88. ตอนที่ 86
ตอนที่ 86
“ถ้ายังอยากมีโอกาสได้ไปผุดไปเกิด ก็ออกห่างจากคนของฉันเดี๋ยวนี้!” เสียงอันเย็นเยียบของพสุธา ทำให้วิญญาณสาวสะดุ้ง ก่อนจะหันมามองพสุธาด้วยสายตาไม่พอใจ
ขณะที่ปฐพีหัวใจเต้นเร็วขึ้นมาจังหวะหนึ่ง คำพูดอันประกอบไปด้วยหลายคำ เขาได้ยินชัดเจนเพียงแค่ ‘คนของฉัน’
พสุธาบอกว่าเขาเป็นคนของเจ้าตัวใช่ไหม!
ปฐพีคิดอย่างมีความสุข ก่อนจะพูดเสียงราวกับเรียกหาความช่วยเหลือ
“ดิน ช่วยพี่ด้วย” ปฐพีพูดเหมือนสาวน้อยกำลังรอคอยอัศวินขี่ม้าขาว
เขามองเห็นวิญญาณสาว แต่เขาไม่ใช่พสุธา เขาทำได้แค่มองเห็น แต่ไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ ทว่ายังดีที่เขามีฟองน้ำยันต์ของพสุธา ทำให้วิญญาณสาวไม่สามารถเข้าถึงตัวเขาได้ แต่ถึงกระนั้น เจ้าหล่อนก็ไม่ยอมละความพยายาม จะเข้ามากอดเขาเสียให้ได้ พยายามหลอกล่อหว่านล้อมให้เขาพูดอนุญาต แบบนั้นเจ้าตัวก็จะใกล้ชิดเขาได้
พสุธามองปฐพี แล้วดึงเจ้าตัวมายืนอยู่ข้างหลังตัวเอง ขณะที่สายตายังจับจ้องไปยังผีสาว
“ไปซะ อย่ามายุ่งกับคนของฉัน” พสุธาเอ่ยปากไล่ เมื่อเห็นว่าวิญญาณสาวยังไม่ยอมไปไหน
เจ้าตัวไม่ใช่วิญญาณที่ถูกสะกดให้อยู่กับที่ และดูจะมีพลังไม่น้อย
“มึงเป็นใคร มาแส่อะไรด้วย” ผีสาวไม่ทำตามที่พสุธา ‘แนะนำ’ เจ้าหล่อนตวาดเสียงกร้าว ตามองพสุธาอย่างเกลียดชัง
“เขาเป็นคนของฉัน การที่ผีแม่หม้ายอย่างเธอมายุ่งกับคนของฉันต่างหาก ที่เรียกแส่ แส่หาที่ตายอีกรอบ ไม่อยากไปผุดไปเกิดใช่ไหม” พสุธาพูดเสียงเนิบช้า แต่เขาไม่ได้ขู่
ผีแม่หม้ายตนนี้ เขามองออกแล้วว่าเจ้าตัวมีพลังมากจริง ๆ แต่นั่นก็เป็นเพราะดูดกลืนพลังชีวิตของชายหนุ่มไปมากมาย บางคนล้มป่วย บางคนก็ตายไปเลย
“หน้าละอ่อนอย่างมึงจะทำอะไรกูได้ คิดว่ากูจะกลัวมึงหรือ” ผีแม่หม้ายเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นอัปลักษณ์น่ากลัว เหตุเพราะความโกรธจนไม่สามารถควบคุมพลัง ให้รักษารูปโฉมไว้ล่อลวงบุรุษได้
พสุธาไม่ต่อความยาวสาวความยืด เขาหยิบเชือกอาคมขึ้นมา แล้วโยนออกไปส่ง ๆ มันก็มัดผีสาวจนแน่น ก่อนที่เขาจะหยิบธูปไฟฟ้าออกมา แล้วสวดเรียกนายนิรยบาล ซึ่งเพียงแค่ไม่นาน ก็ปรากฏนายนิรยบาลสองนาย ที่พสุธาเคยเจอก่อนหน้านี้
