8. ตอนที่ 7
ตอนที่ 7
หลังจากที่พสุธาส่งศิลาขึ้นรถไปแล้ว เขาก็เตรียมจะปั่นจักรยานไปทำงานบ้าง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ปั่นออกไป เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน
พสุธาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็พบว่าหน้าจอปรากฏชื่อ ‘วินิจ’ พสุธานึกอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ถึงค่อยนึกได้ว่าวินิจคือใคร
วินิจก็คือผู้จัดการใหญ่ของตึกเกรซ ซึ่งตึกเกรซเป็นตึกห้าสิบชั้น ข้างในเป็นพื้นที่สำนักงานใช้เช่า แบ่งออกเป็นห้าร้อยยูนิต ชั้นละสิบยูนิต พสุธาเพิ่งได้เป็นเจ้าของและครอบครองมันเมื่อครึ่งปีก่อน
ตอนที่เขาได้มันมาจากระบบ วินิจก็โทรศัพท์หาเขา ด้วยเพราะเขาเป็นเจ้าของคนใหม่ แล้วก็ถือว่าเป็นเจ้านายคนใหม่ วินิจต้องมารายงานตัว
ตอนที่วินิจโทรศัพท์หาพสุธาครั้งแรก เขาก็โทรศัพท์หาด้วยความวิตกกังวล หัวใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายคนใหม่มีนิสัยใจคออย่างไร จะทำงานด้วยยากหรือเปล่า หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ จะไล่เขาออกหรือเปล่า
ซึ่งจากการที่วินิจได้โทรศัพท์มาหาพสุธาในครั้งนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าพสุธาไม่ได้ไล่วินิจออก ยังให้เขาเป็นผู้จัดการใหญ่ของตึกเกรซต่อไป
“ฮัลโหล” พสุธากรอกเสียงของตัวเองลงไป หลังจากที่กดรับสายแล้ว
“ท่านประธาน สวัสดีครับ ผมไม่ได้โทรศัพท์มารบกวนท่านใช่ไหมครับ” วินิจพูดกับพสุธาอย่างนอบน้อม แม้จะรู้ว่าพสุธาในตอนนี้ มีอายุแค่เพียงสิบแปดปีเท่านั้น
ความจริงการที่เขารู้ว่าพสุธาอายุยังน้อย เป็นเหตุผลให้เขาสุภาพกับพสุธามากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ เพราะใจเขาชื่นชมและหวั่นเกรง ต่อคนรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถคนนี้ ด้วยเขายังรู้อีกว่า พสุธาไม่ใช่ลูกเศรษฐีตระกูลไหน เจ้าตัวครอบครองตึกใหญ่ใจกลางเมืองด้วยกำลังของตัวเอง
“ผมกำลังจะออกไปทำงาน คุณมีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า มีเวลาให้คุณห้านาที” พสุธามองเวลา ถ้าเขาออกช้ากว่าห้านาที เขาจะสายแล้ว
“คือว่ามีสามบริษัทที่จะหมดสัญญาเช่าภายในสิ้นเดือนนี้ครับ พวกเขาต้องการต่อสัญญาอีกสามปี ไม่ทราบว่าเรื่องค่าเช่า คุณพสุธามีความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนหรือเปล่าครับ” วินิจถาม
ความจริงเจ้าของบริษัททั้งสามบริษัท ที่เป็นผู้เช่า ต่างก็ต้องการพบพสุธา เพราะหากได้พบพสุธา ได้เจรจาต่อรอง พวกเขาอาจจะได้เช่าพื้นที่ในราคาเดิม หรือว่าอาจจะได้ราคาที่แม้ว่าเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากเกินไปนัก
ทว่าพสุธาเคยพูดกับวินิจเอาไว้แล้ว ว่าเขาไม่ต้องการเจอผู้เช่าเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อเจ้าของบริษัทแสดงความจำนงขอพบพสุธา วินิจจึงได้ปฏิเสธไปทั้งหมด
“มีบริษัทอะไรบ้าง” พสุธาถามอย่างใส่ใจ เมื่อได้ยินว่าจะมีการทำสัญญาใหม่
ตั้งแต่ที่เขารับตึกมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีการทำสัญญาใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ ยังไม่มีบริษัทใดเลยที่หมดสัญญาเช่าที่ทำเอาไว้กับเจ้าของเดิม
“บริษัทแรกคือบริษัทไท่ซือ แคปปิตอล พวกเขาเช่าสำนักงานที่ชั้นสิบห้า หนึ่งยูนิต สัญญาเดิม ราคาเช่าอยู่ที่หนึ่งพันเจ็ดร้อยบาท ต่อหนึ่งตารางเมตร ต่อเดือนครับ ซึ่งสำนักงานของเรา แต่ละยูนิตมีขนาดพื้นที่ห้าร้อยตารางเมตร คิดเป็นเดือนละแปดแสนห้าหมื่นบาท ปีละสิบล้านสองแสน ทำสัญญาสามปี ถ้าท่านประธานไม่เพิ่มค่าเช่า จะคิดเป็นสามสิบล้านหกแสนบาทครับ” วินิจรายงานเจ้านายของตัวเองอย่างละเอียด
พสุธาครุ่นคิดเล็กน้อย เขาเคยได้ข่าวมาว่า ปีนี้หลายตึกสำนักงานขึ้นค่าเช่า อย่างน้อยก็สิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเขาเองถ้าจะขึ้นบ้าง ก็ไม่สมควรมีปัญหาอะไร
“ขึ้นห้าเปอร์เซ็นต์ก็แล้วกัน” พสุธาพูดตอบกลับไป
“ได้ครับ ส่วนบริษัทที่สอง เป็นบริษัท ไลท์ โซลาร์เซลล์ อยู่ชั้นสิบสี่ ราคาเช่าอยู่ที่หนึ่งพันเจ็ดร้อยต่อตารางเมตร ต่อเดือนเหมือนกันครับ แต่ไลท์ โซลาร์เซลล์ เช่าสองยูนิตครับ”
“อืม ขึ้นสี่เปอร์เซ็นต์” พสุธาพูดตอบ กิจการโซลาร์เซลล์ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เขาขึ้นค่าเช่าสี่เปอร์เซ็นต์ ไม่สมควรมีผลกระทบอะไรต่อบริษัทนัก
เห็นแก่ที่เจ้าของเป็นคนสยาม เขาจะขึ้นค่าเช่าน้อยกว่า ไท่ซือ แคปปิตอล ที่เจ้าของเป็นคนจีน ก็แล้วกัน
“บริษัทสุดท้ายที่ต้องต่อสัญญาภายในเดือนนี้ คือเด่นการช่างครับ พวกเขาเช่าสำนักงานชั้นสิบห้า เช่าสองยูนิต ค่าเช่าต่อหนึ่งยูนิต ก็เท่ากับบริษัทไท่ซือ แคปปิตอลครับ”
“เด่นการช่าง? ของตระกูลกิจอนันต์?” พสุธาเมื่อได้ยินชื่อบริษัทสุดท้าย คิ้วของเขาก็เลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มโดยอัตโนมัติ แววตาก็ทอประกายอันตราย
วันก่อนเพิ่งจะมาแสดงสีหน้ารังเกียจเขา อยากจะรู้นัก ถ้ารู้ว่าบริษัทของตัวเองอยู่ภายใต้กำมือของเขา จะรู้สึกอย่างไร
“ใช่ครับ เจ้าของบริษัทอย่างเด่นชัย ร้อนใจอยากจะพบท่านประธานมากครับ แต่ว่าผมปฏิเสธไปแล้ว”
“อ้อ เขาเคยเจอผมแล้ว” พสุธาพูดตอบกลับไป
“ถ้าอย่างนั้นค่าเช่าของบริษัทนี้..” วินิจพูดประโยคนี้ เพราะคิดว่าพสุธาจะลดค่าเช่าให้กับเด่นการช่าง ทว่า
