็นที่จับตามองอยู่เลยนะครับ เพียงแค่นี้ ก็สามารถบอกได้แล้วว่าคุณพสุธาเป็นนักธุรกิจที่มีความสามารถมาก” คณบดีคณะบริหารธุรกิจพูดขึ้นมา

“บริษัทที่ผมก่อตั้ง ตอนนี้มีกิจการอยู่แค่กิจการเดียวเท่านั้นเองครับ อีกอย่างผมก็ไม่ได้เข้าไปบริหารเองด้วย ผมให้ผู้ช่วยของผมช่วยดูแล จริงสิ ถ้าจะบอกว่าผมเก่ง ก็คงมีเรื่องที่ผมเลือกใช้คนถูกนี่แหละครับ ผู้ช่วยของผมทำได้ทุกอย่างเลยจริง ๆ” พสุธาชื่นชมคุณวินิจจากใจ คุณวินิจเป็นคนที่ขยันมาก เมื่อคืนเขาบอกว่าได้หุ้นพิกพ็อกมาเพิ่ม เจ้าตัวก็ดีใจจนน้ำตาไหลเลย

“เอาแบบนี้เป็นยังไงครับ ให้ผู้ช่วยของผมมาพูดแทนผม ดีไหมครับ” พสุธาเสนอออกไป

บรรดาคณบดีมองสบตากัน ก่อนที่จะตัดสินใจตอบตกลง

พูดไปแล้ว แม้ว่าพสุธาจะส่งผู้ช่วยมาขึ้นเวทีแทนเจ้าตัว แต่ผู้ช่วยอย่างคุณวินิจ ก็เปรียบได้กับคนใหญ่คนโต เจ้าตัวสามารถดูแลทรัพย์สินมูลค่านับล้านล้านบาทของพสุธาได้ ก็ต้องเป็นคนที่เก่งกาจ และไม่อาจมองข้ามได้

ไม่สิ ไม่ใช่แค่มองข้ามไม่ได้ แต่ต้องประจบให้ดี ๆ

“เมื่ออาจารย์ตกลงแล้ว ผมจะให้ช่องทางติดต่อคุณวินิจไปนะครับ ผมเองก็จะแจ้งเขาเอาไว้ด้วย ว่าแต่กำหนดการของงานคือวันไหนนะครับ” พสุธาถามอย่างนึกขึ้นได้ เผื่อว่าวันนั้นคุณวินิจอาจจะไม่ว่างมา

“วันศุกร์ที่ยี่สิบเอ็ดครับ เริ่มต้นช่วงเวลาสิบสามนาฬิกา ถึงสิบห้านาฬิกาครับ”

“ผมไม่แน่ใจว่าวันนั้นคุณวินิจจะว่างหรือเปล่านะครับ ผมจะลองถามดูก่อน ถ้าคุณวินิจว่าง ผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง พร้อมกับมอบช่องทางติดต่อให้นะครับ”

“ได้ครับ ขอบคุณคุณพสุธามากครับ” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์พูดกับพสุธา ก่อนจะพูดต่อว่า

“รบกวนเวลาพักคุณพสุธามานาน ให้เกียรติพวกเราได้เลี้ยงมื้อกลางวันได้ไหมครับ”

พสุธาได้ยินคำชวนนี้ เขาก็ทำสีหน้าลำบากใจ

“ไว้โอกาสหน้านะครับ วันนี้ผมทำอาหารมาเองแล้ว”

พวกคณบดีได้ยินว่าพสุธาห่อข้าวมากินเอง พวกเขาก็เผยสีหน้าแปลกใจทันที

มหาเศรษฐีระดับล้านล้าน ยังห่อข้าวมาเอง แล้วพวกเขาเป็นใคร ทำไมถึงยังซื้อข้าวกินอีก

