82. ตอนที่ 81
ตอนที่ 81
“เจอแล้วเหรอครับ!” พสุธาพูดอย่างยินดี เมื่อได้ยินจากผู้กองชาวีร์ว่าเจอร่างของอันนาแล้ว
แม้ว่าการเจอร่างของอันนา จะเป็นการตัดความหวังเล็ก ๆ ว่าบางทีอันนายังไม่ตาย แต่ตกอยู่ในอาการโคม่า วิญญาณเข้าร่างไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น ความหวังที่มีนี้ ในใจทุกคนก็รู้ดีว่ามันน้อยเสียจนนับเป็นความหวังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ฝั่งอันนาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พสุธา เธอก็ชะงักขึ้นมา เมื่อได้ยินคำพูดของพสุธา
ในใจของอันนา เธอบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่ได้ยินนี้
การได้เจอร่างของเธอ ก็เท่ากับเธอจะได้เจอพ่อแม่ของเธออีกครั้ง และพ่อแม่ของเธอ ก็จะได้เจอเธอเป็นครั้งสุดท้าย แม้ว่าใบหน้าของเธอจะถูกทำร้ายจนเละ และร่างของเธอ ตอนนี้ก็คงจะเน่าเปื่อยจนยากจะจำได้แล้วก็ตาม
แต่ที่อันนาไม่ได้ยินดีสักเท่าไร ก็เป็นเพราะถ้าเธอไม่ถูกทำร้ายจนตาย เธอก็คงไม่ต้องรอการค้นหาร่างของตัวเองแบบนี้ และเธอก็ไม่รู้ว่าเธอจะรับได้หรือเปล่า หากได้เห็นร่างของตัวเองที่ถูกทำร้ายจนยับเยินเช่นนั้น
หากเธอฉลาด หากเธอมองคนออก เธอคงไม่ต้องอยู่ในจุดนี้ใช่หรือเปล่า
อันนาตั้งคำถามกับตัวเองในใจ ด้วยความเศร้าโศก เธออยากจะย้อนเวลาได้นัก หากย้อนเวลาได้ เธอจะไม่แม้แต่ชายมองชายสารเลว และหญิงชั่วคนนั้นเป็นอันขาด
ฝั่งผู้กองชาวีร์ เมื่อบอกเรื่องนี้กับพสุธาแล้ว เขาก็ถาม
“คุณจะมาดูไหมครับ”
“ตอนนี้ผมมีเรียนครับ ผมจะไปได้ช่วงเย็น แต่ว่าผมจะให้ช่องทางติดต่อพ่อแม่ของอันนานะครับ คุณจะได้ประสานงานเชิญพวกเขามาได้” พสุธาคิดว่าหน้าที่แจ้งข่าวร้ายกับพ่อแม่ของอันนา ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจจะดีกว่า
“ได้ครับ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะครับ” ผู้กองชาวีร์พูดตอบ
การที่เขาสามารถปิดคดีได้ในเวลาไม่ถึงสองวัน ความดีความชอบแทบจะทั้งหมด เป็นของพสุธา
ก่อนหน้านี้เขาเคยรับคดีแบบเดียวกันนี้ ยังใช้เวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ ถึงจะระบุตัวคนร้าย และสาเหตุของการก่อเหตุได้ แต่นี่แค่ราว ๆ ยี่สิบสี่ชั่วโมงเองด้วยซ้ำ ตั้งแต่เก้าโมงเช้าของเมื่อวานนี้ จนถึงแปดโมงสี่สิบเจ็ดนาทีของวันนี้ ที่พบร่างของอันนา
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เป็นสิ่งที่ผมต้องทำอยู่แล้ว” พสุธาพูดตอบออกไป
เขาหมายถึงมันเป็นภารกิจของระบบ แต่ผู้กองชาวีร์คิดว่า เป็นเพราะพสุธาสนใจจะซื้อห้องของอันนา ทำให้เจ้าตัวต้องจัดการเรื่องนี้ด้วย
“จริงสิ ยันต์ของคุณช่วยชีวิตผมเอาไว้ได้ ผมต้องขอบคุณคุณมาก” ผู้กองชาวีร์พูดเรื่องส่วนตัว ที่นับได้ว่าเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน
