83. ตอนที่ 82
ตอนที่ 82
ไม่ใช่แค่ผู้ช่วยของคุณวินิจ ที่อยากจะให้สรรพกรมาตรวจสอบพสุธา แต่บรรดานักธุรกิจที่รู้จักพสุธา ต่างก็อยากให้สรรพกรตรวจเส้นทางทรัพย์สินของพสุธาด้วยเช่นกัน
บริษัทอื่น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย พวกเขาถึงจะรู้ แต่ถ้าเป็นเปลี่ยนเจ้าของเลย ข่าวของพวกเขาเร็วมาก
นักธุรกิจแต่ละคนนิ่งงันไป เมื่อได้ยินว่าห้างรอยัลมอลล์ ห้างที่หรูหราที่สุดในประเทศ หรือแม้กระทั่งในทวีปเอเชีย ได้เปลี่ยนเจ้าของแล้ว และเจ้าของคนใหม่ เมื่อสองสามวันก่อน เพิ่งจะซื้อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของแอปพลิเคชันพิกพ็อกไป ตอนนี้เอาเงินจากไหนมาซื้อห้างหรูที่มีมูลค่ากว่าหนึ่งล้านสามแสนล้านบาทกัน!
“เขามีเงินสดอยู่ในมือเท่าไรกันแน่” นักธุรกิจคนหนึ่งพูดขึ้นมา
ตอนนี้ในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง มีนักธุรกิจกว่าสิบคนมารวมตัวกัน พวกเขาเป็นนักธุรกิจที่เจอกันตามงานเลี้ยงนักธุรกิจบ่อย ๆ บางคนก็ยังมีความร่วมมือทางธุรกิจกันด้วย
แต่วันนี้พวกเขารวมตัวกัน ไม่ใช่เพื่อเจรจาธุรกิจ แต่เป็นพูดคุยเรื่องของพสุธาโดยเฉพาะ
“เรื่องจำนวนเงินที่เขามีในมือ ไม่น่าสงสัยเท่ากับว่าเขาใช้วิธีการไหนในการเข้าซื้อ ไม่ว่าจะเข้าซื้อกิจการ หรือเข้าซื้อหุ้น เขาก็ทำอย่างเงียบเชียบ ไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเข้าซื้อสำเร็จเนี่ยแหละ พวกเราถึงเพิ่งจะรู้ข่าว”
“ขอผมไล่เรียงก่อน ว่าเขามีอะไรบ้าง เขามีหุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของเท็นซีกรุ๊ป มีหุ้นของโรงงานสยามแบตเตอรี่สิบเปอร์เซ็นต์ มีหุ้นของโรงแรมกาแล็กซี่ห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็น เป็นเจ้าของตึกเกรซ มีหุ้นสำนักงานกฎหมายทนายความเกษมยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ตั้งกิจการซอร์กรุ๊ป มีหุ้นเลสต์เน่ต์สิบเปอร์เซ็นต์ ซื้อเซเลป เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซื้อหุ้นทาร์เลสห้าเปอร์เซ็นต์ สามวันก่อนซื้อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของพิกพ็อก และตอนนี้เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้ารอยัลมอลล์ เอาเฉพาะแค่เดือนนี้ เขาใช้เงินไปเกินสองล้านล้านบาทแล้วนะ สำหรับการเข้าซื้อหุ้น และกิจการ เงินของเขาผุดมาจากอากาศหรือไง ทำไมมันดูไม่หมดไม่สิ้นสักที”
