80. ตอนที่ 79
ตอนที่ 79
“เธอยังอยากไปแก้แค้นเองอยู่ไหม” พสุธาถามอันนา ซึ่งตอนนี้ไม่ได้ถูกมัดด้วยเชือกอาคมแล้ว พลังอาฆาตของเธอก็ลดน้อยลงไปจนแทบไม่มีเหลือแล้ว
ไม่ใช่เพราะว่าอันนาปล่อยวาง แต่เป็นเพราะเครื่องดูดฝุ่นจากระบบ ที่ดูดพลังอาฆาตจากอันนาไปจนแทบจะหมด และด้วยเหตุผลนี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้กองชาวีร์ สามารถสอบถามเรื่องราวจากปากของผู้เสียชีวิตอย่างอันนาได้
ตอนที่อันนาตอบคำถามของผู้กองชาวีร์ นายตำรวจคนหนึ่งที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว ก็ยังพูดออกมาว่า
‘ถ้าตำรวจทุกคนสามารถพูดคุยกับวิญญาณได้ นิติเวชก็คงจะตกงานแล้ว’
แต่พสุธาคิดว่าไม่มีทางที่นิติเวชจะตกงานหรอก เพราะว่าอย่างไรก็ต้องมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมในการพิสูจน์ความผิดของฆาตกร
“อยากสิ ทำไมจะไม่อยากล่ะ แต่ว่าฉันก็ไม่อยากไปเจอพวกมันทั้งคู่ในนรก” อันนาพูดตอบพสุธา
ก่อนหน้านี้พสุธาบอกว่า ถ้าอันนาแก้แค้นชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้นด้วยการฆ่าสองคนนั้น อันนาก็จะต้องรับบาปกรรมด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นการแก้แค้นผู้ที่ทำร้ายตนเองก่อนก็ตาม และเมื่อเป็นแบบนั้น อันนาก็จะได้เจอชายโฉดหญิงชั่วนั่นในนรก
ตายแล้วยังต้องไปเจอกันอีกในนรก นั่นไม่ทำให้อันนารู้สึกขยะแขยงบ้างเหรอ
เมื่ออันนาได้ยินประโยคนี้ ความอยากฆ่าของเธอก็ลดน้อยลง
“ดีแล้วที่คิดได้ ด้วยมีคำให้การของเธอ ทางตำรวจก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น รอพวกเขาเจอร่างของเธอ ก็จะสามารถหาหลักฐานมัดตัวสองคนนั้นได้ง่ายขึ้น” พสุธาพูดอย่างยินดี หมายถึงยินดีที่อันนาหยุดความคิดที่จะทำให้ตัวเองต้องรับเคราะห์ร้ายไปด้วย
ฆ่าศัตรูหนึ่งล้าน ส่วนตัวเองเสียหายเก้าแสน นี่ดูจะไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ส่วนเรื่องของอันนา ก็เป็นไปตามที่พสุธาวิเคราะห์เอาไว้ทุกอย่าง ก่อนหน้านี้อันนาไม่เคยสงสัยเลยว่าเพื่อนสนิทกับสามีของตัวเอง จะเป็นชู้รักกัน และได้วางแผนฆ่าตัวเอง เพื่อฮุบสมบัติเอาไว้เรียบร้อยแล้ว กว่าอันนาจะรู้ตัวอีกที ก็สายเกินไปแล้ว เธอได้ถูกคนชั่วช้าสองคนนั้นทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตแล้ว
แต่ที่ทำให้อันนาอาฆาตมาก ก็เพราะเธอได้ยินจากปากของสองคนนั้น ว่าจะส่งพ่อแม่ของเธอตามเธอไป
นั่นไม่ใช่การบอกว่าจะฆ่าพ่อแม่ของเธอด้วยเช่นกันเหรอ
อันนาทั้งแค้นทั้งเสียใจ เสียใจที่ตัวเองหลงไว้ใจคนผิด ทำให้พ่อแม่ต้องได้รับอันตรายไปด้วย
“ในเมื่อเธอตัดสินใจได้แล้ว ฉันก็จะช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของเธอ ไม่ให้เธอต้องติดอยู่ที่นี่ ให้เธอได้ไปโลกปรภพ ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี” พสุธาพูดกับอันนา