ด้วยความที่เมื่อคืนนี้พวกเขางานกันทั้งคืน ไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย ช่วงเวลาราว ๆ ตีสาม เขาก็ถูกผีตนหนึ่งจ้องจะเอาชีวิต ให้เป็นตัวตายตัวแทน แต่เพราะยันต์ของพสุธา ทำให้เขาเอาตัวรอดมาได้ ส่วนผีตนนั้นก็ได้รับบาดเจ็บ หลบหนีไปแล้ว
“คุณเจอเรื่องอันตรายเหรอครับ” พสุธาถามเสียงขรึม
“ใช่ครับ..” ผู้กองชาวีร์ตอบ ก่อนที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ให้ฟัง
“ยันต์ที่คุณพสุธาให้ผม มันเผาไหม้ตัวเองจนสลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วครับ” ผู้กองชาวีร์พูดอย่างเสียดายอย่างสุดซึ้ง
ตอนแรกเขาก็ไม่ได้เชื่อมั่นในยันต์ที่ได้จากพสุธาไปเต็มร้อย เขาคคิดว่าพกเอาไว้เพื่อความอุ่นใจ ไว้เป็นความหวังสุดท้าย แต่เมื่อได้เห็นแผ่นยันต์แสดงอิทธฤทธ์กับตาตัวเอง เขาก็หมดข้อกังขาทันที
ไม่ใช่แค่ผู้กองชาวีร์เท่านั้น แต่ลูกน้องของผู้กองชาวีร์ก็ด้วย ทำให้ตอนนี้พวกเขารักษาฟองน้ำยันต์เท่ากับชีวิตเลยทีเดียว
“มันได้พลีชีพเพราะหน้าที่ของมันเรียบร้อยแล้วครับ” พสุธาตอบยิ้ม ๆ เมื่อได้ยินว่าผู้กองชาวีร์ไม่ได้เป็นอะไรมาก
“ถ้าผมอยากจะขอซื้อเพิ่มอีก ได้หรือเปล่าครับ” ผู้กองชาวีร์พูดถาม
“ได้ครับ แต่ต้องรอคิวหน่อยนะครับ”
“ขอแซงคิวได้ไหมครับ” ผู้กองชาวีร์ถามกึ่งจริง กึ่งเล่น
พสุธาส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูดตอบ
“ถ้างานด่วน ก็ต้องเพิ่มเงินครับ”
คำตอบของพสุธา ทำให้ผู้กองชาวีร์อึ้งไป ไม่คิดว่ามหาเศรษฐีระดับล้านล้าน ที่รับจ้างทำความสะอาด จะหน้าเลือดกับเขาด้วยเหมือนกัน
“งั้นผมรอได้ครับ จริงสิ ถ้าเกิดว่าผมเอายันต์ไปเคลือบ จะช่วยปกป้องยันต์ได้ไหมครับ” ผู้กองชาวีร์ผุดความคิดขึ้นมา ตอนนี้พวกเขาพกฟองน้ำ ต้องคอยระวังไม่ให้ขาด ไม่ให้เสียหาย แต่ถ้าเอาไปเคลือบ ก็น่าจะช่วยป้องกันความเสียหายได้
ผู้กองชาวีร์ถามออกไปแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองฉลาดมาก ทว่า
“ปกป้องยันต์ได้ครับ แต่ยันต์จะปกป้องชีวิตคุณได้ไหม ก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ”
คำตอบที่ได้รับ ทำให้ผู้กองชาวีร์หัวเราะเสียงแห้ง
“อ่า ผมล้อเล่นครับ ผมล้อเล่น” ผู้กองชาวีร์รีบพูด
“อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้ขู่ แค่อยากให้คุณลองพิสูจน์ดู” พสุธาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะขอตัววางสาย เมื่ออาจารย์ผู้สอนเดินเข้ามาในห้องแล้ว
และหลังวางสายจากผู้กองชาวีร์ พสุธาก็ถามอันนา
“เธออยากจะไปดูร่างของเธอก่อนไหม ฉันจะส่งเธอไป” พสุธาสื่อสารกับอันนาผ่านทางจิต
ตอนนี้เขารับอันนาเป็นบริวาร ทำให้อันนาไปไหนมาไหนกับเขาได้ รวมถึงไปที่อื่นตามคำสั่งของเขาได้
รอเจ้าตัวทำความต้องการสุดท้ายได้สำเร็จ เขาก็จะปลดพันธะนี้ให้เจ้าตัว ให้เจ้าตัวได้ไปโลกปรภพ ไปสู่ภพภูมิอื่น