“เจ้าอีกแล้วรึ คราวนี้เรียกข้ามาด้วยเหตุใดอีกเล่า” นายนิรยบาลพูดถามพสุธา
“เรียกท่านมารับวิญญาณอย่างไรเล่า นั่น วิญญาณแม่ม่านตนนั้น ตอนมีชีวิตผิดผัวผิดเมียผู้อื่น ตายแล้วยังล่อลวงเอาชีวิตบุรุษ สมควรพาตัวไปรับโทษในนรกแล้วกระมัง” พสุธาชี้ไปยังผีสาว ที่ตอนนี้กำลังดิ้นรนอย่างหวาดหวั่น
ผีแม่หม้ายรู้สึกเสียใจแล้ว คิดว่าตนเองน่าจะไสหัวไปให้ไกลตั้งแต่ตอนที่พสุธาเอ่ยปากไล่แล้ว หากรู้ว่าพสุธาจะมีความสามารถเช่นนี้ แต่น่าเสียดาย หล่อนคิดได้เมื่อสายเกินไป
“ผีแม่หม้ายรึ” นายนิรยบาลอีกนายหนึ่งพูด แล้วมองไปยังผีแม่หม้าย
“ก่อกรรมทำเข็นมามากมายจริง ๆ มึงต้องอยู่ในนรกชั่วกัปชั่วกัลป์เสียแล้ว” พูดจบแล้วก็หันมาหาพสุธา
“เอ็งช่วยงานโลกปรภพอีกแล้ว ความดีความชอบของเอ็งจะถูกบันทึกเอาไว้ หากมีความดีความชอบถึงเกณฑ์เหมาะสมเมื่อไร เอ็งก็สามารถสอบเข้ารับราชการในยมโลกได้” นายนิรยบาลพูดบอก
พสุธามุมปากกระตุก เขาได้ยินว่าหลาย ๆ ครอบครัวมักจะคาดหวังให้ลูกสอบเข้ารับราชการ ซึ่งราชการครู ตำรวจ และทหาร เป็นที่นิยมมากที่สุด ทว่าเขาไม่คิดเลยว่าวันหนึ่ง จะถูกบอกให้สอบเข้ารับราชการเหมือนกัน ทว่าไม่ใช่คนในครอบครัวที่บอก แต่เป็นนายนิรยบาล แล้วก็ไม่ใช่ข้าราชการครู ทหาร หรือตำรวจ แต่เป็นข้าราชการยมโลก
“สวัสดิการดีไหมครับ คนในครอบครัวได้รับสิทธิพิเศษอะไรบ้าง” พสุธาถามออกไป
ปฐพีที่อึ้งไปตั้งแต่ได้ยินคำพูดของนายนิรยบาล เขาก็ยังอึ้งอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำถามของพสุธา
เขาคิดมาตลอดว่าพสุธาเป็นคนพิเศษ เจ้าตัวมีทัศนคติที่ไม่เหมือนใคร แต่ก็ไม่คิดว่าจะไม่เหมือนใครขนาดนี้!
“ตายแล้วสามารถเข้ารับการตัดสินโทษจากท่านพยายมราชก่อน เอ็งคิดว่าพิเศษพอหรือไม่”
“น่าจะยังพิเศษได้มากกว่านี้อีกนะครับ อย่างไรลองปรับสวัสดิการใหม่ดู ยุคนี้แรงงานมีสิทธิ์ในการต่อรองสูงนะครับ” พสุธาตอบอย่างจริงจัง
“ได้ หากมีโอกาส ข้าจะทูลถามท่านพยายมราชเอง ตอนนี้ข้าต้องไปก่อนแล้ว ยังมีงานรอข้าอีกเยอะ เอ็งก็รีบ ๆ ตายแล้วมาช่วยแบ่งเบางานข้านะ” พูดจบนายนิรยบาลก็กุมวิญญาณผีแม่หม้ายไปรับโทษ ทิ้งให้พสุธายืนคิ้วกระตุกอยู่คนเดียว
เขาแค่พูดเล่น ไม่ได้สนใจงานในยมโลกจริง ๆ สักหน่อย!