“ฉันยังไม่อยากไป ฉันยังมีอีกหนึ่งอย่างที่อยากทำ” อันนารีบพูดทันที
“เรื่องอะไร”
“ฉันอยากเจอพ่อแม่อีกครั้ง อยากขอโทษท่าน ที่เป็นลูกอกตัญญู ทำให้พวกท่านต้องเจ็บปวดใจ”
“เธอไม่ใช่ลูกอกตัญญูหรอก แต่ถ้าเธออยากพบพ่อแม่ของเธอ ฉันก็จะช่วย” พสุธาพูดรับปาก ก่อนจะหันไปหาผู้กองชาวีร์ ที่ตอนนี้ไม่ได้มีท่าทางหวาดกลัวอันนาแล้ว
อาจจะเป็นเพราะถูกเรื่องราวของอันนาทำให้รู้สึกสงสารเธอ จนลืมความกลัวไปหมดสิ้น
ไม่ใช่แค่ผู้กองชาวีร์ แต่นายตำรวจคนอื่น ๆ ที่ฟื้นขึ้นมาก็เหมือนกัน ตอนที่พวกเขาฟื้นขึ้นมา และเห็นอันนาอีกครั้ง ก็เกือบจะเป็นลมไปอีกรอบ ดีที่พสุธาช่วยเอาไว้ แต่ละคนจึงยังยืดหยัดอยู่ได้ แม้ว่าจะถอยร่นไปยืนห่างไกลเป็นโยชก็ตาม
แต่ถึงกระนั้น เมื่อได้ยินเรื่องราวของอันนา พวกเขาก็เปลี่ยนจากกลัวเธอ เป็นโกรธแค้นแทนเธอ ทั้งสัญญา ทั้งสาบานว่าจะช่วยทวงความยุติธรรมให้เธอ ให้คนร้ายต้องได้รับโทษอย่างสาสม
อาจจะเพราะเหตุนี้ด้วย ที่ทำให้อันนาสงบสติอารมณ์ลงได้ ไม่คลุ้มคลั่งอาลาวาดเหมือนก่อนหน้านี้
“ผู้กองครับ ถ้าเจอร่างแล้ว ยังต้องทำการพิสูจน์ยืนยันตัวตน และต้องแจ้งญาติให้มาทำการยืนยันอีกทีใช่ไหมครับ” พสุธาถามผู้กองชาวีร์
ผู้กองชาวีร์ก็ผงกศีรษะเป็นคำตอบ พร้อมกับพูด
“ใช่ ตอนนี้ฉันได้มีคำสั่งให้ออกไปค้นหาร่างของคุณอันนาแล้ว”
ผู้กองชาวีร์พูดแล้วก็มองไปยังอันนาที่นั่งอยู่ตรงข้ามพวกเขา
ปกติแล้ว เมื่อมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น มีผู้เสียชีวิต เขาจะต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวของผู้ตายอย่างยากลำบาก ต้องสอบปากคำคนที่เศร้าโศกใจจากการสูญเสียคนที่รัก นี่เป็นครั้งแรกเลย ที่เขาได้สอบปากคำผู้เสียชีวิตโดยตรง ยังต้องให้เจ้าตัวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียด
การต้องมานั่งอธิบายว่าตัวเองถูกฆ่าตายอย่างไร คงจะต้องเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากอย่างแน่นอน
ไม่ใช่สิ ไม่ใช่คง แต่เป็นเจ็บปวดทรมานจนแทบขาดใจเลยแน่ ๆ เพราะตอนที่อันนาให้การ เธอก็เล่าไปตัวสั่นไป เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว ความเจ็บปวดทรมานจากเธอ
ไม่แปลกใจเลยหากเธอจะคลุ้มคลั่งเสียสติ หากเปลี่ยนเป็นเขา ก็คงจะไม่ต่างจากเธอสักเท่าไร
“งั้นก็ต้องรบกวนคุณตำรวจทำงานกันอย่างหนักแล้วนะครับ เพราะค้นหาร่างเจอได้เร็วเท่าไร อันนาก็จะพบพ่อแม่ของเธอได้เร็วเท่านั้น และนั่นหมายถึงว่าเธอก็จะได้ไปเกิดใหม่ได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย” พสุธาพูด
ผู้กองชาวีร์มองค้อนพสุธา
เจ้าเด็กคนนี้ ทำให้เขาต้องเห็นผีไปตลอดชีวิตยังไม่พอ ยังจะมากดดันเรื่องงานกับเขาอีก!
