LNCrawler

78. ตอนที่ 77

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 77

“นายน้อย ดูสิครับ ความจริงรองเท้าสองคู่ไม่นับว่าเป็นคู่เดียวกัน เพราะว่าโซเฟียก็มีรองเท้าแบบนี้เหมือนกัน ดูจากภาพนี้ที่ถ่ายได้จากรัสเซีย เมื่อเทียบดูแล้ว อันนาที่เราเห็นว่าเดินทางกลับไปพร้อมกับโจเซฟ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นโซเฟียที่ศัลยกรรมหน้าเพื่อปลอมแปลงมาจริง ๆ” แฟรงค์ที่ให้ลูกน้องหาข้อมูลของโซเฟียมาเพิ่ม ก็ได้ภาพถ่ายขณะที่โซเฟียอยู่รัสเซียมาหลายใบ

“นอกจากนี้ ผมดูแล้ว โซเฟียนี่ไม่เพียงแค่เป็นชู้กับสามีของเพื่อน แต่ไม่ว่าเพื่อนสนิทอย่างอันนามีอะไร เธอก็จะซื้อตามตลอด รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับหลายชิ้น อันนามี เธอก็มี ที่น่าขำคือเงินที่เธอเอาไปซื้อของพวกนี้ เป็นเงินที่โจเซฟเอามาอันนา ช่างเป็นยิ่งร้ายชายเลว ผีเน่ากับโลงผุจริง ๆ” แฟรงค์พูดอย่างรังเกียจเหยียดหยาม

พสุธาไม่ได้ตอบโต้ประเด็นนี้ ดวงตาของเขาแดงก่ำจากการจ้องหน้าจอติดกันมาหลายชั่วโมง

ขณะที่แฟรงค์ไปหาข้อมูลมาเพิ่ม พสุธาก็จ้องหน้าจอ ดูภาพจากกล้องวงจรปิด และเขาก็ได้จุดที่ผิดสังเกต อีกทั้งยังทำให้ข้อสันนิษฐานของพวกเขา มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

“นายดูสิ โจเซฟและคนที่หน้าเหมือนอันนา ลากกระเป๋าเดินทางออกจากประเทศไปในวันที่หนึ่งเดือนเจ็ด ฉันไล่ย้อนดูจนหมดแล้ว อันนาออกจากห้องครั้งสุดท้ายก็คือวันที่ยี่สิบเก้าเดือนหก จากนั้นเธอก็กลับเข้ามาในวันเดียวกัน และไม่ได้ออกไปข้างนอกอีกเลย แต่ในวันที่สามสิบเดือนหก ตอนห้าทุ่มสี่สิบสามนาที กลับมีภาพอันนากลับมาพร้อมกับโจเซฟ และฉันดูแล้ว อันนาที่กลับมาพร้อมกับโจเซฟในวันนั้น มีส่วนสูงเท่ากันกับอันนาที่ออกเดินทางกลับประเทศไปพร้อมกับโจเซฟ ดังนั้นฉันสันนิษฐานว่า อันนาตัวจริง น่าจะตายไปตั้งแต่ก่อนวันที่หนึ่งแล้ว และอันนาที่กลับออกไป คือโซเฟียที่ศัลยกรรมหน้าเป็นอันนา”

“นายน้อย ข้อสันนิษฐานนี้ของนายน้อยยมีความเป็นไปได้มากกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าข้อมูลล่าสุดที่พวกผมเพิ่งจะสืบมาได้ โซเฟียมาที่สยาม และปรากฏตัวที่โรงพยาบาลหลายครั้ง เพราะว่าเธอไปทำศัลยกรรมจริง ๆ ทั้งยังทำหลายครั้งด้วย ผมคิดว่าการที่เธอทำศัลยกรรมหลายครั้ง ก็เพื่อให้หน้าออกมาเหมือนอันนามากที่สุด” แฟรงค์พูดพร้อมกับยื่นหลักฐานที่ได้มาใหม่ให้กับพสุธาดี

พสุธารับมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“เดินทางมาก่อนถึงหกเดือน เพื่อทำศัลยกรรมใบหน้าให้เหมือนอันนา ถ้าบอกว่านี่ไม่ใช่แผนการที่วางมาก่อน ฉันไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด และถ้าสองคนนี้ร่วมมือกันฆ่าอันนาจริง ๆ ฉันคิดว่าไม่ใช่เพราะเรื่องชู้สาวอย่างเดียว แต่เป้าหมายของทั้งคู่ต้องมากกว่านั้น นายไม่ได้บอกเหรอว่าอันนามีฐานะร่ำรวย ต่างจากอีกสองคนที่มีฐานะปานกลาง แทนที่จะหนีไปด้วยกัน แล้วใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ ไม่สู้สวมรอยเป็นอันนา รับมรดก แล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสบายต่อไป ดังนั้นแล้ว ถ้าทั้งคู่มีเป้าหมายนี้จริง ๆ ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สมบัติ ถ้าใจเย็นหน่อย ก็สวมรอยเป็นอันนา หลอกพ่อแม่ของอันนาต่อไป แต่ถ้าใจร้อน และกลัวว่าความจะแตก ก็คงจะวางแผนกำจัดพ่อแม่ และครอบครัวคนอื่น ๆ ของอันนา เพื่อให้ตัวเองได้รับมรดกเพียงคนเดียว” พสุธาวิเคราะห์ออกมาได้เป็นฉาก ๆ

แฟรงค์มองพสุธาอย่างทึ่ง ๆ ก่อนจะพูดว่า

“นายน้อยมีพรสวรรค์ด้านการทำอาชญากรรมมากเลยนะครับ” เขาเองอยู่วงการมาเฟียมาหลายปี ยังคิดเรื่องนี้ออกมาได้ไม่เร็วเท่าพสุธาเลย

ฝั่งพสุธาได้ยินแล้วคิ้วก็กระตุก เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ

ดูคำพูดพวกนั้นสิ นั่นเป็นคำชมหรือไง

มีพรสวรรค์ด้านการทำอาชญากรรมเนี่ยนะ เป็นอาชญากร นับเป็นพรสวรรค์ด้วยหรือไง

“นายลองติดต่อพ่อแม่ของอันนาดู แล้วหยั่งเชิงพวกเขา ว่าพวกเขาผิดสังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า” พสุธามั่นใจว่าพ่อแม่ของอันนายังไม่ตาย เพราะถ้าตายแล้ว ข้อมูลสำคัญแบบนี้ แฟรงค์ต้องสืบเจอแล้วอย่างแน่นอน

“งานนี้ไม่ยากครับ ความจริงพ่อแม่ของอันนาเป็นผู้ค้าอาวุธรายย่อย ทำการซื้ออาวุธาจากนายใหญ่อยู่หลายครั้ง นับว่าคุ้นเคยกันดี แค่ติดต่อผ่านนายใหญ่ก็พอครับ แต่ว่า ทำไมอยู่ ๆ นายน้อยถึงสนใจเรื่องนี้ล่ะครับ” แฟรงค์อดที่จะถามไม่ได้

“ฉันเห็นวิญญาณอาฆาตในห้องนั้นน่ะ เลยอยากจะช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้สักหน่อย” พสุธาพูดความจริง ส่วนคนเป็นลูกน้องก็มองด้วยสายตาประมาณว่า ‘ถ้าจะโกหก ก็หาเหตุผลที่มันดีกว่านี้ได้ไหม อย่าดูถูกสติปัญญาของผมนักสิ’

แฟรงค์ไม่รู้ว่าที่พสุธาพูดน่ะ เรื่องจริงทุกคำ แม้ว่าจะบอกไม่หมด แต่ก็ไม่มีคำไหนที่โกหกเลยนะ!

“หึ ฉันแค่อยากจะลองเป็นนักสืบดูน่ะ” พสุธาพูดตอบ แต่คราวนี้แฟรงค์เชื่อ เพราะว่าสำหรับเขา พสุธาเป็นคนที่ชอบทำอะไรแปลก ๆ

อย่างก่อนหน้านี้ก็ไปล้างจาน ตอนนี้ก็ยังเป็นคนรับจ้างทำความสะอาด เกิดมาไม่เคยเห็นคนที่มีทรัพย์สมบัติเป็นล้านล้านบาท ทำตัวติดดินขนาดนี้มาก่อนเลย

พสุธาเห็นแฟรงค์ยอมเชื่อ เขาก็ลอบถอนหายใจอย่างจนใจ พูดความจริงก็ไม่เชื่อ แต่พอพูดโกหก ดันเชื่อเสียอย่างนั้น!

