84. ตอนที่ 83
ตอนที่ 83
การประกาศรับสมัครผู้ช่วยพิเศษของพสุธา ราวกับเป็นพายุลูกย่อม ๆ ในแวดวงธุรกิจขนาดใหญ่ หรือมหาเศรษฐีระดับหมื่นล้าน เพราะว่าแต่ละคนก็อยากส่งคนของตัวเองไปเป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธาทั้งนั้น
ผู้ช่วยพิเศษ สถานะนี้ ก็คือคนใกล้ชิดของพสุธา เป็นตัวแทนของพสุธาในการบริหารธุรกิจของเจ้าตัว เหมือนกับคุณวินิจ ที่ตอนนี้ดูแลทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านล้านของพสุธาอยู่
ตอนนี้คุณวินิจไปร่วมงานเลี้ยงนักธุรกิจคนไหน ก็แทบจะกลายเป็นพี่ใหญ่ของงานนั้นไปแล้ว ไม่มีใครกล้าเมินเฉยคุณวินิจ หรือดูถูกว่าคุณวินิจเป็นแค่ผู้ช่วยพิเศษเท่านั้น
ผู้ช่วยพิเศษที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลทรัพย์สินมูลค่าล้านล้านบาท ไม่ใช่สิ่งที่ประธานบริษัทมูลค่าไม่กี่หมื่นล้านบาทอย่างพวกเขาจะไปเทียบได้เลย
คำว่าแค่ไม่กี่หมื่นล้านบาทนี้ เมื่อก่อนยังไม่ปรากฏขึ้นมา จนกระทั่งมีการปรากฏตัวของพสุธา คำว่าไม่กี่หมื่นล้านบาท จึงกลายเป็นคำพูดติดปากของนักธุรกิจหลาย ๆ คน
หนึ่งหมื่นบาท กับหนึ่งล้าน มูลค่าแตกต่างกันอย่างมาก
แต่มูลค่าความแตกต่างของหนึ่งหมื่นล้านบาท กับหนึ่งล้านล้านบาท มันมากยิ่งกว่านั้น
นี่ยังไม่รวมถึงว่า พสุธามีทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านล้านบาท
ไม่ใช่จำนวนที่พวกเขาจะเทียบได้จริง ๆ ถึงขั้นที่พวกเขาสงสัยว่าตอนนี้พสุธาได้กลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกไปแล้วหรือเปล่า
ไม่ใช่หรอก พสุธายังห่างไกลจากคำว่ารวยที่สุดในโลก แต่ที่คนเหล่านี้สงสัยว่าพสุธารวยที่สุดในโลกแล้ว เพราะว่าพสุธา ‘ซื้อ’ หุ้นมูลค่ามหาศาลบ่อยเกินไป และดูง่ายเกินไปมาก ทำให้พวกเขาสงสัยกันอย่างยิ่งว่า สรุปแล้วพสุธามีเงินสดอยู่เท่าไรกันแน่ ทำไมถึงดูไม่มีวันหมดขนาดนั้น
และเพราะอยากรู้เรื่องนี้ด้วย รวมถึงวิธีการทำธุรกิจของพสุธา และอยากสานมิตรภาพกับพสุธาให้แน่นแฟ้น พวกเขาจึงได้พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งลูกหลาน หรือแม้กระทั่งคนที่ตัวเองเลือกให้เป็นผู้สืบทอดในอนาคต ไปเป็นผู้ช่วยพิเศษของพสุธา
พสุธาไม่รู้เรื่องนี้ แต่คุณวินิจที่ทำหน้าที่ตรวจสอบใบสมัครของผู้สมัคร เขาก็คิ้วกระตุก เมื่อเห็นผู้สมัครแต่ละคนมีนามสกุลที่เขาคุ้นเคยทั้งนั้น
“ทรัพย์ไพศาล นี่มันไม่ใช่นามสกุลเจ้าของบริษัทลงทุนที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านหรือไง”
