LNCrawler

81. ตอนที่ 80

คุณชายอย่างผม มีระบบยิ่งลำบากยิ่งร่ำรวย — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 80

“พวกคุณยังหาไม่เจออีกเหรอครับ” พสุธาถามผู้กองชาวีร์ เมื่ออีกฝ่ายมาหาเขาถึงบ้าน เพื่อรับยันต์

พสุธาก็ไม่ได้รีบร้อนหยิบยันต์ที่เขาเขียนไว้ออกมาให้ แต่ถามเรื่องนี้แทน

“ยังไม่เจอครับ” ผู้กองชาวีร์ไม่กล้าพูดจาเป็นกันเองกับพสุธาแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเกรงฐานะมหาเศรษฐีของพสุธา หรือเกรงวิญญาณสี่ตนที่อยู่ด้านหลังของพสุธากันแน่

วิญญาณคู่รักนั้นค่อนข้างปกติดี วิญญาณของอันนา เขาก็ค่อนข้างชินแล้ว แต่วิญญาณผีหัวขาดอย่างบุญมี ยังทำให้ผู้กองชาวีร์หน้าซีดได้อยู่

“พวกผมกำลังแกะรอยเส้นทางของสองคนนั้นจากกล้องวงจรปิดอยู่ ลูกน้องผมก็ตรวจสอบเส้นทางที่น่าจะเป็นไปได้แล้ว ทว่ายังไม่เจอ แต่นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว ผมจึงปลีกตัวมารับยันต์จากคุณก่อน” ผู้กองชาวีร์ให้เหตุผลที่ตัวเองแยกตัวมาคนเดียว ส่วนพวกลูกน้องยังต้องทำงานต่อไป

พวกเขาทะนุถนอมถุงมือที่พสุธาให้ไว้ตั้งแต่เช้า ทะนุถนอมอย่างสุดชีวิต เพราะมันคือสิ่งเดียวที่จะช่วยชีวิตพวกเขาจะวิญญาณดุร้ายได้

ฝั่งพสุธาเมื่อได้ยินคำตอบของผู้กองชาวีร์ เขาก็พยักหน้า ก่อนจะหยิบยันต์ยี่สิบแผ่นออกมาให้กับผู้กองชาวีร์

ทีมของผู้กองชาวีร์มีทั้งหมดสิบคน รวมตัวของผู้กองชาวีร์ด้วย ดังนั้นพสุธาจึงเตรียมยันต์เอาไว้ยี่สิบแผ่น สำหรับสองแผ่นต่อหนึ่งคน

ผู้กองชาวีร์เมื่อเห็นยันต์ในมือพสุธา เขาก็นิ่งอึ้งไป

เคยเห็นยันต์บนผ้า เคยเห็นยันต์บนกระดาษ แม้กระทั่งยันต์บนเครื่องประดับ แต่เขาเพิ่งเคยเห็นยันต์บนฟองน้ำล้างจานเป็นครั้งแรก! แล้วหมึกที่ใช้เขียนเป็นอักขระนั่น ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ชาดตามที่เขารู้มา มีกลิ่นหอม ๆ เหมือนผงซักฟอกผสมน้ำยาล้างจาน!

“นี่คือยันต์เหรอครับ” ผู้กองชาวีร์ถามอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจสักเท่าไร

“ใช่สิครับ นี่เป็นยันต์ที่ผมทุ่มสุดฝีมือเพื่อวาดออกมาเลยนะครับ รับรองได้ว่าได้ประสิทธิภาพอย่างแน่นอน” พสุธาพูดตอบเสียงหนักแน่น

“คือ ผมไม่เคยเห็นยันต์แบบนี้มาก่อนเลย” ผู้กองชาวีร์พูดอย่างสับสนมึนงง

พสุธากะพริบตาปริบ ๆ มองผู้กองชาวีร์ ก่อนจะถามว่า

“แล้วผู้กองเคยเห็นถุงมือกันผี หรือเครื่องดูดฝุ่นปราบผีไหมล่ะครับ”