“จริงสิ ในเมื่อครอบครัวของอันนาขายอาวุธสงคราม ก็นับได้ว่าเป็นมาเฟียหรือเปล่า คนเป็นมาเฟียไม่ใช่ว่ามักจะมีนิสัยหวาดระแวงหรือไง ได้ให้บอดี้การ์ดตามปกป้องลูกสาวของตัวเองบ้างหรือเปล่า” พสุธาถามขึ้นมา และเขาก็นึกได้ว่าตอนที่ดูกล้องวงจรปิด มีชายสองคนที่ดูแล้วมีจุดน่าสงสัยอยู่บ้าง หรือว่าสองคนนั้นจะเป็นบอดี้การ์ดที่แฝงตัวอยู่ของอันนา

“เรื่องนี้ผมจะไปสืบดูอีกครั้ง” แฟรงค์นับถือนายน้อยของตัวเองจริง ๆ จุดเล็กจุดน้อยไม่ปล่อยให้เล็ดลอดสายตาไปได้

“ไหน ๆ ก็ต้องไปเตือนพ่อแม่ของอันนาแล้ว ก็ลองถามเรื่องนี้มาด้วยเลยสิ” พสุธาพูดตอบกลับไป

“ก็จริงของนายน้อยครับ” แฟรงค์รู้สึกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้านายน้อย สมองของเขาก็ไม่ต้องใช้งานมากนัก เพราะว่านายน้อยมักจะใช้สมองแทนเขาแล้ว

“งั้นวันนี้ก็แค่นี้ก่อน มีความคืบหน้าอะไรก็แจ้งฉันด้วยนะ” พสุธาลุกขึ้นยืน

“ทราบแล้วครับนายน้อย อ้อ จริงสิ นายใหญ่บอกว่าคิดถึงลูกชายมาก นายน้อยช่วยรับโทรศัพท์นายใหญ่ทีนะครับ” แฟรงค์อยากพูดต่ออีกว่า ‘อย่าให้ความลำบากตกมาที่ผมเลย นายน้อยไม่รับโทรศัพท์นายใหญ่ นายใหญ่ก็โทรศัพท์มาด่าผม ผมอยากถามว่าแล้วผมจะทำอะไรได้ บังคับนายน้อยรับโทรศัพท์หรือไงกัน’

พสุธากลอกตา เมื่อได้ยินคำพูดของแฟรงค์

“ลูคัสว่างเกินไปหรือเปล่า มีเวลาเหลือมากนัก ทำไมไม่หาเมียสักคนล่ะ” พสุธาพูดเสียงขึ้นจมูก

“นายใหญ่บอกว่า บนโลกใบนี้ ไม่มีใครคู่ควรกับตำแหน่งนายหญิงเลยครับ” แฟรงค์พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

พสุธากลอกตาหนักกว่าเดิม อดที่จะถามไม่ได้

“เขาหลงตัวเองขนาดนี้ ลูกน้องคนอื่น ๆ รู้บ้างไหม”

“ชินแล้วครับ”

 

หลังออกมาจากแฟรค์ พสุธาก็ตรงกลับบ้าน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว ป่านนี้ทั้งพี่ชาย และเพื่อนสนิท ต่างก็ชะเง้อรอเขาจนคอยาวเป็นยีราฟแล้ว

อันที่จริงพสุธาไม่ได้อยากจะรีบกลับบ้าน เขาอยากไปคุยเรื่องคดีกับปฐพีมากกว่า ทว่าถึงอย่างไรตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เขาไปหาปฐพีตอนนี้ ก็รบกวนการนอนของอีกฝ่ายเสียเปล่า ๆ ดังนั้นจึงตัดใจรอวันพรุ่งนี้แทน

เมื่อพสุธากลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าพี่ชาย และเพื่อนสนิทรอเขาอยู่จริง ๆ