ขณะที่พวกเขากำลังคิดอยู่นั้น พสุธาก็เอ่ยปากขอตัว

“ถ้าอย่างไรผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ครับ หวังว่าโอกาสหน้าจะได้แลกเปลี่ยนความรู้กับคุณพสุธานะครับ” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์พูดกับพสุธา พวกเขาอยากรู้วิธีการที่ทำให้คนธรรมดาที่มีฐานะยากจน กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินนับล้านล้านบาท ในเวลาเพียงแค่สามปีเท่านั้น

ทำได้ยังไงกันแน่ ถึงเจ้าตัวจะบอกว่ามีคนมอบให้ แต่ใครกันที่จะใจกว้างถึงขนาดมอบทรัพย์สินมหาศาลนี้ให้กับเจ้าตัว ต่อให้เป็นสายเลือดแท้ ๆ ก็ยังไม่มอบให้กันขนาดนี้เลย

“ได้ครับ” พสุธารับคำไปก่อน ส่วนว่าโอกาสจะมีเมื่อไรนั้น เขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

ก็จะเอาอะไรไปแลกเปลี่ยนล่ะ เขารวยเพราะมีระบบ ทักษะที่ได้รับจากระบบ ก็ไม่มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเลยสักนิด ราวกับระบบกลัวว่าถ้ามอบทักษะการบริหารให้เขา เขาจะทำภารกิจได้สำเร็จเร็วขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

พูดถึงเรื่องภารกิจ ระบบเข้มงวดมากจริง ๆ ทรัพย์สินที่ได้รับมอบจากระบบ ไม่สามารถนับเป็นเงินสำหรับภารกิจได้ เขาทำได้แค่นำเงินปันผล ไปต่อยอดสร้างเงินอีกที นอกจากนี้แล้วทรัพย์สินที่ได้รับมอบจากลูคัส ก็ไม่สามารถนับรวมได้ด้วยเช่นกัน ต่อให้นำไปขาย ก็ต้องนำเงินที่ได้ ไปทำธุรกิจอีกที ถึงจะสามารถนับรวมได้ สรุปได้ว่า ภารกิจหาเงินล้านล้าน ต้องมาจากการที่เขาทำธุรกิจได้กำไรเท่านั้น

เป็นระบบที่โหดร้ายจริง ๆ คนอื่นเขาได้ระบบยิ่งเปย์ยิ่งรวย ยิ่งจ่ายยิ่งได้เงินคืน ส่วนเขาต้องลำบากถึงจะได้เงิน!

 

“อาจารย์รั้งมึงเอาไว้ทำไมน่ะ” เมื่อพสุธามาถึง เฮียโก้ก็พูดถามทันที

“เรื่องงานเสวนาน่ะเฮีย จะเชิญนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาบรรยายให้แรงบันดาลใจกับนักศึกษา”

“เชิญมึงด้วย? กูว่าถ้าเชิญมึงด้วย นักศึกษาคงจะหมดกำลังใจ มากกว่าได้แรงบันดาลใจนะ ทุกวันนี้กูไม่กล้าคำนวณทรัพย์สินที่มึงมีเลย กลัวได้ตั้งคำถามกับชีวิต” เฮียโก้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

นอกจากปฐพีแล้ว คนอื่น ๆ ก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย แม้แต่โต๊ะรอบ ๆ ที่แอบกางหูฟัง ก็ยังเผลอพยักหน้าตามไปด้วยเลย

พสุธามองค้อนเฮียโก้

“ไม่ได้ขนาดนั้นสักหน่อย ยังมีคนที่รวยกว่าผมอีกเยอะเถอะ” พสุธาพูดเสียงงึมงำ

“เยอะที่มึงว่า ก็มีไม่เกินสิบคนหรอก” เฮียโก้เถียง และเป็นอีกครั้งที่คำพูดของเขา ได้รับการเห็นด้วยจากทุกคน

พสุธาไม่เถียงเฮียโก้ต่อ เขาก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่อยากพูดเรื่องเงินแล้ว