ผู้กองชาวีร์เมื่อได้ยินพสุธาถามเช่นนี้ เขาก็อึ้งไปอีกครั้ง ก่อนจะรู้สึกว่าสมเหตุสมผลดี

หมายถึงกับพสุธาเนี่ย สมเหตุสมผลดี เจ้าตัวปราบผีได้คีพคาแรกเตอร์มาก

สรุปแล้วเจ้าตัวเป็นคนรับจ้างทำความสะอาด ที่ปราบผีได้นิดหน่อย

หรือเป็นหมอผี ที่ทำความสะอาดได้นิดหน่อยกันแน่!

 

“ผู้กอง แน่ใจว่าพวกเราไม่ได้โดนแกล้ง” ลูกน้องของผู้กองชาวีร์พูดถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าแผ่นยันต์ที่ได้มานั้นเป็นแบบไหน

“มึงจะแปลกใจอะไรกับยันต์ฟองน้ำ ถุงมือกันผี เครื่องดูดฝุ่นปราบผี มึงก็ได้เห็นมาแล้ว” ผู้กองชาวีร์วางมาดพูดออกไป ราวกับว่าก่อนหน้านี้ตัวเองไม่ได้ตื่นตะลึง และถามพสุธาย้ำ ๆ ว่านี่คือยันต์จริง ๆ หรือ

บรรดาลูกน้องเมื่อได้ยินคำพูดของผู้กองชาวีร์ พวกเขาก็พบว่าไร้คำโต้แย้งจริง ๆ

“ดู ๆ ไปแล้ว ยันต์บนฟองน้ำ ก็ยังไม่น่าแปลกใจเท่ากับเครื่องดูดฝุ่นจริง ๆ นั่นถึงกับดูดพลังความอาฆาต เปลี่ยนผีร้ายให้กลายเป็นผีดีได้เฉยเลย” วิศนุพูดขึ้นมาบ้าง แต่มือก็ยุ่งอยู่กับการรัวแป้นพิมพ์โน๊ตบุ๊ค เขากำลังค้นหาข้อมูลการเส้นทางของฆาตกรทั้งสองคน

“ว่าแต่จ่ายเงินไปเยอะไหมผู้กอง ไม่ใช่อะไร เผื่อว่าถ้าสู้ราคาไหว ผมจะซื้อไปให้คนในครอบครัวบ้าง ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าบนโลกมีผีอยู่จริง ๆ ก็ไม่กังวลอะไร แต่พอตอนนี้รู้แล้ว ก็เริ่มจะกังวลแล้วเนี่ย ถึงจะรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคร้าย แต่ก็ยังกลัวว่าจะเป็นคนโชคร้ายนี่น่ะสิ” ลูกน้องคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“จ่ายไปหนึ่งหมื่น คุณพสุธาบอกว่านี่คือราคาที่ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เห็นแก่ที่พวกเราทำเพื่อประชาชน เลยลดราคาให้ครึ่งหนึ่ง”

“งั้นก็เท่ากับปกติราคาแผ่นละหนึ่งพันเลยน่ะสิ แพงเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย”

“แต่อาจารย์ดัง ๆ บางคนก็ขายของขลังแพงกว่านี้อีกนะ พวกนั้นก็ไม่รู้ว่าเก๊หรือเปล่า แต่ของคุณพสุธานี่มั่นใจได้เลยว่าของแท้แน่นอน” นายตำรวจที่ห้อยพระอยู่ พูดขึ้นมา เขาเป็นคนที่เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ดังนั้นจึงรู้เรื่องพวกนี้อยู่ไม่น้อย