“ทำไมกลับดึกแบบนี้ล่ะ” ศิลาถามพสุธาด้วยสีหน้าเป็นห่วงอย่างชัดเจน

“มีเรื่องสำคัญให้ต้องจัดการน่ะ แล้วทำไมยังไม่นอนกันอีก บอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องรอ” พสุธาเหนื่อยใจกับความดื้อของพี่ชาย และเพื่อนสนิทมาก

“ก็เป็นห่วงนี่นา”

“ไม่ต้องห่วงหรอก มีบอดี้การ์ดคอยตามห่าง ๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีบุญมี หม่อมหลวงศศิน แล้วก็คุณพร้อม”

ศิลา และนะโมได้ยินคำพูดประโยคหลังของพสุธา พวกเขาก็กวาดสายตามองโดยอัตโนมัติ พร้อมกับขยับตัวเข้าชิดกัน พวกเขารู้ว่าสามชื่อที่พสุธาเอ่ยถึงนั้นเป็นใคร

“ดูสิ มีทั้งคนทั้งผีคอยคุ้มกันแบบนี้ ใครยังจะมาทำอันตรายได้” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหัวเราะหนักยิ่งขึ้น เมื่อนะโมพูดเสียงดังว่า

“ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้เลย ใครให้พูดคำนั้นออกมา”

“ไม่พูด ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีสักหน่อย เรื่องหลอกให้เป็นหน้าที่ของผีเถอะ มึงอย่าหลอกตัวเองเลย” พสุธาแกล้งเพื่อน

นะโมอยากจะทุบเพื่อนสักที ที่แกล้งเขาไม่หยุด

พสุธาหัวเราะในลำคอ ความเครียดก่อนหน้านี้หายไป

จริง ๆ ด้วย การอยู่กับพี่ชาย กับเพื่อน ผ่อนคลายจริง ๆ

 

ขณะที่พสุธาได้ผ่อนคลายแล้ว ณ คฤหาสน์หลังหนึ่งในประเทศที่ห่างไกลออกไปหลายพันไมล์ สองสามีภรรยาก็วางสายโทรศัพท์ด้วยสีหน้าซีดเผือด หลังจากนั้นไม่กี่วินาที คนเป็นภรรยาก็ทรุดกายลงกับพื้น ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น ผู้เป็นสามีแม้จะไม่ได้ล้มลง และไม่ได้ร้องไห้สะอึดสะอื้น แต่ก็ซวนเซไปหลายก้าว ขอบตาแดงก่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเสียใจ และคลั่งแค้น

“ฉันคิดแล้ว ฉันคิดแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นต้องไม่ใช่อันนาลูกสาวของเรา ถึงจะหน้าเหมือนแล้วอย่างไร ฉันจะจำลูกสาวคนเดียวของฉันไม่ได้หรือไง”

ใช่แล้ว สามีภรรยาคู่นี้ก็คือพ่อแม่ของอันนานั่นเอง และพวกเขาก็เพิ่งจะวางสายจากลูคัส และได้รับรู้ถึงข้อสันนิษฐานของพสุธาแล้วด้วย

พสุธาขอให้ถามอ้อม ๆ แต่ลูคัสกลับพูดไปตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม

“สารเลว! ฉันอุตส่าห์ยอมให้มันได้แต่งงานกับลูกของเรา แต่มันกลับฆ่าลูกของเรา แล้วยังให้คนหน้าด้านนั่นมาแทนที่อันนาด้วย ฉันจะฆ่ามันให้ตาย” มารดาของอันนายังคงพูดไปร้องไห้ไป ตอนนี้เธอมีทั้งความเจ็บปวดเสียใจ และความโกรธ ความอาฆาต

อันนาเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ และสามี พวกเขาไม่เคยคาดหวังอะไรจากอันนาเลย หวังเพียงแค่ว่าอันนาจะมีชีวิตที่มีความสุขที่สุด พวกเขาจึงเลี้ยงดูอันนาประดุจดั่งเจ้าหญิง รักใคร่ตามใจไม่ขาด ดังนั้นเมื่ออันนาจูงมือแฟนหนุ่มเข้ามาในบ้าน แล้วบอกว่าต้องการแต่งงานกับอีกฝ่าย พวกเขาจึงไม่คัดค้าน แม้ว่าแฟนหนุ่มของอันนาอย่างโจเซฟ จะมีฐานะที่เทียบพวกเขาไม่ติดเลยก็ตาม นั่นเพราะว่าพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง หวังเพียงแต่ว่าโจเซฟจะรัก และเอ็นดูอันนาได้ดีเท่าพวกเขา