แต่ว่าเพราะมีพสุธา พวกเขาถึงได้เบาะแสมากมายขนาดนี้ และถ้าเขาหาร่างของอันนาที่ถูกฆาตกรสองคนนั่นยัดใส่กระเป๋าเดินทางลากออกไป ไม่เจอ ก็ไม่สมควรเป็นตำรวจอีกต่อไป ควรจะลาออกจากงาน แล้วไปไถนาแทน!
“นายวางใจ ฉันจะทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน” ถึงในใจจะค่อนขอด แต่ก็ยังรับคำเสียงหนักแน่น เพราะความจริงแล้วต่อให้ไม่มีคำพูดนี้ของพสุธา พวกเขาก็จะต้องทำงานอย่างเต็มกำลังอยู่แล้ว เพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้ตายให้เร็วที่สุด
เมื่อหัวหน้าทีมรับคำอย่างหนักแน่นแล้ว พสุธาก็วางใจ อันที่จริงเขาก็ไม่ได้หวังพึ่งแค่การทำงานของตำรวจเท่านั้น แต่เขายังให้บริวารของเขาไปสืบดูด้วย
“เธอจะอยู่ที่นี่ต่อเหรอ ไปกับฉันดีกว่าไหม” พสุธาถามอันนา ขณะที่พวกเขากำลังจะแยกย้ายกันไปแล้ว ฝ่ายตำรวจต้องไปค้นหาร่างของอันนา ส่วนปฐพีตอนนี้ก็ยังยืนอยู่ข้างพสุธา
อ้อใช่ ตอนนี้ปฐพีเห็นอันนาแล้ว
แม้จะรู้ว่าการทำให้ตัวเองมองเห็นผีในครั้งนี้ จะทำให้ต้องมองเห็นผีตลอดไป แต่ปฐพีก็ยังคงหนักแน่นในการเลือกของตัวเอง
เขาบอกแล้วว่าเขาอยากสัมผัสโลกของพสุธา ถ้ามองไม่เห็นสิ่งเดียวกับที่พสุธาเห็น เขาจะเข้าใจโลกของพสุธาได้อย่างไร
โลกที่ไม่ได้มีแต่สิ่งมีชีวิต แต่ยังมีสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติด้วย
“ฉันตามนายไปได้เหรอ” อันนาถามพสุธาอย่างตื่นเต้น เธอคิดว่าพสุธาจะไม่ให้เธอตามไปเสียอีก อย่างไรก่อนหน้านี้เธอก็คลุ้มคลั่ง คิดจะทำร้ายคนของเจ้าตัว พสุธาจะวางใจให้เธอตามไปด้วยได้อย่างไร
“ตามไปได้ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าห้ามทำร้ายคนของฉัน ห้ามหลอกคนอื่นด้วย” พสุธาพูดเสียงขรึม
“ฉันสัญญา ฉันจะไม่ทำร้ายใครอย่างแน่นอน” อันนารีบสัญญาอย่างรวดเร็ว เธอไม่อยากติดอยู่ที่นี่แล้ว สถานที่ที่ทำให้ความทรงจำอันเจ็บปวดของเธอต้องผุดมาซ้ำ ๆ เธออยากไปจากที่นี่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี ดังนั้นการตามพสุธาออกไป จะเป็นการดีที่สุด
พสุธาก็ค่อนข้างเชื่อในตัวอันนา เพราะว่าประวัติก่อนตายของเธอ ทำให้เขารู้ว่าเธอเป็นคนที่มีจิตใจดี ไม่มีความคิดร้ายต่อใคร ไม่อย่างนั้นคงจะไม่โดนทรยศจนตายหรอก
แต่เหนือกว่าที่เชื่อในตัวอันนา คือเขาเชื่อมั่นในตัวเอง เขาสามารถจัดการอันนาได้ หากว่าเธอคิดจะทำร้ายคนของเขาขึ้นมา
“ดิน” ปฐพีเรียกพสุธา แล้วส่งสายตาเป็นกังวลให้เจ้าตัว
ปฐพีไม่สบายใจ เมื่อได้ยินว่าพสุธาให้อันนาติดตามเจ้าตัวกลับไปด้วย
หากว่าอยู่ ๆ อันนาเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกล่ะ พสุธาจะไม่เป็นอันตรายหรือ