ฝั่งอันนา เมื่อได้ยินคำถามจากพสุธา เธอก็นิ่งชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ
“ไป ฉันอยากไปดู”
“ตกลง ฉันจะส่งเธอไป เธอไปถึงก็คุยกับผู้กองชาวีร์เอาเลย ฉันจะส่งข้อความไปหาผู้กองชาวีร์ด้วย ให้เจ้าตัวมารับ เผื่อว่าเจ้าที่ไม่อนุญาตให้เธอเข้าไป”
“ขอบคุณ” อันนาขอบคุณพสุธาเบา ๆ
พสุธาไม่ได้ตอบอะไร แต่ส่งอันนาไปหาผู้กองชาวีร์ ก่อนจะส่งข้อความไปแจ้งผู้กองชาวีร์เอาไว้ด้วย
“พี่จัดการเรื่องเครื่องบินให้แล้วนะครับ” ประโยคนี้ดังจากปากของปฐพี
ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง และเหมือนกับวันที่ผ่านมา สามหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์การบิน มากินข้าวกลางวันที่คณะนิติศาสตร์
“ขอบคุณครับ เรื่องค่าใช้จ่าย คุณป๋าส่งใบเสร็จมาได้เลยนะครับ” พสุธาพูดตอบกลับไป
เมื่อคืนนี้ เขาไม่ได้แค่โทรศัพท์หาคุณพิชัย แต่ยังติดต่อหาปฐพีด้วย
เพราะว่าต้องเดินทางพรุ่งนี้แล้ว พสุธากลัวว่าถ้าบอกช้าไป จะไม่ทัน แต่ว่าพอติดต่อไปแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาท เพราะมันก็สามทุ่มแล้ว
“ได้ครับ” ปฐพีไม่ได้ปฏิเสธที่พสุธาจะจ่ายเงิน เพราะเขารู้ว่าถ้าปฏิเสธ พสุธาต้องไม่ยอมแน่ ๆ ดังนั้นเขาจึงจะรับเงินเอาไว้ แต่ในราคาที่ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์
“มึงจะไปไหน” เฮียโก้ถามขึ้นมา
“ผมไม่ได้ไป หินจะไปสัมมนากับบริษัท ผมก็เลยเช่าเหมาลำเครื่องบินบ้านคุณป๋าไป”
“หินจะไปสัมมนากับบริษัทเหรอ ไปเมื่อไร ที่ไหน”
“เฮียจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ” พสุธาเลิกคิ้วตอบกลับไป จ้องคนเป็นพี่เขม็ง
เฮียโก้ชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ
“กูก็แค่ถามไม่ได้หรือไงล่ะ”
“แค่ถามแน่นะ แต่ช่างเถอะ จะตอบให้ก็ได้ ไปวันพรุ่งนี้ ตอนแรกจะไปภูเก็ต แต่ผมขอให้เปลี่ยนไปที่เกาะส่วนตัวของผมแทน” พสุธาตอบกลับไป แต่คำตอบของพสุธา ทำให้นอกจากปฐพีแล้ว คนอื่น ๆ ก็นิ่งอึ้งไป
“มึงไปมีเกาะส่วนตัวตั้งแต่เมื่อไรน่ะ” สีไม้ถามอย่างตื่นตะลึง
“ก็ไม่กี่วันมานี่แหละ” พสุธาตอบกลับไปอย่างสบาย ๆ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
“เกาะส่วนตัวของมึงเหรอ งั้นกูไปเที่ยวบ้างได้ไหม” เฮียโก้ส่งคำถามมาอีก
พสุธาหรี่ตามองคนแก่กว่าตัวเองสองปี
“จะไปวันไหนล่ะ คงไม่ใช่วันพรุ่งนี้หรอกนะ”
“ตอนแรกว่าจะไปเดือนหน้า แต่ไปวันพรุ่งนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ไหน ๆ กูก็เคยเจอพีรวิชญ์แล้ว ขอติดเครื่องบินไปด้วย เขาคงจะไม่รังเกียจ ไม่สิ เครื่องบินเป็นมึงเช่าเหมานี่หว่า งั้นกูก็ไม่ต้องรอให้หมอนั่นอนุญาตแล้วน่ะสิ” เฮียโก้พูดด้วยสีหน้าได้ใจ แต่พสุธาแค่นหัวเราะในลำคอ
“ไม่ต้องรอให้คุณพีรวิชญ์อนุญาต แต่ก็ต้องรอให้ผมอนุญาตก่อนไหมล่ะเฮีย”
“แล้วมึงจะไม่อนุญาตเหรอ” เฮียโก้ถาม น้ำเสียงแฝงความอ้อนวอนเอาไว้