“กินช้า ๆ เดี๋ยวติดคอ” ปฐพีพูดเตือนพสุธา พร้อมกับหยิบขวดน้ำมาเปิดฝาให้อย่างเตรียมพร้อม ซึ่งเขาพูดจบไม่ทันไร พสุธาก็ข้าวติดคอจริง ๆ

“นั่นไง พี่พูดยังไม่ทันขาดคำเลย” ปฐพีรีบส่งน้ำให้พสุธา

พสุธาก็รับขวดน้ำมากระดกลงคอ มือก็ทุบอกตัวเองเบา ๆ รอจนหายแล้ว เขาถึงได้พูดกับปฐพีว่า

“เป็นเพราะคุณป๋านั่นแหละที่แช่ง ผมเลยข้าวติดคอ” พสุธาเรียนรู้ที่จะโทษคนอื่น ก่อนที่จะโทษตัวเองแล้ว

ปฐพีไม่โกรธ แต่ยังยกมือยอมแพ้ และทำสีหน้าสำนึกผิดด้วย

“ใช่ ๆ เป็นความผิดของพี่เอง”

“โหหห ไรวะป๋า ยังไม่ทันได้สถานะ มึงก็กลัวแล้วเหรอ” พันไมล์แกล้งล้อเพื่อนทันที

“ก็เพราะยังไม่ได้สถานะเนี่ยแหละ ไอ้ป๋ามันถึงได้กลัว” เฮียโก้เหมือนจะช่วยแก้ตัวแทนปฐพี แต่ก็แค่เหมือน

“มึงอย่าพูดมั่วน่า” ปฐพีเถียงเฮียโก้

“ทำไม หรือมึงจะเถียงว่ามึงไม่ได้กลัว”

“กูจะเถียงว่าต่อให้ได้สถานะแล้ว กูก็กลัวอยู่ดี”

 

“งานเสวนานักกธุรกิจที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์เหรอครับ ผมได้ยินเรื่องนี้มาบ้างเหมือนกัน ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจก็ถูกเชิญไปทั้งหมด และยังมีนักธุรกิจบางส่วนที่แม้ว่าจะไม่ได้จบจากสยามปราชญ์ แต่ประสบความสำเร็จ ก็ได้รับเชิญไปด้วยเหมือนกัน” คุณวินิจพูด หลังจากที่เขาได้ยินจากพสุธาว่ามหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ ต้องการเชิญเขาไปร่วมงานเสวนา

“ว่าแต่ทำไมเขาถึงเชิญผมล่ะครับ เขาน่าจะเชิญท่านประธานมากกว่านะครับ ผมเป็นแค่ผู้ช่วยของท่านประธาน” คุณวินิจไม่ได้ดูถูกตัวเองว่าไม่มีคุณสมบัติ เพราะเมื่อเทียบกับนักธุรกิจอีกหลายคนที่ถูกเชิญไปแล้ว เขายังบริหารธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่า แต่ว่าเหนือเขายังมีท่านประธาน อีกทั้งท่านประธานก็ยังเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ อีกฝ่ายไม่เชิญท่านประธาน แต่ข้ามมาเชิญเขา นอกจากนี้ ยังเชิญเขาผ่านทางท่านประธานด้วย

อาจารย์ของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์เสียสติไปแล้วเหรอ

คุณวินิจไม่รู้เลยว่าอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ ไม่ได้เสียสติ แต่มีบางคนจงใจปิดบังความจริงบางส่วน

พสุธากระแอมไออย่างแก้เก้อ เมื่อคุณวินิจถามอย่างนั้น ก่อนที่เขาจะพูดตอบ

“อันที่จริงเขาก็เชิญผม แต่ผมคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสม ผมไม่ได้เป็นนักธุรกิจ ผมแค่เป็นผู้ถือหุ้น หน้าที่บริหารเป็นของคุณ และผู้บริหารคนอื่น ดังนั้นแล้วผมจะไปบรรยายอะไรได้ล่ะ” พสุธาก็ไม่ปิดบังแล้ว

คุณวินิจไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้านาย

ใช่สิ คุณถนัดซื้อหุ้นนี่ พอซื้อมาแล้วก็ไม่สนใจดูแล ให้ผมไปจัดการ ถ้าคุณเป็นคาผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ช่างเถอะ ถึงเวลารอแค่รับเงินปันผลก็พอ แต่คุณดันซื้อหุ้นจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไม่อันดับสอง ก็อันดับสาม ถึงกระทั่งเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งของบางกิจการ อย่างโรงแรมกาแล็กซี่ด้วยซ้ำ เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องมีส่วนเข้าไปร่วมบริหาร แต่คุณไม่ทำ คุณโยนงานนี้ให้ผู้ช่วยอย่างผมทำ!

คุณวินิจโอดครวญอยู่ในใจ แต่ถ้าถามว่าเขาอยากลาออกหรือไม่

‘ไม่มีทาง! ถึงเจ้านายจะมีงานเยอะ แต่เจ้านายก็เรื่องไม่เยอะ ถึงกระทั่งพูดได้ว่าปล่อยปละละเลยเสียด้วยซ้ำ เชื่อใจเขาเต็มที่ ให้อำนาจบริหารเขาเต็มที่ ไม่เคยไม่ไว้ใจเลยสักนิด เจ้านายแบบนี้ เขายังจะไปหาได้จากที่ไหนอีก ดังนั้นอย่าว่าแต่ลาออกเลย ต่อให้เจ้านายไล่ออก เขาก็จะกอดขาอ้อนวอนเจ้านาย ไม่ให้ไล่เขาออก’

นี่ก็คือคำตอบจากใจจริงของคุณวินิจ

กลับมาที่ตอนนี้

“ท่านประธานอย่าถ่อมตัวไปเลยครับ แม้ว่าท่านประธานจะแค่ซื้อหุ้น ทว่าหุ้นแต่ละตัวที่ท่านประธานเลือกซื้อ ก็ไม่ได้ซื้อได้ง่าย ๆ ความจริงผมยังแปลกใจมากด้วยซ้ำ ท่านประธานทำได้อย่างไร ที่กว้านซื้อหุ้นพวกนั้นจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง อันดับสาม แต่ไม่มีข่าวเล็ดรอดออกมาเลยสักนิดเดียว กว่าคนจะรู้ตัวอีกที เว็บไซต์ตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นของแต่ละกิจการ ก็เปิดเผยข้อมูลออกมาแล้ว” คุณวินิจเปิดเผยความสงสัยของตัวเองไปตรง ๆ

แต่พสุธานั้นก็

“ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน” พสุธาพึมพำเบา ๆ

“ท่านประธานว่ายังไงนะครับ” คุณวินิจถาม เมื่อได้ยินที่พสุธาพูดไม่ชัดเจน

“อ้อ ผมบอกว่าคุณอย่าสงสัยเรื่องนี้เลย แล้วตกลงวันที่ยี่สิบเอ็ดนี้ คุณมาได้หรือเปล่า หรือว่าติดงาน” พสุธาตอบ แล้วเลี่ยงไปถามเรื่องอื่นแทน

“ได้ครับ ถึงจะมีงานมากมาย แต่ผมก็จะเลื่อนไปก่อน งานรวมตัวนักธุรกิจแบบนี้ ผมไปก็มีประโยชน์ ได้ขยายคอนเน็กชัน”

“งั้นก็ดีเลย” พสุธาพูดอย่างยินดี ในที่สุดก็โยนเผือกร้อนออกจากมือไปได้อย่างสำเร็จ!