“แล้วตระการกุล นี่มันนามสกุลเจ้าของธนาคารสยามวาณิชไม่ใช่หรือไง”
“หืม นี่มันรองประธานบริษัทหลอดไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไม่ใช่หรือไงกัน เอากับเขาด้วยเหรอเนี่ย”
คุณวินิจยิ่งดู ก็ยิ่งเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา ซึ่งส่วนใหญ่เขาเจอในงานเลี้ยงนักธุรกิจ บางคนก็ติดตามผู้เป็นบิดามารดามา บางคนก็เป็นตัวแทนมาเองเลย แต่คนเหล่านี้ ตอนนี้ต่างก็ส่งใบสมัครมาเป็นผู้ช่วยคนพิเศษของท่านประธานของเขา
แต่จะว่าไปแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไร เพราะเขารู้ดีที่สุดว่า ตำแหน่งผู้ช่วยคนพิเศษของท่านปรธานพสุธา มีหน้ามีตาขนาดไหน บรรดาพ่อแม่ของคนเหล่านี้ อยู่ต่อนหน้าเขา ยังต้องเกรงใจเขาหลายส่วน
แต่คุณวินิจก็รู้ดีว่าที่เขาได้รับความเกรง ไม่ใช่เพราะตัวเขา แต่เป็นเพราะเขาเป็นผู้ช่วยพิเศษของท่านประธานพสุธา
ทุกคนเหล่านี้ต่างหวาดเกรงท่านประธานของเขา เป็นท่านประธานของเขาที่ยอดเยี่ยมที่สุด
คุณวินิจเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ คนเหล่านี้มีพื้นเพครอบครัวที่ดีกว่าเขา มีระดับการศึกษาที่ดีกว่าเขา แต่ตอนนี้ก็มาสมัครงานตำแหน่งเดียวกับเขา
นี่มันช่างรู้สึกว่าตัวเองมีหน้ามีตาเหลือเกิน
“ดิน ได้ยินว่ามึงประกาศรับสมัครผู้ช่วยห้าสิบคนเลยเหรอ” สีไม้ถามพสุธา ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในคลาสเรียนช่วงบ่ายกัน แต่เพราะอาจารย์ผู้สอนให้พักสิบห้านาที พวกเขาเลยมีเวลาคุยกัน
“ใช่” พสุธาไม่แปลกใจที่เพื่อนได้ข่าว เพราะว่าการประกาศรับสมัครนี้ เป็นไปอย่างเปิดเผย และก็มีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายคนพูดคุยกัน กระทั่งบรรดาอาจารย์หลายคนยังพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ
บางคนถึงขนาดมาถามพสุธาอย่างเลียบ ๆ เคียง ๆ ให้กับลูกหลานของตนเอง
“ทำไม มึงมีญาติพี่น้องอยากจะสมัครบ้างเหรอ” พสุธาถามกลับไป
“ก็มีจริง ๆ นั่นแหละ พอรู้ว่ากูเป็นเพื่อนมึง ก็ให้มาลองถามดู แต่กูไม่ขอใช้เส้นสายหรอกนะ ปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการตามปกติเถอะ” สีไม้ยักไหล่พูด เขาไม่เคยคิดจะขอให้พสุธาเปิดประตูหลังบ้าน ให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาเข้าไปทำงาน
“ถ้าฝีมือไม่เลว จะให้กันที่เอาไว้ให้ก็ได้นะ” คำว่า ‘ไม่เลว’ ของพสุธา พวกเพื่อนต่างก็รู้ดีว่าหมายถึง ‘ยอดเยี่ยม’