“ก็จริง แพง หรือไม่แพง ก็ต้องดูที่ประสิทธิภาพ และประโยชน์ของมัน ถ้ามันช่วยชีวิตพวกเราได้ หนึ่งพันไม่ถือว่าแพงเลย ถูกเกินไปเสียด้วยซ้ำ” พวกเขาอาจจะประเมินราคาของไม่เป็น แต่สามารถบอกได้ว่าระหว่างชีวิตของพวกเขา กับเงินหนึ่งพันบาท อย่างไหนที่มีค่ามากกว่ากัน

 

พสุธาไม่รู้เลยว่าพวกตำรวจกำลังวิเคราะห์กันว่ายันต์ราคาหนึ่งพันบาทของเขานั้น แพงหรือเปล่า ถ้ารู้เขาคงจะหัวเราะไม่ออก

หนึ่งพันบาท ถ้าไม่เห็นว่าเพราะเขาเป็นคนทำให้เห็นผี และไม่เห็นว่าเป็นตำรวจที่ตั้งใจทำเพื่อประชาชนจริง ๆ อย่าว่าแต่หนึ่งพันเลย ต่อให้เป็นหนึ่งแสน ก็ยังซื้อยันต์ของเขาไม่ได้ เพราะมันไม่เพียงแค่ป้องกันผีเท่านั้น แต่มันยังช่วยชีวิตยามคับขันได้ด้วย

หากว่าเจออันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ยันต์ที่เขาให้ไปจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ก่อนที่มันจะเผาไหม้ตัวเองสลายไป

ยันต์ที่มีคุณสมบัติแบบนี้ อย่าว่าแต่หนึ่งแสนเลย เขาขายแผ่นละหนึ่งล้าน ก็ยังมีคนแย่งกันซื้อ

ทว่าพสุธาไม่มีแผนการจะขายยันต์ เขาเพียงแค่ทำแจกให้คนรอบตัวก็เท่านั้น

ศิลา นะโม ปฐพี เฮียโก้ พันไมล์ พวกเพื่อนที่มหาวิทยาลัยทั้งสามคน และเพื่อป้องกันไม่ให้มันดูแปลกเกินไป พสุธาก็ทำเป็นพวงกุญแจอันเล็ก ๆ

ถึงแม้ว่าฟองน้ำจะถูกย่อส่วนให้เหลือขนาดเล็ก แต่ก็ไม่ได้ลดทอนประสิทธิภาพของยันต์ มันยังคงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยันต์ที่เขาขายให้พวกผู้กองชาวีร์ไป

“พกเอาไว้ อย่าให้ห่างตัว ตอนอาบน้ำก็เอาห้องคอเอาไว้ด้วยก็ได้” พสุธาพูดกับพี่ชาย และเพื่อนสนิท ทั้งคู่เป็นสองคนแขกที่ได้พวงกุญแจฟองน้ำยันต์

“เดี๋ยวนี้ของขลังล้ำหน้าไปไกลขนาดนี้แล้วเหรอ” นะโมถามอย่างสงสัย เขารู้ว่าพวกกุญแจที่พสุธาทำให้เขาเป็นฟองน้ำยันต์ ก็เพราะพสุธาบอกเองนั่นแหละ

“พิเศษที่นี่ที่เดียว” พสุธาพูดตอบออกไปอย่างสบาย ๆ

นะโมหมดคำจะพูด ส่วนศิลาชื่นชมในความเก่งกาจของน้องชาย

“ดินเก่งจริง ๆ เลย ไม่ว่าอะไรก็ทำเป็นทั้งหมด แล้วยังพิเศษไม่เหมือนใครอีกด้วย” ศิลาชมจากใจจริง

นะโมหัวเราะในลำคอ

“ใช่ ต่อให้มีคนอยากเหมือน ก็ทำเหมือนมันไม่ได้หรอก” นะโมพูดอย่างจนใจ ก่อนจะพูดต่อว่า