“ขึ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์”
“หา! ยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยเหรอครับ!” วินิจอุทานอย่างตกใจ
เขาคาดเดาว่าเจ้านายจะลดค่าเช่า ทว่าเขาเดาผิด เจ้านายไม่เพียงไม่ลดค่าเช่า แต่ยังเพิ่มค่าเช่าจนเขายังอดไม่ได้ที่จะสะท้านสะเทือน
ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกสองบริษัท ขึ้นเพียงแค่ ห้า และสี่เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับเท่านั้น
เพราะอะไร หรือว่าการพบเจอกันระหว่างเจ้านายของเขา กับเจ้าของเด่นการช่าง เป็นการพบเจอที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไร
ก็ต้องบอกว่าวินิจนั้นเป็นคนที่มีไหวพริบไม่น้อยเลยทีเดียว เขาคาดเดาเรื่องนี้ได้ในทันที
“ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ควรจะมากเกินไปใช่ไหม ผมจำได้ว่าสำนักงานของตึกเรา เป็นที่ต้องการมาก ตอนนี้ยังไม่มีว่างเลยด้วยซ้ำ”
“ใช่ครับ นอกจากจะถูกเช่าจนเต็มแล้ว ยังมีผู้ที่ต้องการเช่าอีกไม่น้อย วัน ๆ หนึ่ง ผมต้องปฏิเสธไปหลายบริษัทเลยครับ” วินิจพูดตอบ ก่อนที่เขาจะถามอย่างระมัดระวังว่า
“ท่านประธานครับ เด่นชัยคนนั้น ทำให้ท่านประธานขุ่นเคืองหรือเปล่าครับ”
พสุธาได้ยินแล้วก็หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะพูดตอบเสียงเนิบช้า
“เขาไม่มีความสำคัญถึงขนาดทำให้ผมขุ่นเคืองเพราะเขาได้หรอก แต่ที่เขาต้องจ่ายเพิ่มอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็คือว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ตาสุนัขมองคนต่ำ[1]ก็แล้วกัน”
“เขากล้าดูถูกท่านประธานหรือครับ แบบนี้เราไม่ต่อสัญญาเลยดีไหมครับ มีคนรอเช่าสำนักงานของท่านประธานเยอะมาก คนนิสัยแย่แบบนั้น ไม่คู่ควรกับตึกของท่านประธานเลยครับ” วินิจพูดอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังโกรธแทนเจ้านาย
พสุธาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขารู้ว่าวินิจกำลังประจบเขาอยู่
“ไม่ต้องหรอก ขึ้นค่าเช่าไปนั่นแหละ” ถ้าอีกฝ่ายจ่ายเงิน เขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไล่อีกฝ่ายไป
เขาไม่มีความรู้สึกใด ๆ ต่อตัวคนที่เรียกว่าเป็นบุพการีของเขา แต่เขาชอบเงินของอีกฝ่าย
ถ้าจ่ายเงินมา เรื่องอะไรก็พูดคุยกันได้ทั้งนั้น
“อ้อ ผมมีเรื่องให้คุณช่วยเรื่องหนึ่งด้วย” พสุธาพูดกับวินิจอย่างนึกขึ้นได้
“ท่านประธานสั่งมาได้เลยครับ” วินิจพูดอย่างกระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้านายใช้งานเขา เขาจะต้องทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้เจ้านายประทับใจ!