นักธุรกิจคนอื่น ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเหมือนกัน ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่า เงินของพสุธาไม่ได้ผุดมาจากอากาศ แต่มาจากระบบ
ส่วนทำไมระบบถึงรวยขนาดนี้ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
“พวกเราเคยได้ยินแต่ชื่อของมหาเศรษฐีคนนี้ แต่ไม่เคยเจอตัวจริงเขาเลยสักครั้ง งานเลี้ยงนักธุรกิจ เขาก็ให้แต่ผู้ช่วยของเขามาแทน ช่างทำตัวลึกลับจริง ๆ”
“ลูกชายผมเรียนอยู่ที่สยามปราชญ์ ก็เจอเขาอยู่บ่อย ๆ นะ ไม่ได้หลบซ่อนตัวอะไรหรอก แต่ใช้ชีวิตได้ผิดจากความเข้าใจโลกของพวกเราเท่านั้นแหละ คนรวยคนอื่นใช้เวลาหมดไปกับการพัฒนากิจการ ทำให้ธุรกิจยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่พสุธาคนนี้ เอาเวลาไปทำเรื่องที่ไม่มีคนเข้าใจ” เขาหมายถึงเดี๋ยวไปรับจ้างล้างจาน เดี๋ยวก็ไปรับจ้างทำความสะอาด ไม่รู้ว่าอนาคตยังจะไปรับจ้างทำอะไรอีก
“เขาว่าความคิดของอัจฉริยะยากจะเข้าใจ ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
“จะว่าไป ผมได้ยินข่าวมาว่า งานเสวนาแบ่งปันประสบการณ์นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์จัดขึ้น ได้เชิญคุณพสุธาขึ้นไปบรรยาด้วย พวกคุณรู้เรื่องนี้กันหรือเปล่า” ชายที่มีลูกชายเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ พูดถามขึ้นมา
“อะไรนะ มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ไอ้บ้าเอ๊ย เมื่อวานผมได้รับจดหมายเชิญร่วมงานนี้ แต่ผมดันปฏิเสธไปแล้ว”
“ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวหรอกที่ปฏิเสธไป ผมเองก็เหมือนกัน ให้ตายสิ ต้องให้คนไปขอจดหมายเชิญใหม่แล้ว”
“ฮ่า ๆ โชคดีที่วันนั้นผมว่างพอดี ก็เลยตอบตกลงไปแล้ว นี่ผมจะได้ฟังประสบการณ์ของคุณพสุธาในเรื่องธุรกิจแล้วสินะ ต้องเป็นประโยชน์มากแน่ ๆ” ชายหัวโล้นพูดแล้วหัวเราะอย่างลำพองใจ เพราะว่ามีหลายคนที่พลาดโอกาสนี้ ด้วยปฏิเสธคำเชิญร่วมงานไปแล้ว
“ผมเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระ ขอตัวไปก่อน”
“ผมเองก็นึกได้ว่ามีประชุม ต้องกลับบริษัทก่อนแล้ว”
“ลูกสาวผมรอให้ไปรับที่โรงเรียน ผมไปล่ะนะ”
นักธุรกิจแต่ละคนรีบหาข้ออ้าง เพื่อจะได้รีบกลับไปสั่งให้ลูกน้อง หาวิธีให้พวกเขาได้จดหมายเชิญเข้าร่วมงานเสวนานักธุรกิจของมหาวิทยาลัยสยามปราชญ์ ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่า ข่าวที่ได้ยินมาน่ะ ถูกต้องแล้ว พสุธาถูกเชิญขึ้นไปบรรยายจริง ๆ แต่พวกเขาได้ยินข่าวมาไม่หมด ได้รับเชิญ แต่พสุธาปฏิเสธไปแล้ว เป็นคุณวินิจที่จะขึ้นไปแบ่งปันประสบการณ์แทน ไม่ใช่พสุธา