พสุธาคิ้วกระตุก ถูกผู้ชายตัวโต ๆ มาอ้อนวอน นี่มันทำให้ขนลุกจริง ๆ
“พี่ก็อยากไปด้วย นะโมไปไหม” พันไมล์ถามขึ้นมา ก่อนที่พสุธาจะได้ตอบเฮียโก้
พสุธาหันไปหรี่ตาใส่พันไมล์อีกคน
“นะโมมันจะไปได้ยังไงล่ะครับ มันไม่ได้ทำงานที่เดียวกับหินสักหน่อย” พสุธาพูดตอบกลับไป
“ก็เผื่อว่าน้องดินเป็นห่วงหิน ก็เลยให้นะโมไปเป็นเพื่อนหินไง”
คำตอบของพันไมล์ ทำให้พสุธาต้องมองพันไมล์ด้วยความแปลกใจ
เจ้าตัวรู้ความคิดเขาได้ยังไงน่ะ เขามีความคิดนี้จริง ๆ แต่ว่าก็ยังต้องถามความเห็นของนะโมก่อน เผื่อว่านะโมจะไม่อยากไป ถึงอย่างไรศิลาก็ไปกับบริษัทที่เจ้าตัวทำงานอยู่
“ผมยังไม่ได้ถามนะโมครับ นะโมก็ไม่ได้บอกว่าอยากไป” พสุธารู้ว่าถ้าเขาถาม นะโมจะต้องตอบตกลงแน่ เขาก็เลยคิดหนัก เพราะกลัวจะเป็นการกดดันเพื่อน
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ชวนนะโมเอง” พันไมล์ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังหยิบโทรศัพท์มาต่อสายหานะโมด้วย
พสุธามุมปากกระตุก เขาได้บอกหรือยังว่าให้ไปด้วยได้ ทำไมทำเหมือนว่าเขาอนุญาตแล้วล่ะ
หึ เอาเถอะ ถึงจะเหมือนฝากปลาย่างเอาไว้กับแมว แต่ตอนนี้แมวก็เหมือนจะยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากกินปลาย่าง งั้นเขาจะยอมสักครั้งก็แล้วกัน
คิดแล้วพสุธาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาคุณพิชัยบ้าง
“สวัสดีครับคุณพสุธา” คุณพิชัยที่ตั้งเบอร์โทรศัพท์ของพสุธาเอาไว้เป็นหมายเลขพิเศษ ก็รับสายอย่างรวดเร็ว
“คุณพิชัย สะดวกคุยหรือเปล่าครับ ผมมีเรื่องรบกวนนิดหน่อยครับ” พสุธาพูดออกไป
“ไม่รบกวนครับ คุณพสุธามีเรื่องอะไร พูดมาได้เลยครับ” คุณพิชัยรีบตอบ
“ผมมีพี่ชายที่สนิทอยู่สองคน อยากจะร่วมเดินทางไปเกาะส่วนตัวด้วย ไปพร้อมกับบริษัทของคุณพิชัย คุณพิชัยสะดวกไหมครับ” พสุธาถามออกไป
“สะดวกครับ สะดวกเป็นอย่างยิ่งครับ” คุณพิชัยตอบอย่างกระตือรือร้น
คนที่สามารถเป็นพี่ชายที่สนิทสนมกับคุณพสุธาได้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ แต่ต่อให้เป็นคนธรรมดา ขอเพียงแค่มีคุณพสุธาหนุนหลังอยู่ ใครจะกล้าเมินเฉยได้ เขาเองก็ต้องถือโอกาสนี้ตีสนิทกับคนรอบตัวของคุณพสุธาด้วยเหมือนกัน
“ขอบคุณมากนะครับ จริงสิ ขอโทษด้วยนะครับที่เมื่อวานผมเสียมารยาทรบกวนตอนดึก เอาไว้ถ้าวันไหนมีโอกาส ผมขอเลี้ยงอาหารคุณพิชัยสักมื้อ เพื่อเป็นการขอโทษนะครับ” พสุธาพูดออกไป และไม่ได้พูดไปตามมารยาท ทว่าเขาคิดจะเลี้ยงอาหารคุณพิชัยสักมื้อจริง ๆ
“คุณพสุธาเกรงใจเกินไปแล้วครับ สามทุ่มสำหรับนักธุรกิจอย่างเรา ๆ ไม่ถือว่าดึกหรอกครับ ตอนนั้นผมก็ยังนั่งทำงานอยู่ แต่คุณพสุธาให้เกียรติเลี้ยงข้าว ผมก็ขอไม่ปฏิเสธนะครับ นาน ๆ ทีจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะกับคุณพสุธาสักที” คุณพิชัยก็ไม่ปิดบังความกระตือรือร้น และความดีใจของตัวเองเลยสักนิด