 

หลังจากเลิกเรียนแล้ว พสุธาก็ไปทำอาหารจานพิเศษที่ร้านอาหารของพันไมล์ จากนั้นเขาก็ไปพบกับแฟรงค์ ไม่ได้ไปรับงานทำความสะอาด

แฟรงค์โทรศัพท์มาบอกเขาว่าได้ข้อมูลที่เขาช่วยให้สืบหาแล้ว ก็คือข้อมูลของคนที่อยู่ห้องตรงข้ามกับพันไมล์ และเป็นห้องที่เขาต้องทำภารกิจพิเศษ

ภารกิจพิเศษนี้ได้คะแนนเยอะกว่าภารกิจทำความสะอาดเสียอีก ดังนั้นแล้วพสุธาจึงกระตือรือร้นกับภารกิจพิเศษนี้มากกว่า และที่สำคัญ ภารกิจพิเศษนี้ เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ถ้าเขาทำภารกิจได้สำเร็จ ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ตายได้ด้วย

“นายน้อย สืบเจอแล้วครับ ห้องนั้นเป็นห้องของสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่ชื่อเจ้าของบนเอกสารคือชื่อของคนเป็นภรรยา ทั้งคู่เป็นชาวรัสเซีย ฝ่ายหญิงชื่ออันนา มีฐานะร่ำรวย แต่ฝ่ายชายชื่อโจเซฟ มีฐานะปานกลาง พวกเขาแต่งงานกันโดยที่ครอบครัวของฝ่ายหญิงก็ไม่ได้คัดค้าน หลังจากที่แต่งงานกันแล้ว อันนาก็ติดตามโจเซฟไปทำธุรกิจที่ประเทศต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงสยาม พวกเขาก็มาซื้อห้องอยู่ด้วยกัน ด้านชีวิตประจำวัน อันนาค่อนข้างจะเรียบง่าย ส่วนมากมักจะอยู่แต่ในบ้าน นิสัยค่อนข้างเงียบขรึม ส่วนโจเซฟออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน เป็นคนมีอัธยาศัยดี นอกจากนี้ เขายังมีเพื่อนผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่าโซเฟีย เพื่อนผู้หญิงคนนี้ จะบอกว่าเป็นเพื่อนของโจเซฟก็ไม่ได้ เพราะว่าก่อนหน้าที่จะสนิทสนมกับโจเซฟ ก็เป็นเพื่อนสนิทของอันนามาก่อน พวกเขารู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม โซเพียคนนี้ ก็มีฐานะปานกลางเหมือนโจเซฟ เสื้อผ้าเครื่องประดับของเธอส่วนใหญ่ ก็ได้รับมาจากอันนา และก่อนที่คู่สามีภรรยาจะย้ายมาอยู่ที่สยาม โซเฟียก็ได้มาอยู่ที่สยามก่อนแล้ว มาถึงก่อนราว ๆ หกเดือน ที่น่าสนใจก็คือ ตอนนี้โจเซฟ และอันนาเดินทางกลับประเทศไปแล้ว แต่โซเฟียหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และที่บ้านของเธอก็ได้ประกาศตามหา มีการประกาศเมื่อราว ๆ สองสัปดาห์ก่อน แต่ว่าผมสืบดูแล้ว เธอไม่ได้ปรากฏตัวนานกว่าสองสัปดาห์ และตั้งแต่เธอมาถึงสยาม เธอก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยมากนัก เท่าที่สืบได้ เธอเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเช่ามากกว่า และหากออกจากบ้าน เธอก็จะไปที่โรงพยาบาล แต่ว่าเธอไปโรงพยาบาลทำไม ยังต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกสักวันสองวันครับ” แฟรงค์ร่ายข้อมูลที่เขาสืบมาได้ให้กับพสุธาฟัง

พสุธาขมวดคิ้ว เขาฟังแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้มีจุดน่าสงสัยอยู่จริง ๆ

