79. ตอนที่ 78
ตอนที่ 78
เพราะมีทั้งทายาทเจ้าของโครงการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ และที่สำคัญ มีความยินยอมจากบิดามารดาของเจ้าของห้อง ดังนั้นพสุธาจึงสามารถเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุได้
ทว่าพสุธาก็ไม่ได้เข้าไปอย่างไม่ได้วางแผนอะไร
พลังอาฆาตในห้องนั้นสูงมาก เมื่อมีคนเข้าไปในห้องนั้น แม้ว่าวิญญาณจะไม่ได้ทำการโจมตี แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะรับพลังอาฆาตนั้นเข้าสู่ร่างกายไม่ได้ สุดท้ายแล้ว จะทำให้เกิดความโชคร้าย อย่างเบาก็เจ็บไข้ อย่างหนักก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว
พสุธาหยิบถุงมือยางออกมาจากระบบ แล้วแจกจ่ายให้กับทุกคนที่จะเข้าไปในห้องนั้น
“สวมเอาไว้นะครับ ป้องกันสิ่งสกปรก” สิ่งสกปรกที่พสุธาพูดถึง ก็คือพลังงานอาฆาตนั่นเอง ทว่าสำหรับคนอื่นแล้ว พวกเขาคิดว่าพสุธาหมายถึงสิ่งสกปรกทั่วไป
บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหลายไม่ได้ปฏิเสธ เพราะอย่างไรการเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ ก็ต้องสวมถุงมือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยนิ้วมือ จนอาจจะทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญได้ แต่หากก่อนหน้านี้พสุธาไม่ได้แสดงความสามารถในด้านการสืบสวนสอบสวนของตัวเองออกมา บรรดาตำรวจทั้งหลายนี้ ก็คงจะไม่รับถุงมือจากพสุธามาอย่างกระตือรือร้น แต่จะมองว่าพสุธากำลังดูหมิ่นความเป็นมืออาชีพของพวกเขาอยู่
มีเพียงแค่ปฐพีเท่านั้น ที่รู้ว่าถุงมือที่พสุธามอบให้ ไม่ใช่ถุงมือธรรมดา ๆ
ปฐพีหวนนึกถึงไม้ขนไก่ และผงซักฟอกที่พสุธานำออกมาปราบวิญญาณร้ายเมื่อคืนก่อน
ดูเหมือนว่าทักษะนี้ จะเกี่ยวข้องกับอาชีพทำความสะอาดของเจ้าตัว
ถ้าพสุธารู้ว่าปฐพีเชื่อมโยงมาถึงตรงนี้ได้แล้ว เขาจะต้องทึ่งในความฉลาดของปฐพีอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้พสุธาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้ เมื่อเขาเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็สั่งการกับผีบริวารทั้งสาม ให้รออยู่ที่ห้องของพันไมล์ ไม่ต้องตามพวกเขาไปห้องของอันนา
แม้ว่าผีทั้งสามจะไม่อยากยินยอม แต่เมื่อได้รับคำสั่งของผู้เป็นนายมา พวกเขาก็ต้องยินยอมแต่โดยดี
ฝั่งพสุธา เมื่อกำชับพวกผีแล้ว เขาก็เดินตามตำรวจเข้าไปในห้องของอันนา เมื่อยืนอยู่หน้าประตู พสุธาก็สัมผัสได้ถึงพลังอาฆาตที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม สมองของเขาจินตนาการไปแล้วว่าในห้องของอันนาตอนนี้ สภาพน่าจะชวนให้สลดใจมาก
พสุธาเตรียมใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ผู้กองชาวีร์ก็เปิดประตูเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง
“นี่มัน..” เสียงพึมพำของผู้กองชาวีร์ ทำให้พสุธาร่างกายตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
อันที่จริงก็ไม่ใช่เพราะเสียงของผู้กองชาวีร์ แต่เป็นเพราะสายตาที่เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง และอาฆาตแค้นของสตรีคนหนึ่งที่หน้าเละจนแทบมองไม่ออกว่าก่อนหน้านี้เจ้าตัวมีใบหน้าที่แท้จริงอย่างไร
แต่ถึงจะมองใบหน้าไม่ออก พสุธาก็รู้ว่าวิญญาณที่เขาเห็นนั้นคือใคร
“อันนา” พสุธาส่งกระแสจิตเรียกออกไป เขาลองดูว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงของเขาหรือเปล่า หรือว่าตอนนี้วิญญาณสาวที่น่าสงสารนี้ กำลังหน้ามืดตามัวเพราะความแค้น จนไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใดอีก
“สารเลว ผู้ชายสารเลว เพื่อนสารเลว สมควรตาย สมควรตายทั้งหมด!” อันนาไม่ได้ตอบเสียงเรียกของพสุธา แต่ตะโกนขึ้นมาอย่างคลุ้มคลั่ง แล้วยังโผเข้าหานายตำรวจคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เธอที่สุด อย่างต้องการจะบีบคอให้ตาย ทว่าเมื่อเธอเกือบจะเข้าใกล้นายตำรวจผู้นั้นได้แล้ว ก็ราวกับมีกำแพงมากั้นไว้ ทำให้เธอเข้าไม่ถึง อีกทั้งยังถูกผลักกลับ ทำให้กระเด็นออกไป พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่เจ็บปวดของเธอ
“อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ถ้าคุณทำร้ายเขา คุณจะต้องได้รับกรรม คุณจะไม่สามารถไปผุดไปเกิดในภพภูมิดี ๆ ได้” พสุธาส่งเสียงห้ามอันนา ทว่ายังเหมือนเดิม อันนายังคงไม่สนใจเสียงพูดของพสุธา คราวนี้เธอเปลี่ยนเป้าหมายไปหาคนอื่น แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนก่อนหน้านี้ นั่นยิ่งทำให้เธอคลุ้มคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ พุ่งเข้าหาคนนี้ไม่สำเร็จ ก็พุ่งเข้าหาคนต่อไป
พสุธามองอันนาอย่างสงสาร ผู้หญิงดี ๆ คนหนึ่ง มอบใจที่จริงแท้ให้กับคนรัก และเพื่อนสนิท สุดท้ายกลับโดนคนพวกนั้นหักหลังจนตาย ช่างชวนให้คับแค้นใจจริง ๆ
ขณะที่พสุธากำลังสงสารอันนา คนอื่น ๆ ที่เข้ามาก็น่าสงสารเช่นกัน พวกเขามองสภาพห้องที่สะอาดสะอ้านไร้ที่ติ แต่บรรยากาศกลับชวนให้รู้สึกขนลุก
“ผู้กอง ห้องนี้ดูปกติมาก แต่ไม่รู้ทำไม ผมถึงรู้สึกกลัว เหมือนมีคนจ้องจะฆ่าผมอยู่” ลูกน้องคนหนึ่งของผู้กองชาวีร์กระซิบกับหัวหน้าของตัวเอง
“มึงก็รู้สึกเหมือนกันเหรอ เมื่อกี๊แวบหนึ่งกูรู้สึกเหมือนกูจะกำลังจะถูกฆ่าตายเลย” คนที่พูดประโยคนี้ ก็คือคนที่ถูกอันนาพุ่งเข้าใส่เป็นคนแรก
“อย่าเพ้อเจ้อ ตั้งใจทำงาน” ผู้กองชาวีร์ดุลูกน้อง ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ลูกน้องพูด แต่ความจริงแล้ว ภายใต้ท่าทางเคร่งขรึม และหนักแน่นของเขา ก็ซ่อนความหวาดหวั่นเอาไว้ เพราะสิ่งที่ลูกน้องของเขาพูดออกมาเมื่อครู่นี้ ก็เป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้เหมือนกัน!