ตอนนี้นอกจากทนายความเกษมแล้ว ก็เหมือนว่าจะยังไม่มีหุ้นส่วนคนไหนได้ร่วมโต๊ะอาหารกับคุณพสุธาเลย ตอนนี้เขามีโอกาสแล้ว จะพลาดไปได้อย่างไร
จริง ๆ แล้วมันคุ้มมาก คุณพสุธาโทรศัพท์หาเขาตอนสามทุ่มแค่ครั้งเดียว ก็ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับคุณพสุธา แบบนี้เขาอยากให้คุณพสุธาติดต่อเขานอกเวลางานบ่อย ๆ จริง ๆ
พสุธาไม่รู้ความคิดของคุณพิชัย เขาพูดตอบสองสามประโยค ก่อนจะขอตัววางสาย
เมื่อวางสายแล้ว ก็พบว่าสายตาหลายคู่มองมาที่เขา โดยเฉพาะปฐพี
“เมื่อวานดินก็โทรศัพท์หาพี่ตอนกลางคืนเหมือนกัน แบบนี้ต้องเลี้ยงอาหารพี่ด้วยสิ” ปฐพีพูดขึ้นมา ทว่า
“กับคุณป๋า ผมโทรศัพท์หาก็ถือเป็นการรบกวนเหรอครับ” พสุธาเอียงคอถาม
ปฐพีชะงักไป ก่อนจะยิ้มแห้งออกมา
“พี่แค่อยากจะไปเดทกับนายเท่านั้นเอง ดูเหมือนว่าพี่จะยกหินทุ่มใส่เท้าตัวเองสินะ” ปฐพีพูดอย่างจนใจกับความคิดน้อยไปของตัวเองในครั้งนี้
พสุธาโทรศัพท์หาเขา จะเป็นการรบกวนได้อย่างไร เขาแทบอยากจะให้พสุธาโทรศัพท์หาเขาวันละสิบ ยี่สิบรอบเสียด้วยซ้ำ
พสุธาเห็นท่าทางห่อเหี่ยวของปฐพี เขาก็หัวเราะ
“ล้อเล่นครับ แต่จริง ๆ ถ้าคุณป๋าจะชวนเดท ก็ชวนได้เลยครับ ไม่ต้องหาข้ออ้าง”
ปฐพีได้ยินคำพูดนี้ของพสุธา ดวงตาของเขาก็สว่างวาบ ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“ถ้าพี่ชวน นายก็จะตอบตกลงใช่ไหมครับ”
“ก็ต้องดูเป็นครั้ง ๆ ไปครับ บางทีผมอาจจะไม่ว่าง” พสุธาพูดความจริง เขายังมีภารกิจของระบบ เรื่องเดทน่ะ ต้องเอาไว้อันดับสอง
“งั้นวันนี้เลิกเรียนแล้วไปเดทกับพี่ไหม” ปฐพีก็ฉวยโอกาสชวนในทันที
“เย็นนี้ผมต้องไปจัดการเรื่องของอันนาน่ะสิครับ” พสุธาตอบกลับไป
เรื่องของอันนา ปฐพีทั้งรู้ทั้งเห็น ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องคิดหาข้ออ้างอื่น
“ได้เรื่องแล้วเหรอ” ปฐพีรู้ว่าตอนนี้ ไม่สิ หลังจากที่พสุธาจัดการกับวิญญาณของอันนาให้อยู่ในความสงบแล้ว กระบวนการต่อมาก็คือการตามหาร่างของอันนา โดยทีมตำรวจ
“ครับ ผู้กองไม่ได้แจ้งคุณป๋าเหรอครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ เพราะอย่างไรผู้กองชาวีร์ ก็เป็นคนที่ปฐพีติดต่อมา
“ไม่ครับ” ปฐพีตอบพลางส่ายหน้า
“พวกมึงคุยเรื่องอะไรกัน ให้คนอื่นเขารู้ด้วยสิ” เฮียโก้โพล่งขึ้นมา หลังจากที่ฟังอยู่สักพักหนึ่งแล้ว
“เรื่องผี เฮียอยากฟังไหมล่ะ” พสุธาถามยิ้ม ๆ
“อันที่จริงกูก็คิดว่าคนเรา ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องหรอก” เฮียโก้พูดตอบเสียงกระอักกระอ่วน
พสุธายิ้มมุมปาก ขณะที่คนอื่น ๆ หัวเราะ
“แหม ทำเป็นหัวเราะกู ใครในนี้อยากฟังบ้างล่ะ ให้ดินมันเล่าให้สิ” เฮียโก้พูดเสียงโวยวาย
เสียงหัวเราะหยุดชะงัก ไม่มีใครกล้าเถียงคำพูดนี้ เพราะว่าพวกเขาก็กลัวผีกันจริง ๆ ถึงจะเคยปากแข็งบอกพสุธาว่าไม่กลัวก็เถอะ!