“ถามจริงนะ มึงไปเรียนเรื่องพวกนี้มาจากไหน ไอ้ทำอาหารได้ ขับรถได้ อะไรพวกนั้นยังพอเข้าใจได้ แต่ปราบผีได้เนี่ย มึงไปเรียนมาจากใคร แล้วเรียนมาตอนไหน” นะโมสงสัยเรื่องนี้จริง ๆ ถึงแม้ว่าเพื่อนของเขาจะมีเรื่องให้ชวนตื่นตะลึงอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องปราบผี เป็นเรื่องที่ทำให้เขาตื่นตะลึงได้มากที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ หรือกระทั่ววิธีการ

คนอื่นเขาใช้ข้าวสารเสก เพื่อนเขาใช้ผงซักฟอก! คนอื่นเขาใช้ผ้าวาดยันต์ เพื่อนของเขาใช้ฟองน้ำล้างจาน!

ฝั่งพสุธา เมื่อได้ยินคำถามของเพื่อน เขาก็ชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ

“เรียนมาจากในฝัน”

นะโมมองพสุธาด้วยสายตาราวกับจะบอกว่า ‘ถึงกูจะเรียนไม่สูง แต่ก็ไม่ได้โง่นะ’

“เอาน่า จะสนใจทำไมว่าเรียนมาจากไหน รู้แค่ว่ากูทำได้ก็พอแล้ว” พสุธาพูดกล่อมเพื่อน

“ช่างเถอะ กูไม่อยากรู้แล้วก็ได้” นะโมไม่ได้ประชด แต่เขาคิดแบบที่พูดจริง ๆ เพราะว่าเองก็รู้ว่า ต่อให้สนิทกันขนาดไหน แต่ละคนก็ย่อมต้องมีความลับของตัวเอง และไม่สามารถบอกใครได้ แม้กระทั่งคนที่สนิทสนมกันมากก็ตาม

“ดีมาก เวลามึงกินไข่ทอดแล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก มึงก็ไม่ได้ไปหาใช่ไหมล่ะ ว่าแม่ไก่ตัวไหนที่ออกไข่ฟองนั้นมา” พสุธาพูดยิ้ม ๆ

นะโมมองหน้าพสุธา แล้วพูดว่า

“แล้วกูจะไปหาแม่ไก่ทำไมล่ะวะ กูต้องไปหาพ่อครัว หรือแม่ครัวสิ เพราะว่าคนปรุงไข่ทอด คือพ่อครัวแม่ครัว ไม่ใช่แม่ไก่!”

“แค่เปรียบเปรยน่า” พสุธาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

ศิลา เห็นน้องชาย และนะโมจะกางเล็บข่วนกันอีกแล้ว เขาก็รีบบอกให้นอนกันได้แล้วทันที

“จริงสิ วันศุกร์นี้พี่ต้องไปงานสัมนากับบริษัทที่ต่างจังหวัดนะ กลับวันอาทิตย์” ศิลาพูดขึ้นมา

พสุธาที่หลับตานอนไปแล้ว ก็ลืมตาพรึบ แล้วผุดลุกขึ้นนั่งทันที

“นี่มันวันพุธแล้วนะ ทำไมเพิ่งมาบอก หรือว่าบริษัทเพิ่งแจ้ง” พสุธาถามศิลา น้ำเสียงขึงขังราบกับผู้ปกครองที่กำลังเค้นความจริงกับบุตรหลาน

“พี่ลืม” ศิลาเกาแก้มตัวเองอย่างรู้สึกผิด หลายวันมานี้เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองลืมอะไรไป แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าลืมบอกเรื่องไปสัมมนาต่างจังหวัดกับบริษัท ให้พสุธาได้รู้

“ลืม เรื่องแบบนี้ลืมได้เหรอ ทำไมไม่นึกขึ้นได้เลยล่ะว่าต้องบอกดิน ตอนหินอยู่ที่ต่างจังหวัดแล้วน่ะ แล้วต่างจังหวัดที่ว่ามันจังหวัดอะไร อยุธยาก็เป็นต่างจังหวัด แม่ฮ่องสอนก็เป็นต่างจังหวัดเหมือนกันนะ” พสุธาถามเสียงเรียบ พี่ชายของเขาเคยไปต่างจังหวัดอยู่ไม่กี่ครั้ง และทุกครั้งก็ไปเข้าค่ายกับโรงเรียน ทำให้พสุธาอดที่จะห่วงไม่ได้