ฝั่งพสุธาก็ไม่รู้เลยว่ามีคนได้ยินข่าวลือมาไม่ครบถ้วน ตอนนี้เขากำลังดูคะแนนความลำบากที่เขาได้รับ หลังจากเปลี่ยนอาชีพ
ทำความสะอาดห้องของพันไมล์ ได้สามร้อยคะแนน
ทำความสะอาดห้องของวริศ ได้สองร้อยสิบคะแนน
ทำภารรกิจพิเศษ ช่วยวริศเลิกกับแฟน ได้หนึ่งพันสี่ร้อยคะแนน
ทำภารกิจพิเศษ ช่วยแอนนา ได้สองพันคะแนน
รวมทั้งหมดเป็นสามพันเก้าร้อยสิบคะแนน
‘ระบบ ฉันแลกบัตรรับสมัครผู้ช่วยสามใบ’ พสุธารับรู้ได้ถึงความขมขื่นของคุณวินิจ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจทุ่มคะแนนสามพันคะแนน แลกบัตรรับสมัครผู้ช่วยมาแบ่งเบางานของคุณวินิจ
‘ปัจจุบันโฮสต์มีคะแนนพอแลกแค่สองใบเท่านั้น’ ระบบตอบกลับมา
‘สองใบได้ยังไง ฉันมีสามพันเก้าร้อยสิบคะแนน บัตรรับสมัครผู้ช่วยใช้หนึ่งพันแต้มต่อหนึ่งบัตร ดังนั้นฉันต้องแลกได้สามบัตรสิ’ พสุธารีบเถียงทันที
‘โฮสต์กรุณาอ่านรายละเอียดให้ชัดเจน บัตรรับสมัครผู้ช่วย ใบแรกหนึ่งพันคะแนน ใบที่สองต้องใช้สองพันคะแนน และหากต้องการซื้อใบที่สาม จะต้องใช้สี่พันคะแนน และบัตรใบต่อ ๆ ไป จะต้องใช้คะแนนคูณสองไปเรื่อย ๆ’
พสุธานิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินแบบนี้
ระบบโหดร้ายเกินไปแล้ว ถ้าต้องใช้คะแนนแบบนี้ แล้วเมื่อไรเขาจะเก็บครบห้าแสนคะแนนเพื่อเลื่อนระดับได้ล่ะ!
‘เงื่อนไขนี้ ใช้กับแค่บัตรรับสมัครผู้ช่วย หรือใช้กับทุกสินค้าในร้าน’ พสุธาถามออกไปอย่างระแวง
‘ใช้กับสินค้าทุกชนิด’
พสุธาได้ยินคำตอบแล้วอยากจะร้องเรียนมาก ระบบคนอื่นเขายิ่งใช้เงิน ยิ่งได้เงินคืนเยอะ ส่วนเขาล่ะ เขาต้องลำบากกว่าจะได้แต่ละคะแนนมาแลกสินค้า
สวรรค์ไม่ยุติธรรม!
พสุธาคร่ำครวญอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันแลกบัตรรับสมัครผู้ช่วยมาสองใบ
‘แลกสินค้าสำเร็จ คะแนนความลำบากคงเหลือ เก้าร้อยสิบคะแนน’
เหลือคะแนนแค่นี้แล้ว ไม่ได้ ตอนนี้เขาชิลเกินไป เขาต้องทำงานให้หนักขึ้นกว่านี้ ต้องรับภารกิจจากธนาคารภารกิจบ้างแล้ว
พสุธาคิดอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะต่อสายหาคุณวินิจ เพื่อบอกข่าวดีกับอีกฝ่าย
ที่สำนักงานตึกเกรซ ตอนนี้คุณวินิจ และพนักงานทุกคนกำลังตั้งใจทำงานกันอยู่ แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะคร่ำครวญที่เจ้านายซื้อกิจการมาเพิ่ม ซึ่งก็คือการเพิ่มงานให้พวกเขา แต่เมื่อคิดถึงโบนัสที่เพิ่มมาอีกสิบสองเดือน พวกเขาก็รู้สึกว่างานที่ได้รับมา ไม่หนักเกินไปแล้ว