ถ้าสามีภรรยากลับประเทศไปด้วยกัน อย่างนั้นวิญญาณอาฆาตที่อยู่ในห้องนั้น เป็นวิญญาณของใครล่ะ

“ก่อนที่ห้องนั้นจะขายให้สามีภรรยาคู่นั้น เคยมีเจ้าของมาก่อนหรือเปล่า” พสุธาถามแฟรงค์

“ไม่มีครับ สองสามีภรรยาเป็นเจ้าของตั้งแต่แรกแล้ว”

“นายบอกว่าโซเฟียตั้งแต่มาถึงสยาม ก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน และไปโรงพยาบาลแค่เท่านั้น แล้วตั้งแต่สองสามีภรรยามาถึงสยาม พวกเขาได้เจอโซเฟียบ้างหรือเปล่า” พสุธาถามต่อ สมองของเขามีการคาดเดาหลายทิศทาง

“ไม่เคยครับ ไม่สิ จากการสืบพบว่ามีอยู่สามสี่ครั้ง ที่โจเซฟปรากฎตัวใกล้ ๆ กับที่พักของโซเฟีย และยังมีการปิดบังใบหน้า ดีที่คนของเราจำรูปพรรณสัณฐานของเขาได้ ทำให้ตอนดูกล้องวงจรปิด ไม่มองข้ามเขาไป” แฟรงค์พูดตอบ

“ถ้าเขาต้องการไปพบโซเฟีย ทำไมถึงต้องไปอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ และไม่พาภรรยาไปด้วย ถึงอย่างไรโซเฟียก็เป็นเพื่อนสนิทของอันนา ก่อนที่จะมารู้จักกับโจเซฟผ่านทางอันนา” พสุธาพึมพำ

“นายท่าน ให้ผมเข้าไปถามผีตนนั้นดีหรือไม่” คุณพร้อมพูดขึ้นมา และเขาหมายถึงวิญญาณอาฆาตที่อยู่ในห้องตรงข้ามกับห้องของพันไมล์

“ไม่ได้ วิญญาณร้ายตนนั้นมีแรงอาฆาตสูงมาก ถ้านายเข้าไป จะต้องถูกทำร้ายแน่ ๆ บางทีอาจจะถึงขั้นวิญญาณดับสลาย” เมื่อพสุธาตอบกลับไป หม่อมหลวงศศินก็สีหน้าซีดเผือด รีบกอดแขนคู่รักของตัวเองเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะดื้อดึง บุกเข้าไปในห้องนั้น

ฝั่งแฟรงค์ไม่รู้ว่าพสุธากำลังคุยกับผีในบริวารอยู่ เขาก็ตอบกลับคำพูดพึมของพสุธา

“นายน้อย เรื่องนี้มันก็ง่าย ๆ ไม่ใช่เหรอ โจเซฟเล่นชู้กับโซเฟีย จะไปหาชู้ จะพาเมียหลวงไปได้ยังไงล่ะ”

“นายสรุปได้เลยเหรอว่าสองคนนั้นเป็นชู้กัน” พสุธาก็มีการคาดเดาเช่นนี้เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่อยากจะปรักปรำ เพราะถึงอย่างไรหนึ่งในนั้นก็เป็นผู้หญิง การกล่าวหาว่าเธอเป็นชู้สามีของเพื่อน ดูจะเป็นการใส่ร้ายที่ดูถูกผู้หญิงเกินไป

“มีภาพถ่ายสมัยที่พวกเขาอยู่รัสเซีย นายน้อยลองดูสิครับ” แฟรงค์พูดแล้วยื่นรูปภาพให้พสุธาดู

พสุธารับมาดูแล้ว ก็พบว่าที่แฟรงค์พูดว่าโจเซฟและโซเฟียเป็นชู้กัน ไม่ใช่ข้อสงสัย ไม่ใช่การใส่ความ แต่เป็นการพูดความจริง