ขณะที่นะโมนอนนิ่งเงียบ เขารู้สึกว่าพสุธาเป็นห่วงพี่ชายมากเกินไป แต่ด้านหนึ่งก็เข้าใจดีว่าเพราะอะไร พสุธาถึงได้ห่วงศิลาขนาดนี้

“ไปภูเก็ต จริง ๆ ถึงจะบอกว่าไปสัมมนา แต่พี่ที่แผนกแอบกระซิบกับพี่ว่า ความจริงก็คือไปเที่ยวนี่แหละ”

“งั้นก็แปลว่าจะไม่ไปก็ได้ใช่ไหม” พสุธาคิดว่าต่อให้คนอื่นต้องไป แต่ศิลาจะไม่ไปก็ได้ ก็จะมีใครกล้าบังคับ หรือเอาเรื่องประเมินผลงานมาใช้ขู่ศิลาได้ล่ะ ในเมื่อศิลาเป็นพี่ชายของผู้ถือหุ้นอันดับสองอย่างเขา

หรือว่าผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งจะกล้า ไม่ใช่ดูถูก แต่พสุธาคิดว่าด้วยความฉลาดของอีกฝ่าย ต้องไม่ทำเรื่องแบบนั้นอย่างแน่นอน

“บังคับหรือไม่บังคับ ไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าพี่หินอยากไปหรือเปล่า” นะโมพูดแทรกขึ้นมา เขาก็คิดเหมือนพสุธานั่นแหละ ต่อให้ไปเรื่องงานจริง ๆ เขาก็ไม่เชื่อว่าคุณพิชัย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง จะกล้าบังคับศิลา ดังนั้นแล้วจุดสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ศิลาอยากไปหรือเปล่า

ถ้าศิลาอยากไป พสุธาก็ไม่ควรห้ามไม่ให้ศิลาไป

“พี่..อยากไป” ศิลาพูดตอบ เขารู้สึกได้ว่าพี่ ๆ ที่แผนกดีกับเขาทุกคน ตอนแรกดูจะดีผิดปกติ แต่ต่อมาเขาก็สัมผัสได้ว่าทุกคนจริงใจกับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเขาจึงอยากจะไปร่วมเล่นสนุกกับทุกคนด้วย

“งั้นก็ไป” พสุธาถอนหายใจ จริง ๆ เขาเป็นห่วง ไม่อยากให้ศิลาไป แต่ก็รู้ว่าไม่ควรห้าม รู้ว่าตัวเองต้องปล่อยให้พี่ชายมีสังคมเป็นของตัวเองบ้าง

ไม่เป็นไร อย่างมากก็ให้บอดี้การ์ดตามไปเพิ่มก็พอ

“แล้วจะพักโรงแรม หรือรีสอร์ทไหน รู้หรือยัง” พสุธาถามอย่างนึกขึ้นได้

เพื่อความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้นของพี่ชาย เขาซื้อที่พักนั่นไปเลยดีกว่า

เอ๊ะ ไม่สิ เขามีเกาะส่วนตัวอยู่นี่ แทนที่จะไปซื้อเพิ่ม ไม่สู้คุยกับคุณพิชัย ดูว่าจะเปลี่ยนสถานที่ได้หรือเปล่า

พสุธาก็คิดเร็วทำเร็ว ไม่สนใจว่าตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว หยิบโทรศัพท์มาต่อสายหาคุณพิชัยในทันที

ฝั่งคุณพิชัยที่ตอนนี้ยังไม่ได้นอน แต่นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานที่คฤหาสน์ เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาก็รีบรับทันที เพราะว่าเสียงเรียกเข้านี้ เป็นเสียงเรียกเข้าที่เขาตั้งเอาไว้เพื่อพสุธาโดยเฉพาะเลย