ดังนั้นเพื่อลูกสาวแล้ว พวกเขาสองสามีภรรยาจึงดีกับโจเซฟมาก โจเซฟไม่มีเงิน ดังนั้นพวกเขาก็ลงทุนทำธุรกิจให้ โจเซฟขาดผู้ช่วยที่มีความสามารถ พวกเขาก็มอบคนที่มีความสามารถให้โจเซฟ แต่พวกเขาไม่คิดเลยว่า ขณะที่พวกเขามอบสิ่งดี ๆ ให้โจเซฟ โจเซฟกลับเป็นหมาป่าตาขาวที่เลี้ยงไม่เชื่อง ละโมบโลภมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่พอใจแค่สิ่งที่พวกเขามอบให้ แต่ยังต้องการครอบครองทั้งหมด ถึงกระทั่งให้ชู้รักทำศัลยกรรมใบหน้า สวมรอยเป็นลูกสาวของพวกเขา หวังจะฮุบสมบัติทั้งหมดของพวกเขาไป กว่าพวกเขาจะรู้ตัว ตอนนี้โจเซฟก็มีอิทธิพลในบริษัทมากกว่าพวกเขาแล้วด้วยซ้ำ

แต่ถือว่ายังดีที่พวกเขาจับสังเกตได้ทัน ว่าคนที่โจเซฟพากลับมา ไม่ใช่ลูกสาวตัวจริงของเขา แม้ว่าจะมีใบหน้าเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนก็ตาม

แต่เพราะไม่ต้องการเผยพิรุธ ทำให้โจเซฟรู้ตัว พวกเขาจึงต้องสืบอย่างลับ ๆ ไม่ทำอะไรกระโตกกระตาก ค่อย ๆ ดึงอำนาจคืนมา พร้อมกับสืบหาความจริงเรื่องของลูกสาว ทว่าเพราะอำนาจของพวกเขาถูกโจเซฟกลืนกินไปเรื่อย ๆ แล้ว ดังนั้นการสืบจึงค่อนข้างเป็นไปอย่างเชื่องช้า ด้วยมีคนที่ทรยศไปเข้าร่วมกับโจเซฟคอยขวางเอาไว้

สองสามีภรรยาเหนื่อยแต่ไม่ท้อ ตั้งมั่นว่าจะทวงคืนทุกอย่างคืนมาให้ได้ แล้วก็ไม่คาดคิดเลยว่า วันนี้พวกเขาจะได้รู้ความจริง

ใช่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่สองสามีภรรยาก็แน่ใจว่าข้อสันนิษฐานของพสุธาเป็นความจริง

“รอให้ตำรวจทางนั้นสืบความจริงได้กระจ่างเสียก่อน ฉันจะส่งมันไปลงนรกด้วยตัวเอง” พ่อของอันนาพูดเสียงเยียบเย็น

“ส่งชู้ของมันไปด้วย”มารดาของอันนาก็ไม่คิดจะปล่อยให้โซเฟียลอยนวลไปได้

“วางใจเถอะ ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครลอยนวลอย่างเด็ดขาด”

 

“เร็วขนาดนี้เลยเหรอ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ เมื่อตื่นนอนขึ้นมา เขาก็เห็นข้อความจำแฟรงค์แล้ว อีกฝ่ายบอกว่าพ่อแม่ของอันนา ยินยอมให้พวกเขาเข้าไปในห้องของอันนาได้