“ผู้จัดการใหญ่ครับ ตอนนี้มีผู้เสนอแบบโรงงาน พวกเขาขอไปดูที่ดินจริง เพื่อทำการวิเคราะห์ประกอบการออกแบบครับ แล้วก็...” สุรัสกำลังรายงานผู้เป็นหัวหน้า ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบ เสียงโทรศัพท์ของคุณวินิจก็ดังขึ้นมา
คุณวินิจที่แค่ได้ยินเสียงเรียกเข้าอันแสนพิเศษ เขาก็หน้าซีดแล้ว
สุรัสเป็นหัวหน้าหน้าซีด เขาก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองสายตามองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของคุณวินิจ และเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ สีหน้าของเขาก็ซีดขึ้นมาด้วยเหมือนกัน
“ท่านประธานคงไม่ได้ซื้อกิจการเพิ่มอีกแล้วใช่ไหมครับ” สุรัสถาม เขาคิดว่ามีแต่พนักงานของบริษัทนี้นี่แหละ ที่หวาดกลัวว่าเจ้านายจะซื้อกิจการเพิ่ม
เจ้านายคนอื่นโทรศัพท์หาลูกน้องเพื่อสั่งงาน แต่เจ้านายของพวกเขา โทรศัพท์หาลูกน้อง เพื่อบอกว่ามีกิจการมาเพิ่ม
แต่อย่างหลังนี่มันก็คือการสั่งงานเพิ่มชัด ๆ และยังหนักกว่าเจ้านายคนอื่นด้วย!
คุณวินิจถลึงตามองสุรัสที่พูดเป็นลาง ก่อนจะกลั้นใจกดรับสาย
“ท่าน ท่านประธาน ซื้อกิจการเพิ่มอีกแล้วหรือครับ” คุณวินิจพูดถามออกไป หลังจากที่กดรับสาย
พสุธาที่อยู่อีกฝั่งก็มุมปากกระตุก เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นของคุณวินิจ
ที่ผ่านมาเขาเหมือนคนทารุณลูกน้องหรือเปล่าเนี่ย
พสุธาอดไม่ได้ที่จะคิดอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะพูดบอกข่าวดีแก่คุณวินิจ
“ผมจะโทรศัพท์มาบอกว่าผมจะเปิดรับสมัครผู้ช่วยพิเศษอีกสองคน มาแบ่งเบาภาระงานจากคุณ คุณคอยตรวจสอบแล้วส่งรายละเอียดมา ผมจะคัดเลือกเอง แล้วก็เตรียมเปิดรับสมัครผู้ช่วยอีกห้าสิบคนด้วย หลังจากรับสมัครผู้ช่วยพิเศษสองคนได้แล้ว ผู้ช่วยห้าสิบคนนี้ สี่สิบคนแบ่งให้ผู้ช่วยพิเศษคนใหม่ทั้งสองคน คนละยี่สิบคน ส่วนคุณก็รับเพิ่มอีกสิบคน เป็นยี่สิบเอ็ดคน”
คุณวินิจเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากพสุธา เขาก็ผุดลุกขึ้นยืนอย่างดีใจ
“จริงเหรอครับ ผมจะรีบดำเนินการทันทีเลยครับ ท่านประธานสบายใจได้ครับ” คุณวินิจละล่ำละลักพูดอย่างตื่นเต้น เขาดีใจจนน้ำตาแทบไหล ในที่สุดก็จะมีคนมาแบ่งเบาภาระงานของเขาแล้ว
ตอนนี้คุณวินิจไม่กลัวว่าจะมีคนมาแย่งความโปรดปรานแล้ว เขาแค่อยากมีคนมาแบ่งเบางานไปบ้าง!