“ช่างเถอะ ปล่อยให้แข่งกับคนอื่นอย่างยุติธรรมเถอะ” สีไม้ปฏิเสธ ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของเขาก็มีฝีมือการทำงานไม่เลวจริง ๆ นั่นแหละ แต่คนละความหมายกับพสุธา
ไม่เลวที่หมายถึงธรรมดา ๆ
และสีไม้ก็ไม่กลัวว่าพสุธาจะรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเป็นคนไหน แล้วแอบให้ความช่วยเหลือ
หนึ่งคือพสุธาไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น หรือสอง ต่อให้พสุธาเห็นหน้าเขา พสุธาก็เดาไม่ออกอยู่ดีว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาคือคนไหน เพราะว่าพวกเขาใช้คนละนามสกุลกัน
“งั้นก็ตามใจ” พสุธาก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ อันที่จริงเขาก็ไม่อยากรับใครเข้าทำงาน เพราะว่าอีกฝ่ายเป็นญาติกับคนสนิทของเขาหรอก
เพราะถ้ามีหนึ่งครั้ง ก็ต้องมีครั้งต่อ ๆ ไป ถึงตอนนั้นบริษัทของเขาก็ได้เละเทะกันพอดี
“แต่ถ้ามีญาติพี่น้องเก่ง ๆ ก็แนะนำมาได้นะ นอกจากตำแหน่งผู้ช่วยแล้ว บริษัทฉันยังรับพนักงานตำแหน่งอื่นด้วย” พสุธาพูดขึ้นอีกครั้ง
“แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนเถอะ ให้ไปหาทางดิ้นรนเอาเอง ไว้รอพวกเราเรียนจบแล้ว มึงรับพวกกูเข้าร่วมสำนักงานทนายความของมึงก็พอ เส้นสายยิ่งใช้ยิ่งน้อย จะใช้กับคนอื่นทำไม เก็บไว้ใช้กับตัวเองสิวะ” สีไม้พูดขึงขัง แต่ทำให้พสุธาหลุดหัวเราะออกมา
“ก็จริงของมึง” พสุธาเห็นด้วยกับคำพูดของสีไม้
“ได้ข่าวว่ามึงซื้อห้างมาทั้งห้างเลย” น้ำทิพย์พูดขึ้นบ้าง
คำพูดนี้ของน้ำทิพย์ ทำให้คนอื่น ๆ หันมองพสุธาเป็นตาเดียว
ซื้อห้างเลยเหรอ! นี่มันจะไม่รวยเกินไปเหรอ
“ข่าวไวดีนะ เพิ่งจะซื้อสำเร็จเมื่อวาน วันนี้ก็ได้ข่าวกันแล้ว” พสุธาจนใจกับข่าวสารที่รวดเร็วเหลือเกิน ราวกับคนพวกนี้จับตามองเขาอยู่ตลอดเวลา
ที่จริงก็ถูกจับตามองอยู่ตลอดนั่นแหละ แต่เป็นจากพวกมหาเศรษฐีทั้งหลาย แต่ถึงแม้ว่าจะจับตามองอยู่ตลอดเวลา พวกเขาก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้เลย ว่าพสุธาใช้วิธีการไหนในการเข้าซื้อหุ้น หรือเข้าซื้อกิจการที่มีมูลค่ามหาศาลทั้งหลาย
“กูฝันมาตลอดว่าอยากมีซีนที่ผู้ชายสั่งปิดห้างให้กูเดินชอปปิง มึงสานฝันให้กูได้แล้วสิแบบนี้” น้ำทิพย์พูดเสียงเพ้อฝัน
พสุธามองน้ำทิพย์
“นอนเถอะ นอนหลับแล้วในฝันมีทุกอย่าง”
คำพูดนี้ของพสุธา ทำให้พวกสีไม้ และเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ลอบฟังอยู่ หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง
น้ำทิพย์ทำปากยื่น ก่อนจะหัวเราะคิกคัก