“วางใจเถอะครับ ผมไม่เป็นอะไรหรอก คุณป๋าก็เห็นความสามารถของผมแล้วนี่นา” พสุธาพูดอย่างสบาย ๆ
“คุณพสุธา ผมมีเรื่องอยากจะขอคุณสักหน่อย” ผู้กองชาวีร์พูดขึ้นมา
พสุธาลอบกลอกตา
ตอนที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา ก็เรียก ‘ฉัน ๆ นาย ๆ’ แต่พอต้องการความช่วยเหลือจากเขา ก็เปลี่ยนเป็น ‘คุณ ๆ ผม ๆ’ ทันที
“เรื่องอะไรครับ” พสุธาค่อนขอดในใจ แต่ก็ถามกลับไป
“คุณยังมีถุงมือแบบนี้อีกหรือเปล่า พอจะขายให้พวกเราได้ไหม” ผู้กองชาวีร์รู้แล้วว่าถุงมือที่พสุธาให้พวกเขานี้ ไม่ใช่ถุงมือธรรมดาทั่วไป แต่มันมีพลังในการป้องกันไม่ให้ผีร้ายมาทำร้ายพวกเขาด้วย
ไม่ใช่แค่ผู้กองชาวีร์เท่านั้นที่รู้ แต่นายตำรวจคนอื่น ๆ ก็รู้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาจึงจ้องมองพสุธาเป็นสายตาเดียว
พวกเขาอยากจะพูดกดดันพสุธาด้วยว่า ‘เพราะคุณทำให้พวกเราต้องมองเห็นผีไปตลอดชีวิต ดังนั้นต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเรานะ!’
แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดออกมา ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเขาก็ตระหนักแล้วว่า การเห็นผีอาจจะน่ากลัว แต่การเห็นผี ก็มีประโยชน์กับอาชีพของพวกเขาเช่นกัน
ต่อไปพวกเขาคงจะไขคดีฆาตกรรมได้ง่ายขึ้น ทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้ตายได้เร็วขึ้น
“จะว่ามีก็มีนะครับ แต่ของพวกนี้ราคาค่อนข้างจะสูง” พสุธาพูดตอบกลับไป
เขาไม่ได้โกหกนะ เขาใช้เองน่ะ ไม่เสีย แต่ถ้าต้องการซื้อให้คนอื่นใช้ เขาจะต้องใช้แต้มความลำบากแลกมา หนึ่งกล่องใช้ตั้งห้าสิบแต้มนะ แล้วกล่องหนึ่งก็มีถุงมือแค่หนึ่งร้อยคู่ด้วย
กลุ่มของผู้กองชาวีร์มีสิบคน เฉลี่ยพวกเขาก็จะได้คนละสิบคู่เท่านั้น
คนละสิบคู่เหมือนว่าจะเยอะ แต่ถ้าพวกเขาต้องใช้ถุงมือนี้ทุกวัน ก็จะใช้ได้นานแค่สิบวันเท่านั้น
“ผมว่าพวกคุณซื้อยันต์เถอะ” พสุธาเสนอขายยันต์ ถ้าเป็นยันต์ เขาสามารถวาดเองได้ แล้วขายต่อให้กับนายตำรวจกลุ่มนี้
“ยันต์เหรอ ยันต์ก็ได้” ผู้กองชาวีร์พูดตอบ ตอนนี้พวกเขาไม่เรื่องมากหรอก ขอแค่ป้องกันผีได้ อะไรพวกเขาก็เอาทั้งนั้น
เมื่อผู้กองชาวีร์ตอบตกลง พสุธาก็นัดแนะเวลามอบของ
“วันพรุ่งนี้คุณค่อยมารับไปก็แล้วกันนะครับ”
“เร็วกว่านี้ไม่ได้เหรอ” ผู้กองชาวีร์ถาม
“งั้นค่ำวันนี้ก็ได้ครับ” พสุธามองเวลา ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงเท่านั้น เขาสามารถกลับไปเรียนคาบบ่ายได้ทัน หลังเลิกเรียนก็เขียนยันต์ให้กับผู้กองชาวีร์และลูกน้อง ค่ำ ๆ ก็น่าจะเสร็จทัน