“ช่วงนี้ลำบากคุณหน่อยนะ เอาเป็นว่าเพื่อตอบแทนความทุ่มเทของคุณ ผมจะยกหุ้นซอร์กรุ๊ปให้คุณหนึ่งเปอร์เซ็นต์” พสุธาพูดบอกคุณวินิจ
อย่าดูถูกหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ว่ามันน้อยนะ เพราะว่าในอนาคต เขาจะต้องทำซอร์กรุ๊ปให้มีมูลค่าหนึ่งล้านล้านตามภารกิจของระบบให้สำเร็จ ถึงตอนนั้นหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของซอร์กรุ๊ป ที่คุณวินิจมีก็จะเท่ากับหนึ่งหมื่นล้านเลยนะ
คุณวินิจเองก็ดูจะเข้าใจมูลค่าหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์นี้ดี เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ท่าน ท่านาประธาน จริงเหรอครับ” คุณวินิจถามเสียงสั่น ทรวงอกหอบหายใจขึ้นลงถี่กระชั้น
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง หวังว่าต่อไปคุณจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ซอร์กรุ๊ปของพวกเรานะครับ” พสุธาพูดเสียงเจือรอยยิ้ม
“แน่นอนครับ ผมสาบานเลยว่าผมจะตั้งใจทำงาน จะซื่อสัตย์ภักดีกับท่านประธานครับ!” คุณวินิจทั้งฮึกเหิม ทั้งตื้นตันใจ
เดิมทีเจ้านายก็ไม่ได้ใช้งานเขาอย่างไม่ยุติธรรม ไม่ว่าจะเงินเดือน โบนัส หรือแม้กระทั่งของรางวัลพิเศษ ก็มอบให้เขาอย่างใจกว้าง คุ้มค่ากับความทุ่มเทของเขามาก เขาไม่คิดว่าจะมีเจ้านายที่ไหนใจกว้างเท่าเจ้านายของเขาอีก และเขาก็คิดว่าเจ้านายของตัวเองนั้น ใจกว้างอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้นี่เอง คุณวินิจก็ได้รู้ว่าเจ้านายของตัวเอง ยังใจกว้างได้มากกว่าที่เขาคิดเอาไว้
หุ้น ถึงกับยอมมอบหุ้นให้เขา ถึงจะแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่หุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ตอนนี้ก็เท่ากับหนึ่งร้อยห้าสิบล้านแล้ว เพราะว่าซอร์กรุ๊ปตอนนี้ มีมูลค่าอยู่ที่หนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท
ถ้าท่านประธานโอนหุ้นทั้งหมดที่ท่านประธานถืออยู่ให้กับซอร์กรุ๊ป ถึงตอนนั้นหุ้นของซอร์กรุ๊ปจะยิ่งมีมูลค่าอย่างน่ากลัว
ทว่าดูเหมือนท่านประธานจะไม่มีความคิดโอนหุ้นเหล่านั้นให้ถือในนามซอร์กรุ๊ป
แต่การตัดสินใจของเจ้านาย ก็ถือรอบคอบดี หากวันหน้าซอร์กรุ๊ปมีผู้ถือหุ้นเพิ่ม ก็จะได้ไม่เกิดการขัดแย้งทางผลประโยชน์
คุณวินิจไม่รู้ว่า ต่อให้พสุธาอยากโอนหุ้นไปในนามบริษัท ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะว่าระบบไม่ยอมอย่างไรล่ะ