ตอนนี้พิชัยไม่กล้าละเลยพสุธาเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าเจ้าตัวไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัทของเขาอีกต่อไป แต่เป็นมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าเป็นล้านล้านบาท

ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าตัวเข้าซื้อหุ้นของเขา ตอนนั้นเขาตรวจสอบแล้ว อย่างมากพสุธาก็มีทรัพย์สินไม่กี่หมื่นล้าน แล้วนี่เพิ่งจะผ่านไปเท่าไรเอง ทำไมทรัพย์สินของพสุธาถึงได้เพิ่มขึ้นเป็นหลายล้านล้านแล้วล่ะ! ความเร็วในการเพิ่มเงินนี้ ช่างน่ากลัวจริง ๆ

คุณพิชัยคิด ขณะที่ลนลานรีบกดรับโทรศัพท์

“คุณพิชัย นอนหรือยังครับ ผมโทรฯมารบกวนคุณหรือเปล่า” พสุธาถามตามมารยาท ถึงการโทรศัพท์หาตอนสามทุ่มจะเป็นการละเลยมารยาทไปแล้วก็ตาม

“ไม่เลยครับ ไม่เลย ผมกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่พอดี คุณพสุธาโทรฯมา มีเรื่องอะไรให้ผมทำเหรอครับ” คุณพิชัยถามออกไป

“ไม่ได้จะรบกวนคุณพิชัยขนาดนั้นหรอกครับ แต่พอดีผมเพิ่งรู้เรื่งองานสัมมนาที่ต่างจังหวัด ได้ยินจากหินว่าจะไปที่ภูเก็ตกัน มีเหตุผลสำคัญอะไรหรือเปล่าครับ ที่เลือกภูเก็ต สามารถเปลี่ยนเป็นที่อื่นได้หรือเปล่า” พสุธาถามออกไปรวดเดียว

คุณพิชัยนิ่งงันไป ไม่คิดว่าพสุธาจะโทรศัพท์มาด้วยเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ แต่เมื่อคิดว่าคนที่จะไปสัมมนาด้วย เป็นพี่ชายของพสุธา คุณพิชัยก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ สำหรับเจ้าตัว รวมถึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ สำหรับพวกเขาด้วย

ถ้าเกิดว่าพี่ชายของพสุธาเป็นอะไรไปตอนไปร่วมงานสัมมนาของบริษัท เท็นซี กรุ๊ปของพวกเขา ก็อาจจะล้มละลายได้ในชั่วพริบตา

“ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษครับ แค่คิดว่าจะพาพนักงานไปพักผ่อนที่ทะเลสักหน่อย แล้วทะเลภูเก็ตก็เป็นสถานที่ขึ้นชื่อของประเทศครับ” คุณพิชัยพูดตอบ

“อย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็สามารถเปลี่ยนสถานที่ได้ใช่ไหม” พสุธาถามออกไป

“ได้ครับ แต่ว่ามันค่อนข้างกระชั้นชิดเกินไป ตอนนี้ถ้าจะเหมาโรงแรมสำหรับพนักงานจำนวนมาก ก็เป็นเรื่องยากนิดหน่อยนน่ะครับ” คุณพิชัยพูดบอก และเขาไม่ได้โกหก

ต่อให้พวกเขาใช้เงินแก้ปัญหา เพิ่มเงินให้โรงแรม ให้โรงแรมแคนเซิลลูกค้าคนอื่น ๆ ก็ยังพูดยากว่าโรงแรมจะยอมหรือเปล่า