“ขอบคุณครับ” ผู้กองชาวีร์ และบรรดาลูกทีมทั้งหลายต่างก็ประสานเสียงของคุณพสุธากันอย่างดัง พวกเขาตอนนี้เชื่อเรื่องผีอย่างสุดหัวใจ ดังนั้นการมียันต์ของพสุธาคอยปกป้อง ก็จะทำให้พวกเขาสบายใจขึ้นได้มาก
“อันที่จริงผมอยากได้เครื่องดูดฝุ่นด้วย” ผู้กองชาวีร์พูดตอบ เขาคิดว่าถ้าเจอวิญญาณคลุ้มคลั่งอย่างอันนาอีก การมีเครื่องดูดฝุ่น ที่สามารถลดความคลุ้มคลั่งได้ นั่นก็จะดีมาก
ถึงเขาจะแปลกใจว่าทำไมเครื่องมือในการปราบผีของพสุธา ถึงแตกต่างจากหมอผีคนอื่น ๆ มากก็ตาม
หมอผีที่เขารู้จักจากในหนัง ใช้สายสิญจน์ในการป้องกันผี แต่ของพสุธาคือถุงมือ คนอื่นเขาใช้น้ำมนตร์ ใช้พระเครื่อง แต่พสุธาใช้เครื่องดูดฝุ่น
“เครื่องดูดฝุ่นให้พวกคุณไม่ได้หรอกครับ” พสุธาตอบกลับไป
“ผมจ่ายเงินได้” ผู้กองชาวีร์รีบพูดอย่างรวดเร็ว
พสุธาส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะพูดว่า
“ของบางอย่าง ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินก็ซื้อได้นะครับ”
คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้ผู้กองชาวีร์นิ่งงันไป
ก็จริง ของบางอย่าง ไม่ใช่แค่มีเงินก็ซื้อได้ เหมือนรถหรูบางรุ่น เหมือนนาฬิกาหรูบางแบรนด์ จะซื้อได้ต้องมีมากกว่ามีเงิน
ขนาดของที่เอาไว้แค่อวดรวยพวกนั้น ยังต้องการอย่างอื่นมากกว่าเงิน แล้วของที่มีความสามารถอันน่ามหัศจรรย์อย่างเครื่องดูดฝุ่นของพสุธา จะใช้แค่เงินอย่างเดียวได้อย่างไร
“ผมเข้าใจแล้ว แต่ว่าผมยังสงสัยอีกเรื่องหนึ่ง”
“เชิญถามเลยครับ” พสุธาเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้คลายข้อสงสัย
“ทำไมอุปกรณ์ปราบผีของคุณถึงแตกต่างจากหมอผีในหนัง หรือหมอผีที่อยู่ในความทรงจำของคนอื่น ๆ เลยล่ะ” ผู้กองชาวีร์ถาม คนอื่น ๆ ก็รอฟังคำตอบด้วยเหมือนกัน ไม่เว้นแม้แต่ผีอย่างอันนา
“ก็เพราะว่าผมไม่ใช่หมอผีอย่างไรล่ะ ผมบอกแล้วว่าผมเป็นพนักงานทำความสะอาด”
“คนนี้คือหม่อมหลวงศศิน ข้าง ๆ เขาคือคุณพร้อม ที่ยืนหิ้วหัวอยู่นั่นคือบุญมี ส่วนคนนี้คือเพื่อนใหม่ของพวกนาย อันนา” พสุธาแนะนำให้ผี ๆ ได้รู้จักกัน และฉวยโอกาสนี้ให้ปฐพีได้รู้จัก และเห็นบริวารทั้งสามของเขาด้วย
ปฐพีเห็นอันนาแล้ว และตอนนี้ก็ได้เห็นตัวตนที่เขารู้ว่ามีอยู่ทั้งสาม แต่เพิ่งจะมองเห็นได้ก็วันนี้
ปฐพีมองหม่อมหลวงศศิน และคุณพร้อม จากนั้นเขาก็คิดถึงตำนานวังเก่าที่ตอนนี้กลายเป็นคฤหาสน์ศิลาจันทร์ ของพสุธา ส่วนวิญญาณที่ยืนหิ้วหัวอยู่นั่น ก็ช่าง เอ่อ ช่างมีเอกลักษณ์มาก
ฝั่งอันนาเมื่อเห็นหม่อมหลวงศศิน และคุณพร้อม เธอก็มีท่าทางเขินอาย แต่เมื่อเห็นบุญมี เธอก็กรีดร้องเสียงดัง
“ว้าย ผี!”