ฝั่งลูกน้อง เมื่อโดนลูกพี่ดุ พวกเขาก็เริ่มลงมือทำงานกันทันที ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรมาก ก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อข้าวของในห้องนั้นราวกับถูกใครขว้างปา มันแตกกระจาย แม้แต่ตู้กระจกสำหรับตั้งโชว์ของ ก็ยังล้มกระแทกพื้นเสียงดัง
“สมควรตาย สมควรตายกันให้หมดทุกคน ทำร้ายฉัน ไอ้พวกสารเลวทั้งหมดนี้ดีแต่ทำร้ายฉัน โจเซฟ ฉันจะฆ่ามัน ไอ้ชายสารเลว โซเฟีย แกต้องตาย แกฆ่าฉัน ฉันจะเอาชีวิตแกเหมือนกัน” อันนาตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง สลับกับคร่ำครวญด้วยความเสียใจ พลังความอาฆาตของเธอราวกับพายุที่พัดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ ๆ ห้องถึงได้กลายเป็นแบบนี้”
“เหมือนกับพายุพัดมาอย่างรุนแรงเลย”
“พายุอะไร ห้องไม่ได้เปิดหน้าต่าง จะมีลมมาจากไหน”
พวกตำรวจพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงหวาดผวา ตอนนี้พวกเขาเริ่มจินตนาการถึงเรื่องที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้แล้ว
“หรือว่า...” พวกเขาหันมองหน้ากัน ขนลุกขึ้นซู่ไปทั้งตัว คนที่สวมสร้อยคอที่มีพระมาด้วย ก็กุมสร้อยพระของตัวเองแน่น เริ่มท่องบทสวดมนต์ในใจแล้วด้วย
พสุธามองนายตำรวจชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับอันนาด้วยน้ำเสียงที่ปลอบประโลมอย่างใจเย็น แต่ก็แฝงความขึงขังเอาไว้ด้วย
“อันนา ตั้งสติดี ๆ ผมรู้ว่าคุณแค้นใจ แต่ว่าพวกเราเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเรามาช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้คุณ และสัญญาว่าจับตัวคนที่ทำผิดต่อคุณมาลงโทษให้ได้ ดังนั้นอันนา คุณจะเคียดแค้นต่อไปก็ดี จะลงมือชำระแค้นเองก็ดี ผมไม่ก้าวก่าย ผมยังจะช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของคุณด้วย แต่คุณห้ามทำร้ายคนของผม” พสุธาเดินเข้าไปใกล้อันนา แล้วส่งกระแสจิตไป ทั้งในมือยังปรากฏเชือกอาคม เอาไว้มัดอันนา หากอีกฝ่ายยังคงบ้าคลั่ง ทำร้ายคนบริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า เพราะความแค้นของตัวเอง
ฝั่งวิญญาณสาวอย่างอันนา ตอนแรกเธอไม่สนใจคำพูดของพสุธาเลย มันเหมือนกับเพียงแค่ลมที่พัดผ่านเท่านั้น จนกระทั่งได้ยินพสุธาพูดว่าจะปลดปล่อยดวงวิญญาณของเธอให้ นั่นก็ทำให้เธอหยุดนิ่งไป แล้วมองพสุธาด้วยสายตาราวกับว่าหากพสุธากล้าโกหก เธอจะเอาชีวิตของพสุธามาเป็นค่าชดเชยคำโกหกของเจ้าตัว
“นายเป็นใคร จะให้ฉันออกไปจากที่นี่ได้จริง ๆ หรือ ถ้านายกล้าโกหกฉัน ฉันจะพานายมาอยู่กับฉัน! รวมถึงคนที่มากับนายด้วย ฮึ ๆ ฉันอยู่ที่นี่เหงาเหลือเกิน มีพวกนายมาอยู่ด้วย ฉันจะต้องไม่เหงาแล้วแน่ ๆ” อันนาพูดอย่างเกรี้ยวกราดดุดัน แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นคลุ้มคลั่ง พลังอาฆาตที่อ่อนแรงลงชั่วครู่หนึ่ง ก็กลับมารุนแรงอีกครั้ง ข้าวของในห้องตกแตกกระจายอีกรอบหนึ่ง เศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ปลิวว่อน ทำให้ทุกคนต้องพยายามปัดป้องไม่ให้เศษกระเบื้อง เศ๋ษกระจกมาโดนตัวเอง