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เมื่อสองสามวันก่อน ผมเพิ่งซื้อเกาะส่วนตัวมา ที่นั่นมีบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ มีรีสอร์ท พวกคุณไปที่นั่นได้” พสุธาตรวจสอบกับระบบแล้ว เกาะส่วนตัวที่เขาได้รางวัลมาเมื่อสองสามวันก่อน นอกจากจะบ้านหลังใหญ่แล้ว ยังมีรีสอร์ทด้วย

คุณพิชัยเมื่อได้ยินว่าพสุธาเพิ่งจะซื้อเกาะส่วนตัวมา เขาก็ยิ้มขื่นทันที เพราะเขารู้ว่าในวันเดียวกันนั้น พสุธายังได้ซื้อหุ้นพิกพ็อกมาด้วย

ซื้อหุ้นพิกพ็อกไปมากกว่าสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ยังมีเงินเหลือมาซื้อเกาะส่วนตัวอีก สรุปแล้วพสุธามีเงินสดเท่าไรกันแน่

ควรจะรู้ว่ามูลค่าทรัพย์สิน ไม่เท่ากับเงินสด บางคนมีมูลค่าทรัพย์สินเป็นหมื่นล้าน แต่มีเงินสดไม่ถึงพันล้านก็มี ซึ่งคนกลุ่มนี้ ก็จัดเป็นคนกลุ่มใหญ่ เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน แต่พสุธาที่ซื้อหุ้นเป็นว่าเล่น และแต่ละหุ้นที่ซื้อ มูลค่าก็เกือบล้านล้าน หรือไม่ก็เกินล้านล้านทั้งนั้น ดังนั้นแล้วเขาจึงอดสงสัยไม่ได้ ว่าสรุปแล้วพสุธามีเงินสดเท่าไรกันแน่ ทำไมเหมือนว่าเงินของพสุธาจะไม่มีวันหมดเลย

คุณพิชัยสงสัย แต่ไม่กล้าถามออกไป เขาได้แต่รับปากว่าจะเปลี่ยนสถานที่

“จริงสิ แล้วพวกคุณเดินทางกันยังไง” พสุธาถามต่อ

“บริษัทมีรถบัสอยู่ครับ”

“เอาแบบนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมจะเช่าเหมาลำเครื่องบินให้” พสุธาคิดว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ไม่ใช่ว่าธุรกิจที่บ้านของปฐพีมีสายการบินหรอกเหรอ เขาคุยกับเจ้าตัวสักหน่อย ก็น่าจะได้แล้วใช่ไหม อย่างไรเขาก็จ่ายเงินนี่นา

ฝั่งคุณพิชัย เมื่อได้ยินว่าพสุธาจะเช่าเหมาลำเครื่องบินให้พวกพนักงาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น

ถ้าเกิดว่าพนักงานรู้เรื่องนี้ จะทำเรื่องยื่นถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง แล้วให้พสุธาขึ้นมาบริหารบริษัทแทนเขาเลยหรือเปล่า

อืม มีความเป็นไปได้สูง

 

เช้าวันถัดมา ศิลาก็ได้เห็นประกาศจากบริษัท พร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ถึงแผนการสัมมนาที่มีการเปลี่ยนแปลง

“เปลี่ยนจากภูเก็ตไปเกาะส่วนตัว เปลี่ยนจากนั่งรถบัส เป็นนั่งเครื่องบิน อยู่ ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนล่ะ”

“เกาะส่วนตัวเลยเนี่ยนะ เช่าเหมาลำเครื่องบินด้วย เกิดอะไรขึ้น อยู่ ๆ ทำไมท่านประธานก็ใจป้ำขึ้นมา”

ศิลามองเพื่อนร่วมงานที่พูดคุยเรื่องนี้กัน แต่เขานึกไปถึงน้องชายของตัวเอง

เมื่อวานตอนที่พสุธาคุยโทรศัพท์ ศิลาไม่ได้ยินว่าเจ้าตัวคุยกับใคร และคุยเรื่องอะไร เพราะพสุธาแยกตัวออกไปคุยที่ระเบียงห้อง แต่ตอนนี้เขาคิดว่าเขาพอจะคาดเดาได้แล้ว

อยู่ ๆ บริษัทไม่มีทางเปลี่ยนแผนการกะทันหันแบบนี้ ต้องเป็นน้องชายของเขาแน่ ๆ ที่ทำเรื่องนี้

ศิลายิ้มอย่างจนใจ น้องชายของเขาจะน่ารักเกินไปแล้ว!