เสียงร้องของอันนา และท่าทีหวาดกลัวของเธอ ก็ทำให้พสุธา และปฐพีไม่รู้ว่าจะหัวเราะ หรือร้องไห้ดี
“เธอลืมไปหรือเปล่าว่าตอนนี้ตัวเองก็เป็นผี” พสุธาถามออกไป
อันนาชะงักไป เธอกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะพูด
“จริงสิ ฉันตายแล้ว ตอนนี้ฉันก็เป็นผีเหมือนกัน” อันนายิ้มเขินให้กับบุญมี แต่ใบหน้าเละ ๆ ของเธอ ทำให้มันดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
บุญมีที่ถูกอันนาหวาดหลัว เขาก็อยากจะพูดว่า
‘เอ็งน่ากลัวกว่าข้าเสียอีก’ แต่ตอนนี้บุญมีเรียนรู้แล้วว่าเป็นบุรุษ ก็ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่อาจวิจารณ์รูปลักษณ์ของสตรีได้ ดังนั้นเขาจึงไม่พูดออกมา
“อันนาจะมาอยู่กับพวกเราหรือนายท่าน” หม่อมหลวงศศินถามพสุธา
“ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเธอเจอครอบครัวของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ฉันจะเรียกนายนิรยบาลมารับเธอไป เพื่อตัดสินว่าเธอจะได้ไปอยู่ภพภูมิไหน”
“งั้นหรือ ช่างน่าเสียดายนัก คิดว่าจักได้มีสหายใหม่แล้ว” หม่อมหลวงศศินพึมพำอย่างเสียดาย ขณะที่บุญมีมองอันนาด้วยสายตาไม่เข้าใจ
“เอ็งจะไปเกิดใหม่ด้วยเหตุใด อยู่กับนายท่านไม่ดีกว่าหรือ ได้กินของอร่อยมากมายจากฝีมือของนายท่าน” อาหารของนายท่านอร่อยถึงเพียงนั้น จะรีบไปเกิดใหม่ทำกระไร
กลายเป็นอันนาที่งงบ้างแล้ว
มีด้วยหรือ สาเหตุที่ไม่ยอมไปเกิดใหม่ แค่เพราะติดใจอาหารจนตัดใจไปเกิดใหม่ไม่ลง
อันนาเป็นลูกสาวจากตระกูลเศรษฐี เธอเคยกินอาหารหรู ๆ ดี ๆ มามากมาย พบว่าอาหารที่อร่อยที่สุด จากเชฟระดับห้าดาว หรือแม้กระทั่งพ่อครัวหลวง ก็ยังไม่สามารถทำให้เธอติดใจจนไม่อยากไปเกิด ไม่ได้เลย แล้วอาหารฝีมือของพสุธา จะทำแบบนั้นได้หรือ
อันนาไม่ค่อยเชื่อเท่าไร เธอเชื่อว่าพสุธามีฝีมือทำอาหาร แต่ถึงขั้นทำให้ไม่อยากไปผุดไปเกิด แค่เพราะอยากกินอาหารของพสุธาต่อไป เธอรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อมากเกินไป
พสุธาก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาชวนปฐพีไปมหาวิทยาลัย
เขายังไปทันเรียนรอบบ่าย
ขณะที่พวกพสุธากำลังจะไปมหาวิทยาลัย ฝั่งของทีมตำรวจที่ออกปฏิบัติการตามหาร่างของอันนา ตอนนี้พวกเขาก็เผชิญหน้ากับความยากลำบาก
“กลางวันแสก ๆ ยังเห็นผีได้อีก กลางคืนกูคงอยู่ไม่ไหวแล้ว” นายตำรวจคนหนึ่งพูดขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวั่นผวา
“ต้องโทษผู้กองเลย ดันหาเรื่อง” ลูกน้องอีกคนก็โยนความผิดให้หัวหน้าทีม
ผู้กองชาวีร์ได้ยินคำพูดของลูกน้องแล้ว คิ้วเขาก็กระตุก
โทษเขาได้เหรอ เขาแค่ทำไปตามหน้าที่ ตามนิสัยของตำรวจ แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะโดนเล่นงานแบบนี้ล่ะ