“พี่ว่างานรับจ้างของนายก็ไม่เลว มีอิสระสูง ถึงงานจะหนักไปหน่อย แต่ก็ถือเป็นงานอดิเรกได้ นายอย่าเพิ่งคิดจะสอบรับราชการเลย” ปฐพีพูดอย่างจริงจัง
พสุธาหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก
“คุณป๋าครับ ผมก็ไม่คิดจะรับราชการหรอก ยังไม่รีบตายครับ!”
เอาไว้ถ้าเขาทำภารกิจของระบบไม่สำเร็จ เขาค่อยพิจารณาเรื่องสอบรับราชการก็ได้!
“พ่อบ้านของคุณป๋าไม่อยู่เหรอครับ” พสุธาถามออกไป เมื่อเขาไม่เห็นพ่อบ้านส่วนตัวของปฐพี
“เขาไม่ได้พักที่นี่ครับ ตอนเช้ามาทำงาน ตอนเย็นก็กลับ” ปฐพีพูดตอบ ก่อนจะหยิบรองเท้าสำหรับใส่เดินในบ้านให้กับพสุธา
ก่อนหน้านี้พสุธาไม่มีรองเท้าสำหรับใส่เดินในบ้าน แต่ตอนนี้มีแล้ว
“ของใหม่?” พสุธาเลิกคิ้วมองปฐพี
“ของนาย พี่ซื้อเตรียมไว้ให้นายโดยเฉพาะ ใส่พอดีหรือเปล่า” ปฐพีถามพลางมอง ก่อนจะชื่นชมตัวเองอยู่ในใจ เพราะรองเท้าที่เขาเลือกซื้อมานั้น พอดีกับเท้าของพสุธาอย่างไม่มีขาด ไม่มีเกิน
“พอดีมากครับ คุณป๋ารู้ไซซ์รองเท้าผมได้ยังไง” พสุธาถามอย่างแปลกใจ
“พี่กะ ๆ เอาน่ะ” ปฐพีตอบ ก่อนที่จะเดินไปยังห้องครัว ถามพสุธาว่า
“นายดื่มอะไรหน่อยไหม”
“น้ำแร่อุณหภูมิที่ยี่สิบห้าองศาเซลเซียสครับ” พสุธาพูดตอบกลับไป
ปฐพีชะงัก ก่อนจะหัวเราะเสียงทุ้มต่ำในลำคอ
“เจ้าคิดเจ้าแค้นจริง ๆ” ปฐพีพูดเสียงกลั้วหัวเราะ เขาจำได้ว่าวันแรกที่พสุธามาทำงานให้เขา เขาก็ออกคำสั่งกับเจ้าตัวแบบนี้ ตอนนั้นเขาแค่ต้องการจะทดสอบความสามารถของเจ้าตัว
“อะไรกันครับ ผมแค่อยากรู้ว่าน้ำแร่ที่คุณป๋าชอบดื่ม รสชาติมันเป็นอย่างไร”
“ได้” ปฐพีก็ขานรับ ก่อนจะจัดการรินน้ำแร่ใส่แก้ว แล้วใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ เมื่อได้ที่ต้องการแล้ว ก็นำไปเสิร์ฟให้กับพสุธา
พสุธามองแล้วก็ขำออกมา เพราะปฐพีใช้วิธีการเดียวกับเขาเป๊ะเลย
“อันนี้เรียกล้อเลียนหรือเปล่าครับ” พสุธาถามพลางหัวเราะ
“เรียกว่าเรียนรู้” ปฐพีพูดตอบยิ้ม ๆ ก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะชะงักค้าง เมื่อมีเสียงที่สามดังขึ้นมาว่า
“เรียนรู้อะไร”
พสุธา และปฐพีหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นปฐวี พี่ชายของปฐพีนั่นเอง
“คุณเสี่ย สวัสดีครับ” พสุธาทักทายคนอายุมากกว่า
“สวัสดีน้องสะใภ้” ปฐวีก็ตอบกลับอย่างเป็นกันเอง (เกินไป)
“ยังไม่ใช่นะครับ” พสุธาพูดแก้อย่างไม่จริงจังนัก
“หมายความว่าในอนาคตก็จะใช่สินะ ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ ให้เวลาพ่อแม่พี่ได้เตรียมค่าสินสอดหน่อยก็ดี” ปฐวีพูดกึ่งเล่นกึ่งจริง
ที่บอกว่ากึ่งจริงเนี่ย เพราะเขากลัวว่าปู่จะทำตามที่พูดจริง ๆ เอาสมบัติทั้งหมดยกให้ปฐพีไปสู่ขอพสุธา
เขาเองก็ต้องแต่งเมียเหมือนกันนะ!