“คุณหิน พอจะรู้ไหมว่าเกาะส่วนตัวที่ว่านั่น อยู่ที่ไหน” เพื่อนร่วมงานของศิลาพูดถามขึ้นมา คนอื่น ๆ ก็มองศิลาอย่างคาดหวังในคำตอบ

พวกเขาไม่ได้คิดว่าที่แผนการเปลี่ยนกะทันหันแบบนี้ ต้นเหตุมาจากศิลา หรือเกี่ยวข้องอะไรกับพสุธา พวกเขาแค่คิดว่าศิลาเป็นพี่ชายของผู้ถือหุ้นอันดับสอง จะต้องรู้ข่าววงในอะไรที่พวกเขาไม่รู้อย่างแน่นอน

ศิลากะพริบตาปริบ ๆ ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี และสุดท้ายก็ตอบไปว่า

“เป็นเกาะของดินน่ะ”

“หา เป็นเกาะของคุณพสุธาหรอกเหรอเนี่ย”

“ก็ว่าแล้วว่าทำไมอยู่ ๆ ท่านประธานถึงใจป้ำขึ้นมา ที่แท้เพราะคุณพสุธานี่เอง”

“เกาะส่วนตัวของคุณพสุธาเหรอ แบบนี้คุณพสุธาจะไปด้วยไหม”

“คุณพสุธาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของบริษัท น่าจะไปด้วยกันกับพวกเรานะ”

แต่ละคนส่งเสียงพูดกับอย่างคึกคักทันที พวกเขาอยากจะให้พสุธาไปด้วย บางคนยังไม่เคยเห็นพสุธาเลย แต่เคยได้ยินที่เพื่อนคนอื่นเอามาเล่า ก็ยิ่งอยากเห็นตัวจริงของพสุธามากยิ่งขึ้น

“คุณหิน คุณพสุธาจะไปกับพวกเราด้วยหรือเปล่า”

ศิลาได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเสียดายทันที เพราะว่าเมื่อคืนนี้เขาก็ถามน้องชายแล้ว คิดถึงคำตอบที่ได้รับจากน้องชาย เขาก็เอามาตอบเพื่อนร่วมงาน

“ดินไปไม่ได้ วันนั้นดินติดงาน ไม่อยากยกเลิก เสียดายเงินค่าจ้างสามพัน”

เป็นคำตอบที่ทำให้ตื่นตะลึงยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเกาะส่วนตัวที่พวกเขาจะได้ไป เป็นเกาะส่วนตัวของพสุธาเสียอีก

“หมาย หมายถึงสามพันล้านบาทใช่ไหมครับ” ถามด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่ง คิดว่าตัวเองน่าจะฟังผิดไป

มหาเศรษฐีระดับนั้น จะเสียดายเงินแค่สามพันบาทได้ยังไง ต้องเป็นสามพันล้านบาทแน่ ๆ

คนอื่น ๆ ก็คิดแบบเดียวกัน พวกเขามองศิลา แต่ศิลาส่ายหน้า แล้วพูดตอบ

“สามพันบาทนั่นแหละครับ คงไม่มีใครจ่ายสามพันล้านเพราะจ้างคนทำความสะอาดหรอกมั้งครับ” ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ก่อนจะสะดุ้ง เมื่อเพื่อนร่วมงานพร้อมใจกันประสานเสียงว่า

“ต้องบอกว่าไม่มีมหาเศรษฐีระดับล้านล้านคนไหน รับงานทำความสะอาดเพียงเพราะเงินแค่สามพันต่างหาก!”