“ผมต้องการซื้อรถหนึ่งคัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องแพงมาก สักหกเจ็ดแสนก็พอ ซื้อแล้วคุณส่งไปที่บ้านหลังหนึ่ง เดี๋ยวผมจะส่งที่อยู่ให้ ตอนที่ส่งไป บอกให้คนที่ส่งทำเป็นว่ารถยนต์คันนี้เป็นรางวัลสำหรับผู้โชคดีนะ”
วินิจมีเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด สำหรับคำสั่งนี้ของเจ้านาย
เจ้าของตึกมูลค่าหลายหมื่นล้าน ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่ถึงล้าน ทั้งยังให้แสร้งทำเป็นว่าเป็นของขวัญให้ผู้โชคดี
เดี๋ยวนี้คนรวยเขาชอบเล่นอะไรแบบนี้หรือ
แต่ไม่ว่าจะสงสัยแค่ไหน วินิจก็รับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น บอกว่าเย็นวันนี้ จะมีรถไปส่งถึงหน้าบ้านอย่างแน่นอน
“ห้าเปอร์เซ็นต์นี่เป็นราคามิตรภาพแล้วนะครับ ผมจะแอบกระซิบให้นะครับ ครั้งนี้มีบริษัทหนึ่งที่ถูกขึ้นค่าเช่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์” วินิจกระซิบกับเจ้าของบริษัทไท่ซือ แคปปิตอล ทำให้อีกฝ่ายที่ต้องการจะต่อรองขอลดค่าเช่า ถึงกับเปลี่ยนใจ รีบจรดปากกาเซ็นสัญญาในทันที ด้วยกลัวว่าเจ้าของตึกจะเปลี่ยนใจ เพิ่มค่าเช่าของบริษัทเขา เพิ่มเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เท่ากับอีกบริษัทหนึ่ง
หลังจากเซ็นสัญญาแล้ว ปากก็ชื่นชมพสุธาไม่ขาดปาก บอกว่าเจ้าตัวใจกว้าง มีความเป็นมิตรกับบริษัทสัญชาติจีนอย่างพวกเขา บอกว่ามีโอกาส จะต้องฝากของขวัญขอบคุณไปให้กับพสุธา
วินิจก็ตอบรับแทนเจ้านายอย่างยินดี แล้วเขาก็ใช้มุกเดียวกัน กับบริษัทไลท์ โซลาร์เซลล์ ซึ่งนั่นทำให้การเซ็นสัญญาเช่าสำนักงาน เป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมาถึงสำนักงานของบริษัทเด่นการช่าง
“อะไรนะ เพิ่มยี่สิบเปอร์เซ็นต์ นี่จะปล้นกันหรือไง!” เด่นคุณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เด่นหล้า พูดโวยวายขึ้นมา
“หุบปาก!” เด่นชัยหันไปตำหนิลูกชายของตัวเองเสียงดัง ก่อนที่จะหันมาหาวินิจ แล้วพูดเสียงประจบ
“คุณวินิจครับ พอจะเจรจากันอีกครั้งได้ไหมครับ ขึ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่ามันเยอะเกินไป ตอนนี้เศรษฐกิจแบบนี้ บริษัทของเรากำลังประมูลโครงการใหญ่ ต้องใช้เงินสำรองเยอะ คุณวินิจช่วยเจรจาอีกครั้งได้ไหมครับ ถ้าคุณวินิจช่วยได้ ผมจะไม่ลืมบุญคุณเลยครับ” เด่นชัยยอมเสียหน้าประจบวินิจ แต่ไม่ยอมเสียหน้าย้ายออกจากตึกนี้ เพราะว่าตึกเกรซ เป็นตึกสำนักงานที่ดีที่สุดในประเทศแล้ว
วินิจฟังคำพูดสุดท้าย ก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังติดสินบนตัวเอง ถ้าตัวเองช่วยพูดจนได้ลดค่าเช่า อีกฝ่ายจะมีค่าตอบแทนให้
แต่วินิจไม่คิดแยแสเลยแม้แต่น้อย คนคนนี้กล้าดูถูกเจ้านายของเขา ถ้าเขาช่วยพูดให้ นั่นไม่ใช่เขารนหาที่ตาย คิดอยากเปลี่ยนงานใหม่หรือไงกัน