“พวกเราเป็นนักศึกษาคณกฎหมายนะ จะไปฟังเรื่องผีทำไม พวกเราฟังแต่เรื่องกฎหมายทั้งนั้นแหละ” สีไม้พูดขึ้นมา
อีกสองคนก็รีบพยักหน้าสมทบทันที
พสุธาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะได้ยินพันไมล์พูดว่า
“เอ๊ะ น้องดินมีช่องพิกพ็อกด้วยเหรอ” พันไมล์ที่เปิดแอปพิเคชันพิกพ็อกขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงการฟังประเด็นเรื่องผี ก็พูดอย่างแปลกใจ เมื่อพิกพ็อกขึ้นแนะนำเพื่อนจากเบอร์โทรศัพท์มือถือที่บันทึกเอาไว้
ถึงรูปโปรไฟล์จะไม่ใช่รูปของพสุธา แต่เป็นรูปตัวการ์ตูนตัวหนึ่ง แต่เพราะมันบอกว่าเพิ่มมาจากเบอร์โทรศัพท์อะไร พันไมล์ถึงได้รู้ว่าเป็นช่องของพสุธา
พสุธาชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ
“พอดีมีคนสมัครให้น่ะครับ แต่ผมไม่ได้เข้าไปเล่น” ช่องพิกพ็อกช่องใหม่ของพสุธา เขาไม่ได้สมัครเอง แต่เป็นผู้บริหารพิกพ็อกประจำสาขาสยามประเทศ ที่เป็นคนสมัครให้เขา และถึงแม้ว่าจะดูเหมือนไม่แตกต่างจากช่องของคนทั่วไป แต่ด้านหลังบ้าน ยังมีการจัดบัญชีของพสุธาเป็นระดับซูเปอร์วีไอพี ก็คือได้รับการดูแลอย่างดีจากทีมงาน และผู้บริหารระดับสูง
“ไหน ชื่ออะไร พวกเราจะได้กดติดตาม” พวกน้ำทิพย์ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบ้าง พวกเธอก็มีบัญชีพิกพ็อกเหมือนกัน
“อ้าว ยังไม่เห็นลงคลิปอะไรเลย” สีเทียนพูด เมื่อเจอบัญชีช่องของพสุธาแล้ว
“ก็บอกแล้วว่ายังไม่ได้เข้าไปเล่น” พสุธาพูดอย่างจนใจ
“งั้นวันหลังพวกเรามาถ่ายคลิปลงกันไหม อาศัยหน้าตาของมึง ยอดวิวต้องพุ่งอย่างแน่นอน” สีไม้พูดชวนอย่างกระตือรือร้น
“ขอโทษนะ นี่หากินโดนอาศัยความสามารถ” พสุธาแกล้งเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง
“เป็นพวกที่ใช้หน้าตาหากินได้สบาย แต่ก็ยังจะใช้ความสามารถสินะ” น้ำทิพย์ก็ร่วมมือกับเพื่อน พูดเสียงชื่นชมเยินยอ
“ดูสิ มีฝีมือการแสดงทั้งคู่เลยนะ ถ่ายคลิปลงพิกพ็อกเมื่อไร ได้แจ้งเกิดเป็นดาราแน่” พันไมล์พูดเย้าแหย่ ก่อนจะพูดต่อว่า
“แต่น้องดินทำคอนเทนต์ลงช่องก็ได้นะ อย่างน้อยดินทำได้หลายคอนเทนต์เลย จะอวดรถ อวดบ้านก็ได้ หรือจะทำอาหาร ทำความสะอาด คนก็น่าจะชอบเหมือนกัน”
“จริงด้วย ดิน มึงสนใจไหม เดี๋ยวพวกกูเป็นผู้ช่วยให้เองเลย” น้ำทิพย์ตาลุกวาวอย่างตื่นเต้น
“ไม่เอา ไม่มีเวลาว่าง ต้องทำงาน” พสุธาปฏิเสธอย่างไม่เสียเวลาคิด
“แต่ถ้าช่องมึงดัง รายได้ดีกว่างานที่มึงทำอีกนะ” สีไม้เกลี้ยกล่อม แต่พสุธาพูดตอบกลับว่า
“แล้วใครบอกว่ากูทำงานเพราะเงินกัน”
คำตอบนี้ของพสุธา ทำให้ทุกคนนึกขึ้นได้
นั่นสิ ระดับมหาเศรษฐีล้านล้าน จะทำงานเพื่อหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ยังไงกัน เจ้าตัวต้องมีจุดประสงค์อื่นอยู่แล้ว
“มึงเป็นคนรวยที่แปลกที่สุดที่กูเจอมา” สีไม้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“นึกว่าหล่อที่สุดเสียอีก” พสุธาพูดกลับไป
“น่ารักที่สุด” ปฐพีพูดยิ้ม ๆ
“ผมเป็นคนรวยที่น่ารักที่สุดที่คุณป๋าเคยเห็น” พสุธาหันไปเลิกคิ้วถามปฐพี