หุ้นหรือกิจการที่ได้รับจากระบบ เขาทำได้แค่รับเงินปันผล แต่ไม่สามารถขายหรือยกให้คนอื่นได้
“เอาล่ะ ผมไม่รบกวนเวลาคุณแล้ว” พสุธาพูดจบก็วางสาย
“นายเหมาะที่จะเป็นเจ้านายคนจริง ๆ” ประโยคชื่นชมนี้ดังมาจากปากของปฐพี
ตอนนี้ปฐพีก็ตามพสุธามาที่บ้าน เขามากินมื้อเย็นที่นี่ แต่ว่ายังไม่ได้กิน หนึ่งคือพสุธายังไม่ได้ลงมือทำอาหาร สองคือยังต้องรอให้ศิลา และนะโมกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันก่อน
“ยังไงเหรอครับ” พสุธาชะงักไป เมื่อเข้าใจคำพูดของปฐพี
“นายใช้งานคนเก่ง แล้วก็รู้ว่าควรจะกุมหัวใจลูกน้องอย่างไร การที่นายยกหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับคุณวินิจ นั่นทำให้คุณวินิจมีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ดังนั้นแล้วคุณวินิจก็จะทุ่มเทให้บริษัทมากยิ่งขึ้น รวมถึงไม่คิดจะทรยศบริษัทด้วย” ปฐพีพูดอธิบาย
พสุธาหัวเราะเบา ๆ
“ผมทำเพื่อซื้อใจจริง ๆ นั่นแหละ แต่คุณวินิจก็คุ้มค่ากับการที่ผมต้องจ่ายราคานี้เพื่อซื้อใจ” พสุธาก็ไม่ได้พูดอย่างสวยหรูอะไร การยกหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ให้คุณวินิจ ก็เพื่อซื้อใจเจ้าตัวจริง ๆ
ปฐพียิ้ม มองพสุธาอย่างภาคภูมิใจ คนที่เขาชอบ เป็นคนที่พิเศษกว่าใคร ๆ จริง ๆ
พสุธามองรอยยิ้มของปฐพี เขาก็ส่งยิ้มบางตอบกลับไป ก่อนจะต่อสายหาทนายความเกษม เพื่อขอให้เจ้าตัวช่วยร่างสัญญามอบหุ้นให้กับคุณวินิจ
“ช่วยระบุในสัญญาด้วยนะครับ ว่าหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์นี้ คุณวินิจสามารถขายคืนให้แก่ผมได้เท่านั้น นอกเสียจากว่าผมจะไม่สามารถรับซื้อหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์นี้ได้ คุณวินิจจึงจะมีสิทธิ์ขายหรือมอบให้คนอื่น” พสุธาพูดระบุไป
ฝั่งทนายความเกษมก็นิ่งอึ้งตั้งแต่ได้ยินว่าพสุธาจะมอบหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับคุณวินิจแล้ว
นี่มันอะไรกัน คุณวินิจเพิ่งจะทำงานให้คุณพสุธาได้ไม่ถึงสามเดือนเลยด้วยซ้ำ ก็ได้รับหุ้นมูลค่ากว่าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านบาทแล้ว และแนวโน้มที่หุ้นจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็สูงมาก
คุณวินิจจะโชคดีเกินไปแล้ว
ทนายความเกษมอิจฉาคุณวินิจมาก
ไม่ใช่แค่ทนายความเกษม หลังคุณวินิจวางสายจากพสุธา เขาก็ดีใจจนปากหุบยิ้มไม่ลง ทั้งดีใจ ทั้งมีความสุข ทั้งภูมิใจ
เขาเลือกติดตามเจ้านายไม่ผิดจริง ๆ ท่านประธานจงเจริญ!