พสุธาเปลี่ยนสีหน้าอ่อนโยน เป็นเรียบเฉย เขาโบกมือครั้งหนึ่งเชือกอาคมที่อยู่ในมือก็พุ่งออกจากมือ ไปมัดวิญญาณของอันนาเอาไว้
ภาพเหตุการณ์นี้ บรรดานายตำรวจทั้งหลายตื่นตะลึงพรึงเพริด พวกเขาไม่เห็นวิญญาณของอันนา ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาเห็น ก็คือเชือกที่ลอยไปในอากาศ จากนั้นก็เหมือนจะรัดความว่างเปล่าเอาไว้
“นี่ นี่มันคืออะไรกันแน่ ไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดใช่หรือเปล่า” นายตำรวจที่กุมสร้อยพระตัวเองเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็กุมสร้อยพระแน่นขึ้น แข้งขาสั่น คนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกัน มีเพียงปฐพี และผู้กองชาวีร์ที่มองไปยังพสุธา
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก่อนหน้านี้ข้าวของในห้องราวกับถูกพายุพัดทำลาย แต่เพียงหลังจากที่พสุธาสะบัดเชือกออกไปทคล้ายผูกมัดอะไรไว้กลางอากาศ ข้าวของก็ถูกหยุดทำลาย เศษกระจก เศษกระเบื้องที่ปลิวว่อนก่อนหน้านี้ ก็ตกลงพื้น และไร้การเคลื่อนไหวใด ๆ อีก
นี่มันเรื่องบังเอิญ หรือมีอะไรที่พวกเขามองไม่เห็น มีอะไรที่พวกเขาไม่รู้
พสุธาไม่สนใจคนอื่น เขาพูดกับอันนาว่า
“อันนา คุณน่าสงสารมาก และผมก็สงสารคุณ สำหรับเรื่องราวที่คุณต้องประสบพบเจอมา แต่การที่ผมสงสาร ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมาสั่งผมได้ ตอนนี้ผมคือคนที่จะช่วยเหลือคุณ ส่วนคุณคือคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นแล้ว ก็ระมัดระวังคำพูด และการกระทำของตัวเองด้วย” พสุธาไม่โกรธ หากเจ้าหล่อนจะข่มขู่เอาชีวิตเขาแค่คนเดียว ถึงอย่างไรเธอก็น่าสงสารเกินไป ถูกที่ตัวเองรักสองคนหักหลังแบบนี้ แต่ว่าเธอน่าสงสาร ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะทำร้ายคนบริสุทธิ์
อันนาชะงักไป ไม่คิดว่าพสุธาจะไม่เพียงกลัวคำขู่ของเธอ แต่ยังตอบโต้กลับมาด้วยคำขู่เช่นกัน
“แต่ฉันก็เป็นผู้บริสุทธิ์ ก่อนหน้านี้ฉันก็เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ใช่เหรอ ทำไมฉันถึงถูกทำร้ายได้ล่ะ ทำไมสองคนนั้นถึงได้ทำร้ายฉันขนาดนี้” อันนาคร่ำครวญ ก่อนที่พลังอาฆาตของเธอจะพุ่งขึ้นสูงอีกครั้ง เธอพยายามดิ้นรนที่จะหลุดจากเชือกอาคมที่มัดเธอไว้
พสุธามองอันนาที่กำลังดิ้นรน พลังความอาฆาตของเธอรุนแรงจริง ๆ แม้แต่เชือกอาคมก็ยังแทบจะเอาไม่อยู่แล้ว พสุธามองหาของในระบบ ก่อนที่จะปรากฏเครื่องดูดฝุ่น
เมื่ออยู่ ๆ เครื่องดูดฝุ่นก็ปรากฏตรงหน้า พวกนายตำรวจทั้งหลาย ไม่เว้นแม้แต่ผู้กองชาวีร์ก็ร้องอุทานออกมา
“เหี้ย มาได้ไงวะ!”