“งั้นในฝันก็ต้องมีมึงแน่ ๆ รู้ไหมตอนนี้มึงกลายเป็นชายในฝันของคนทั้งมหาวิทยาลัยไปแล้ว”
“อย่ามาเวอร์น่า กูไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ทองสักหน่อย ที่ใครเห็นใครก็รัก”
“แต่มึงมีเงินมีทอง!” น้ำทิพย์พูดเสียงสูง
พสุธาแค่นหัวเราะในลำคอ เขาส่ายหน้าเบา ๆ แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ พอดีกับที่อาจารย์เริ่มสอนอีกครั้ง
ขณะที่อาจารย์สอน บางครั้งก็จะสุ่มเรียกนักศึกษาในคลาสเรียนให้ตอบคำถาม ทว่าชื่อที่ถูกเรียก ไม่มีชื่อของพสุธาเลย ไม่ใช่แค่วิชานี้เท่านั้น แต่วิชาอื่นก็เหมือนกัน
บางวิชาไม่ใช่ไม่เรียกชื่อแค่พสุธา แต่เพื่อนสามคนของพสุธาก็พลอยไม่ถูกเรียกชื่อไปด้วย แต่บางวิชาก็ยังดี เรียกเพื่อนสามคน แต่ไม่เรียกชื่อพสุธาคนเดียว
ที่ไม่สุ่มเรียกชื่อพสุธา ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ชอบพสุธา แต่เป็นเพราะเกรงกลัวต่างหาก
หากพวกเขาเรียก แล้วพสุธาตอบไม่ได้ นั่นไม่เท่ากับว่าทำให้เจ้าตัวเสียหน้าหรอกเหรอ พอเจ้าตัวเสียหน้า พวกเขายังจะใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ไหม จะไม่ถูกเล่นงานหรือไง
อาจารย์ทั้งหลายต่างก็ถูกความคิดของตัวเองหลอกหลอน หากพวกเขาวิเคราะห์ดูให้ดี พิจารณาให้ถี่ถ้วน ก็จะสังเกตเห็นเองว่า พสุธาไม่เคยวางตัวเหนือคนอื่นเลย เจ้าตัวก็ใช้ชีวิตเหมือนนักศึกษาทั่วไป ไม่ทำตัวเป็นคนพิเศษ มีก็แต่คนอื่นนั่นแหละ ที่ทำให้เพสุธากลายเป็นคนพิเศษเสียเอง
หลังสอนจนจบคาบ อาจารย์ก็สั่งการบ้าน ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนไป
เมื่ออาจารย์ออกจากห้องเรียนแล้ว พสุธาก็ชวนพวกน้ำทิพย์ไปที่ห้างใหม่ของเขา
“ไปทำไม อย่าบอกนะว่าจะปิดห้างให้กูจริง ๆ กูแค่ล้อเล่นนะ แบบเล่นละครไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดจริงจัง” น้ำทิพย์รีบพูดทันที เพราะกลัวพสุธาปิดห้างให้เธอ
น้ำทิพย์รู้ว่าพสุธาสามารถทำได้จริง ๆ ดูจากการที่เอารถราคาเป็นล้าน มาลดราคาขายให้พวกเขาแบบนั้น นี่มันสายเปย์ตัวพ่อเลยล่ะ
“นี่ยังไม่ตื่นจากฝันอีกเหรอ ฉันแค่จะชวนไปเดินเล่น” พสุธาพูดตอบกลับไป
แต่อันที่จริงแล้ว พสุธาโกหก เขาไม่ได้ไปห้างเพื่อไปเดินเล่น แต่ไปปทำภารกิจพิเศษ ที่เขารับมาจากธนาคารภารกิจต่างหาก
ภารกิจที่เขารับมาก็คือ ช่วยชีวิตตัวประกัน จากคนร้ายที่เข้าไปก่อเหตุร้ายในห้าง
พสุธาเห็นภารกิจนี้ เขาก็แทบจะเป็นบ้า เขาเพิ่งได้รางวัลเป็นห้างมา จะมีคนมาก่อเหตุร้ายในห้างหรูของเขา นี่มันไม่ใช่จะทำให้ห้างของเขาเจ๊งหรือไง ต่อไปใครจะกล้ามาเดินห้างเขาอีก