คุณวินิจแทบจะเปิดแชมเปญฉลอง ขณะที่สุรัสที่เป็นผู้ช่วยของคุณวินิจ ก็มองคุณวินิจด้วยสายตาอิจฉาอย่างเปี่ยมล้น
เขาไม่ได้ยินหรอกว่าพสุธาพูดอะไร แต่ได้ยินคำพูดของคุณวินิจ เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณวินิจถึงดีใจนัก
หุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์เลยนะ หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของซอร์กรุ๊ป แค่ตอนนี้ก็มีมูลค่ากว่าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านบาทแล้ว อนาคตข้างหน้า หุ้นซอร์กรุ๊ปพุ่งทะยาน มูลค่าหุ้นในมือของคุณวินิจ ก็จะพุ่งทะยานตามไปด้วย
“ผู้จัดการใหญ่ ยินดีด้วยนะครับ” สุรัสรีบพูดแสดงความยินดี หลังจากกดความอิจฉาลงไปแล้ว
ต่อไปนี้เขาต้องตั้งใจทำงานให้มากกว่าเดิม ไม่แน่ว่าวันหน้า เขาอาจจะได้รับผลประโยชน์เหมือนคุณวินิจ
พสุธาไม่รู้ว่าแค่เขามอบหุ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ให้คุณวินิจ ก็ปลุกกำลังใจของพนักงานคนอื่น ๆ ได้อย่างมาก
วันถัดมา ซึ่งเป็นวันศุกร์ วันนี้ศิลา นะโมจะออกเดินทางไปเกาะส่วนตัวของพสุธา พร้อมกับพนักงานบริษัทเท็นซี พสุธาเพียงแค่ส่งทั้งคู่ที่หน้าบ้าน เพราะว่าเฮียโก้ และพันไมล์มารับทั้งคู่ไปสนามบินพร้อมกัน
“ดูแลกันดี ๆ นะ อย่าดื้อ อย่าซน อย่าลงเล่นน้ำคนเดียว” พสุธากำชับศิลา และนะโม ทำเอาคนฟังนั้นหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก
“ขอโทษนะ กูสิบแปด พี่หินยี่สิบ มึงอย่าทำเหมือนพวกกูอายุสองขวบ สามขวบได้ไหม” นะโมพูดอย่างจนใจ แต่พสุธาไม่สนใจนะโม หันไปพูดกับเฮียโก้
“เฮียดูด้วยนะ ถ้าสองคนนี้ซน อนุญาตให้ดุได้เลย”
“เออ ๆ กูรู้แล้วครับคุณพ่อ จะดูแลลูก ๆ ของคุณพ่อให้ดีเลยครับ” เฮียโก้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ พันไมล์ก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน
“น้องดินวางใจได้ พี่จะดูแลทั้งคู่อย่างดีแน่นอน”
“ขอบคุณครับ ถ้าสองคนนี้ไม่มีแผลกลับมา ผมจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่นะครับ” คำสัญญานี้ของพสุธา ทำให้พันไมล์แววตาลุกวาว
ถึงจะได้กินอาหารฝีมือของพสุธาอยู่ทุกวัน แต่พันไมล์ก็ไม่เคยเบื่อเลยสักนิด และยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้กิน
“พี่จะปฏิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วง รับรองยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม!”
ขณะที่พสุธาส่งพี่ชายขึ้นรถไปเกาะส่วนตัว คุณวินิจก็ส่งประกาศรับสมัครตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษ และตำแหน่งผู้ช่วยออกไป เพียงไม่นาน ก็มีคนส่งจดหมายสมัครงานเข้าอีเมลมาเป็นเจ้านวนมาก
มีหลายคนไม่รู้จักซอร์กรุ๊ป แต่พวกเขารู้จักศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่ถูดซอร์กรุ๊ปซื้อไป รวมถึงเมื่อเห็นฐานเงินเดือน และสวัสดิการ พวกเขาก็กระตือรือร้นที่จะสมัครเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยกันอย่างล้นหลาม
แต่ที่ผู้คนกระตือตือร้นสมัครมากที่สุด ทั้งยังได้รับความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอื่น ๆ ก็คือตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษ ที่เฉพาะเงินเดือนเริ่มต้น ก็อยู่ที่เจ็ดแสนบาทแล้ว