ฝั่งพสุธาก็ทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของปฐวี เขาลุกขึ้นยืน
“ผมจะไปทำอาหาร คุณป๋า คุณเสี่ย มีเมนูอะไรที่อยากทานเป็นพิเศษไหมครับ”
“พี่อยากกินซุปไก่ดำ!” ปฐวีพูดตอบทันที
ซุปไก่ดำ เป็นอาหารเมนูสุดพิเศษของพสุธา ปฐวีได้มีโอกาสลิ้มลองอยู่หลายครั้ง เพราะว่าพสุธาทำส่งไปให้กับคุณปู่พิภพบำรุงร่างกาย ตอนนี้คุณปู่พิภพก็แข็งแรงขึ้นมาก จากที่คาดการณ์ว่าจะอยู่อีกได้แค่หนึ่งปี ตอนนี้อยู่ได้สิบปีก็ไม่มีปัญหา
“ไม่สบายเหรอครับ” พสุธาถามออกไป
“พี่สบายดี แค่อยากกินอาหารหายาก อีกอย่างพี่เตรียมจะไปปีนเขาแล้ว อยากจะบำรุงร่างกายสักหน่อย” ปฐวีตอบอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าอย่างนั้นก็โอเคครับ คุณป๋าล่ะครับ” พสุธาหันไปถามปฐพี
“พี่กินได้หมด อาหารที่นายทำ อร่อยทุกอย่าง” ปฐพีพูดตอบ
พสุธาลอบถอนหายใจ งานที่หนักที่สุดของการทำอาหาร ไม่ใช่ขั้นตอนไหนเลย แต่เป็นการเลือกเมนูเนี่ยแหละ!
“งั้นกินกุ้งราดซอสมะขาม ปลาหมึกนึ่งมะนาวไหมครับ” พสุธาเลิกคิ้วส่งให้ปฐพี
ปฐวีหัวเราะก๊าก ขณะที่ปฐพียิ้มอย่างเอ็นดู
“ถ้านายอยากเปลี่ยนพี่ไปเป็นบริวารของนาย พี่ก็ยินดี”
พสุธาชะงักไป ไม่คิดว่าปฐพีจะตอบมาแบบนี้
“บริวารอะไรวะ” ปฐวีสงสัยว่าน้องชายพูดอะไร เขาจึงได้ถามออกมา
“ไม่เสือกสักเรื่องได้ไหม” คนที่พูดจานุ่มนวลอ่อนโยนกับพสุธา หันไปพูดประโยคนี้กับพี่ชายของตัวเอง
ปฐวีเบ้ปากใส่น้องชาย
“ไอ้พวกสองมาตรฐานเอ๊ย”
“อยากได้มาตรฐานดี ๆ ฉันจะตามแสงจันทร์มาให้นาย ดีไหม” ปฐพีพูดตอบกลับไป
ปฐวีชะงักกึก ก่อนจะยกสองมือยอมแพ้
“เอาเถอะ อย่าหาเรื่องให้กูเลย”
“ทำไมล่ะครับ พี่จันทร์น่ารักจะตาย” พสุธาสงสัย ว่าทำไมปฐวีดูจะขยาดแสงจันทร์นัก
“น่ารักกับคนอื่น แต่แสบกับพี่น่ะสิ” ปฐวีพูดอย่างขมขื่น
พสุธาคิดไม่ออกว่าคนน่ารักอย่างแสนจันทร์ จะทำตัวแสบแบบไหนได้
“ว่าไปแล้ว ก็ไม่ได้เจอพี่จันทร์มาหลายวันแล้วเหมือนกันนะครับ” พสุธาพูดขึ้นมา
“พี่โทรตามให้” ปฐพีเสนอ แต่ก็ถูกปฐวีขัดขวางเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“กูกราบล่ะ ปล่อยให้กูได้หายใจหายคอบ้าง อย่าเพิ่งตามตัวแสบมาเลย” ปฐวีพูดอย่างจริงจัง ทำให้พสุธายิ่งอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น