ก็จะมีเพื่อนที่ไหนจูบกันดูดดื่มขนาดนี้ล่ะ

“อันนารู้หรือเปล่าว่าสามี และเพื่อนของเธอเป็นชู้กัน” พสุธามพึมพำกึ่งถาม

ถ้ารู้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าวิญญาณอาฆาตที่อยู่ในห้องนั้น คือโซเฟีย เธออาจจะฆ่าโซเฟียด้วยความหึงหวง หรือเธออาจจะสั่งให้สามีเธอเป็นคนฆ่า อย่างไรเธอก็มีฐานะที่เหนือกว่า หากเธอยื่นคำขาดให้สามีเธอเป็นคนเลือก มีความเป็นไปได้มากกว่าครึ่ง ที่สามีของเธอจะทิ้งชู้รัก แล้วเลือกเธอ ซึ่งการกำจัดโซเฟียทิ้ง ก็ถือเป็นการกระทำเพื่อไถ่โทษของโจเซฟที่มีต่ออันนา

“เรื่องนี้ไม่มีข้อมูลครับ” แฟรงค์เองก็ให้คำตอบเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน

“งั้นยังมีอะไรที่สืบได้อีกไหม จริงสิ มีภาพจากกล้องวงจรปิด ตอนที่โจเซฟ และอันนาออกจากที่พัก และเดินทางกลับประเทศหรือเปล่า”

“มีครับ พวกเราแฮกมาได้” แฟรงค์ตอบ แล้วเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้พสุธาดู

“เปิดหลายจอเลย ฉันจะดูพร้อมกัน” เพราะมีภาพจากหลายวัน พสุธาจึงไม่อยากเสียเวลานั่งดูทีละวัน มันช้าเกินไป

“ได้ครับ” แฟรงค์ก็ไม่สงสัยในตัวนายน้อยของตัวเองเลยสักนิดเดียว เขาตอบรับอย่างรวดเร็ว และลงมือเอาคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดขึ้นหน้าจอใหญ่ ให้พสุธาได้เห็นชัด ๆ

การดูหลายจอพร้อมกัน ไม่ได้ทำให้พสุธาพลาดรายละเอียดเลยสักนิดเดียว เพราะว่าหลังจากที่ดูไปราว ๆ สองชั่วโมง เขาก็หาจุดผิดสังเกตพบหนึ่งจุด

“นายดูสิ ทั้ง ๆ ที่เป็นรองเท้าส้นสูงคู่เดียวกัน แต่ทำไมวันอื่น ๆ อันนาใส่แล้วเมื่อยืนข้าง ๆ โจเซฟ เธอถึงสูงแค่หัวไหล่ของโจเซฟ แต่วันที่เดินทางกลับ เธอสูงเท่าติ่งหูของโจเซฟเลยนะ”

พสุธาชี้จุดให้ดูแฟรงค์ดู เขามั่นใจมากว่ารองเท้าส้นสูงที่เธอใส่นั้น เป็นคู่เดียวกัน

แฟรงค์มองตามที่นายน้อยของเขาชี้ให้ดู ก็เห็นว่าเป็นความจริง

“ทำไมอยู่ ๆ เธอถึงสูงขึ้นได้ล่ะ” แฟรงค์พึมพำบ้าง

พสุธาหรี่ตาลง ตอนนี้เขามีข้อสันนิษฐานใหม่

“เป็นไปได้ไหมว่าเธอไม่ได้สูงขึ้น แต่อันนาคนนี้ ไม่ใช่อันนาคนเดิม”

“นายน้อยหมายความว่า..” แฟรงค์ก็ไม่ใช่คนโง่ เขาคาดเดาข้อสันนิษฐานของพสุธาได้อย่างรวดเร็ว

“ใช่ ฉันคิดว่าคนที่หายตัวไป ไม่ใช่โซเฟีย แต่เป็นอันนา ส่วนโซเฟียน่ะ ได้กลายเป็นอันนาไปแล้ว!”