“ไม่ใช่ พี่หมายถึง นายเป็นคนที่น่ารักที่สุดในโลก”
“คุณคือคุณพาซูท่าใช่ไหม” ประโยคคำถามจากชายต่างชาติที่ดูซูบโทรมคนหนึ่ง
แม้ว่าอีกฝ่ายจะออกเสียงชื่อเขาได้ผิดเพี้ยนไปสักหน่อย แต่พสุธาก็ไม่ได้ถือสา
“ใช่ครับ คุณคือคุณพ่อคุณแม่ของอันนาใช่ไหมครับ” พสุธาถามออกไป
“ใช่ พวกเราเอง พวกเราต้องขอบคุณคุณมาก ๆ ที่ทำให้เราได้รู้ความจริง ทำให้เราได้พบลูกสาวอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นในลักษณะนี้ก็ตาม” พ่อของอันนาพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งขมขื่น ขณะที่ภรรยาของเจ้าตัวยังร้องไห้ปานจะขาดใจ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือศพของอันนา ที่จำแทบไม่ได้แล้ว ด้วยความที่ถูกทำร้ายอย่างยับเยิน และผ่านเวลามานานนับเดือน
วิญญาณของอันนา ตอนนี้ก็อยู่ที่นี่ด้วย แต่เธอไม่ได้มองร่างของเธอเลยสักนิด เธอมองบิดามารดาของเธอ มองมารดาที่ร้องไห้ เธอพยายามจะพูดปลอบ พยายามจะกอดปลอบ
น่าเสียดาย เธอทำไม่ได้สักอย่าง ได้แต่มองดูมารดาของเธอร้องไห้อยู่เท่านั้น
ฝั่งพสุธาเมื่อได้รับคำขอบคุณจากอีกฝ่าย เขาก็รีบพูดตอบ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ต้องขอบคุณ เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว”
“คุณเป็นเด็กดีอย่างที่คุณลูคัสพูดจริง ๆ” พ่อของอันนามองพสุธาด้วยสายตาซาบซึ้งใจ
พวกเขาได้รับทราบเรื่องราวมาแล้ว เรื่องของลูกสาวนี้ ตำรวจทำงานได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ เพราะว่าพสุธามีส่วนช่วย ส่วนว่าช่วยอย่างไร พวกเขาก็ไม่รู้รายละเอียด แต่นั่นก็ไม่กระทบต่อความรู้สึกซาบซึ้งใจของเขา
“แล้วต่อไปนี้จะทำอย่างไรต่อไปครับ” พสุธายิ้มรับคำชม ก่อนจะถามเรื่องสำคัญ
“พวกเราจะพาร่างของอันนากลับไปฝัง”
“จับตัวฆาตกรได้แล้วเหรอครับ” พสุธาถามอย่างแปลกใจ
“ตั้งแต่ที่เธอร่างของอันนา แพทย์นิติเวชก็ทำงานอย่างรวดเร็วในการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต ด้วยเทคโนโลยีในตอนนี้ เพียงสามชั่วโมงก็ทราบผลอย่างละเอียดแล้ว จากนั้นทางเราก็ประสานกับตำรวจของรัสเซีย เพื่อให้อีกฝ่ายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมา เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ตำรวจก็จับฆาตกรทั้งสองคนได้แล้ว อยู่ระหว่างการคุมตัวกลับมาดำเนินคดีที่นี่”
“เร็วมากเลยนะครับ แต่ก็ดีมากเช่นกัน” พสุธาพูดอย่างยินดี เมื่อผู้ที่กระทำผิด ถูกจับตัวได้อย่างรวดเร็ว
พสุธาไม่รู้ว่า ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ที่สองสามีภรรยายืนยันได้ว่าลูกสาวของตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว และคนที่กลับมากับโจเซฟเป็นตัวปลอม อีกทั้งยังเป็นฆาตกรที่ร่วมมือกับโจเซฟฆ่าลูกสาวของพวกเขา สองสามีภรรยาก็ยอมทำข้อตกลงกับลูคัส ให้ช่วยจัดการกับโจเซฟและโซเฟีย และเมื่อได้รับแจ้งจากตำรวจว่ามีการประสานงานติดต่อให้ส่งโจเซฟ และโซเฟียเป็นนักโทษข้ามแดน พวกเขาถึงได้ส่งตัวโจเซฟ และโซเฟียให้กับตำรวจ