“ผู้กอง แบบนี้ถือว่าเป็นอุบัติเหตุในขณะทำงานได้ไหม” ลูกน้องอีกคนถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขมขื่น
ถ้านี่นับเป็นอุบัติเหตุได้ ก็ต้องบอกว่าครั้งนี้พวกเขาประสบอุบัติเหตุอย่างหนักจริง ๆ
“ว่าแต่ผู้กอง เด็ก ไม่สิ คุณพสุธาคนนั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมความสามารถพิเศษของเขาถึงได้พิสดารแบบนี้”
“เขาก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเป็นคนรับจ้างทำความสะอาด” ผู้กองชาวีร์พูดตอบ แต่ก็มีเขาเท่านั้นแหละ ที่รู้ว่าตัวเองเชื่อเรื่องนี้หรือเปล่า
“ผู้กองเชื่อเหรอ คนรับจ้างทำความสะอาดที่ไหนเป็นแบบเขาบ้าง” ลูกน้องอีกคนก็พูดขึ้นมา เมื่อนึกถึงการกระทำที่ผ่านมาของพสุธา เขาก็ไม่รู้ว่าจะตื่นตะลึง หรือว่าจะชื่นชมดี
“ไอ้นุมันกำลังค้นหาข้อมูลอยู่ไม่ใช่หรือไง” ผู้กองชาวีร์พูดกลับไป
นุ ที่ผู้กองชาวีร์พูดถึง ก็คือร้อยตำรวจตรีวิศนุ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ของทีม สามารถตรวจสอบประวัติของผู้ที่ต้องการได้
“ได้ข้อมูลมาแล้ว” ผู้หมวดวิศนุพูดขึ้น หลังจากที่เขาเจอข้อมูลของพสุธาอย่างง่ายดาย เพียงแค่กรอกชื่อของพสุธาลงไปในเว็บไซต์ เจอได้ง่ายเสียจนเขาอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า
‘เรื่องนี้ต้องถึงมือผู้เชี่ยวชาญอย่างเขาด้วยเหรอ’
แต่เมื่อเขาเห็นประวัติของพสุธาอย่างละเอียด ซึ่งก็มีแค่ข้อมูลหุ้นที่เจ้าตัวถืออยู่ เขาก็พูดไม่ออก
“เอ้า ได้แล้วก็พูดมาสิ จะเงียบทำไมล่ะวะ” ผู้กองชาวีร์มองลูกน้องอย่างสงสัย
“ผู้กองอ่านเองเถอะ บางทีผมอาจจะหลอนจนตาฝาดไปแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเห็นว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่ง มีหุ้นมูลค่านับล้านล้านบาทอยู่ในมือได้ยังไง” วิศนุพูดเสียงล่องลอย ทำให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ มองเขาเหมือนมองคนบ้า
“พูดอะไรของมึง กลัวผีจนเป็นบ้าไปแล้วเหรอ ถึงคุณพสุธาจะดูไม่ธรรมดา แต่มึงคิดว่าคนที่รวยเป็นล้านล้าน จะมาทำอะไรแบบนี้หรือไง” ผู้กองชาวีร์ตำหนิลูกน้อง ก่อนจะคว้าโน๊ตบุ๊คมาตรวจสอบดูเอง จนกระทั่งเมื่อเขาเห็นข้อมูลแบบเดียวกับที่วิศนุเห็น เขาก็นิ่งอึ้งไป ก่อนจะพูดอย่างจริงจังว่า
“มึงคิดว่าคุณพสุธาเขาทำน้ำมันพรายได้ไหม”
“ผู้กองคิดว่าคุณพสุธาเขาดีดน้ำมันพรายใส่คนอื่น แล้วหลอกเอาหุ้นพวกนี้มาเหรอ” วิศนุสันนิษฐานตามนิสัยของตำรวจ แต่ว่า
“เปล่า กูหมายถึงว่าถ้าเขาทำได้ กูจะไปขอให้เขาทำให้กูสักขวดนึง”
วิศนุได้ยินคำตอบแล้วก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะพูดถาม
“แล้วผู้กองจะเอาไปดีดใส่ใคร”
“ก็ใส่คุณพสุธานั่นแหละ มึงคิดดูสิ ถ้ากูมีแฟนเป็นคุณพสุธาที่รวยขนาดนั้น กูก็ไม่ต้องมาเป็นตำรวจที่เสี่ยงตายไม่พอ ยังมองเห็นคนตายอีกแล้ว!”