ใช่ เจ็ดแสนบาท ไม่ใช่เจ็ดหมื่น
“นี่มันทำลายตลาดชัด ๆ จ่ายเงินเดือนราคานี้ บริษัทอื่นจะทำยังไง”
“ผู้ช่วยพิเศษของฉันเห็นประกาศรับสมัครนี้หรือยัง ตอนนี้คงไม่ได้เตรียมเขียนจดหมายลาออกแล้วใช่ไหม”
“ให้ตายสิ มีรถประจำตำแหน่ง มีโบนัส มีสวัสดิการแบบนี้ รวมกับเงินเดือนเริ่มต้นเจ็ดแสนบาท ผู้ช่วยพิเศษของฉัน คงจะต้องหาคนใหม่แล้วล่ะมั้ง คนเก่าคงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว”
ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่เมื่อเห็นประกาศนี้ พวกเขาก็แค่นยิ้มอย่างขมขื่นออกมาทันที
พวกเขาอย่างมากก็ให้เงินเดือนผู้ช่วยพิเศษได้แค่เดือนละหนึ่งแสน นี่เป็นราคาที่สูงแล้ว แต่ซอร์ กรุ๊ป กลับเริ่มต้นที่เจ็ดแสน นี่มันจงใจขุดเสาบ้านคนอื่นชัด ๆ
กลุ่มผู้บริหารที่ไม่มีแหล่งข่าววงใน ไม่รู้เรื่องของพสุธา ก็พากันโอดครวญ แต่กลุ่มที่รู้ข่าววงใน รู้เรื่องของพสุธาดี พวกเขาก็มองว่าเงินเดือนเริ่มต้นเจ็ดแสนบาท และสวัสดิการอื่น ๆ สำหรับตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของพสุธานั้น เหมาะสมมาก
นอกจากนี้ พวกเขายังคิดอะไรได้มากกว่านี้
“ภวิศ แกไปสมัครงานนี้” ประธานบริษัทคนหนึ่งพูดกับลูกชายของตัวเอง ที่เพิ่งจะกลับมาจากเมืองนอก หลังทำงานให้กับบริษัทต่างชาติมาสองปี
ภวิศ หนุ่มนักเรียนนอกที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นอัจฉริยะ เนื่องจากเรียนจบปริญญาเอกตอนอายุยี่สิบเอ็ดปี และได้รับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทต่างชาติ ในทันทีที่เรียนจบ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดาให้ตัวเองไปสมัครงานที่บริษัทอื่น แทนที่จะเข้าทำงานที่บริษัทของครอบครัวตัวเอง เขาก็สีหน้าเปลี่ยนไป
“ทำไมล่ะครับ ผมเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ติดท็อปห้าร้อยของโลกเลยนะ พ่อจะให้ผมไปเป็นผู้ช่วยบริษัทเล็ก ๆ เนี่ยนะ” ภวิศพูดอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนัก
“แกไม่รู้อะไร นี่มันไม่ใช่ผู้ช่วยธรรมดา แต่เป็นผู้ช่วยพิเศษ”
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ผู้ช่วยพิเศษ จะไปสู้ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงได้ยังไง” ภวิศคิดว่าถ้าเข้าทำงานในบริษัทของครอบครัว เขารับตำแหน่งรองประธานได้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เป็นบิดา ก็ตั้งใจเอาไว้เช่นนั้น แต่อยู่ ๆ ทำไมถึงได้เปลี่ยนใจขึ้นมา
ภวิศสับสนอย่างหนัก
“ผู้ช่วยพิเศษคนอื่นอาจจะเป็นอย่างนั้น แต่ผู้ช่วยพิเศษของคุณพสุธา ต่อให้ประธานบริษัทอื่น หรือแม้แต่พ่อของแกอย่างฉัน ก็ยังต้องเกรงใจผู้ช่วยพิเศษของคุณพสุธา” คนเป็นพ่อพูดด้วยน้ำเสียงขื่น มองลูกชายอย่างไม่ได้ดั่งใจ
เจ้าลูกโง่นี่ ไม่รู้เลยว่าเขากำลังหาโอกาสดี ๆ ให้อยู่
ถ้าได้เป็นผู้ช่วยพิเศษของคุณพสุธา ก็จะได้ใกล้ชิดกับคุณพสุธา ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจจะได้เลื่อนจากผู้ช่วยพิเศษ เป็นคนพิเศษก็ได้!