แล้วนี่อะไร เคลมตัวเองว่าเป็นห้างที่หรูหราที่สุดในทวีป แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ถึงขนาดปล่อยให้คนร้ายเอาอาวุธเข้าไปในห้างได้
ดังนั้นแล้ว ตอนที่รับภารกิจมา พสุธาก็ออกคำสั่งไปยังห้างรอยัลมอลล์แล้ว ว่านับตั้งแต่วันนี้ไป ให้ตรวจค้นลูกค้าทุกคนที่มาใช้บริการ หากใครไม่ยินยอมให้ตรวจค้น ก็ไม่ต้องอนุญาตให้เข้าไปใช้บริการ
พสุธารู้ว่าคำสั่งนี้ ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ ถึงอย่างไรคนที่มาใช้บริการห้างของเ ส่วนมากแล้วก็เป็นคนที่มีเงินทั้งนั้น แต่ถึงไม่พอใจ ก็ต้องยอมทำตาม ถ้าจะเข้าพื้นที่ของเขา
“จะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไป กูจะไปคนเดียว” พสุธาถามอย่างสบาย ๆ
“ไป ไปสิ ยังไม่เคยไปห้างหร฿แบบนั้นมาก่อนเลย ก่อนหน้านี้ไม่กล้า กลัวเป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุง แต่ตอนนี้ไปกับเจ้าของห้าง ยังมีอะไรต้องกลัวอีกล่ะ” น้ำทิพย์รีบพูดทันที พวกสีไม้เองก็คิดเหมือนกับเพื่อนสาว นี่เป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะได้เข้าไปยลโฉมห้างหรู
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเลย ขับรถกันไปเลยนะ หรือว่าจะไปรถคันเดียวกับกู”
“ของมึงคัน ของกูคันเถอะ ขาไปให้น้ำทิพย์ไปกับมึง ขากลับให้น้ำทิพย์กลับกับกู” สีไม้พูด เพราะว่าเขา สีเทียน และน้ำทิพย์ ต่างก็อยู่หอกันทั้งหมด มีพสุธาที่อยู่บ้าน ดังนั้นจึงไม่ต้องให้พสุธามาส่งน้ำทิพย์กลับหอที่มหาวิทยาลัย แต่ให้น้ำทิพย์กลับกับพวกเขาแทน
“เอางั้นก็ได้” เมื่อตกลงกันได้แล้ว พวกเขาก็ออกเดินทาง
ใช้เวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมง กว่าที่พวกเขาจะมาถึงรอยัลมอลล์ สาเหตุเป็นเพราะว่ารถติดหนัก ด้วยเป็นเวลาเลิกเรียนของสถานบันการศ฿กษาหลายแห่ง
เมื่อพสุธามาถึง เขาก็ไม่ได้เปิดเผยตัวตน ทว่าตั้งแต่เมื่อวาน รูปของเขาก็ถูกกส่ง่ให้กับพนักงงานของห้าง ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ไปจนถึงระดับบริหาร เพื่อที่ทุกคนจะไม่พลาดไปแตะเหล็กร้อนเข้าให้
ดังนั้นเมื่อพสุธาปรากฏตัว ก็ถูกแจ้งเป็นทอด ๆ ไม่นานก็ส่งถึงรองประธานของห้างรอยัลมอลล์
“อะไรนะ ท่านประธานคนใหม่มาอย่างนั้นเหรอ แน่ใจนะว่ามองไม่ผิดคน” พีรยุทธ์พูดด้วยน้ำเสียงอันดัง เมื่อได้ยินผู้ช่วยแจ้งมาแบบนี้
“ไม่ผิดแน่ครับ ผมตรวจสอบแล้ว” ผู้ช่วยก็รีบให้คำตอบ