“คงจะไม่ได้ ท่านประธานของผมบอกมาแล้วว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ เป็นราคาที่ต้องจ่าย สำหรับการใช้ตาสุนัขมองคนต่ำของพวกคุณ”
“เอาล่ะ พวกคุณมีเวลาห้าวันในการตัดสินใจ ถ้าไม่ตกลง สิ้นเดือนนี้พวกคุณก็ต้องย้ายออก มีอีกหลายบริษัทที่ต้องการย้ายเข้ามาแทน” วินิจพูดอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด พูดจบก็แค่นเสียงในลำคอครั้งหนึ่ง แล้วเชิดหน้าเดินออกไปในทันที
วินิจเดินออกไปแล้ว เด่นชัยเพิ่งจะได้สติ
“เดี๋ยวก่อนครับคุณวินิจ คุณหมายความว่ายังไงครับ เรื่องตาสุนัขมองคนต่ำ” เด่นชัยร้อนรน วิ่งออกจากห้องทำงาน ตามมาถามวินิจ ที่เข้าไปอยู่ในลิฟต์แล้วเรียบร้อย
“หมายความว่าพวกคุณชอบดูถูกคนอื่นนัก ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการดูถูกคนอื่นยังไงล่ะ” วินิจพูดจบก็กดปิดประตูลิฟต์ ไม่เปิดโอกาสให้เด่นชัยได้ถามต่อ
เด่นชัยต้องการเรียกรั้ง แต่ก็ไม่ทัน เขาได้แต่เดินฉุนเฉียวกลับห้องทำงานของตัวเอง
“พ่อ หมอนั่นหมายความว่ายังไงครับ” เมื่อเด่นชัยเข้ามา เด่นคุณก็พูดถามในทันที
“มันบอกว่าพวกเราดูถูกคนอื่น ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่ใครล่ะ ที่พวกเราไปดูถูกไว้” เด่นชัยสงสัยอย่างหนัก เขาไปดูถูกใครที่ไหน ถึงทำให้เจ้าของตึกเกรซโกรธขนาดนี้
“คงไม่ใช่เจ้าของตึกหรอกใช่ไหมครับ” เด่นหล้าพูดถามออกมา น้ำเสียงมีความหวั่นใจ
“เป็นไปไม่ได้ พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของตึกเป็นใคร จะไปดูถูกได้ยังไง หรือต่อให้เจอกันโดยไม่รู้ตัวตนของอีกฝ่าย ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นเจ้าของตึก จะต้องรวยอย่างมหาศาล พวกเราจะกล้าไปดูถูกได้ยังไง” เด่นชัยปฏิเสธความคิดของลูกชายคนโตในทันที โดยที่ไม่รู้เลยว่าลูกชายคนโต คาดเดาได้ถูกต้องแล้ว
“เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราไปดูถูกใคร จนทำให้เจ้าของตึกโกรธแบบนี้ แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไปดีครับ” เด่นหล้าถามบิดาของตัวเอง
เขาเองในฐานะที่เป็นรองประธานบริษัท มีผลประโยชน์ที่ได้รับจากบริษัท ย่อมต้องคิดหาวิธีการแก้ไข เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
“ลองนึกดูว่าพวกเราไปมีเรื่องกับใครบ้างในช่วงนี้ ดูคนที่น่าสงสัยมากที่สุด แล้วไปขอโทษ ถ้าทำให้อีกฝ่ายหายโกรธได้ เจ้าของตึกก็น่าจะหายโกรธ ยอมลดค่าเช่าให้กับพวกเรา” เด่นชัยพูดออกมา และลูกชายทั้งสองของเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย สามคนพ่อลูกช่วยกันทบทวนความทรงจำ ดูว่าหลายวันมานี้ พวกตัวเองได้ไปแตะแผ่นเหล็กร้อนแผ่นไหนเข้า
แต่พวกเขาคิดจนหัวแทบแตก ก็ไม่มีทางคิดไปถึงพสุธา คนที่มีสายเลือดเดียวกันกับพวกเขา ที่พวกเขาไม่ยอมรับ
[1]ตาสุนัขมองคนต่ำ - ดูถูกผู้อื่น