หากไม่มีความช่วยเหลือจากลูคัส โจเซฟ และโซเฟียจะไม่ถูกสองสามีภรรยาจับตัวเอาไว้ได้
และสองสามีภรรยาก็รู้ว่า ที่ลูคัสยอมตกลงช่วยจัดการกับฆาตกร ก็เป็นเพราะเห็นแก่พสุธา ดังนั้นพวกเขาจึงพูดขอบคุณพสุธาอีกหลายประโยค
พสุธารับคำขอบคุณจนรู้สึกเกร็งไปหมด ก็รีบเอ่ยขอตัวปล่อย ก่อนจะเดินออกมา เขาก็ส่งกระแสจิตบอกอันนา ให้เธอใช้ช่วงเวลานี้กับพ่อแม่ของเธอ พร้อมที่จะไปเกิดใหม่เมื่อไร ก็ให้กลับมาหาเขา
พสุธาคิดว่าต้องรอให้เขาส่งวิญญาณของอันนาให้กับนายนิรยบาลก่อน ภารกิจจึงจะสำเร็จ แต่คาดไม่ถึงว่าเพียงเดินออกมา เสียงของระบบก็ดังขึ้น
‘ยินดีด้วย โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ ได้รับคะแนนความลำบากสองพันคะแนน ได้รับกล่องสุ่มทองคำหนึ่งกล่อง โฮสต์จะเปิดกล่องสุ่มรางวัลเลยหรือไม่’
พสุธาชะงักไป ก่อนจะพูดตอบ
‘เปิดเลย’
‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับรางวัลเป็นห้างสรรพสินค้ารอยัลมอลล์ มูลค่าหนึ่งล้านสามแสนล้านบาท’
พสุธาไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับห้างสรรพสินค้ามาแบบนี้
ใช่ ได้เป็นเจ้าของห้างแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่แค่เป็นหุ้นส่วน
อืม ดูเหมือนว่าการปิดห้างชอปปิง เหมือนตัวเอกในซีรีส์ เขาก็ทำได้ง่าย ๆ แล้วน่ะสิ
แต่ไม่เอาหรอก เรื่องอะไรจะต้องปิดห้างเพื่อให้ตัวเองได้ชอปปิงด้วย เปิดห้างต้อนรับลูกค้า ให้ลูกค้าขนเงินมาให้ ไม่ดีกว่าหรือไง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดเรื่องนี้ เรื่องสำคัญตอนนี้ก็คือ หาคนไปดูแลกิจการ
อืม ต้องรบกวนคุณวินิจอีกแล้ว
“ผู้จัดการใหญ่ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ สีหน้าซีด ๆ นะครับ” สุรัสถามหัวหน้าของตัวเองอย่างเป็นห่วง
คุณวินิจที่เพิ่งจะวางสายจากพสุธา ก็มองลูกน้องด้วยสายตาแดงก่ำ
“ฉันมีข่าวดีและข่าวร้ายจะบอกพวกนาย พวกนายอยากฟังข่าวไหนก่อน”
“อยากฟังข่าวดีก่อนครับ”
“ท่านประธานตัดสินใจจะขึ้นโบนัสให้พวกนาย จากสิบสองเดือน เป็นยี่สิบสี่เดือน” คุณวินิจพูดจบ บรรดาผู้ช่วยทั้งหลายก็ไม่มีใครส่งเสียงดีใจ พวกเขามองหน้ากัน กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จากนั้นก็ถามคุณวินิจว่า
“ท่านประธานซื้อกิจการอีกแล้วเหรอครับ”
ถ้าไม่ใช่เพราะมีงานมาเพิ่ม พวกเขาอยู่ ๆ จะได้โบนัสเพิ่มขึ้นอีกสิบสองเดือนได้ยังไง
คุณวินิจมองลูกน้องอย่างยินดี ในที่สุดก็มีคนเข้าใจหัวอกของเขาแล้ว
“ใช่ ท่านประธานเพิ่งจะซื้อห้างรอยัลมอลล์มา ย้ำว่าซื้อห้าง ไม่ใช่แค่ซื้อหุ้น ดังนั้นแล้ว งานของรอยัลมอล์ จะมีเยอะกว่าที่พวกนายคิดอย่างแน่นอน”
“ผู้จัดการใหญ่ พวกเราไม่เอาโบนัสยี่สิบสี่เดือน แต่เป็นขอให้ท่านประธานรับคนเพิ่มอีกยี่สิบสี่คนแทนได้ไหม” สุรัสพูดอย่างน้ำตานองหน้า
แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่ายิ่งเจ้านายมีกิจการมากแค่ไหน อนาคตของพวกเขาก็ยิ่งมั่นคง ไม่มีทางตกงาน แต่ว่าตอนนี้ เขาเริ่มอยากจะขอให้สรรพกรตรวจสอบท่านประธานแล้ว เผื่อว่าท่านประธานจะชะลอการซื้อกิจการบ้าง!