“งั้นก็สั่งการลงไปเลย ให้พนักงานทุกคนเตรียมต้อนรับท่านประธาน”
“ท่านรองครับ ท่านประธานมาพร้อมกับเพื่อนอีกสามคนในชุดนักศึกษา ดูแล้วไม่ได้มาตรวจกิจการ แต่มาเดินเล่นเสียมากกว่า และไม่ได้แจ้งกับพวกเรา ถ้าพวกเขาจัดแจงพนักงานไปพบท่านประธาน ท่านประธานจะพอใจไหมครับ” ผู้ช่วยคนเดิมถามขึ้นมาอีก
พีรยุทธ์ชะงักไป เมื่อถูกผู้ช่วยเตือนสติ
นั่นน่ะสิ เมื่อช่วงสายตอนที่ท่านประธานโทรศัพท์มาสั่งเรื่องการตรวจค้นลูกค้าก่อนเข้าห้าง ก็ไม่ได้บอกว่าวันนี้จะมา การที่เจ้าตัวมาแบบนี้ น่าจะต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องให้พนักงานคนอื่นไปแล้ว นายกับฉันไปกันแค่สองคนก็พอ” เจ้านายใหญ่มาเยือนทั้งที พวกเขาจะไม่โผล่ไปต้อนรับเลยก็ไม่ได้
“ครับ” คนเป็นผู้ช่วยก็ตอบรับอย่างกระตือรือร้น ในใจก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นายใหญ่คนใหม่ของพวกเขาทั้งหนุ่ม ทั้งหล่อ ไปให้เห็นหน้า ต่อให้ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรมาเลย ก็ยังสุขใจ ได้มองคนหล่อ
พสุธาตอนนี้ที่อยู่กับเพื่อน ๆ ก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองกลายเป็นอาหารตาของคนอื่นไปเสียแล้ว
“มึงมองหาอะไรอยู่ บอกมา เดี๋ยวช่วยหา” สีเทียนพูดถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าพสุธาเหมือนจะมองหาอะไรบางอย่างอยู่สักพักหนึ่งแล้ว
“ไม่ได้หาอะไร ก็มองไปเรื่อยนั่นแหละ” พสุธาโกหก แต่จะให้เขาพูดได้ยังไงล่ะ ว่ามองหาคนร้ายที่จะเข้ามาก่อเหตุในห้างของเขา
อันที่จริงเมื่อเขามีคำสั่งตรวจค้นลงไปอย่างเข้มงวดแล้ว ถ้าเจอคนที่พกอาวุธาจะเข้ามาในห้าง นอกจากจะยึดอาวุธแล้ว ยังไม่ให้คนคนนั้นเข้ามาในห้างด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว โอกาสที่คนร้ายจะลงมือ ก็แทบจะไม่มีเหลือ
แต่ประเด็นก็คือ เขายังไม่ได้รับแจ้งเลยว่าตรวจเจอคนพกอาวุธเข้ามา
ระบบก็ไม่ยอมบอกด้วย ว่าคนร้ายจะก่อเหตุตอนกี่โมง และก่อเหตุที่จุดไหนในห้าง
เมื่อพึ่งพาระบบไม่ได้ พสุธาก็พึ่งพาสมองของตัวเองวิเคราะห์
อืม ถ้าเกิดว่าผู้ก่อเหตุไม่สามารถพกอาวุธเข้ามาในห้างได้ เจ้าตัวจะล้มเลิกการก่อเหตุหรือเปล่า
ไม่แน่ หากรู้ข่าวมาตั้งแต่แรกแล้วว่าวันนี้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ถ้าผู้ก่อเหตุไม่เปลี่ยนใจล้มเลิกแผนการ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการ
ใช่สิ ไม่จำเป็นต้องพกอาวุธมาจากข้างนอกเลยนี่ ในห้างก็มีอาวุธอยู่เยอะไม่ใช่หรือไง!