แต่สุดท้ายพสุธาก็ไม่ได้ขอให้ปฐพีชวนแสงจันทร์มา เห็นแก่ที่ปฐวีแทบจะยกมือไหว้ขอร้องอยู่แล้ว
“อาหารฝีมือนายยังอร่อยเหมือนเคย พี่ล่ะอยากกินทุกวัน เมื่อไรนายจะแต่งงานกับไอ้ป๋าล่ะ” ปฐวีพูดขึ้นมา พร้อมกับลูบไปที่พุงของตัวเอง
“เกี่ยวอะไรกับแต่งหรือไม่แต่งกับฉัน ฉันแต่งเมีย ไม่ได้แต่งพ่อครัวทำอาหารให้นาย”
“แหม รีบออกตัวปกป้องเลยนะ เป็นไงดิน ไอ้นี่มันบอกเป็นนัยแล้วว่าแต่งงานกับมัน ไม่ต้องทำงานบ้านงานเรือน สนใจไหม” ปฐวีก็ชงให้น้องชายอย่างเต็มที่
“คุณเสี่ยน่าจะไปเป็นบาร์เทนเดอร์นะครับ ชงเก่งมาก”
“นายจะไปไหนแค่เช้าน่ะ” ปฐพีถามพสุธา เมื่อเห็นว่าพสุธาเตรียมตัวจะออกไปข้างนอก
วันนี้วันเสาร์ พวกเขาไม่มีเรียน แล้วพสุธาจะออกไปไหน
“ผมรับงานทำความสะอาดเอาไว้ครับ จะไปทำงาน”
“งั้นพี่ไปส่ง” ปฐพีรีบเสนอตัว
“ไม่เป็นไรครับ ผมขับรถไปเองได้ คืนนี้ผมจะกลับไปนอนที่บ้านด้วย”
“งั้นคืนนี้พี่ไปนอนเป็นเพื่อนนายที่บ้าน หินกับนะโมกลับวันพรุ่งนี้นี่ ใช่ไหม” ปฐพีอาสาอย่างรวดเร็ว
“ก็ได้ครับ” พสุธาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาพยักหน้า ก่อนจะออกจากห้องของปฐพี
ด้วยความที่เป็นวันหยุด ไม่เร่งรีบ พสุธาจึงเลือกรับงานทำความสะอาดสถานที่ที่อยู่ไกลออกไปจากใจกลางเมือง
เขาไม่อยากเจอคนที่รู้จักเขา เพราะมันทำให้ระบบตำหนิว่าเขาไม่ลำบากมากพอ คนที่รู้จักเขา ไม่กล้าที่จะสร้างความยุ่งยาก หรือความลำบากให้กับเขา ห้องที่เขาไปทำความสะอาด ได้ผ่านการทำความสะอาดอย่างดีมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพันไมล์ หรือวริศ ก็ราวกับกลัวว่าเขาจะทำงานหนักเกินไป นี่ทำให้พสุธาจนใจมาก
คราวนี้พสุธาเลือกทำความสะอาดบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ย่านชานเมือง เป็นบ้านเดี่ยวขนาดพื้นที่ราว ๆ หนึ่งร้อยห้าสิบตารางเมตร ก็ถือว่ากว้างพอสมควร ถ้าเขาทำงานนี้สำเร็จ เขาจะได้รับสี่ร้อยห้าสิบคะแนนความลำบาก
หมู่บ้านย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วเป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง ราคาบ้านเริ่มต้นที่ห้าล้าน และสูงสุดอยู่ที่สิบห้าล้าน