อยู่ ๆ ก็มีเครื่องดูดฝุ่นขนาดใหญ่ปรากฏกลางอากาศ พวกเขาจะไม่สับสนได้อย่างไรกัน สายตาที่มองพสุธาตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับมองเห็นผีแล้ว
พสุธายังคงไม่สนใจ เขาเปิดเครื่องดูดฝุ่นให้ทำงาน เพื่อดูดพลังอาฆาตจากอันนา ทำให้พลังอาฆาตของอันนาลดต่ำลงไปมากกว่าครึ่ง ดวงตาที่แดงฉาน และอาฆาตพยาบาท ได้สงบลงไม่น้อย
“มีสติแล้วหรือยัง คิดได้หรือยังว่าเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ มันเป็นความผิดของใคร และใครที่ควรจะถูกลงโทษ” พสุธาถามออกไป ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
“คุณพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง ที่เลือกรักและไว้ใจคนผิด ทำให้ตัวเองต้องเสียชีวิต ดังนั้นแล้ว คุณอย่าทำพลาดครั้งที่สอง ยอมให้ตัวเองตกนรกเพราะทำบาปทำกรรมกับคนอื่น เพียงเพราะความแค้นที่มีต่อผู้ชายเลว ๆ แบบนั้น นั่นไม่ยิ่งเหมือนกันทำให้ผู้ชายเลว ๆ นั่นได้ประโยชน์ยิ่งกว่าเดิมหรอกเหรอ ดังนั้นแล้ว แทนที่คุณจะแก้แค้นเอง ไม่สู้ปล่อยให้พวกเขาช่วยคุณแก้แค้น ดีกว่าไหม”
อันนานิ่งงัน ก่อนที่จะมีน้ำตาไหลลงมาจากใบหน้าเละ ๆ ของเธอ
พสุธาเห็นอันนาร้องไห้ด้วยความเสียใจ เขาจึงไม่ได้พูดอะไรอีก แต่หันไปหานายตำรวจทั้งหลาย
“พวกคุณไม่ลงมือตรวจสอบกันเหรอครับ สถานที่เกิดเหตุนี่ ถึงแม้ว่าจะถูกทำความสะอาดแล้ว แต่ก็อาจจะมีเบาะแสหลงเหลืออยู่นะ”
“นาย.. นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ผู้กองชาวีร์ถามพสุธา เขาเป็นตำรวจมาหลายปี เจอคดีที่ซับซ้อนมามากมาย แต่ไม่มีคดีไหนที่ทำให้เขาสับสนได้ถึงขนาดนี้มาก่อนเลย
“อยากรู้จริง ๆ เหรอครับ” พสุธาถามขึ้นมา
“ใช่” ผู้กองชาวีร์ตอบ
“แน่ใจนะครับ” พสุธาถามย้ำอีกครั้ง
“แน่ใจ ในฐานะตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ พวกเราจำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง” ผู้กองชาวีร์ตอบเสียงหนักแน่น
“งั้นก็ได้ครับ หวังว่าจะไม่เสียใจทีหลังนะ” พสุธาพูด ก่อนที่เขาจะล้วงตลับขี้ผึ้งเล็ก ๆ ออกมา แล้วส่งให้ทุกคน
“เอาไปป้ายตาสิครับ” พสุธาพูดบอก
ผู้กองชาวีร์มองอย่างสับสน แต่เมื่อคิดถึงการกระทำก่อนหน้านี้ของพสุธาทั้งหมด เขาก็รับมาแล้วป้ายขี้ผึ้งที่ตาสองข้างของตัวเอง จากนั้นก็ส่งต่อให้ลูกน้องคนอื่น ๆ
ลูกน้องคนอื่น ๆ พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง ที่จะป้ายขี้ผึ้งที่ดวงตาของพวกเขา แต่เมื่อเป็นคำสั่งของหัวหน้า พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำตาม
เมื่อพวกเขาป้ายขี้ผึ้งที่ตากันหมดแล้ว พสุธาก็พึมพำอะไรบางอย่างอยู่ชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นนายตำรวจทั้งหลายก็รู้สึกว่าดวงตาของตัวเองสว่างวาบชั่วแวบหนึ่ง แล้วก็
“เหี้ย! ผี”
“ว้ากกกก ผี ผี มีผี!”