“ไป พวกเราไปแผนกเครื่องครัวกัน” พสุธาพูดกับเพื่อนทั้งสามคน
“ไปทำไมที่แผนกนั้น” สีเทียนถามอย่างสับสน เมื่ออยู่ ๆ พสุธาก็มีจุดหมายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ไปซื้อเครื่องซักผ้ามั้ง ไปแผนกเครื่องครัว ก็ต้องไปดูพวกเครื่องครัวสิ” สีไม้พูดตอบแทนพสุธา
“เออ ก็จริงของมึง ว่าแต่มึงจะซื้ออะไรบ้าง กูช่วยออกส่วนหนึ่งได้ไหม ถือว่าเป็นค่าอาหาร แดกฟรีทุกวันแล้วเกรงใจ” สีเทียนพูดเสนอ และนั่นทำให้อีกสองคนก็พยักหน้าหงึกหงัก ต้องการบอกว่าพวกเขาเองก็อยากช่วยจ่ายด้วยเหมือนกัน
พสุธาปวดหัวตุบ ๆ คิดในใจว่าไม่น่าชวนเพื่อนมาด้วยเลย เขาจะมาจับคนร้าย ไม่ได้มาเพื่อซื้อของ!
“เอาไว้ก่อนเถอะ ยังไม่แน่ว่าจะซื้ออะไรบ้าง” พสุธาบอกปัด ก่อนจะเร่งฝีเท้า เดินพาเพื่อนทั้งสามคนไปยังแผนกเครื่องครัว
เมื่อพสุธามาถึงแผนกเครื่องครัว หัวหน้าแผนกก็ได้รับการแจ้ง รีบมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
“สวัสดีครับท่านประธาน ท่านประธานต้องการสินค้าอะไร แค่แจ้งมา พวกเราจะจัดส่งถึงที่ ไม่จำเป็นต้องให้ท่านประธานลำบากมาเองถึงที่นี่เลยครับ” หัวหน้าแผนกพูดอย่างประจบ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถึงแม้ว่าท่านประธานจะอายุยังน้อย ทว่ายังไงก็เป็นนายใหญ่ของพวกเขา เจอนายใหญ่ก็เหมือนเจอเสือ ใครจะไปอยากเจอกันเล่า!
“พวกคุณไม่ต้องสนใจผม มีอะไรทำก็ไปทำกันเถอะ ผมแค่มาเดินเล่นเฉย ๆ” พสุธาบอกปัด
หลังจากที่พูดจบ เขาก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่ายอีก สายตาของเขาสำรวจไปทั่ว ดูว่ามีคนน่าสงสัยบ้างหรือเปล่า
‘หม่อม คุณพร้อม บุญมี ช่วยจับตาดูด้วย ถ้าใครน่าสงสัย ก็บอกฉันทันที’ พสุธาสั่งงานบริวารทั้งสามของตัวเอง
‘รับทราบ’
จากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันเดินตรวจสอบไปทั่วแผนก ด้วยสายตาที่มองราวกับจะหาจุดจับผิด ทำให้ทั้งพนักงาน ทั้งหัวหน้าแผนก ต่างก๊อกสั่นขวัญแขวน อยากจะรู้ว่าตัวเองไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า ทำไมเป้าหมายแรกของนายใหญ่คนใหม่ ถึงเป็นแผนกของพวกเขาล่ะ
พสุธาไม่มีเวลาสนใจความรู้สึกของพนักงาน เขาต้องจับตามองคนอย่างไม่ให้เล็ดรอดสายตา
มองอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็เจอคนที่ต้องสงสัย
“นายท่าน ดูคนนั้นสิ แววตาอาฆาตอย่างชัดเจน” คุณพร้อม อดีตนักเรียนทหารผู้มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของรุ่น ชี้ให้พสุธามองไปที่ชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเลือกซื้อมีดอยู่
พสุธามองไป เขาก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นดูน่าสงสัยจริง ๆ ภายนอกดูเลือกซื้อมีดอย่างใจเย็น แต่มองเห็นกลิ่นอายอำมหิตจากเจ้าตัว
ทว่าแม้จะสงสัย แต่เมื่อไม่มีหลักฐาน พวกเขาก็ไม่สามารถลงมือได้ ดังนั้นจึงได้แต่จับตาดูเท่านั้น
พสุธาสะกดรอยตามอีกฝ่ายตั้งแต่ตอนที่เจ้าตัวซื้อมีด และเดินออกจากแผนกเครื่องครัว เดินมุ่งหน้าไปยังศูนย์อาหาร
“ถ้าหมอนั่นลงมือทำร้ายคน พวกนายช่วยหยุดเขาไว้ด้วยนะ” พสุธาสั่งการกับบริวารทั้งสาม ซึ่งสิ้นเสียงเขาไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง
“ช่วยด้วย!”