เมื่อเห็นข้อความ พสุธาก็โทรศัพท์ไปหาแฟรงค์ เพื่อถามอย่างสงสัย

“นายใหญ่โทรศัพท์ไปคุยตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ ทางนั้นก็สถานการณ์ไม่สู้ดีสักเท่าไร เพราะความไว้ใจก่อนหน้า ทำให้โจเซฟค่อย ๆ กลืนกินอำนาจภายในบริษัทไปจนเกือบจะหมด ลูกน้องก็แปรพักตร์ย้ายข้าง ทำให้พ่อแม่ของอันนาตอนนี้ขยับตัวทำอะไรลำบาก เดิมทีพวกเขาก็สงสัยว่าอันนาที่กลับไป ไม่ใช่อันนาตัวจริง ดังนั้นจึงเริ่มระมัดระวังตัวขึ้นมา ทั้งยังพยายามจะสืบหาความจริง แต่ก็อย่างที่บอกไป เพราะว่ารอบตัวมีแต่คนทรยศ ทำให้จนถึงตอนนี้ ก็ยังสืบหาความจริงไม่ได้ จนกระทั่งได้ข้อมูลจากเราเมื่อคืนนี้นี่แหละครับ”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้พวกเราก็ไปกันเลย”

“นายน้อยไม่ไปเรียนเหรอครับ” แฟรงค์ถามอย่างแปลกใจ

“ไม่เป็นไร ขาดเรียนวันเดียวไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนของฉันหรอก” พสุธาตอบกลับไป ก่อนจะพูดต่อว่า

“เดี๋ยวตอนที่นายไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ให้จับตาดูเจ้าหน้าที่ที่รู้เรื่องนี้ด้วยนะ ฉันกลัวว่าพวกโจเซฟจะซื้อคนเอาไว้ ให้จับตาดูห้องนั้นเอาไว้ พอเราเข้าไป ก็จะโทรศัพท์ไปแจ้งโจเซฟ ทำให้ไอ้เลวนั่นไหวตัวทัน”

“ทราบแล้วครับ นายน้อยรอบคอบจริง ๆ” แฟรงค์พูดชมอย่างจริงใจ แลละเขาก็มั่นใจมากยิ่งขึ้น ว่าพสุธาเหมาะสมแล้วที่จะรับช่วงแก๊งต่อจากนายใหญ่ของพวกเขา

หลังวางสายจากแฟรงค์ พสุธาก็ติดต่อหาปฐพี เขาเล่าเรื่องอย่างเปิดเผย รวมถึงเรื่องที่เขาเห็นวิญญาณอาฆาตในห้องนั้นด้วย เพราะถึงอย่างไร ปฐพีก็รู้แล้วว่าเขามีความสามารถนี้

ฝั่งปฐพีเมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา สิ่งที่เขาสนใจคือไม่ใช่เรื่องผี แต่เป็นเรื่องการฆาตกรรม ใบหน้าหล่อเหลาของปฐพีเคร่งขรึม

“นายรอพี่นะ พี่จะรีบไป”

“รอไปเจอกันที่นั่นเลยก็ได้นะครับ” พสุธาพูดบอก

“ก็ได้ แต่นายไปรอที่ห้องไอ้ไมล์ก่อนนะ อย่าเพิ่งเข้าไปห้องนั้น” ปฐพีต่อรอง

“ได้ครับ” พสุธาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร

แต่เขาคิดไม่ถึงว่าตอนปฐพีมาถึง เจ้าตัวจะไม่ได้มาแค่คนเดียว แต่ยังพาตำรวจมาด้วย

“นี่คือร้อยตำรวจเอกชาวีร์ เป็นลูกชายของเพื่อนสนิทของพ่อพี่” ปฐพีแนะนำให้พสุธารู้จักกับร้อยตำรวจเอกชาวีร์

“สวัสดีครับ” พสุธาทักทายอีกฝ่าย แล้วก็ได้รู้ว่าผู้กองชาวีร์ เป็นหัวหน้าทีมชุดสืบสวนอาชญากรรม ปฐพีพามาเพื่อให้เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

“ผมขอทราบรายละเอียดทั้งหมดได้ไหมครับ” ผู้กองหนุ่มพูดถามพสุธา สีหน้าเคร่งขรึม เพราะเท่าที่เขาได้ฟังเบื้องตนมาจากปฐพี นี่เป็นคดีสะเทือนขวัญคดีหนึ่ง และก็มีความซับซ้อนด้วย