เสียงตะโกน เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น แต่ไม่นานนักหรอก มันก็สงบลง
“เวอร์เกินไปไหมเนี่ย” พสุธาพึมพำอย่างหมดคำจะพูด เมื่อชายร่างใหญ่เกือบสิบคน ต่างก็ล้มพับลงกับพื้นเรียบร้อยแล้ว
ใช่ นายตำรวจที่ท่าทางห้าวหาญทั้งหลาย เห็นอันนาเพียงแค่ชั่วแวบเดียวเท่านั้น ก็เป็นลมกันไปเลย มีเพียงผู้กองชาวีร์เท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ แม้ว่าใบหน้าจะซีดเผือดก็ตาม
“ขอให้รู้จักนะครับ เธอคืออันนา” พสุธาแนะนำเสียงขรึม
“อัน อันนา หมายถึงผู้สูญหายที่แท้จริงน่ะหรือ” ผู้กองชาวีร์พูดเสียงไม่มั่นคง และเขาไม่ได้เรียกอันนาว่าผู้ตาย เพราะว่ายังไม่พบศพของเธอ แม้ว่าวิญญาณของเธอจะปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้วก็ตาม
พสุธาพยักหน้า
“ใช่ คือเธอ คุณอยากรู้ความจริง ก็ลองถามเธอดู” พสุธาหลีกทางให้
ผู้กองชาวีร์กลืนน้ำลาย เขาคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนที่หัวใจแข็งแรงดี แต่ตอนนี้เริ่มจะไม่มั่นใจแล้ว
ทว่าถึงจะกลัว แต่ผู้กองชาวีร์ก็ยังทำใจแข็งสู้เสือ เดินเข้าไปใกล้อันนา แล้วทำการสอบถามเจ้าตัว
ขณะที่ผู้กองชาวีร์กำลังสอบถามอันนา ปฐพีก็มองพสุธา
“นายทำให้พวกเขาเห็นวิญญาณแล้วใช่ไหม”
“ใช่ครับ”
“พี่ก็อยากเห็นบ้าง” ปฐพีไม่ได้อยากสนุก แต่เขาไม่อยากเหมือนคนหูหนวกตาบอดเพียงคนเดียว อีกทั้งวันหน้า เขาอาจจะได้เจอเรื่องแบบนี้บ่อยครั้ง เมื่ออยู่กับพสุธา ดังนั้นเขาจึงอยากจะสัมผัสโลกของเจ้าตัวดูบ้าง
“แน่ใจเหรอครับ ถ้าได้เห็นครั้งหนึ่งแล้ว จะเห็นตลอดไปเลยนะครับ” พสุธาถามปฐพี แต่คนที่ตกใจคือผู้กองชาวีร์ที่กำลังปลอบใจ และเกลี้ยกล่อมอันนาอยู่
“นายว่ายังไงนะ!” ผู้กองชาวีร์ถามตะโกนเสียงดัง ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม
เมื่อครู่นี้เขาได้ยินพสุธาพูดว่าอะไรนะ ถ้ามองเห็นวิญญาณได้ครั้งหนึ่ง ก็จะมองเห็นได้ตลอดไปใช่ไหม นั่นไม่ได้หมายความว่า ต่อไปนี้พวกเขาจะมองเห็นผีไปตลอดชีวิตหรอกเหรอ
“ก็อย่างที่ผู้กองได้ยินนั่นแหละครับ ผมก็ถามแล้วนี่ว่าแน่ใจใช่ไหม และผู้กองก็ยืนกรานหนักแน่นเอง” พสุธาตอบอย่างใสซื่อ
ผู้กองชาวีร์พูดไม่ออก เขาอยากจะร้องไห้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต
นายพูดเหมือนเป็นความผิดของฉัน แต่ตอนที่นายถาม นายไม่ได้พูดให้ชัดเจนนี่ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง
ผู้กองชาวีร์คร่ำครวญอยู่ในใจ เขารู้สึกเหมือนถูกหลอกขายเลย แบบนี้สามารถแจ้งความได้ไหม
ไม่ใช่สิ เขาก็เป็นตำรวจอยู่แล้ว ยังจะไปแจ้งความกับใคร ต้องถามว่าเขาสามารถจับกุมตัวเลยได้ไหม
“มีวิธีการที่ทำให้กลับไปมองไม่เห็นไหม” ผู้กองชาวีร์ถามพสุธาอย่างคาดหวัง ทั้งชีวิตเขาไม่เคยคาดหวังอะไรเท่านี้มาก่อนเลยจริง ๆ
“มีครับ”
“วิธีการอะไร” ผู้กองชาวีร์ละล่ำละลักถามทันที
“ผมไม่ทราบครับ” พสุธาส่ายหน้าตอบเสียงใส
เขาไม่รู้จริง ๆ ความรู้ที่ระบบให้มา ก็ไม่สมบูรณ์ ทำให้เขารู้แค่ว่ามีวิธีการ แต่วิธีการเป็นอย่างไรก็ไม่รู้
“แล้วไหนนายบอกว่ามีไง” ผู้กองชาวีร์ซวนเซอย่างจะล้ม เมื่อได้ยินคำตอบที่ดูจะไร้ความรับผิดชอบมากของพสุธา
“ก็ทราบแค่ว่ามี แต่ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไรยังไงล่ะครับ”