“บัดซบ” พสุธาสบถในลำคอ เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับเป็นตัวประกันไปแล้ว มีดจี้อยู่ที่คอของเธอ
ตัวประกันหญิงหวาดกลัวอย่างชัดเจน เธอร้องไห้อ้อนวอนขอให้คนช่วย
“นายต้องการอะไร เรามาพูดกันดี ๆ ดีกว่า อยากได้อะไรบอกมาเลย ฉันจะจัดหาให้เอง” พสุธารีบเข้าไปพูดเกลี้ยกล่อม
ด้วยความหน้าเด็กของพสุธา ทำให้คนร้ายนั้นไม่ชื่อถือพสุธา
“อย่าแส่ หลบไป เด็กอย่างมึงจะให้อะไรกูได้”
“นายลองพูดมาก่อน ฉันเป็นเศรษฐีนะ ไม่มีอะไรที่ฉันหามาให้ไม่ได้หรอก” พสุธาพูดออกไป
“ดิน มึง..” สีไม้รั้งพสุธาเอาไว้ เขาพูดเสียงสั่น
“กูเป็นเจ้าของห้าง เรื่องนี้กูก็ต้องรับผิดชอบ” พสุธากระซิบกลับไป
“มึงรวยงั้นเหรอ กูเกลียดพวกคนรวยอย่างมึงที่สุด ไม่เห็นหัวใคร ดูถูกคนจน ๆ อย่างพวกกู พวกมึงสมควรตายไปให้หมด ตายตามแม่กูไปเลย ห้างนี่ก็พังพินาศไปด้วยเลย ไล่กูออกจากงาน ทำให้แม่กูไม่มีเงินรักษา สมควรตาย สมควรตายให้หมด” คนร้ายพูดอาละวาดอย่างคลั่งแค้น
พสุธาฟังแล้วก็จับใจความได้ว่า เพราะถูกไล่ออกจากงาน ทำให้เจ้าตัวไม่มีเงินพามารดาไปรักษา และสุดท้ายมารดาของเจ้าตัวก็ตาย
เรื่องนี้ดูเหมือนว่าต้องสอบสวนให้ดี ถ้าเกิดว่าเป็นการไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม ห้างแห่งนี้จะต้องถูกสังคมประณามอย่างแน่นอน
แต่ว่าในเมื่อมีเหตุผลแบบนี้ก็ดี เขาก็สามารถหาวิธีช่วยตัวประกันได้แล้ว
“นายแค้นห้างนี้ใช่ไหม ได้ ตอนนี้ฉันเป็นเจ้าของห้างนี้ นายปล่อยผู้บริสุทธิ์ แล้วจับฉันเป็นตัวประกันแทน”
พสุธาเสนอตัว
อีกฝ่ายมีมีด เขาไปเป็นตัวประกันแทน ไม่จำเป็นต้องกลัวเลย ในเมื่อเขาฟันแทงไม่เข้า
กังวลอยู่อย่างเดียว ถ้าเกิดว่าคนร้ายคุ้มคลั่ง ใช้มีดแทงเขาขึ้นมา แล้วมีดหัก ลูกค้าจะคิดว่ามีดที่ขายในห้างของเขา ไม่ได้ประสิทธิภาพหรือเปล่านะ!