“ได้ครับ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผมมีพ่อบุญธรรมคนหนึ่ง พ่อบุญธรรมของผมก็มีเพื่อนที่รู้จักกันมานานคนหนึ่ง เพื่อนคนนั้นของเขามีลูกสาว ซึ่งลูกสาวของเขาก็คือเจ้าของห้องนี้...” พสุธาอ้างชื่อลูคัสขึ้นมา เพื่อให้เรื่องราวดูสมเหตุสมผลว่าทำไมเขาถึงได้ต้องการตรวจสอบห้องนี้

อยู่ ๆ เขาจะให้การกับตำรวจว่าเพราะเขาเห็นผีไม่ได้หรอก ใช่ไหม

ปฐพีก็มองพสุธาอย่างชื่นชม เจ้าตัวช่างคิดหาข้ออ้างได้แนบเนียนจริง ๆ

การโกหกที่น่าเชื่อถือที่สุด ก็คือการพูดความจริงสลับกับความเท็จนี่แหละ

“ผมตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดแล้ว มีจุดที่น่าสงสัยอยู่หลายจุด จุดแรกคือการเข้าออกของอันนา ซึ่งวันที่ยี่สิบเก้าเดือนหก ในช่วงเช้าเธอได้ออกไปจากคอนโด และกลับมาในช่วงเย็นของวันเดียวกัน จากนั้นก็ไม่มีภาพเธอออกจากห้องเลย แต่วันที่สามสิบเดือนหก ก็มีอันนากลับเข้ามาพร้อมกับโจเซฟในช่วงดึก ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าบางทีตอนที่อันนาออกไป กล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ไม่ได้ ดังนั้นจึงมีจุดที่น่าสงสัยอีกจุดหนึ่ง ก็คือ รองเท้าที่อันนาคนนี้ใส่ และรองเท้าที่อันนาซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นตัวปลอมใส่นั้น เป็นรุ่นเดียวกัน มีความสูงเท่ากัน แต่เมื่อยืนข้างกับโจเซฟแล้ว รูปภาพนั้นอันนาสูงแค่หัวไหล่ แต่อีกภาพหนึ่ง อันนาสูงถึงติ่งหูของโจเซฟ ความเป็นไปได้ที่อันนาจะสูงขึ้นในเวลาแค่วันสองวัน จึงแทบจะเป็นศูนย์ รวมกับข้อมูลที่ว่าโซเฟีย ซึ่งมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นชู้รักของโจเซฟ ได้เดินทางมาทำศัลยกรรมที่สยามล่วงหน้าก่อนถึงหกเดือน แต่ปรากฏว่าทางครอบครัวของเธอ ได้แจ้งว่าเธอหายตัวไปเมื่อราว ๆ สองสัปดาห์ก่อน ดังนั้นผมจึงสันนิษฐานว่าคนที่หายตัวไป จริง ๆ แล้วไม่ใช่โซเฟีย แต่เป็นอันนา ส่วนอันนาที่ทุกคนเห็นอยู่ในตอนนี้ คือโซเฟียที่ทำศัลยกรรมปลอมแปลง” พสุธาพูดไล่เรียงข้อสังเกต และข้อสันนิษฐานของตัวเองออกไป

หลังจากที่พสุธาพูดจบแล้ว นายตำรวจที่ติดตามหัวหน้าทีมอย่างผู้กองชาวีร์มาด้วย ก็พูดถามขึ้นมาว่า

“คุณเป็นตำรวจอยู่โรงพักไหนเหรอ”

“ผมเหรอครับ ผมไม่ใช่ตำรวจ ผมเป็นนักศึกษา” พสุธาตอบกลับไป เขากะพริบตาปริบ ๆ

ทำไมอีกฝ่ายถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นตำรวจล่ะ

“อะไรนะ คุณไม่ได้เป็นตำรวจเหรอ แต่ตรรกความคิดของคุณนี่ ถ้าไม่เป็นตำรวจ ไม่น่าเสียดายแย่เหรอ”

“ไม่หรอกครับ ผมกลัวว่าถ้าผมเป็นตำรวจ ยศที่ได้เลื่อน จะมาจากคดีเพื่อนทั้งนั้น”