บ้านเดี่ยวขนาดหนึ่งร้อยห้าสิบตารางเมตร ราคาอยู่ที่เกือบ ๆ สิบล้าน ก็จัดเป็นคนระดับกลางในหมู่บ้านแห่งนี้
“ทำไมคนที่จ้างไว้ยังไม่มาอีกล่ะ” คนเป็นสามีพูดถามขึ้นมา น้ำเสียงไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
“จะรีบอะไรล่ะ ก็นัดไว้ตอนเก้าโมง นี่ยังไม่แปดโมงครึ่งเลยด้วยซ้ำ”
“ก็ต้องมาก่อนเวลาไม่ใช่หรือไง ไม่ต้องมาเตรียมความพร้อมเลยเหรอ”
“คุณจะรีบบ่นไปทำไม ทีคุณไปทำงานสายเป็นประจำ ไม่เห็นจะบ่นตัวเองเลย” คนเป็นภรรยาพูดเถียง
เธอไม่ใช่คนที่แต่งงานแล้วก็เป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัว แต่เธอมีงานของตัวเอง ถึงกระทั่งเงินเดือนยังสูงกว่าผู้เป็นสามีด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้วเธอจึงกล้ามีปากเสียงกับผู้เป็นสามี ด้วยมั่นใจว่าต่อให้หย่ากันไปแล้ว เธอก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างดีเหมือนเดิม
อาจจะดีกว่าตอนมีชีวิตคู่เสียด้วยซ้ำ ทว่าถึงแม้จะคิดอย่างนี้ เธอก็ไม่ได้วางแผนที่จะหย่า อย่างไรชีวิตคู่ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่หวานชื่น แต่ก็ยังดีอยู่
ฝั่งสามี เมื่อได้ยินภรรยาตอบกลับมาอย่างนั้น ก็ไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าหาเรื่องภรรยา เพราะว่ารายจ่ายส่วนใหญ่ของบ้าน เป็นภรรยาที่รับผิดชอบ กระทั่งเงินค่าเลี้ยงดูบิดามารดาของตัวเอง ถรรยาก็ยังช่วยจ่ายด้วยส่วนหนึ่ง
เมื่อไม่กล้าโมโหภรรยา ก็เอาความขุ่นเคืองทั้งหมดไปลงที่พสุธา พูดในใจอย่างมาดมั่นว่า
‘แกทำให้ฉันต้องทะเลาะกับเมีย มาถึงเมื่อไร คอยดูว่าฉันจะเล่นงานแกยังไง’
ชายคนนี้คิดอย่างมุ่งมั่น จนกระทั่งได้ยินเสียงกดกริ่งที่หน้าบ้าน และเมื่อเขาลุกออกไปดู ก็เห็นรถหรูจอดอยู่หน้าบ้าน
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เพราะทำงานเป็นเซลขายรถยนต์ ดังนั้นจึงรู้จักรถหรูมากมาย และรู้ว่ารถที่จอดอยู่ตรงหน้าตัวเอง มีมูลค่าถึงคันละแปดสิบล้านบาท อีกทั้งยังมีเพียงแค่เจ็ดสิบคันในโลก
รถที่หรูหราขนาดนี้ มาจอดอยู่หน้าบ้านเขาได้อย่างไร หรือว่าจะมาถามทาง เขารีบเดินออกมาหาทันที
“เอ่อ มาถามทางหรือครับ” น้ำเสียงสุภาพนอบน้อม ราวกับพูดอยู่กับลูกค้าที่จะมาซื้อรถ
“บ้านของคุณวิศรุตหรือเปล่าครับ” พสุธาพูดถามออกไป
“ใช่ครับ บ้านของผมเอง คุณมาหาผมเหรอครับบ” วิศรุตเบิกตากว้างอย่างตกใจ เมื่อได้ยินพสุธาถามว่าบ้านหลังนี้ใช่ของเขาหรือเปล่า
ถามแบบนี้ แปลว่ามาหาเขาใช่ไหม
ว่าแต่มาหาเขาเพราะอะไร หรือเพราะเห็นว่าเขามีความสามารถไม่เลว อยากจะชวนเขาไปกทำงานด้วย
ต้องใช่แน่ ๆ ที่ทำงาน เขาทำผลงานได้ไม่เลวเลยนะ ในหนึ่งเดือนสามารถขายรถได้อย่างน้อยหนึ่งคัน
วิศรุตยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ก่อนจะตื่นตะลึง เมื่อได้ยินพสุธาพูดว่า
“คุณวิศรุต สวัสดีครับ ผมเป็นพนักงานรับจ้างทำความสะอาดจากแอปพลิเคชันมาสเตอร์คลีน พสุธาครับ”
“คุณ คุณเป็นใครนะ” วิศรุตถามเสียงสั่น หลังจากที่นิ่งอึ้งไปหลายชั่วลมหายใจ
เขามองพสุธาที่ดูอย่างไรก็เหมือนคุณชายจากตระกูลใหญ่ ไหนจะรถหรูราคาแปดสิบล้านของเจ้าตัวอีก
คนแบบนี้จะมาเป็นพนักงานรับจ้างทำความสะอาดได้ยังไง ต้องเป็นเขาหูฝาดไปเองแน่ ๆ
“ผมเป็นพนักงานรับจ้างทำความสะอาด จากแอปฯ มาสเตอร์คลีนครับ” พสุธาตอบไปอีกครั้งหนึ่ง
วิศรุตรู้สึกว่าตัวเองยังหูเพี้ยนอยู่ดี
“ฮ่า ๆ สงสัยผมต้องไปหาหมอ ให้หมอตรวจดูหูสักหน่อยแล้ว คุณจะเป็นพนักงานทำความสะอาดได้ยังไง แต่ถ้าบอกว่าคุณเป็นเจ้าของแอปฯมาสเตอร์คลีน ยังน่าเชื่อถือมากกว่า เอ๊ะ หรือว่าคุณจะเป็นประธานบริษัท ที่ปลอมตัวมาเป็นคนรับจ้างทำความสะอาด”
“ผมไม่ได้ปลอมตัวนะครับ” พสุธารีบพูดทันที
อะไร เขาไม่ได้โกหกนะ เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่ประธานบริษัทนี่ เขาปฏิเสธเรื่องการปลอมตัวต่างหาก
เขาปลอมตัวที่ไหนกัน เขาก็คนจริง ๆ เอกสารกของจริง จะเป็นการปลอมตัวไปได้ยังไงล่ะ จริงไหม
แต่คำยืนยันของพสุธา ไม่ได้ทำให้วิศรุตเชื่อเลยสักนิด เจ้าตัวพูดเถียงด้วยท่าทางขึงขังว่า
“ผมรู้ ผมเคยดูซีรีส์แนวตั้งมา คุณต้องเป็นท่านประธานปลอมตัวมาแน่ ๆ จากนั้นก็ล่อลวงให้พวกเรากลั่นแกล้งดูถูกคุณ รังแกคุณ จากนั้นคุณก็จะเรียกผู้จัดการบริษัทมา เรียกบอดี้การ์ดมาจัดการพวกเรา สั่งให้บริษัทไล่พวกเราออกจากงาน สั่งให้ครอบครัวเราล้มละลาย ผมไม่หลงกลคุณหรอก อย่าหวังว่าจะรังแกคนซื่อ ๆ อย่างผมได้เลย!”